ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

เซลล์ดิเอ็ม vs รีจูรัน HB ต่างกันอย่างไร?

เซลล์ดิเอ็ม vs รีจูรัน HB ต่างกันอย่างไร?

เซลล์ดิเอ็ม vs รีจูรัน HB ต่างกันอย่างไร?

เปรียบเทียบ CellreDM vs Rejuran HB ต่างกันอย่างไร? เลือกตัวไหนเติมวอลุ่มดีกว่า สรุปครบจบ!

CelluDerm vs Rejuran HB,

สองตัวนี้แตกต่างกันยังไงนะ?

리쥬란HB 할까, 셀르디엠 할까? 나에게 맞는 스킨부스터 찾기

ถึงแม้ทั้งคู่จะถูกเรียกว่า "ยาฉีดฟื้นฟูผิว" เหมือนกัน

 

แถมใครๆ ก็บอกว่าช่วยเรื่องฟื้นฟูผิวและเติมความชุ่มชื้นเหมือนกันอีก..

 

จนทำเอาหลายคนสับสนใช่ไหมคะ?

 

แต่ถึงจะเป็นโปรแกรมยอดฮิตขนาดไหน

ก็ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับผิวของทุกคนเหมือนกันค่ะ

 

วันนี้เราจะมาเจาะลึกเปรียบเทียบทั้งสองตัวนี้กันแบบชัดๆ เลยค่ะ

 

💡 เช็กตรงนี้ก่อนอ่านสักนิด

 

Q. CelluDerm กับ Rejuran HB

มันไม่ได้คล้ายๆ กันหรอกเหรอคะ?

 

A. จริงๆ แล้วส่วนผสมหลักต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ

แม้จะอยู่ในกลุ่ม "ยาฉีดฟื้นฟูผิว" เหมือนกัน

แต่วิธีการทำงานและผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์นั้นต่างกันค่ะ

 

Rejuran คือ PN

ส่วน CelluDerm คือ ADM (เนื้อเยื่อผิวหนังแท้สำเร็จรูปจากมนุษย์)

 

Q. ทำไมบางคนฉีดแค่ Rejuran ก็พอแล้ว

แต่ทำไมบางคนถึงได้รับคำแนะนำให้ฉีด CelluDerm แทนคะ?

 

A. ขึ้นอยู่กับสภาพผิวค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของ "การสูญเสียปริมาตรผิว" หรือแก้มตอบ

ซึ่งเราได้สรุปสาเหตุอย่างละเอียดไว้ในหัวข้อด้านล่างนี้แล้วค่ะ

 

Q. แล้วในกรณีของฉัน ควรเลือกตัวไหนดีคะ?

 

A. การเลือกจะขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของคุณคือต้องการความชุ่มชื้น/ความยืดหยุ่น

หรือต้องการเติมเต็มปริมาตรผิว (Volume) ค่ะ

เราได้แบ่งตามประเภทผิวไว้ให้แล้วที่ด้านล่างนี้ค่ะ

 

ทำไมสองผลิตภัณฑ์นี้

ถึงมักถูกนำมาเปรียบเทียบกันให้สับสนบ่อยๆ นะ

시술 전 꼭 읽어보세요: 셀르디엠과 리쥬란HB 선택 가이드

หนึ่งในคำถามที่หมอได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจก็คือ

"คุณหมอคะ Rejuran กับ CelluDerm

มันต่างกันยังไงเหรอคะ?

เห็นบอกว่าดีต่อผิวทั้งคู่เลย"

 

เป็นคำถามที่ทำให้สับสนได้จริงๆ ค่ะ

เพราะทั้งคู่มาในรูปแบบของยาฉีดเหมือนกัน

 

แถมเวลาค้นหาข้อมูล

ก็มักจะเจอคำสำคัญอย่าง "ฟื้นฟูผิว"

ขึ้นมาคู่กันตลอดเลย

 

แต่มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่คุณต้องรู้ไว้ค่ะ

 

นั่นคือ จุดเริ่มต้นของส่วนผสมในทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้

แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

 

Rejuran HB เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานมาจาก

PN (Polynucleotide) หรือชิ้นส่วนดีเอ็นเอ

ที่สกัดมาจากปลาแซลมอนค่ะ

 

ซึ่งจะทำงานโดยการเข้าไปกระตุ้นสัญญาณการฟื้นฟูเซลล์ผิว

จุดเด่นคือช่วยปรับผิวสัมผัสให้เรียบเนียน

พร้อมทั้งช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูฟูขึ้นค่ะ

 

ในขณะที่ CelluDerm นั้น

ผลิตขึ้นจาก Human Acellular Dermal Matrix (ADM)

 

หรือการนำเอาเนื้อเยื่อผิวหนังแท้ของมนุษย์มาทำการสกัดเอาเซลล์ออก จนเหลือเพียง

โครงสร้างคอลลาเจน, อีลาสติน, และไฮยาลูโรนิกแอซิด

ซึ่งเรียกว่า extracellular matrix (ECM) ค่ะ

 

เนื่องจากโครงสร้างส่วนประกอบนั้นมีความคล้ายคลึงกับผิวหนังแท้ของเรามากๆ

จึงไม่ใช่แค่การเข้าไปกระตุ้นการฟื้นฟูผิวแบบทั่วไป

แต่มันสามารถเข้าไปทำหน้าที่ช่วยเติมเต็มปริมาตรผิวที่สูญเสียไปได้โดยตรงเลยค่ะ

 

ฟังดูเข้าใจยากนิดหน่อยใช่ไหมคะ? เอาเป็นว่าอธิบายง่ายๆ ก็คือ

Rejuran HB คือการส่งสัญญาณกระตุ้น

ไปยังเซลล์ผิวของเราเอง

 

ส่วน CelluDerm จะคล้ายกับการเข้าไป

เติมเต็มช่องว่างในโครงสร้างผิวโดยตรงค่ะ

 

ความแตกต่างนี้สำคัญมากค่ะ เพราะ

ถ้าเป้าหมายของคุณต่างกัน

การเลือกผลิตภัณฑ์ก็ต้องต่างกันไปด้วยค่ะ

 

