ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

รอยคล้ำใต้ตา รักษาไม่หาย? นี่คือสาเหตุที่แท้จริง

รอยคล้ำใต้ตา รักษาไม่หาย? นี่คือสาเหตุที่แท้จริง

รอยคล้ำใต้ตา รักษาไม่หาย? นี่คือสาเหตุที่แท้จริง

รักษาดาร์กเซอร์เคิลตรงจุด แยกสาเหตุเม็ดสี·หลอดเลือด·โครงสร้าง รักษาตามต้นเหตุเฉพาะบุคคล

แก้ปัญหารอยดำใต้ตา (다크서클)

ทำไมไม่ว่าจะลองรักษาด้วยวิธีไหน

ก็ยังไม่เห็นผลสักที?

"다크서클 크림 써봤는데 그대로예요" 하시는 분들 필독

ช่วงนี้อุณหภูมิระหว่างวันต่างกันค่อนข้างเยอะเลยนะคะ

เวลาเปิดตรวจช่วงนี้ คุณหมอมักจะสังเกตเห็นว่า

ใบหน้าของคนไข้หลายๆ ท่านดูโทรมและหมองคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ



นอกจากจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ทำให้สภาพผิวแปรปรวนและขาดความเสถียรแล้ว

ถ้าช่วงไหนที่นอนไม่พอหรือมีความเครียดสะสม

ผิวบริเวณใต้ตาก็จะเป็นจุดแรกสุดที่แสดงอาการฟ้องออกมาเลยค่ะ



"ทั้งลองใช้ครีมทาใต้ตาก็แล้ว

ทำเลเซอร์ก็แล้ว ทำไมสำหรับหนูถึงยังไม่เห็นผลเลยคะ?"



คำถามและปัญหาแบบนี้

หมอได้ยินบ่อยมากๆ เลยค่ะในห้องตรวจ



แต่ความจริงแล้วก็คือ

ถ้าเราเข้ารับการรักษาโดยที่ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง

ก็ไม่แปลกเลยค่ะที่จะไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น



เพราะว่ารอยดำใต้ตาไม่ได้มีแค่ประเภทเดียวค่ะ

วันนี้หมอจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายๆ นะคะ

 

💡 สรุปประเด็นสำคัญของวันนี้



Q. ทำไมรักษารอยดำใต้ตาเท่าไหร่ก็ยังไม่ดีขึ้นสักที?

A. เพราะถ้าเราไม่วิเคราะห์ก่อนว่ารอยดำใต้ตานั้นเกิดจากสาเหตุใด

ใน 3 ด้านนี้: เม็ดสี (pigment), เส้นเลือด (vascular) หรือ โครงสร้างใบหน้า (structural)

แล้วไปรักษาแบบสุ่มๆ ก็จะทำให้ไม่เห็นผลค่ะ



Q. จะแยกแยะสาเหตุของรอยดำใต้ตาได้อย่างไรบ้าง?

A. เราสามารถแยกแยะเบื้องต้นได้จาก สี (น้ำตาล/ม่วง/น้ำเงิน),

เวลาลองใช้นิ้วดึงผิวแล้วรอยจางลงหรือไม่,

รวมถึงการมีถุงใต้ตาหรือบริเวณที่นูน-ยุบตัวลงหรือไม่ค่ะ



สาเหตุการเกิดรอยดำใต้ตา

— จริงๆ แล้วมี 3 ประเภทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

다크서클 치료, 레이저만 받으면 효과 없는 이유 (원인 3가지)

เป็นเรื่องที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมากค่ะ

ว่ารอยดำใต้ตานั้นเป็นแค่อาการเพียงรูปแบบเดียว



แม้ว่า "ผลลัพธ์" ข้างนอกจะมองดูเป็นใต้ตาที่คล้ำและโทรมเหมือนกัน

แต่สาเหตุที่แท้จริงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ค่ะ



1. ประเภทเม็ดสี (Pigmented Type)

