รักษาดาร์กเซอร์เคิลตรงจุด แยกสาเหตุเม็ดสี·หลอดเลือด·โครงสร้าง รักษาตามต้นเหตุเฉพาะบุคคล
เผยแพร่
อัปเดต

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

พอนึกถึงช่วงนี้ที่อุณหภูมิระหว่างวันต่างกันมาก
หน้าของคนไข้หลาย ๆ คนที่มาห้องตรวจช่วงนี้
ส่วนใหญ่มักจะดูหมองคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
แถมยังเป็นช่วงฤดูกาลที่โทนสีผิวเริ่มไม่สม่ำเสมอได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
บวกกับการนอนหลับไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม
ใต้ตาก็จะเป็นจุดแรกเลยที่ฟ้องออกมาอย่างชัดเจนที่สุด
"ทั้งลองใช้ครีมทารอบดวงตามาแล้ว,
ทั้งเคยไปทำเลเซอร์มาแล้ว แต่ทำไมยังไม่เห็นผลเลยล่ะคะ?"
คำถามแบบนี้,
หมอได้ยินบ่อยมาก ๆ ในห้องตรวจเลยครับ
แต่จริง ๆ แล้ว,
ถ้าเราเข้ารับการรักษาโดยที่ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
ก็ไม่แปลกหรอกครับที่จะไม่เห็นผลลัพธ์ที่ต้องการ
เพราะปัญหารอยดำใต้ตาไม่ได้มีแค่แบบเดียว
วันนี้เรามาคุยกันเรื่องนี้ดีกว่าครับ
💡 สรุปประเด็นสำคัญของวันนี้
Q. ทำไมรักษาใต้ตาคล้ำเท่าไหร่ก็ยังไม่ดีขึ้นสักที?
A. เพราะถ้าเรารักษาโดยไม่แยกแยะก่อนว่า
สาเหตุของรอยคล้ำใต้ตาเกิดจาก เม็ดสี, เส้นเลือด หรือโครงสร้างกระดูกและไขมัน
การรักษาก็จะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็นครับ
Q. จะแยกแยะสาเหตุของรอยคล้ำใต้ตาได้อย่างไรบ้าง?
A. สามารถสังเกตคร่าว ๆ ได้จาก สี (น้ำตาล/ม่วง/น้ำเงิน),
ลองดึงผิวบริเวณนั้นดูว่าจางลงไหม,
และดูว่ามีส่วนที่นูนหรือหย่อนคล้อยหรือไม่ครับ
สาเหตุหลักของการเกิดรอยคล้ำใต้ตา
— จริง ๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 ประเภทที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมากเลยนะครับ
เพราะรอยคล้ำใต้ตาไม่ใช่โรคหรืออาการเดี่ยว ๆ เพียงอย่างเดียว
ถึงแม้ "ผลลัพธ์" จะทำให้ใต้ตาดูมืดมนเหมือนกัน
แต่สาเหตุเบื้องหลังนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ครับ
1. ประเภทเม็ดสี (Pigmented Type)
เป็นกรณีที่เม็ดสีเมลานินก่อตัวสะสม
ในผิวหนังใต้ตามากเกินปกติ
สาเหตุเกิดจากแสงแดด การเสียดสี หรือการขยี้ตาบ่อย ๆ
เนื่องจากโรคภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคภูมิแพ้จมูกครับ
มักจะออกเป็นโทนสีน้ำตาล
เวลาใช้ฟิงเกอร์ทิปเปิดผิวและดึงผิวขึ้นเบา ๆ
แล้วเห็นสีขยับตามไปด้วย
ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทเม็ดสีครับ
2. ประเภทเส้นเลือด (Vascular Type)
เกิดจากผิวบริเวณใต้ตามีความบางมาก ๆ
จนทำให้มองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ข้างใต้สะท้อนขึ้นมา
มักจะออกเป็นโทนสีน้ำเงินปนม่วง
เวลาดึงผิวให้ตึงแล้วรู้สึกว่าสียิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม
แสดงว่าน่าจะเป็นประเภทเส้นเลือดครับ
3. ประเภทโครงสร้าง (Shadowing Type/เกิดจากเงา)
เกิดจากไขมันใต้ตาปูดนูนออกมาข้างหน้า
หรือในทางกลับกัน ไขมันบริเวณแก้มยุบตัวลง
ทำให้ดูเป็นแอ่งลึกใต้ตาครับ
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากเม็ดสีหรือเส้นเลือดเลย
แต่เป็น "ปัญหาเรื่องมิติและโครงสร้างใบหน้า"
เพราะความเว้าลึกทำให้เกิดเงาที่ดูคล้ำนั่นเองครับ
👨⚕️ บันทึกจากประสบการณ์ของ หมอวี ยองจิน:
จากประสบการณ์การตรวจคนไข้ของหมอ
กว่าครึ่งของคนที่มาปรึกษา มักจะมีปัญหาแบบ ผสม (Combined Type) ครับ
คือมีทั้งปัญหาเม็ดสีร่วมกับโครงสร้างใต้ตาที่ยุบตัวลง
ในกรณีนี้รักษาด้วยเลเซอร์อย่างเดียวจะไม่เห็นผลชัดเจน
ต้องใช้วิธีเติมเต็มวอลลุ่มร่วมด้วย ผิวใต้ตาถึงจะดูดีขึ้นโดยรวมครับ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถ้าเลือกรูทีนรักษาแค่แบบเดียว
ถึงรู้สึกว่าปัญหาดีขึ้นแค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ
วิธีเช็กประเภทใต้ตาคล้ำของตัวเอง
— ทำตามได้ง่าย ๆ ที่บ้าน
วิธีที่ 1 — ลองดึงผิวเบา ๆ
ลองใช้นิ้วดึงผิวใต้ตาไปทางด้านข้างเบา ๆ
ถ้าสีจางลงตามไปด้วย → มีโอกาสเป็น ประเภทเม็ดสี
ถ้าสียังดูชัดเจนขึ้น → มีโอกาสเป็น ประเภทเส้นเลือด
วิธีที่ 2 — สังเกตทิศทางของแสง
เวลาลองส่องไฟจากด้านบนศีรษะลงมา
แล้วรู้สึกว่าใต้ตาดูคล้ำขึ้นมากกว่าปกติ
มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประเภทโครงสร้าง (เกิดจากเงา) ครับ
โปรแกรมการรักษาที่ตรงจุดของแต่ละประเภท

● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทเม็ดสี
การทำเลเซอร์ที่จับเป้าหมายเม็ดสีเมลานินคือคำตอบมาตรฐานครับ
เนื่องจากผิวใต้ตาค่อนข้างบางมาก
จึงจำเป็นต้องตั้งค่าพลังงานให้อ่อนโยนที่สุด
สำหรับการดูแลเคสประเภทนี้ หมอจะเน้นทำทีละนิด
โดยขยับความถี่ให้สั้นลง แต่แบ่งทำหลาย ๆ ครั้ง
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและไม่ให้ระคายเคืองครับ
● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทเส้นเลือด
จำเป็นต้องใช้เลเซอร์
ที่เข้าไปจัดการกับตัวเส้นเลือดโดยตรงครับ
นอกจากนี้ควรทำควบคู่กับ skin booster
เช่น รีจูรัน เพื่อช่วยเพิ่มความหนาแน่นและฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง
จะทำให้รักษาผลลัพธ์ไว้ได้นาวนานยิ่งขึ้นครับ
● การรักษารอยดำใต้ตาประเภทโครงสร้าง
ปัญหานี้เลเซอร์ไม่ช่วยให้หายได้ครับ
เพราะต้องเพิ่มวอลลุ่มและเติมเต็มบริเวณที่ใต้ตาบุ๋มลงไป
เพื่อให้เงาดำ ๆ หายไปครับ
นิยมใช้การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณร่องน้ำตา (Tear Trough)
อย่างละเอียดและประณีตเป็นหลักครับ
⚠️ สิ่งสำคัญที่ต้องเช็กให้ดีก่อนเข้ารับการรักษา
1. ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ใต้ตาเป็นบริเวณที่เส้นเลือดเยอะและผิวบางมาก
หากฉีดผิดชั้นผิว อาจจะดูปูดโปนเป็นก้อน
หรือเกิดปรากฏการณ์ Tyndall effect ที่เห็นเป็นเงาสีฟ้าสะท้อนขึ้นมาได้ครับ
2. ข้อควรระวังในการทำเลเซอร์
ต้องใช้พลังงานเลเซอร์อย่างรอบคอบระมัดระวังที่สุด
เพราะหากใช้พลังงานที่รุนแรงเกินไป
อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เม็ดสีเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ครับ
3. การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ควบคู่ไปด้วยเป็นเรื่องสำคัญ
คนไหนที่เป็นภูมิแพ้ทางจมูก
จุดเริ่มต้นคืองดพฤติกรรมการขยี้ตารอบดวงตาก่อนเลยอันดับแรกครับ
การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ใต้ตาประเภทเส้นเลือดแย่ลงได้เช่นกัน
ดังนั้นนอกจากการรักษาแล้ว จึงควรดูแลคุณภาพการนอนไปพร้อมกันด้วยนะครับ
หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมก่อนเดินทางมาคลินิก
สามารถทักมาปรึกษาทาง LINE ได้ตลอดเวลาอย่างสบายใจเลยนะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ โดย หมอวี ยองจิน ครับ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์หว่างคิ้วแล้วเปลือกตาตก กี่วันหาย ต้องรีบหาหมอไหม?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume ไม่เห็นผล ฉีดครบ 3 ครั้งยังเหมือนเดิม ฉีดน้อยไปไหม?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์ Hip dip รูปก่อน-หลัง ดูยังไงว่าสาเหตุเหมือนสะโพกเรา?

ร่างกาย
Potenza ต้องห่างกันกี่สัปดาห์ ร่นเป็น 2 สัปดาห์หรือเว้น 2 เดือนได้ไหม?

ยกกระชับ
รูปก่อน-หลัง Ulthera ควรดูรูปที่ถ่ายหลังทำกี่วันถึงเทียบได้?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ราคา Belotero Revive 2cc ครั้งละเท่าไหร่ ต้องฉีดกี่ครั้ง?