หากเป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูผิวและเติมความชุ่มชื้น

การเลือก Rejuran HB ก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ

 

แต่ถ้าคุณกังวลเรื่องริ้วรอยร่องลึกหรือแก้มตอบที่เกิดจากอายุที่มากขึ้น

CelluDerm จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกว่ามากค่ะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● สำหรับผู้ที่เน้นเรื่องความชุ่มชื้นและปรับผิวสัมผัสให้เรียบเนียนเป็นหลัก

แนะนำว่า Rejuran HB เหมาะสมที่สุดค่ะ

 

● สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการสูญเสียปริมาตรผิวหรือหน้าตอบ

แนะนำให้เลือกเป็นตัว CelluDerm จะตรงจุดกว่าค่ะ

 

● สำหรับผู้ที่มีปัญหาทั้งสองอย่างร่วมกัน

ในบางกรณีก็สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ

 

ซึ่งหมอจะขออธิบายรายละเอียดในส่วนนี้เพิ่มเติมด้านล่างนะคะ

 

Rejuran HB เหมาะสำหรับ

คนไข้กลุ่มไหนบ้าง

효과 없는 스킨부스터는 이제 그만, 내 피부 상태에 맞는 선택법

ซีรีส์ Rejuran นั้น

เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากอยู่แล้วนะคะ

 

โดยเฉพาะรุ่น HB จะเป็นสูตรที่มีการเพิ่ม

ไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) เข้ามาค่ะ

 

จุดประสงค์คือเพื่อช่วยบูสต์ความชุ่มชื่นให้ผิวฉ่ำวาวไปพร้อมๆ กับ

ผลลัพธ์ในการฟื้นฟูเซลล์ผิวของ PDRN ค่ะ

 

ซึ่งปกติแล้ว หมอมักจะแนะนำ Rejuran HB ให้กับคนไข้

ที่มีปัญหาผิวเหล่านี้ค่ะ

 

  1. ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ และขาดความชุ่มชื้น

  2. กังวลเรื่องริ้วรอยเล็กๆ และผิวเริ่มบางลง

  3. ต้องการโปรแกรมเสริมเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวหลังจากการทำเลเซอร์

  4. ต้องการบำรุงและดูแลสภาพผิวโดยรวมให้ดูสุขภาพดี

 

จากประสบการณ์การรักษาของหมอ สำหรับ Rejuran HB

จะใช้ปริมาณประมาณ 1-2 cc ทั่วใบหน้าต่อครั้งค่ะ

 

และโดยทั่วไปเมื่อทำติดต่อกัน 3-4 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 4 สัปดาห์

จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ

 

แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีอย่างเดียวนะคะ

 

ข้อจำกัดของ Rejuran HB ก็คือ

ประสิทธิภาพในการเติมเต็มปริมาตรผิว (Volume) โดยตรงนั้นค่อนข้างน้อยค่ะ

 

แม้ว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีมากในเรื่องของการฟื้นฟูและเติมน้ำให้ผิว

แต่หากความกังวลหลักของคุณคือปัญหาแก้มตอบหรือผิวหย่อนคล้อย

การรักษาด้วย Rejuran HB เพียงอย่างเดียว

อาจจะยังให้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควรค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่เน้นปรับผิวเรียบเนียนและต้องการงานผิวฉ่ำน้ำ

ตัวนี้ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมเสมอค่ะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● Rejuran HB

โดดเด่นเรื่องความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิว และปรับผิวเรียบเนียน

ผลลัพธ์ในการปรับรูปหน้าเติมแก้มตอบมีจำกัด

เหมาะสำหรับการบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม

 

● ระยะเวลาทำซ้ำ

แนะนำให้ทำห่างกันทุก 4 สัปดาห์ ติดกัน 3-4 ครั้ง

เพื่อการเห็นผลลัพธ์เรื่องผิวเรียบเนียน

ที่ชัดเจนและยาวนานขึ้นค่ะ

 

ทำไม CelluDerm ถึงตอบโจทย์

สำหรับผิวที่สูญเสียปริมาตรได้ดีกว่ากันคะ

"คุณหมอคะ ช่วงนี้ผิวดูโทรมๆ

แถมแก้มก็ดูตอบลงด้วยค่ะ"

 

หมอได้ยินคนไข้พูดประโยคนี้

บ่อยมากๆ ในห้องตรวจค่ะ

 

ซึ่งในกรณีแบบนี้ ปัญหาไม่ได้เกิดจาก

ผิวขาดความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ

 

แต่มันเกิดจากการที่โครงสร้างในชั้นผิวแท้ (dermis)

อย่างพวกคอลลาเจน อีลาสติน และ extracellular matrix ลดน้อยลง

ส่งผลให้ผิวบางลงและดูตอบหรือยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ

 

ซึ่ง CelluDerm จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ด้วยกลไกที่ต่างออกไปค่ะ

 

เนื่องจากสารสกัด ADM (Human Acellular Dermal Matrix)

มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับชั้นผิวแท้ของเรามากๆ

 

หลังจากฉีดเข้าไปแล้ว มันจึงทำหน้าที่ช่วยพยุง

และเติมเต็มปริมาตรผิวในจุดนั้นได้ทันที พร้อมกันนั้น

กระตุ้นการฟื้นฟูของเซลล์ผิวรอบข้างไปพร้อมๆ กันค่ะ

 

ถ้าให้สารภาพตามตรงนะคะ

ตอนที่หมอรู้จักผลิตภัณฑ์นี้ใหม่ๆ

หมอก็เคยแอบลังเลและสงสัยเหมือนกันค่ะ

 

ว่าส่วนประกอบที่มาจากมนุษย์จะปลอดภัยจริงไหม

และจะเห็นผลเรื่องการเติมเต็มชั้นผิวได้ชัดเจนจริงหรือเปล่า

ซึ่งกว่าจะพิสูจน์ให้มั่นใจได้ก็ต้องใช้เวลาศึกษาอยู่พอสมควรเลยค่ะ

 

