
ทาครีมแก้รอยคล้ำใต้ตาไม่หาย—แพทย์แนะวิธีแก้จริง
ทาครีมแก้รอยคล้ำใต้ตาไม่หาย—แพทย์แนะวิธีแก้จริง
ทาครีมแก้รอยคล้ำใต้ตาไม่หาย—แพทย์แนะวิธีแก้จริง
ทาครีมราคาแพงแล้ว เส้นเลือดและเม็ดสีจะหายไปจริงไหม? - 3 สาเหตุที่แท้จริงที่คุณไม่เคยรู้ เพราะการตลาด
รอยดำใต้ตา,
ที่ใช้ครีมบำรุงแล้วไม่ได้ผล
มันมีเหตุผลของมันอยู่ครับ

1. นอนเกิน 10 ชั่วโมงแล้ว แต่ใต้ตายังดูคล้ำเขียวอยู่เลย
2. ใช้ eye cream ราคาเป็นหมื่นไปหมดหลอดแล้ว แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
3. พอลองดึงผิวใต้ตาลงนิดนึง กลับเห็นสีคล้ำชัดขึ้นกว่าเดิม
หากคุณมีอาการตรงกับข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นนี้
นั่นแปลว่ารอยดำใต้ตาของคุณ
เกิดจากปัญหา 'โครงสร้างผิว' ครับ
ซึ่งหมายความว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นผิวที่ลึกมาก
ลึกเกินกว่าที่มาส์กหรือครีมบำรุงผิวจะซึมเข้าไปถึงได้ครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยดำใต้ตาที่เกิดจากผิวบาง
จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อ มีสิ่งที่เป็นเสมือน
'ฐานรองรับ' เข้าไปช่วยค้ำพยุงชั้นผิวที่บางลงนั้นไว้
และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดประณีตที่สุดในฐานะฐานรองรับผิว
วันนี้เรามาเจาะลึก Restylane Eyelight
พูดคุยกันแบบเปิดอก
ส่งตรงจากห้องตรวจกันเลยครับ
💡 สรุปประเด็นสำคัญของวันนี้
Q. สาเหตุของรอยดำใต้ตามีเพียงอย่างเดียวไหมคะ?
A. ไม่ใช่ครับ
รอยดำใต้ตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ประเภทเม็ดสี, ประเภทเส้นเลือด และประเภทโครงสร้าง
ซึ่งวิธีการรักษาก็จะแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงตามสาเหตุครับ
Q. Restylane Eyelight
เหมาะกับกรณีแบบไหนหรอคะ?
A. เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาผิวบางจนเห็นเส้นเลือดใต้ตาชัด
หรือคนที่มีปัญหาประเภทโครงสร้าง
ที่ใต้ตาดูทรุดโทรมจากการสูญเสียปริมาตร (ใต้ตาโบ๋) ครับ
Q. แตกต่างจากฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) ทั่วไป
อย่างไรคะ?