คือกรณีที่มีเม็ดสีเมลานินสะสม

บริเวณผิวใต้ตามากเกินปกติ



ซึ่งอาจเกิดจากรังสี UV, การเสียดสี, โรคภูมิแพ้ผิวหนัง

หรืออาการคัดจมูก/ภูมิแพ้ที่ทำให้เผลอขยี้ตาบ่อยๆ จนกลายเป็นอาการเรื้อรังค่ะ



ใต้ตามักจะออกเป็นโทนสีน้ำตาล

และเมื่อใช้นิ้วดึงผิวหนังบริเวณใต้ตาออกมาเบาๆ

แล้วพบว่าสีคล้ำนั้นขยับขยายตามผิวที่ถูกดึงไปด้วย

ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทเม็ดสีค่ะ



2. ประเภทเส้นเลือด (Vascular Type)

คือกรณีที่ผิวหนังบริเวณใต้ตาบางมากๆ

จนทำให้มองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน



มักจะออกเป็นโทนสีน้ำเงิน คล้ำอมฟ้า หรือม่วง

และเมื่อลองดึงผิวให้ตึงขึ้นแล้วรอยคล้ำกลับยิ่งเห็นชัดขึ้นกว่าเดิม

แบบนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มประเภทเส้นเลือดค่ะ



3. ประเภทโครงสร้าง (Structural/Shadowing Type)

เกิดจากการที่มีถุงไข้ใต้ตาปูดนูนออกมาข้างหน้า

หรือในทางกลับกันคือไขมันบริเวณแก้มและใต้ตายุ่ยยุบตัวลง

ทำให้ใต้ตาดูเป็นร่องลึกโบ๋เข้าไป



กรณีนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเม็ดสีหรือเส้นเลือดนะคะ

แต่เป็น "ปัญหาเรื่องมิติและความหย่อนคล้อยของใบหน้า"

ซึ่งทำให้เกิดเงาตกกระทบจนดูเหมือนว่าใต้ตาคล้ำนั่นเองค่ะ



👨‍⚕️ บันทึกการรักษาจริงโดย หมอวี ยองจิน:

จากประสบการณ์การรักษาของหมอ คนไข้ที่เข้ามาปรึกษา

มากกว่าครึ่งหนึ่งมักจะเป็น ประเภทผสม (Mixed Type) ครับ



คือมีทั้งปัญหาเม็ดสีและปัญหาโครงสร้างใต้ตาที่ยุบตัวร่วมด้วย

ซึ่งกรณีนี้รักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียวจะไม่เห็นผลชัดเจนครับ

จำเป็นต้องมีการเติมเต็ม Volume ควบคู่ไปด้วย จึงจะช่วยให้ใบหน้าโดยรวมดูดีขึ้นอย่างชัดเจน



นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรักษาเพียงวิธีเดียว

ถึงทำให้รู้สึกเหมือนได้ผลแค่ครึ่งๆ กลางๆ ครับ

 

มาเช็กประเภทใต้ตาคล้ำของคุณ

— ด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำเองซ้อมได้ที่บ้าน



วิธีที่ 1 — ลองดึงผิวเบาๆ

ลองใช้นิ้วดึงผิวใต้ตาไปทางด้านข้างเบาๆ นะคะ

ถ้ารอยคล้ำดูจางลงไปพร้อมผิวที่ดึง → มีโอกาสเป็น ประเภทเม็ดสี (Pigmented)

ถ้ารอยคล้ำยิ่งเห็นชัดเข้มขึ้นหรือเห็นเป็นเส้นเลือด → มีโอกาสเป็น ประเภทเส้นเลือด (Vascular)



วิธีที่ 2 — เปลี่ยนทิศทางของแสงไฟ

ลองส่องไฟจากด้านบนลงมา

หากรอยคล้ำใต้ตาของคุณดูเข้มเป็นเงาชัดขึ้นชัดเจน

แสดงว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทโครงสร้าง (Structural)

 