แต่หลังจากที่ได้เก็บรวบรวมเคสการรักษาจริงมาเรื่อยๆ

สำหรับคนไข้ที่มีความกังวลเรื่องแก้มตอบ ขมับยุบ หรือหน้าผากแบน

 

ผลลัพธ์ของการฉีด CelluDerm นั้น

แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

และตรงจุดมากกว่าการฉีด Rejuran HB อย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

 

ส่วนใหญ่แล้ว หมอมักจะแนะนำ CelluDerm ให้กับคนไข้

ที่มีปัญหาผิวแบบนี้ค่ะ

 

  1. ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบ หน้าผากย้อย หรือขมับยุบตัว

  2. ผู้ที่ต้องการเติมเต็มใบหน้า แต่ไม่อยากฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  3. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวแท้ไปพร้อมๆ กับการเติมเต็มปริมาตรผิว

  4. ผู้ที่มีความกังวลหลักเรื่องผิวเริ่มบางและแก้มตอบลงตามวัย

 

จากประสบการณ์ของหมอ

CelluDerm จะใช้ปริมาณประมาณ 1-2 cc ต่อจุดพิกัด

และมักทำการรักษาติดต่อกันประมาณ 2-3 ครั้ง

โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 4-6 주 ค่ะ

 

ซึ่งคนไข้บางท่านสามารถสังเกตเห็น

ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งที่ 1-2 เลยค่ะ

 

แต่มีเรื่องหนึ่งที่หมอคงต้องแจ้งตรงๆ นะคะ

นั่นก็คือเรื่องราคาค่ะ ^^..

 

เมื่อเทียบกับ Rejuran HB แล้ว ตัว CelluDerm

ขวดหนึ่งจะมีราคาต้นทุนค่อนข้างสูงกว่าค่ะ

 

เนื่องจากกระบวนการผลิตและสกัด

สารสกัด ADM จากมนุษย์นั้นมีความซับซ้อนกว่ามาก

 

แต่สำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เรื่องการเติมเต็มอย่างชัดเจนแล้ว

ความพึงพอใจที่ได้รับกลับมา

ถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปอย่างแน่นอนค่ะ

 

นอกจากนี้ หมอเคยสรุปข้อมูลเกี่ยวกับสกินบูสเตอร์ประเภทอื่นๆ

ที่ทำร่วมกับ CelluDerm แล้วจะช่วยเสริมประสิทธิภาพกันได้ดีเยี่ยม

ไว้ในบทความคูมือเปรียบเทียบสกินบูสเตอร์แล้ว หากสนใจลองไปศึกษาต่อกันได้นะคะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● CelluDerm

เติมเต็มโครงสร้างชั้นผิว + ฟื้นฟูเซลล์ผิวแท้ร่วมกัน

ราคาค่อนข้างสูง

เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องแก้มตอบ/สูญเสียปริมาตรผิวเป็นหลัก

 

● Rejuran HB

เน้นเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับผิวสัมผัสเรียบเนียน

ประสิทธิภาพในการช่วยเติมแก้มตอบมีจำกัด

เหมาะกับการดูแลสภาพผิวโดยรวมให้ดูอิ่มน้ำ

 

ถ้าอย่างนั้น หากต้องการทำร่วมกัน

ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรบ้างคะ

มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

แต่จริงๆ แล้ว CelluDerm และ Rejuran HB สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ

 

สองตัวนี้ไม่ใช่คู่แข่งกัน

เพราะทำหน้าที่และออกฤทธิ์ในชั้นผิวที่แตกต่างกันค่ะ

 

แม้ในแต่ละเคสจะได้รับการดีไซน์โปรแกรมต่างกัน

แต่ปกติแล้วหมอมักจะวางแผนการรักษาแบบนี้ค่ะ

 

สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาทั้งผิวหน้าตอบ

และยังเผชิญกับปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดความเรียบเนียนร่วมด้วย

หมอจะใช้ CelluDerm ทำการฉีดเติมเต็มเพื่อสร้างมิติและพยุงโครงสร้างผิวก่อน

 

และหลังจากนั้นจึงใช้ Rejuran HB เข้ามาช่วยเก็บรายละเอียด

เพื่อปรับผิวภายนอกให้มีความนุ่มและดูฉ่ำวาวสุขภาพดีค่ะ

 

แต่ความยากของโปรแกรมคู่นี้คือ

หากต้องการทำร่วมกันจริงๆ

เราต้องมาประเมินร่วมกับคุณหมอเพื่อจัดลำดับและปริมาณยา

ของแต่ละตัวให้เข้ากับตำแหน่งที่ต้องการแก้ให้มากที่สุดค่ะ

 

ดังนั้น หากคุณกำลังสนใจที่จะทำคู่กัน ตอนที่ปรึกษาหมอ

รบกวนแจ้งให้หมอทราบชัดเจนเลยค่ะว่า

"ตอนนี้ปัญหาหลักที่กังวลที่สุดคือเรื่องอะไร"

 

สำหรับหมอ เวลาทำสองตัวนี้ควบคู่กัน

หมอมักจะเริ่มจากใช้ CelluDerm เสริมโครงสร้างด้านในก่อน

แล้วจากนั้นจึงตามด้วย Rejuran HB

เพื่อทำการฟื้นบำรุงและเคลือบปิดงานผิวที่ด้านบนในขั้นตอนต่อมาค่ะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● ลำดับขั้นตอนในการทำคู่กัน

CelluDerm (สร้างฐานโครงสร้างและเติมเต็มปริมาตรก่อน)

→ Rejuran HB (ตามด้วยการฟื้นฟูและเพิ่มความชุ่มชื้นเรียบเนียน)

 

● คีย์เวิร์ดสำคัญ

สำหรับท่านที่ต้องการทำสองแบบควบคู่กัน

จุดสำคัญคือการตัดสินใจร่วมกับแพทย์ว่าปัญหาไหนเร่งด่วนที่สุดเพื่อลงมือก่อนค่ะ

 

สรุปย่อประเด็นสำคัญ

CelluDerm vs Rejuran HB

หากเป้าหมายคือผิวฉ่ำวาว ชุ่มชื้น ฟื้นบำรุงผิวเป็นหลัก เลือก Rejuran HB

หากต้องการแก้ปัญหาแก้มตอบ ขมับยุบ ต้องการเติมเต็มมิติใบหน้า คล้ายฟิลเลอร์ที่เป็นธรรมชาติ เลือก CelluDerm จะตอบโจทย์ที่สุดค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. CelluDerm เป็นสารสกัดจากมนุษย์ จะปลอดภัยจริงๆ ใช่ไหมคะ?