A. ถูกออกแบบมาเพื่อบริเวณรอบดวงตาที่บอบบางโดยเฉพาะ
จึงมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ทินดอล (Tyndall effect)
หรืออาการเห็นฟิลเลอร์เป็นสีฟ้าๆ ใต้ผิวต่ำมากครับ
ทำไมเราถึงต้องแยกแยะ
สาเหตุของรอยดำใต้ตาก่อน

หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะครับว่า
รอยดำใต้ตาเป็นอาการแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ
แม้ผลลัพธ์ที่แสดงออกมาจะเหมือนกัน
แต่วิถีการเกิดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
ประเภทเม็ดสี (Pigmentary)
เกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานิน (สีน้ำตาล/สีดำ)
ประเภทเส้นเลือด (Vascular)
เกิดจากผิวที่บางมากจนมองเห็นเส้นเลือดด้านล่าง (สีเขียวคล้ำ)
ประเภทโครงสร้าง (Structural)
เกิดจากร่องน้ำตาลึกจนทำให้เกิดเงาตกกระทบใต้ตา
ถ้าคุณเป็นคนที่นอนหลับเต็มอิ่มและสุขภาพแข็งแรงดี แต่ใต้ตายังดำคล้ำอยู่
ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีสาเหตุมาจากประเภทเส้นเลือด หรือไม่ก็ประเภทโครงสร้างครับ
ซึ่งปัญหาเหล่านี้
ไม่ใช่ขอบเขตที่ครีมบำรุงผิวหรือการนอนหลับจะแก้ไขได้
แม้แต่สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) เอง
ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องแยกแยะทั้ง 3 ประเภทนี้ออกจากกัน
เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
สิ่งที่ทำให้ Restylane Eyelight
แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป
บริเวณใต้ตาเป็นบริเวณที่ผิวบางมาก มีการเคลื่อนไหวเยอะ
ทั้งยังมีระบบเส้นเลือดและท่อน้ำเหลือง
ที่ซับซ้อนมากเป็นพิเศษครับ
หากเลือกใช้ฟิลเลอร์ทั่วไปแบบไม่ระวัง
ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์ทินดอล (Tyndall effect)
ที่ทำให้ผิวใต้ตาดูเป็นสีฟ้าคล้ำหรือเป็นลำขุ่นๆ ได้ง่ายครับ
แต่สำหรับ Restylane Eyelight นั้นจะมีเนื้อสัมผัสที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและความหนืดต่ำ
ทำให้สามารถกระจายตัวในชั้นผิวที่บางได้อย่างเป็นธรรมชาติ
และลดโอกาสเกิดฟิลเลอร์สะท้อนแสงสีฟ้าได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ด้วยการผลิตจากเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง NASHA technology
ทำให้ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้
ค่อนข้างยาวนานกว่าฟิลเลอร์ทั่วไปครับ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือเรื่องของราคาครับ
เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ราคาจึงอาจจะสูงกว่ารุ่นปกติเล็กน้อย
แต่สำหรับบริเวณที่ละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นพิเศษอย่างรอบดวงตาแล้ว
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาตรงกับลักษณะโครงสร้างผิว ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในทางการแพทย์ครับ
👨⚕️ บันทึกการรักษาจริงโดย หมอวี ยองจิน:
จากประสบการณ์การรักษาของผม หัวใจสำคัญของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
คือ ระดับความลึกในการฉีด และ การควบคุมปริมาณยา ครับ
ปกติแล้วสำหรับใต้ตาแต่ละข้าง
ผมจะดีไซน์การฉีดในปริมาณน้อยๆ เพียงประมาณ 0.3 - 0.5 cc
โดยเน้นวางยาให้แม่นยำในชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูก (supraperiosteal)
หรือชั้นใต้กล้ามเนื้อตาครับ
เคล็ดลับในการป้องกันอาการบวมและผลข้างเคียงอื่นๆ ไม่ใช่การเติมปริมาณเยอะๆ
แต่คือการวางฟิลเลอร์ปริมาณที่พอเหมาะลงใน ตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำ ต่างหากครับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีปัญหาถุงใต้ตาโปร่งนูนค่อนข้างรุนแรง
การแก้ไขด้วยฟิลเลอร์อย่างเดียวอาจได้ผลจำกัด
ซึ่งหมอจะขอประเมินและให้คำปรึกษาอย่างละเอียดก่อนเริ่มทำครับ
ใครที่เหมาะกับ
Restylane Eyelight
บ้างนะ?