วิธีการรักษาที่ตอบโจทย์ตามแต่ละสาเหตุ

다크서클 원인별 맞춤 치료법: 색소형 vs 혈관형 vs 구조형

● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทเม็ดสี

มาตรฐานการรักษาหลักคือการใช้เลเซอร์ที่มุ่งเป้าไปที่เม็ดสีเมลานินค่ะ

แต่เนื่องจากผิวบริเวณใต้ตาจะค่อนข้างบอบบางและบางมาก

จึงจำเป็นต้องปรับตั้งค่าพลังงานให้อ่อนโยนเป็นพิเศษ

โดยส่วนตัวหมอแนะนำว่า

ควรรักษาด้วยพลังงานที่เหมาะสม แบ่งทำอย่างต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง

ค่อยๆ รักษากรณีนี้ไปอย่างใจเย็นๆ จะดีที่สุดค่ะ



● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทเส้นเลือด

จำเป็นต้องใช้เลเซอร์ที่ออกฤทธิ์โดยตรง

เพื่อสลายหรือลดขนาดเส้นเลือดใต้ตาค่ะ

นอกจากนี้ ควรทำควบคู่ไปกับการฉีด Rejuran หรือ skin booster เพื่อเพิ่มความหนาและฟื้นฟูชั้นผิว

วิธีนี้จะช่วยผลลัพธ์การรักษาให้อยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ




● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทโครงสร้าง

ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำเลเซอร์ค่ะ

เนื่องจากต้องเข้าไปเติมเต็มวอลลุ่มในส่วนที่ยุบหรือเป็นร่องลึก

เพื่อกำจัดรอยเงาตกกระทบให้หมดไป




วิธีที่นิยมและได้ผลดีมากคือการฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

บริเวณร่องน้ำตาอย่างละเอียดและประณีตโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

 

⚠️ สิ่งสำคัญที่ต้องเช็กให้ดีก่อนเริ่มโปรแกรมรักษา



1. ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ใต้ตาเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะมากและผิวบางมากค่ะ

หากฉีดผิดชั้นผิวหรือไม่ประณีตพอ อาจจะทำให้เป็นก้อน บวมห้อย

หรือเกิดเอฟเฟกต์สีฟ้าอมน้ำเงินใต้ผิวหนังที่เรียกว่า Tyndall effect (ปรากฏการณ์ทินดอลล์) ได้ค่ะ



2. ข้อควรระวังในการรักษาด้วยเลเซอร์

ต้องใช้ค่าพลังงานอย่างระมัดระวังมากๆ ค่ะ

หากใจร้อนและใช้พลังงานที่รุนแรงเกินไป

ก็อาจกระตุ้นให้เกิดรอยดำหลังการเลเซอร์ (PIH) ที่เข้มกว่าเดิมได้ค่ะ



3. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตควบคู่กันถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หากคุณเป็นภูมิแพ้อากาศหรือมีอาการแพ้

อันดับแรกต้องพยายามปรับและลดพฤติกรรมการขยี้ตาแรงๆ ก่อนนะคะ



รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็ส่งผลจำลองให้เส้นเลือดใต้ตาขยายตัวชัดขึ้น

ดังนั้นเวลารักษา จึงจำเป็นต้องดูแลคุณภาพการนอนหลับควบคู่ไปด้วยเสมอค่ะ

 

หากมีข้อสงสัยใดๆ ก่อนตัดสินใจเข้ามาปรึกษาที่คลินิก

สามารถทักมาสอบถามข้อมูลปรึกษาเพิ่มเติมผ่านทาง KakaoTalk ได้ฟรีตลอดเวลาเลยนะคะ

ยินดีดูแลส่งต่อความงามระดับ K-beauty โดย หมอวี ยองจิน ครับ



บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง

[Beautystone] คัมภีร์แยกแยะ "Ulthera ของแท้คุ้มราคา" โดย หมอวี ยองจิน

โบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้คาง ช่วยลดเหนียงใต้คางได้จริงไหม? อย่าเพิ่งเชื่อถ้ายังไม่ได้อ่านสิ่งนี้

Mulwang Injection ฮงแด: 5 ข้อสำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ

ฟิลเลอร์จมูก ปลอดภัยไหม? ผลข้างเคียงและผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน มาหาคำตอบกัน

ทำไมคุณหมอถึง "ไม่แนะนำ" ให้ฉีดโบท็อกซ์ตรงร่องแก้มโดยเด็ดขาด

แก้ปัญหารอยดำใต้ตา (다크서클)

ทำไมไม่ว่าจะลองรักษาด้วยวิธีไหน

ก็ยังไม่เห็นผลสักที?