A. เนื่องจากมีคำว่า "เนื้อเยื่อผิวหนังแท้สำเร็จรูปจากมนุษย์"

ทำให้บางท่านอาจจะรู้สึกกังวลกลัวและไม่ค่อยคุ้นเคยนะคะ

 

แต่จริงๆ แล้ว ADM ที่ใช้รักษาใน CelluDerm นั้น

ได้ผ่านขั้นตอนการสกัดเอาเซลล์ออกทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

จนเหลือเพียงแค่โครงร่างไร้เซลล์ (Acellular Matrix) ทำให้สารที่ส่งต่อเข้าไป

มีโอกาสในการเกิดปฏิกิริยาต่อต้านหรือแพ้น้อยมากๆ ค่ะ

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผิวของแต่ละบุคคลอาจแสดงผลลัพธ์แตกต่างกันได้

ดังนั้นการแจ้งประวัติการแพ้ต่างๆ แก่แพทย์ก่อนทำการจิ้มเข็มรักษาจึงยังคงละเอียดอ่อนและจำเป็นค่ะ

 

แทนที่จะสรุปว่าปลอดภัยแบบ 100% กับทุกคน

หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอวิเคราะห์สภาพผิวจริง

แล้วค่อยร่วมประเมินตัดสินใจและรักษาตามความเคารพสิทธิ์คนไข้ดีที่สุดค่ะ

 

Q2. ระหว่าง Rejuran HB กับ CelluDerm

ผลลัพธ์ของการรักษาแต่ละตัว จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

A. จากสถิติและเคสรักษาจริงของทางคลินิก Rejuran HB

มักจะคงประสิทธิภาพความหน้าฟู ปรับเรียบเนียน

ได้ประมาณ 3-6 เดือนค่ะ

 

ในขณะที่ผลลัพธ์การเติมเต็มจุดตอบของ CelluDerm

จะสามารถคงอยู่ได้ยาวนานกว่า โดยเฉลี่ยราวๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี เลยค่ะ

 

อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้คลาดเคลื่อนได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผิวเริ่มต้น

ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงปริมาณยาที่เหมาะสมและสม่ำเสมอของผลของแต่ละคนด้วยนะคะ

 

หมอเลยไม่อยากใช้คำการันตีเพื่อโฆษณา

แบบฟันธงว่า "อยู่ได้กี่เดือนเป๊ะๆ" ให้คนไข้คาดหวังเกินจริงค่ะ

 

Q3. แล้วมันต่างกับสารเติมเต็มจำพวก ฟิลเลอร์ (Filler) อย่างไรคะ?

A. เป็นคำถามยอดฮิตที่หมอเจอประจำเลยค่ะ

 

แม้ว่า CelluDerm จะมีกลไกช่วยในการปรับเพิ่มวอลลุ่มผิวหนังได้

แต่เรื่องของความเร็วในการเห็นโครงหน้าเปลี่ยนแบบชัดๆ ทันที

จะยังไม่โดดเด่นเท่ากับการสลักทรงด้วยฟิลเลอร์ค่ะ

 

การฉีดฟิลเลอร์ ไฮยาลูรอนิกแอซิดเข้มข้นสูง คือการปั้นเพื่อเปลี่ยนรูปหน้าทันที

ขณะที่ CelluDerm จะเด่นตรงการเข้าไปฟื้นฟูเนื้อเยื่อแท้ข้างในเพื่อสร้างโครงพยุง

ให้ผิวค่อยๆ ยืดหยุ่น ตัวเนื้อแก้มจะค่อยๆ ฟูเต็มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาวค่ะ

 

ดังนั้น หากคุณเป็นคนที่อยากได้ความรวดเร็วและเห็นชัดเจน ลุกขึ้นสวยทันที

ฟิลเลอร์จะยังตอบโจทย์จุดนี้ได้มากกว่าค่ะ

แต่ถ้าคุณชอบงานผิวละมุน ดูไม่โป๊ะ และต้องการเน้นฟื้นฟูสภาพโครงสร้างผิวเดิมข้างในไปพร้อมๆ กัน

เลือกฉีดตัว CelluDerm คือคำตอบที่น่ารักและอบอุ่นสำหรับผิวที่สุดค่ะ

 

แนะนำว่าให้เข้ามาปรึกษากับหมอก่อนเดินทางรักษาตัวดีกว่านะคะ

 

หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถทักหาเราได้ทาง KakaoTalk

ได้ตลอดเวลาเลยนะคะ

สอบถามข้อมูลคุยเล่นกันก่อนเดินทางมาคลินิกได้เลยค่ะ

หมอวี ยองจิน ลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

 

บทความน่าสนใจเพิ่มเติม

Seoul LDM สาขาฮงแด ช่วยแก้ปัญหาสำหรับ 5 ความกังวลเรื่องผิวได้จริงไหม?

[คอลัมน์ Beautystone] กับดัก 'ราคาถูก' ลบลายสักผิดวิธี อาจได้ผิวพังกลับมาแทนผิวใส

"ทำไมคนอื่นลบ 5 ครั้งหาย?" มินิรีวิวเผยเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมงบการลบรอยสักในแต่ละคนถึงต่างกัน

5 ข้อแนะนำในการเลือกคลินิกผิวหนังย่านฮงแด จากปากคำของแพทย์เฉพาะทางโดยตรง

สรุปแล้ว Rejuran HB ดีจริงไหมคุ้มค่ารึเปล่า? คุณหมอเปรียบเทียบจากเคสจริงให้ฟัง

CelluDerm vs Rejuran HB,

สองตัวนี้แตกต่างกันยังไงนะ?