เคสที่หมอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง:
คนที่มีปัญหาผิวใต้ตาบางจนเห็นเส้นเลือดคล้ำสีเขียว/ฟ้า
คนที่มีร่องน้ำตาลึกจนเกิดเงาดำใต้ตา
คนที่มีปัญหาใต้ตาฝ่อตัวและดูตอบลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น
คนที่ลองใช้ครีมบำรุงหรืออาหารเสริมแล้วไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
เคสที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง:
คนที่มีรอยคล้ำจากการสะสมเม็ดสีเป็นหลัก (แนะนำให้เน้นทำเลเซอร์ก่อน)
คนที่มีถุงใต้ตาปูดนูนหรือผิวหย่อนคล้อยรุนแรง (แนะนำให้พิจารณาการผ่าตัดร่วมด้วย)
แทนที่จะตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ทันที
การวิเคราะห์และหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน
คือเคล็ดลับข้อแรกที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดครับ
ขั้นตอนการทำ
และระยะเวลาพักฟื้นตามจริง
ระยะเวลาในการทำหัตถการรวมการแปะยาชาแล้ว
จากประสบการณ์ของผมจะอยู่ที่ประมาณ 10 - 20 นาที เท่านั้นครับ
วันที่ 1 - 3
เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะ อาจมีอาการบวมหรือเขียวช้ำเกิดขึ้นได้เล็กน้อยครับ
สัปดาห์ที่ 1 - 2
อาการบวมจะค่อยๆ ยุบลง และตัวฟิลเลอร์จะเริ่มผสานเข้ากับเนื้อเยื่อได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ
ผลลัพธ์สุดท้าย
จะสามารถเห็นและประเมินผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุดหลังจากทำไปแล้ว 2 สัปดาห์ครับ
แม้ระยะเวลาการคงอยู่ของผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปเฉพาะบุคคล
แต่โดยทั่วไปจะอยู่บาลานซ์ได้นานถึง 6 ถึง 18 เดือน เลยทีเดียวครับ
แม้มันจะอิมแพคไม่ได้ตลอดไปอย่างถาวร
แต่ข้อดีอันอบอุ่นใจของมันคือ หากเกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น
เราก็สามารถฉีดสลายออกได้ทันทีทันใดครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. วิธีเช็กสาเหตุเบื้องต้นด้วยตัวเอง ทำอย่างไรได้บ้างคะ?
A. แนะนำให้ใช้นิ้วมือแตะและลองดึงเนื้อผิวใต้ตาเบาๆ ครับ
ถ้าสีใต้ตาดูจางลง แสดงว่าน่าจะเป็นจากประเภทโครงสร้างหรือเส้นเลือด
แต่ถ้าดึงแล้วสียังคงเข้มเหมือนเดิม มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทเม็ดสีสะสมครับ
Q2. ตอนทำเจ็บมากไหมคะ?
A. เนื่องจากก่อนทำจะมีการแปะยาชาอย่างดี
ความรู้สึกจะคล้ายๆ มดกัดนิดเดียวครับ
เพียงแต่อาจจะรู้สึกตื่นเต้นเพราะเป็นบริเวณเคียงข้างดวงตา
เลยทำให้บางคนรู้สึกไวขึ้นได้เล็กน้อยครับ
Q3. ถ้าเคยฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่นมาก่อนหน้านี้
สามารถฉีดเติมเพิ่มเข้าไปได้เลยไหมคะ?
A. การตรวจสอบการจัดเรียงตัวของฟิลเลอร์เก่าในชั้นผิวเป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ
เพราะหากเติมซ้อนทับกันอย่างลนลาน อาจส่งผลให้ใต้ตาบวมอย่างผิดธรรมชาติได้
ดังนั้นตอนมาเข้ารับการปรึกษา ขอความกรุณาแจ้งประวัติให้หมอทราบก่อนทุกครั้งนะครับ
หากมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติม
สามารถติดต่อสอบถามผ่านทาง KakaoTalk ได้สบายๆ เลยครับ
และนี่คือทั้งหมดของหมอวี ยองจิน ครับ ขอบคุณครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ผลข้างเคียงจาก Shurink? ความเข้าใจผิดเรื่อง 'แก้มตอบ' และเคล็ดลับการป้องกันที่ได้ผลจริงจากแพทย์
▶คอร์สเตรียมตัวเจ้าสาวก่อนแต่งงาน ไม่ใช่ว่าจองแพ็กเกจดังแล้วจะดีเสมอไปนะ
▶โบดักริ้วรอยระหว่างคิ้ว Xeomin แตกต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไปอย่างไร?