"다크서클 크림 써봤는데 그대로예요" 하시는 분들 필독

ช่วงนี้อุณหภูมิระหว่างวันต่างกันค่อนข้างเยอะเลยนะคะ

เวลาเปิดตรวจช่วงนี้ คุณหมอมักจะสังเกตเห็นว่า

ใบหน้าของคนไข้หลายๆ ท่านดูโทรมและหมองคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ



นอกจากจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ทำให้สภาพผิวแปรปรวนและขาดความเสถียรแล้ว

ถ้าช่วงไหนที่นอนไม่พอหรือมีความเครียดสะสม

ผิวบริเวณใต้ตาก็จะเป็นจุดแรกสุดที่แสดงอาการฟ้องออกมาเลยค่ะ



"ทั้งลองใช้ครีมทาใต้ตาก็แล้ว

ทำเลเซอร์ก็แล้ว ทำไมสำหรับหนูถึงยังไม่เห็นผลเลยคะ?"



คำถามและปัญหาแบบนี้

หมอได้ยินบ่อยมากๆ เลยค่ะในห้องตรวจ



แต่ความจริงแล้วก็คือ

ถ้าเราเข้ารับการรักษาโดยที่ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง

ก็ไม่แปลกเลยค่ะที่จะไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น



เพราะว่ารอยดำใต้ตาไม่ได้มีแค่ประเภทเดียวค่ะ

วันนี้หมอจะมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายๆ นะคะ

 

💡 สรุปประเด็นสำคัญของวันนี้



Q. ทำไมรักษารอยดำใต้ตาเท่าไหร่ก็ยังไม่ดีขึ้นสักที?

A. เพราะถ้าเราไม่วิเคราะห์ก่อนว่ารอยดำใต้ตานั้นเกิดจากสาเหตุใด

ใน 3 ด้านนี้: เม็ดสี (pigment), เส้นเลือด (vascular) หรือ โครงสร้างใบหน้า (structural)

แล้วไปรักษาแบบสุ่มๆ ก็จะทำให้ไม่เห็นผลค่ะ



Q. จะแยกแยะสาเหตุของรอยดำใต้ตาได้อย่างไรบ้าง?

A. เราสามารถแยกแยะเบื้องต้นได้จาก สี (น้ำตาล/ม่วง/น้ำเงิน),

เวลาลองใช้นิ้วดึงผิวแล้วรอยจางลงหรือไม่,

รวมถึงการมีถุงใต้ตาหรือบริเวณที่นูน-ยุบตัวลงหรือไม่ค่ะ



สาเหตุการเกิดรอยดำใต้ตา

— จริงๆ แล้วมี 3 ประเภทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

다크서클 치료, 레이저만 받으면 효과 없는 이유 (원인 3가지)

เป็นเรื่องที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมากค่ะ

ว่ารอยดำใต้ตานั้นเป็นแค่อาการเพียงรูปแบบเดียว



แม้ว่า "ผลลัพธ์" ข้างนอกจะมองดูเป็นใต้ตาที่คล้ำและโทรมเหมือนกัน

แต่สาเหตุที่แท้จริงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ค่ะ



1. ประเภทเม็ดสี (Pigmented Type)