리쥬란HB 할까, 셀르디엠 할까? 나에게 맞는 스킨부스터 찾기

ถึงแม้ทั้งคู่จะถูกเรียกว่า "ยาฉีดฟื้นฟูผิว" เหมือนกัน

 

แถมใครๆ ก็บอกว่าช่วยเรื่องฟื้นฟูผิวและเติมความชุ่มชื้นเหมือนกันอีก..

 

จนทำเอาหลายคนสับสนใช่ไหมคะ?

 

แต่ถึงจะเป็นโปรแกรมยอดฮิตขนาดไหน

ก็ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับผิวของทุกคนเหมือนกันค่ะ

 

วันนี้เราจะมาเจาะลึกเปรียบเทียบทั้งสองตัวนี้กันแบบชัดๆ เลยค่ะ

 

💡 เช็กตรงนี้ก่อนอ่านสักนิด

 

Q. CelluDerm กับ Rejuran HB

มันไม่ได้คล้ายๆ กันหรอกเหรอคะ?

 

A. จริงๆ แล้วส่วนผสมหลักต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ

แม้จะอยู่ในกลุ่ม "ยาฉีดฟื้นฟูผิว" เหมือนกัน

แต่วิธีการทำงานและผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์นั้นต่างกันค่ะ

 

Rejuran คือ PN

ส่วน CelluDerm คือ ADM (เนื้อเยื่อผิวหนังแท้สำเร็จรูปจากมนุษย์)

 

Q. ทำไมบางคนฉีดแค่ Rejuran ก็พอแล้ว

แต่ทำไมบางคนถึงได้รับคำแนะนำให้ฉีด CelluDerm แทนคะ?

 

A. ขึ้นอยู่กับสภาพผิวค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของ "การสูญเสียปริมาตรผิว" หรือแก้มตอบ

ซึ่งเราได้สรุปสาเหตุอย่างละเอียดไว้ในหัวข้อด้านล่างนี้แล้วค่ะ

 

Q. แล้วในกรณีของฉัน ควรเลือกตัวไหนดีคะ?

 

A. การเลือกจะขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของคุณคือต้องการความชุ่มชื้น/ความยืดหยุ่น

หรือต้องการเติมเต็มปริมาตรผิว (Volume) ค่ะ

เราได้แบ่งตามประเภทผิวไว้ให้แล้วที่ด้านล่างนี้ค่ะ

 

ทำไมสองผลิตภัณฑ์นี้

ถึงมักถูกนำมาเปรียบเทียบกันให้สับสนบ่อยๆ นะ

시술 전 꼭 읽어보세요: 셀르디엠과 리쥬란HB 선택 가이드

หนึ่งในคำถามที่หมอได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจก็คือ

"คุณหมอคะ Rejuran กับ CelluDerm

มันต่างกันยังไงเหรอคะ?

เห็นบอกว่าดีต่อผิวทั้งคู่เลย"

 

เป็นคำถามที่ทำให้สับสนได้จริงๆ ค่ะ

เพราะทั้งคู่มาในรูปแบบของยาฉีดเหมือนกัน

 

แถมเวลาค้นหาข้อมูล

ก็มักจะเจอคำสำคัญอย่าง "ฟื้นฟูผิว"

ขึ้นมาคู่กันตลอดเลย

 

แต่มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่คุณต้องรู้ไว้ค่ะ

 

นั่นคือ จุดเริ่มต้นของส่วนผสมในทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้

แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

 

Rejuran HB เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานมาจาก

PN (Polynucleotide) หรือชิ้นส่วนดีเอ็นเอ

ที่สกัดมาจากปลาแซลมอนค่ะ

 

ซึ่งจะทำงานโดยการเข้าไปกระตุ้นสัญญาณการฟื้นฟูเซลล์ผิว

จุดเด่นคือช่วยปรับผิวสัมผัสให้เรียบเนียน

พร้อมทั้งช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูฟูขึ้นค่ะ

 

ในขณะที่ CelluDerm นั้น

ผลิตขึ้นจาก Human Acellular Dermal Matrix (ADM)

 

หรือการนำเอาเนื้อเยื่อผิวหนังแท้ของมนุษย์มาทำการสกัดเอาเซลล์ออก จนเหลือเพียง

โครงสร้างคอลลาเจน, อีลาสติน, และไฮยาลูโรนิกแอซิด

ซึ่งเรียกว่า extracellular matrix (ECM) ค่ะ

 

เนื่องจากโครงสร้างส่วนประกอบนั้นมีความคล้ายคลึงกับผิวหนังแท้ของเรามากๆ

จึงไม่ใช่แค่การเข้าไปกระตุ้นการฟื้นฟูผิวแบบทั่วไป

แต่มันสามารถเข้าไปทำหน้าที่ช่วยเติมเต็มปริมาตรผิวที่สูญเสียไปได้โดยตรงเลยค่ะ

 

ฟังดูเข้าใจยากนิดหน่อยใช่ไหมคะ? เอาเป็นว่าอธิบายง่ายๆ ก็คือ

Rejuran HB คือการส่งสัญญาณกระตุ้น

ไปยังเซลล์ผิวของเราเอง

 

ส่วน CelluDerm จะคล้ายกับการเข้าไป

เติมเต็มช่องว่างในโครงสร้างผิวโดยตรงค่ะ

 

ความแตกต่างนี้สำคัญมากค่ะ เพราะ

ถ้าเป้าหมายของคุณต่างกัน

การเลือกผลิตภัณฑ์ก็ต้องต่างกันไปด้วยค่ะ

 

หากเป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูผิวและเติมความชุ่มชื้น

การเลือก Rejuran HB ก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ

 