▶อุทาหรณ์ฉีดโบท็อกซ์กรามไป 10 ครั้งก็ไม่เห็นผล แต่ใบหน้าเปลี่ยนไปหลังฉีดโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หู
รอยดำใต้ตา,
ที่ใช้ครีมบำรุงแล้วไม่ได้ผล
มันมีเหตุผลของมันอยู่ครับ

1. นอนเกิน 10 ชั่วโมงแล้ว แต่ใต้ตายังดูคล้ำเขียวอยู่เลย
2. ใช้ eye cream ราคาเป็นหมื่นไปหมดหลอดแล้ว แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
3. พอลองดึงผิวใต้ตาลงนิดนึง กลับเห็นสีคล้ำชัดขึ้นกว่าเดิม
หากคุณมีอาการตรงกับข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นนี้
นั่นแปลว่ารอยดำใต้ตาของคุณ
เกิดจากปัญหา 'โครงสร้างผิว' ครับ
ซึ่งหมายความว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นผิวที่ลึกมาก
ลึกเกินกว่าที่มาส์กหรือครีมบำรุงผิวจะซึมเข้าไปถึงได้ครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยดำใต้ตาที่เกิดจากผิวบาง
จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อ มีสิ่งที่เป็นเสมือน
'ฐานรองรับ' เข้าไปช่วยค้ำพยุงชั้นผิวที่บางลงนั้นไว้
และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดประณีตที่สุดในฐานะฐานรองรับผิว
วันนี้เรามาเจาะลึก Restylane Eyelight
พูดคุยกันแบบเปิดอก
ส่งตรงจากห้องตรวจกันเลยครับ
💡 สรุปประเด็นสำคัญของวันนี้
Q. สาเหตุของรอยดำใต้ตามีเพียงอย่างเดียวไหมคะ?
A. ไม่ใช่ครับ
รอยดำใต้ตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ประเภทเม็ดสี, ประเภทเส้นเลือด และประเภทโครงสร้าง
ซึ่งวิธีการรักษาก็จะแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงตามสาเหตุครับ
Q. Restylane Eyelight
เหมาะกับกรณีแบบไหนหรอคะ?
A. เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาผิวบางจนเห็นเส้นเลือดใต้ตาชัด
หรือคนที่มีปัญหาประเภทโครงสร้าง
ที่ใต้ตาดูทรุดโทรมจากการสูญเสียปริมาตร (ใต้ตาโบ๋) ครับ
Q. แตกต่างจากฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) ทั่วไป
อย่างไรคะ?
A. ถูกออกแบบมาเพื่อบริเวณรอบดวงตาที่บอบบางโดยเฉพาะ
จึงมีโอกาสเกิดปรากฏการณ์ทินดอล (Tyndall effect)
หรืออาการเห็นฟิลเลอร์เป็นสีฟ้าๆ ใต้ผิวต่ำมากครับ
ทำไมเราถึงต้องแยกแยะ
สาเหตุของรอยดำใต้ตาก่อน

หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะครับว่า
รอยดำใต้ตาเป็นอาการแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ
แม้ผลลัพธ์ที่แสดงออกมาจะเหมือนกัน
แต่วิถีการเกิดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
ประเภทเม็ดสี (Pigmentary)
เกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานิน (สีน้ำตาล/สีดำ)
ประเภทเส้นเลือด (Vascular)
เกิดจากผิวที่บางมากจนมองเห็นเส้นเลือดด้านล่าง (สีเขียวคล้ำ)
ประเภทโครงสร้าง (Structural)
เกิดจากร่องน้ำตาลึกจนทำให้เกิดเงาตกกระทบใต้ตา
ถ้าคุณเป็นคนที่นอนหลับเต็มอิ่มและสุขภาพแข็งแรงดี แต่ใต้ตายังดำคล้ำอยู่
ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีสาเหตุมาจากประเภทเส้นเลือด หรือไม่ก็ประเภทโครงสร้างครับ
ซึ่งปัญหาเหล่านี้
ไม่ใช่ขอบเขตที่ครีมบำรุงผิวหรือการนอนหลับจะแก้ไขได้
แม้แต่สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) เอง
ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องแยกแยะทั้ง 3 ประเภทนี้ออกจากกัน
เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
สิ่งที่ทำให้ Restylane Eyelight
แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป
บริเวณใต้ตาเป็นบริเวณที่ผิวบางมาก มีการเคลื่อนไหวเยอะ
ทั้งยังมีระบบเส้นเลือดและท่อน้ำเหลือง
ที่ซับซ้อนมากเป็นพิเศษครับ
หากเลือกใช้ฟิลเลอร์ทั่วไปแบบไม่ระวัง
ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์ทินดอล (Tyndall effect)
ที่ทำให้ผิวใต้ตาดูเป็นสีฟ้าคล้ำหรือเป็นลำขุ่นๆ ได้ง่ายครับ
แต่สำหรับ Restylane Eyelight นั้นจะมีเนื้อสัมผัสที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและความหนืดต่ำ
ทำให้สามารถกระจายตัวในชั้นผิวที่บางได้อย่างเป็นธรรมชาติ
และลดโอกาสเกิดฟิลเลอร์สะท้อนแสงสีฟ้าได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ด้วยการผลิตจากเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง NASHA technology
ทำให้ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้
ค่อนข้างยาวนานกว่าฟิลเลอร์ทั่วไปครับ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือเรื่องของราคาครับ
เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ราคาจึงอาจจะสูงกว่ารุ่นปกติเล็กน้อย
แต่สำหรับบริเวณที่ละเอียดอ่อนและบอบบางเป็นพิเศษอย่างรอบดวงตาแล้ว
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาตรงกับลักษณะโครงสร้างผิว ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในทางการแพทย์ครับ
👨⚕️ บันทึกการรักษาจริงโดย หมอวี ยองจิน:
จากประสบการณ์การรักษาของผม หัวใจสำคัญของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
คือ ระดับความลึกในการฉีด และ การควบคุมปริมาณยา ครับ
ปกติแล้วสำหรับใต้ตาแต่ละข้าง
ผมจะดีไซน์การฉีดในปริมาณน้อยๆ เพียงประมาณ 0.3 - 0.5 cc
โดยเน้นวางยาให้แม่นยำในชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูก (supraperiosteal)
หรือชั้นใต้กล้ามเนื้อตาครับ
เคล็ดลับในการป้องกันอาการบวมและผลข้างเคียงอื่นๆ ไม่ใช่การเติมปริมาณเยอะๆ
แต่คือการวางฟิลเลอร์ปริมาณที่พอเหมาะลงใน ตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำ ต่างหากครับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีปัญหาถุงใต้ตาโปร่งนูนค่อนข้างรุนแรง
การแก้ไขด้วยฟิลเลอร์อย่างเดียวอาจได้ผลจำกัด
ซึ่งหมอจะขอประเมินและให้คำปรึกษาอย่างละเอียดก่อนเริ่มทำครับ
ใครที่เหมาะกับ
Restylane Eyelight
บ้างนะ?