คือกรณีที่มีเม็ดสีเมลานินสะสม

บริเวณผิวใต้ตามากเกินปกติ



ซึ่งอาจเกิดจากรังสี UV, การเสียดสี, โรคภูมิแพ้ผิวหนัง

หรืออาการคัดจมูก/ภูมิแพ้ที่ทำให้เผลอขยี้ตาบ่อยๆ จนกลายเป็นอาการเรื้อรังค่ะ



ใต้ตามักจะออกเป็นโทนสีน้ำตาล

และเมื่อใช้นิ้วดึงผิวหนังบริเวณใต้ตาออกมาเบาๆ

แล้วพบว่าสีคล้ำนั้นขยับขยายตามผิวที่ถูกดึงไปด้วย

ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทเม็ดสีค่ะ



2. ประเภทเส้นเลือด (Vascular Type)

คือกรณีที่ผิวหนังบริเวณใต้ตาบางมากๆ

จนทำให้มองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน



มักจะออกเป็นโทนสีน้ำเงิน คล้ำอมฟ้า หรือม่วง

และเมื่อลองดึงผิวให้ตึงขึ้นแล้วรอยคล้ำกลับยิ่งเห็นชัดขึ้นกว่าเดิม

แบบนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มประเภทเส้นเลือดค่ะ



3. ประเภทโครงสร้าง (Structural/Shadowing Type)

เกิดจากการที่มีถุงไข้ใต้ตาปูดนูนออกมาข้างหน้า

หรือในทางกลับกันคือไขมันบริเวณแก้มและใต้ตายุ่ยยุบตัวลง

ทำให้ใต้ตาดูเป็นร่องลึกโบ๋เข้าไป



กรณีนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเม็ดสีหรือเส้นเลือดนะคะ

แต่เป็น "ปัญหาเรื่องมิติและความหย่อนคล้อยของใบหน้า"

ซึ่งทำให้เกิดเงาตกกระทบจนดูเหมือนว่าใต้ตาคล้ำนั่นเองค่ะ



👨‍⚕️ บันทึกการรักษาจริงโดย หมอวี ยองจิน:

จากประสบการณ์การรักษาของหมอ คนไข้ที่เข้ามาปรึกษา

มากกว่าครึ่งหนึ่งมักจะเป็น ประเภทผสม (Mixed Type) ครับ



คือมีทั้งปัญหาเม็ดสีและปัญหาโครงสร้างใต้ตาที่ยุบตัวร่วมด้วย

ซึ่งกรณีนี้รักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียวจะไม่เห็นผลชัดเจนครับ

จำเป็นต้องมีการเติมเต็ม Volume ควบคู่ไปด้วย จึงจะช่วยให้ใบหน้าโดยรวมดูดีขึ้นอย่างชัดเจน



นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรักษาเพียงวิธีเดียว

ถึงทำให้รู้สึกเหมือนได้ผลแค่ครึ่งๆ กลางๆ ครับ

 

มาเช็กประเภทใต้ตาคล้ำของคุณ

— ด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำเองซ้อมได้ที่บ้าน



วิธีที่ 1 — ลองดึงผิวเบาๆ

ลองใช้นิ้วดึงผิวใต้ตาไปทางด้านข้างเบาๆ นะคะ

ถ้ารอยคล้ำดูจางลงไปพร้อมผิวที่ดึง → มีโอกาสเป็น ประเภทเม็ดสี (Pigmented)

ถ้ารอยคล้ำยิ่งเห็นชัดเข้มขึ้นหรือเห็นเป็นเส้นเลือด → มีโอกาสเป็น ประเภทเส้นเลือด (Vascular)



วิธีที่ 2 — เปลี่ยนทิศทางของแสงไฟ

ลองส่องไฟจากด้านบนลงมา

หากรอยคล้ำใต้ตาของคุณดูเข้มเป็นเงาชัดขึ้นชัดเจน

แสดงว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทโครงสร้าง (Structural)

 

วิธีการรักษาที่ตอบโจทย์ตามแต่ละสาเหตุ

다크서클 원인별 맞춤 치료법: 색소형 vs 혈관형 vs 구조형

● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทเม็ดสี

มาตรฐานการรักษาหลักคือการใช้เลเซอร์ที่มุ่งเป้าไปที่เม็ดสีเมลานินค่ะ

แต่เนื่องจากผิวบริเวณใต้ตาจะค่อนข้างบอบบางและบางมาก

จึงจำเป็นต้องปรับตั้งค่าพลังงานให้อ่อนโยนเป็นพิเศษ

โดยส่วนตัวหมอแนะนำว่า

ควรรักษาด้วยพลังงานที่เหมาะสม แบ่งทำอย่างต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง

ค่อยๆ รักษากรณีนี้ไปอย่างใจเย็นๆ จะดีที่สุดค่ะ



● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทเส้นเลือด

จำเป็นต้องใช้เลเซอร์ที่ออกฤทธิ์โดยตรง

เพื่อสลายหรือลดขนาดเส้นเลือดใต้ตาค่ะ

นอกจากนี้ ควรทำควบคู่ไปกับการฉีด Rejuran หรือ skin booster เพื่อเพิ่มความหนาและฟื้นฟูชั้นผิว

วิธีนี้จะช่วยผลลัพธ์การรักษาให้อยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ




● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทโครงสร้าง

ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำเลเซอร์ค่ะ

เนื่องจากต้องเข้าไปเติมเต็มวอลลุ่มในส่วนที่ยุบหรือเป็นร่องลึก

เพื่อกำจัดรอยเงาตกกระทบให้หมดไป




วิธีที่นิยมและได้ผลดีมากคือการฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

บริเวณร่องน้ำตาอย่างละเอียดและประณีตโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

 

⚠️ สิ่งสำคัญที่ต้องเช็กให้ดีก่อนเริ่มโปรแกรมรักษา



1. ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ใต้ตาเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะมากและผิวบางมากค่ะ

หากฉีดผิดชั้นผิวหรือไม่ประณีตพอ อาจจะทำให้เป็นก้อน บวมห้อย

หรือเกิดเอฟเฟกต์สีฟ้าอมน้ำเงินใต้ผิวหนังที่เรียกว่า Tyndall effect (ปรากฏการณ์ทินดอลล์) ได้ค่ะ



2. ข้อควรระวังในการรักษาด้วยเลเซอร์

ต้องใช้ค่าพลังงานอย่างระมัดระวังมากๆ ค่ะ

หากใจร้อนและใช้พลังงานที่รุนแรงเกินไป

ก็อาจกระตุ้นให้เกิดรอยดำหลังการเลเซอร์ (PIH) ที่เข้มกว่าเดิมได้ค่ะ



3. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตควบคู่กันถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หากคุณเป็นภูมิแพ้อากาศหรือมีอาการแพ้

อันดับแรกต้องพยายามปรับและลดพฤติกรรมการขยี้ตาแรงๆ ก่อนนะคะ



รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็ส่งผลจำลองให้เส้นเลือดใต้ตาขยายตัวชัดขึ้น

ดังนั้นเวลารักษา จึงจำเป็นต้องดูแลคุณภาพการนอนหลับควบคู่ไปด้วยเสมอค่ะ

 

หากมีข้อสงสัยใดๆ ก่อนตัดสินใจเข้ามาปรึกษาที่คลินิก

สามารถทักมาสอบถามข้อมูลปรึกษาเพิ่มเติมผ่านทาง KakaoTalk ได้ฟรีตลอดเวลาเลยนะคะ

ยินดีดูแลส่งต่อความงามระดับ K-beauty โดย หมอวี ยองจิน ครับ



บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง

[Beautystone] คัมภีร์แยกแยะ "Ulthera ของแท้คุ้มราคา" โดย หมอวี ยองจิน

โบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้คาง ช่วยลดเหนียงใต้คางได้จริงไหม? อย่าเพิ่งเชื่อถ้ายังไม่ได้อ่านสิ่งนี้

Mulwang Injection ฮงแด: 5 ข้อสำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ

ฟิลเลอร์จมูก ปลอดภัยไหม? ผลข้างเคียงและผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน มาหาคำตอบกัน

ทำไมคุณหมอถึง "ไม่แนะนำ" ให้ฉีดโบท็อกซ์ตรงร่องแก้มโดยเด็ดขาด

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1