แต่ถ้าคุณกังวลเรื่องริ้วรอยร่องลึกหรือแก้มตอบที่เกิดจากอายุที่มากขึ้น

CelluDerm จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์และเหมาะสมกว่ามากค่ะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● สำหรับผู้ที่เน้นเรื่องความชุ่มชื้นและปรับผิวสัมผัสให้เรียบเนียนเป็นหลัก

แนะนำว่า Rejuran HB เหมาะสมที่สุดค่ะ

 

● สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการสูญเสียปริมาตรผิวหรือหน้าตอบ

แนะนำให้เลือกเป็นตัว CelluDerm จะตรงจุดกว่าค่ะ

 

● สำหรับผู้ที่มีปัญหาทั้งสองอย่างร่วมกัน

ในบางกรณีก็สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ

 

ซึ่งหมอจะขออธิบายรายละเอียดในส่วนนี้เพิ่มเติมด้านล่างนะคะ

 

Rejuran HB เหมาะสำหรับ

คนไข้กลุ่มไหนบ้าง

효과 없는 스킨부스터는 이제 그만, 내 피부 상태에 맞는 선택법

ซีรีส์ Rejuran นั้น

เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากอยู่แล้วนะคะ

 

โดยเฉพาะรุ่น HB จะเป็นสูตรที่มีการเพิ่ม

ไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) เข้ามาค่ะ

 

จุดประสงค์คือเพื่อช่วยบูสต์ความชุ่มชื่นให้ผิวฉ่ำวาวไปพร้อมๆ กับ

ผลลัพธ์ในการฟื้นฟูเซลล์ผิวของ PDRN ค่ะ

 

ซึ่งปกติแล้ว หมอมักจะแนะนำ Rejuran HB ให้กับคนไข้

ที่มีปัญหาผิวเหล่านี้ค่ะ

 

  1. ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ และขาดความชุ่มชื้น

  2. กังวลเรื่องริ้วรอยเล็กๆ และผิวเริ่มบางลง

  3. ต้องการโปรแกรมเสริมเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวหลังจากการทำเลเซอร์

  4. ต้องการบำรุงและดูแลสภาพผิวโดยรวมให้ดูสุขภาพดี

 

จากประสบการณ์การรักษาของหมอ สำหรับ Rejuran HB

จะใช้ปริมาณประมาณ 1-2 cc ทั่วใบหน้าต่อครั้งค่ะ

 

และโดยทั่วไปเมื่อทำติดต่อกัน 3-4 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 4 สัปดาห์

จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ

 

แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีอย่างเดียวนะคะ

 

ข้อจำกัดของ Rejuran HB ก็คือ

ประสิทธิภาพในการเติมเต็มปริมาตรผิว (Volume) โดยตรงนั้นค่อนข้างน้อยค่ะ

 

แม้ว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีมากในเรื่องของการฟื้นฟูและเติมน้ำให้ผิว

แต่หากความกังวลหลักของคุณคือปัญหาแก้มตอบหรือผิวหย่อนคล้อย

การรักษาด้วย Rejuran HB เพียงอย่างเดียว

อาจจะยังให้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควรค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่เน้นปรับผิวเรียบเนียนและต้องการงานผิวฉ่ำน้ำ

ตัวนี้ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมเสมอค่ะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● Rejuran HB

โดดเด่นเรื่องความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิว และปรับผิวเรียบเนียน

ผลลัพธ์ในการปรับรูปหน้าเติมแก้มตอบมีจำกัด

เหมาะสำหรับการบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม

 

● ระยะเวลาทำซ้ำ

แนะนำให้ทำห่างกันทุก 4 สัปดาห์ ติดกัน 3-4 ครั้ง

เพื่อการเห็นผลลัพธ์เรื่องผิวเรียบเนียน

ที่ชัดเจนและยาวนานขึ้นค่ะ

 

ทำไม CelluDerm ถึงตอบโจทย์

สำหรับผิวที่สูญเสียปริมาตรได้ดีกว่ากันคะ

"คุณหมอคะ ช่วงนี้ผิวดูโทรมๆ

แถมแก้มก็ดูตอบลงด้วยค่ะ"

 

หมอได้ยินคนไข้พูดประโยคนี้

บ่อยมากๆ ในห้องตรวจค่ะ

 

ซึ่งในกรณีแบบนี้ ปัญหาไม่ได้เกิดจาก

ผิวขาดความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ

 

แต่มันเกิดจากการที่โครงสร้างในชั้นผิวแท้ (dermis)

อย่างพวกคอลลาเจน อีลาสติน และ extracellular matrix ลดน้อยลง

ส่งผลให้ผิวบางลงและดูตอบหรือยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ

 

ซึ่ง CelluDerm จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ด้วยกลไกที่ต่างออกไปค่ะ

 

เนื่องจากสารสกัด ADM (Human Acellular Dermal Matrix)

มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับชั้นผิวแท้ของเรามากๆ

 

หลังจากฉีดเข้าไปแล้ว มันจึงทำหน้าที่ช่วยพยุง

และเติมเต็มปริมาตรผิวในจุดนั้นได้ทันที พร้อมกันนั้น

กระตุ้นการฟื้นฟูของเซลล์ผิวรอบข้างไปพร้อมๆ กันค่ะ

 

ถ้าให้สารภาพตามตรงนะคะ

ตอนที่หมอรู้จักผลิตภัณฑ์นี้ใหม่ๆ

หมอก็เคยแอบลังเลและสงสัยเหมือนกันค่ะ

 

ว่าส่วนประกอบที่มาจากมนุษย์จะปลอดภัยจริงไหม

และจะเห็นผลเรื่องการเติมเต็มชั้นผิวได้ชัดเจนจริงหรือเปล่า

ซึ่งกว่าจะพิสูจน์ให้มั่นใจได้ก็ต้องใช้เวลาศึกษาอยู่พอสมควรเลยค่ะ

 

แต่หลังจากที่ได้เก็บรวบรวมเคสการรักษาจริงมาเรื่อยๆ

สำหรับคนไข้ที่มีความกังวลเรื่องแก้มตอบ ขมับยุบ หรือหน้าผากแบน

 