เคสที่หมอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง:
คนที่มีปัญหาผิวใต้ตาบางจนเห็นเส้นเลือดคล้ำสีเขียว/ฟ้า
คนที่มีร่องน้ำตาลึกจนเกิดเงาดำใต้ตา
คนที่มีปัญหาใต้ตาฝ่อตัวและดูตอบลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น
คนที่ลองใช้ครีมบำรุงหรืออาหารเสริมแล้วไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
เคสที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง:
คนที่มีรอยคล้ำจากการสะสมเม็ดสีเป็นหลัก (แนะนำให้เน้นทำเลเซอร์ก่อน)
คนที่มีถุงใต้ตาปูดนูนหรือผิวหย่อนคล้อยรุนแรง (แนะนำให้พิจารณาการผ่าตัดร่วมด้วย)
แทนที่จะตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ทันที
การวิเคราะห์และหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน
คือเคล็ดลับข้อแรกที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดครับ
ขั้นตอนการทำ
และระยะเวลาพักฟื้นตามจริง
ระยะเวลาในการทำหัตถการรวมการแปะยาชาแล้ว
จากประสบการณ์ของผมจะอยู่ที่ประมาณ 10 - 20 นาที เท่านั้นครับ
วันที่ 1 - 3
เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะ อาจมีอาการบวมหรือเขียวช้ำเกิดขึ้นได้เล็กน้อยครับ
สัปดาห์ที่ 1 - 2
อาการบวมจะค่อยๆ ยุบลง และตัวฟิลเลอร์จะเริ่มผสานเข้ากับเนื้อเยื่อได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ
ผลลัพธ์สุดท้าย
จะสามารถเห็นและประเมินผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุดหลังจากทำไปแล้ว 2 สัปดาห์ครับ
แม้ระยะเวลาการคงอยู่ของผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปเฉพาะบุคคล
แต่โดยทั่วไปจะอยู่บาลานซ์ได้นานถึง 6 ถึง 18 เดือน เลยทีเดียวครับ
แม้มันจะอิมแพคไม่ได้ตลอดไปอย่างถาวร
แต่ข้อดีอันอบอุ่นใจของมันคือ หากเกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น
เราก็สามารถฉีดสลายออกได้ทันทีทันใดครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. วิธีเช็กสาเหตุเบื้องต้นด้วยตัวเอง ทำอย่างไรได้บ้างคะ?
A. แนะนำให้ใช้นิ้วมือแตะและลองดึงเนื้อผิวใต้ตาเบาๆ ครับ
ถ้าสีใต้ตาดูจางลง แสดงว่าน่าจะเป็นจากประเภทโครงสร้างหรือเส้นเลือด
แต่ถ้าดึงแล้วสียังคงเข้มเหมือนเดิม มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทเม็ดสีสะสมครับ
Q2. ตอนทำเจ็บมากไหมคะ?
A. เนื่องจากก่อนทำจะมีการแปะยาชาอย่างดี
ความรู้สึกจะคล้ายๆ มดกัดนิดเดียวครับ
เพียงแต่อาจจะรู้สึกตื่นเต้นเพราะเป็นบริเวณเคียงข้างดวงตา
เลยทำให้บางคนรู้สึกไวขึ้นได้เล็กน้อยครับ
Q3. ถ้าเคยฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่นมาก่อนหน้านี้
สามารถฉีดเติมเพิ่มเข้าไปได้เลยไหมคะ?
A. การตรวจสอบการจัดเรียงตัวของฟิลเลอร์เก่าในชั้นผิวเป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ
เพราะหากเติมซ้อนทับกันอย่างลนลาน อาจส่งผลให้ใต้ตาบวมอย่างผิดธรรมชาติได้
ดังนั้นตอนมาเข้ารับการปรึกษา ขอความกรุณาแจ้งประวัติให้หมอทราบก่อนทุกครั้งนะครับ
หากมีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติม
สามารถติดต่อสอบถามผ่านทาง KakaoTalk ได้สบายๆ เลยครับ
และนี่คือทั้งหมดของหมอวี ยองจิน ครับ ขอบคุณครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ผลข้างเคียงจาก Shurink? ความเข้าใจผิดเรื่อง 'แก้มตอบ' และเคล็ดลับการป้องกันที่ได้ผลจริงจากแพทย์
▶คอร์สเตรียมตัวเจ้าสาวก่อนแต่งงาน ไม่ใช่ว่าจองแพ็กเกจดังแล้วจะดีเสมอไปนะ
▶โบดักริ้วรอยระหว่างคิ้ว Xeomin แตกต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไปอย่างไร?
▶อุทาหรณ์ฉีดโบท็อกซ์กรามไป 10 ครั้งก็ไม่เห็นผล แต่ใบหน้าเปลี่ยนไปหลังฉีดโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หู
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ
ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ
อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ
วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง
แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ
สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?
สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