ผลลัพธ์ของการฉีด CelluDerm นั้น

แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

และตรงจุดมากกว่าการฉีด Rejuran HB อย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

 

ส่วนใหญ่แล้ว หมอมักจะแนะนำ CelluDerm ให้กับคนไข้

ที่มีปัญหาผิวแบบนี้ค่ะ

 

  1. ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบ หน้าผากย้อย หรือขมับยุบตัว

  2. ผู้ที่ต้องการเติมเต็มใบหน้า แต่ไม่อยากฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  3. ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวแท้ไปพร้อมๆ กับการเติมเต็มปริมาตรผิว

  4. ผู้ที่มีความกังวลหลักเรื่องผิวเริ่มบางและแก้มตอบลงตามวัย

 

จากประสบการณ์ของหมอ

CelluDerm จะใช้ปริมาณประมาณ 1-2 cc ต่อจุดพิกัด

และมักทำการรักษาติดต่อกันประมาณ 2-3 ครั้ง

โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 4-6 주 ค่ะ

 

ซึ่งคนไข้บางท่านสามารถสังเกตเห็น

ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งที่ 1-2 เลยค่ะ

 

แต่มีเรื่องหนึ่งที่หมอคงต้องแจ้งตรงๆ นะคะ

นั่นก็คือเรื่องราคาค่ะ ^^..

 

เมื่อเทียบกับ Rejuran HB แล้ว ตัว CelluDerm

ขวดหนึ่งจะมีราคาต้นทุนค่อนข้างสูงกว่าค่ะ

 

เนื่องจากกระบวนการผลิตและสกัด

สารสกัด ADM จากมนุษย์นั้นมีความซับซ้อนกว่ามาก

 

แต่สำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เรื่องการเติมเต็มอย่างชัดเจนแล้ว

ความพึงพอใจที่ได้รับกลับมา

ถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปอย่างแน่นอนค่ะ

 

นอกจากนี้ หมอเคยสรุปข้อมูลเกี่ยวกับสกินบูสเตอร์ประเภทอื่นๆ

ที่ทำร่วมกับ CelluDerm แล้วจะช่วยเสริมประสิทธิภาพกันได้ดีเยี่ยม

ไว้ในบทความคูมือเปรียบเทียบสกินบูสเตอร์แล้ว หากสนใจลองไปศึกษาต่อกันได้นะคะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● CelluDerm

เติมเต็มโครงสร้างชั้นผิว + ฟื้นฟูเซลล์ผิวแท้ร่วมกัน

ราคาค่อนข้างสูง

เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องแก้มตอบ/สูญเสียปริมาตรผิวเป็นหลัก

 

● Rejuran HB

เน้นเรื่องการเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับผิวสัมผัสเรียบเนียน

ประสิทธิภาพในการช่วยเติมแก้มตอบมีจำกัด

เหมาะกับการดูแลสภาพผิวโดยรวมให้ดูอิ่มน้ำ

 

ถ้าอย่างนั้น หากต้องการทำร่วมกัน

ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรบ้างคะ

มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

แต่จริงๆ แล้ว CelluDerm และ Rejuran HB สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ

 

สองตัวนี้ไม่ใช่คู่แข่งกัน

เพราะทำหน้าที่และออกฤทธิ์ในชั้นผิวที่แตกต่างกันค่ะ

 

แม้ในแต่ละเคสจะได้รับการดีไซน์โปรแกรมต่างกัน

แต่ปกติแล้วหมอมักจะวางแผนการรักษาแบบนี้ค่ะ

 

สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาทั้งผิวหน้าตอบ

และยังเผชิญกับปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดความเรียบเนียนร่วมด้วย

หมอจะใช้ CelluDerm ทำการฉีดเติมเต็มเพื่อสร้างมิติและพยุงโครงสร้างผิวก่อน

 

และหลังจากนั้นจึงใช้ Rejuran HB เข้ามาช่วยเก็บรายละเอียด

เพื่อปรับผิวภายนอกให้มีความนุ่มและดูฉ่ำวาวสุขภาพดีค่ะ

 

แต่ความยากของโปรแกรมคู่นี้คือ

หากต้องการทำร่วมกันจริงๆ

เราต้องมาประเมินร่วมกับคุณหมอเพื่อจัดลำดับและปริมาณยา

ของแต่ละตัวให้เข้ากับตำแหน่งที่ต้องการแก้ให้มากที่สุดค่ะ

 

ดังนั้น หากคุณกำลังสนใจที่จะทำคู่กัน ตอนที่ปรึกษาหมอ

รบกวนแจ้งให้หมอทราบชัดเจนเลยค่ะว่า

"ตอนนี้ปัญหาหลักที่กังวลที่สุดคือเรื่องอะไร"

 

สำหรับหมอ เวลาทำสองตัวนี้ควบคู่กัน

หมอมักจะเริ่มจากใช้ CelluDerm เสริมโครงสร้างด้านในก่อน

แล้วจากนั้นจึงตามด้วย Rejuran HB

เพื่อทำการฟื้นบำรุงและเคลือบปิดงานผิวที่ด้านบนในขั้นตอนต่อมาค่ะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

● ลำดับขั้นตอนในการทำคู่กัน

CelluDerm (สร้างฐานโครงสร้างและเติมเต็มปริมาตรก่อน)

→ Rejuran HB (ตามด้วยการฟื้นฟูและเพิ่มความชุ่มชื้นเรียบเนียน)

 

● คีย์เวิร์ดสำคัญ

สำหรับท่านที่ต้องการทำสองแบบควบคู่กัน

จุดสำคัญคือการตัดสินใจร่วมกับแพทย์ว่าปัญหาไหนเร่งด่วนที่สุดเพื่อลงมือก่อนค่ะ

 

สรุปย่อประเด็นสำคัญ

CelluDerm vs Rejuran HB

หากเป้าหมายคือผิวฉ่ำวาว ชุ่มชื้น ฟื้นบำรุงผิวเป็นหลัก เลือก Rejuran HB

หากต้องการแก้ปัญหาแก้มตอบ ขมับยุบ ต้องการเติมเต็มมิติใบหน้า คล้ายฟิลเลอร์ที่เป็นธรรมชาติ เลือก CelluDerm จะตอบโจทย์ที่สุดค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. CelluDerm เป็นสารสกัดจากมนุษย์ จะปลอดภัยจริงๆ ใช่ไหมคะ?

A. เนื่องจากมีคำว่า "เนื้อเยื่อผิวหนังแท้สำเร็จรูปจากมนุษย์"

ทำให้บางท่านอาจจะรู้สึกกังวลกลัวและไม่ค่อยคุ้นเคยนะคะ

 

แต่จริงๆ แล้ว ADM ที่ใช้รักษาใน CelluDerm นั้น

ได้ผ่านขั้นตอนการสกัดเอาเซลล์ออกทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

จนเหลือเพียงแค่โครงร่างไร้เซลล์ (Acellular Matrix) ทำให้สารที่ส่งต่อเข้าไป

มีโอกาสในการเกิดปฏิกิริยาต่อต้านหรือแพ้น้อยมากๆ ค่ะ

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผิวของแต่ละบุคคลอาจแสดงผลลัพธ์แตกต่างกันได้

ดังนั้นการแจ้งประวัติการแพ้ต่างๆ แก่แพทย์ก่อนทำการจิ้มเข็มรักษาจึงยังคงละเอียดอ่อนและจำเป็นค่ะ

 

แทนที่จะสรุปว่าปลอดภัยแบบ 100% กับทุกคน

หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอวิเคราะห์สภาพผิวจริง

แล้วค่อยร่วมประเมินตัดสินใจและรักษาตามความเคารพสิทธิ์คนไข้ดีที่สุดค่ะ

 

Q2. ระหว่าง Rejuran HB กับ CelluDerm

ผลลัพธ์ของการรักษาแต่ละตัว จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

A. จากสถิติและเคสรักษาจริงของทางคลินิก Rejuran HB

มักจะคงประสิทธิภาพความหน้าฟู ปรับเรียบเนียน

ได้ประมาณ 3-6 เดือนค่ะ

 

ในขณะที่ผลลัพธ์การเติมเต็มจุดตอบของ CelluDerm

จะสามารถคงอยู่ได้ยาวนานกว่า โดยเฉลี่ยราวๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี เลยค่ะ

 

อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้คลาดเคลื่อนได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผิวเริ่มต้น

ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงปริมาณยาที่เหมาะสมและสม่ำเสมอของผลของแต่ละคนด้วยนะคะ

 

หมอเลยไม่อยากใช้คำการันตีเพื่อโฆษณา

แบบฟันธงว่า "อยู่ได้กี่เดือนเป๊ะๆ" ให้คนไข้คาดหวังเกินจริงค่ะ

 

Q3. แล้วมันต่างกับสารเติมเต็มจำพวก ฟิลเลอร์ (Filler) อย่างไรคะ?

A. เป็นคำถามยอดฮิตที่หมอเจอประจำเลยค่ะ

 

แม้ว่า CelluDerm จะมีกลไกช่วยในการปรับเพิ่มวอลลุ่มผิวหนังได้

แต่เรื่องของความเร็วในการเห็นโครงหน้าเปลี่ยนแบบชัดๆ ทันที

จะยังไม่โดดเด่นเท่ากับการสลักทรงด้วยฟิลเลอร์ค่ะ

 

การฉีดฟิลเลอร์ ไฮยาลูรอนิกแอซิดเข้มข้นสูง คือการปั้นเพื่อเปลี่ยนรูปหน้าทันที

ขณะที่ CelluDerm จะเด่นตรงการเข้าไปฟื้นฟูเนื้อเยื่อแท้ข้างในเพื่อสร้างโครงพยุง

ให้ผิวค่อยๆ ยืดหยุ่น ตัวเนื้อแก้มจะค่อยๆ ฟูเต็มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาวค่ะ

 

ดังนั้น หากคุณเป็นคนที่อยากได้ความรวดเร็วและเห็นชัดเจน ลุกขึ้นสวยทันที

ฟิลเลอร์จะยังตอบโจทย์จุดนี้ได้มากกว่าค่ะ

แต่ถ้าคุณชอบงานผิวละมุน ดูไม่โป๊ะ และต้องการเน้นฟื้นฟูสภาพโครงสร้างผิวเดิมข้างในไปพร้อมๆ กัน

เลือกฉีดตัว CelluDerm คือคำตอบที่น่ารักและอบอุ่นสำหรับผิวที่สุดค่ะ

 

แนะนำว่าให้เข้ามาปรึกษากับหมอก่อนเดินทางรักษาตัวดีกว่านะคะ

 

หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถทักหาเราได้ทาง KakaoTalk

ได้ตลอดเวลาเลยนะคะ

สอบถามข้อมูลคุยเล่นกันก่อนเดินทางมาคลินิกได้เลยค่ะ

หมอวี ยองจิน ลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

 

บทความน่าสนใจเพิ่มเติม

Seoul LDM สาขาฮงแด ช่วยแก้ปัญหาสำหรับ 5 ความกังวลเรื่องผิวได้จริงไหม?

[คอลัมน์ Beautystone] กับดัก 'ราคาถูก' ลบลายสักผิดวิธี อาจได้ผิวพังกลับมาแทนผิวใส

"ทำไมคนอื่นลบ 5 ครั้งหาย?" มินิรีวิวเผยเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมงบการลบรอยสักในแต่ละคนถึงต่างกัน

5 ข้อแนะนำในการเลือกคลินิกผิวหนังย่านฮงแด จากปากคำของแพทย์เฉพาะทางโดยตรง

สรุปแล้ว Rejuran HB ดีจริงไหมคุ้มค่ารึเปล่า? คุณหมอเปรียบเทียบจากเคสจริงให้ฟัง

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1