
เซลล์ดิเอ็ม vs รีจูรัน HB ต่างกันอย่างไร?
เซลล์ดิเอ็ม vs รีจูรัน HB ต่างกันอย่างไร?
เซลล์ดิเอ็ม vs รีจูรัน HB ต่างกันอย่างไร?
เปรียบเทียบ CellreDM vs Rejuran HB ต่างกันอย่างไร? เลือกตัวไหนเติมวอลุ่มดีกว่า สรุปครบจบ!
เซลร์ดีเอ็ม vs Rejuran HB,
ต่างกันยังไง?

ทั้งคู่ถูกเรียกว่า "เข็มฟื้นฟูผิว" เหมือนกัน
เลยทำให้หลายคนสงสัยว่าเหมือนกันหรือต่างกันกันแน่
มีคนสับสนเรื่องนี้เยอะมากจริงๆ ค่ะ
แค่เพราะคนทำเยอะ
ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับทุกคนเหมือนกันนะคะ
วันนี้เราจะมาแยกให้ชัดระหว่างสองตัวนี้ค่ะ
💡 ก่อนอ่าน เช็กตรงนี้ก่อนเลย
Q. เซลร์ดีเอ็ม กับ Rejuran HB
มันก็คล้ายๆ กันไม่ใช่เหรอ?
A. จริงๆ แล้ว ฐานของส่วนประกอบต่างกันตั้งแต่ต้นค่ะ
แม้อยู่ในหมวด "เข็มฟื้นฟู" เหมือนกัน
แต่กลไกการออกฤทธิ์และวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมต่างกันค่ะ
Q. ทำไมบางคนทำแค่ Rejuran ก็พอ
แต่บางคนกลับถูกแนะนำให้ทำ เซลร์ดีเอ็ม?
A. ขึ้นอยู่กับสภาพผิว โดยเฉพาะว่ามีการสูญเสียวอลุ่มหรือเปล่า
ค่ะ
ในส่วนสาเหตุด้านล่างสรุปไว้ละเอียดแล้วค่ะ
Q. แล้วกรณีของฉันควรเลือกอะไรดี?
A. ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายคือความชุ่มชื้น·ความยืดหยุ่น
หรือการฟื้นฟูวอลุ่มค่ะ
สรุปแยกตามประเภทไว้ด้านล่างแล้วค่ะ
ทำไมสองตัวนี้
ถึงถูกจับมาสับสนกันบ่อยๆ

หนึ่งในคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจคือ
"คุณหมอคะ Rejuran กับ เซลร์ดีเอ็ม
มันต่างกันเหรอคะ?
เห็นว่าทั้งคู่ดีต่อผิวเหมือนกันเลยค่ะ"
คำถามประมาณนี้ค่ะ
สับสนได้ไม่แปลกเลยนะคะ
เพราะทั้งคู่เป็นแบบฉีดเหมือนกัน
และทั้งคู่ก็ถูกค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด
"ฟื้นฟูผิว" เหมือนกันค่ะ
แต่มีจุดสำคัญอยู่อย่างหนึ่งค่ะ
จุดเริ่มต้นของส่วนประกอบในสองผลิตภัณฑ์นี้
ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
Rejuran HB สกัดจากปลาแซลมอน
ในรูปของ PDRN (Polydeoxyribonucleotide)
หรือก็คือผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานจากชิ้นส่วน DNA ค่ะ
ออกฤทธิ์ด้วยการกระตุ้นสัญญาณการฟื้นฟูเซลล์
เด่นเรื่องการปรับผิวให้เรียบเนียน
และเพิ่มความชุ่มชื้น·ความยืดหยุ่นค่ะ
ในทางกลับกัน เซลร์ดีเอ็ม คือ
Human Acellular Dermal Matrix (ผิวหนังแท้มนุษย์ชนิดไร้เซลล์)
คือการนำชั้นหนังแท้ของมนุษย์มาขจัดเซลล์ออก แล้วใช้ส่วนที่เหลือ
ได้แก่ คอลลาเจน·อีลาสติน·ไฮยาลูรอนิกแอซิด
ซึ่งเป็น extracellular matrix (ECM) ค่ะ
เพราะโครงสร้างของสารมีความคล้ายกับชั้นหนังแท้ของผิวเราเป็นอย่างมาก
จึงไม่ใช่แค่กระตุ้นการฟื้นฟูอย่างเดียว
แต่ยังช่วยเติมวอลุ่มได้โดยตรงด้วยค่ะ
อาจฟังดูยากนิดนึง — ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ
Rejuran HB เป็นการส่งสัญญาณกระตุ้น
ไปยังเซลล์ผิวของเราค่ะ
ส่วน เซลร์ดีเอ็ม จะเข้าไปเติมเต็ม
ช่องว่างในโครงสร้างผิวโดยตรงค่ะ
ที่ต้องรู้ความต่างนี้ก็เพราะ
ถ้าวัตถุประสงค์ต่างกัน
การเลือกผลิตภัณฑ์ก็ต้องต่างกันด้วยค่ะ
ถ้าเป้าหมายหลักคือฟื้นฟูผิว·ให้ความชุ่มชื้น
Rejuran HB อาจเพียงพอค่ะ
แต่ถ้ากังวลเรื่องแก้มตอบหรือผิวหย่อนคล้อยจากวัย
เซลร์ดีเอ็ม จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าค่ะ
สำหรับข้อมูลด้านความปลอดภัยและคุณสมบัติทางคลินิก
ของผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานจากหนังแท้มนุษย์
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความที่ตีพิมพ์ใน PubMed ค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● สำหรับคนที่เน้นความชุ่มชื้น·ปรับผิวให้เนียน
Rejuran HB อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะค่ะ
● สำหรับคนที่กังวลเรื่องวอลุ่มลดลงหรือแก้มตอบ
เซลร์ดีเอ็ม จะเป็นแนวทางที่เหมาะกว่าค่ะ
● สำหรับคนที่มีปัญหาทั้งสองอย่าง
สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ
เรื่องนี้จะอธิบายเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ
Rejuran HB เหมาะกับใคร
บ้างคะ?

ซีรีส์ Rejuran
เป็นผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีอยู่แล้วค่ะ
โดยเวอร์ชัน HB จะมีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid
เพิ่มเติมเข้ามาค่ะ
นอกจากฤทธิ์ฟื้นฟูเซลล์ของ PDRN แล้ว
ยังมีเป้าหมายเพิ่มความชุ่มชื้นไปพร้อมกันด้วยค่ะ
โดยปกติหมอจะแนะนำ Rejuran HB
สำหรับเคสเหล่านี้ค่ะ
ผิวหยาบกร้านและขาดความชุ่มชื้น
กังวลเรื่องริ้วรอยตื้นและผิวบางลง
ใช้เป็นหัตถการเสริมเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์รีเจนเนอเรชัน
ต้องการดูแลสภาพผิวโดยรวม
จากประสบการณ์ของหมอ Rejuran HB จะใช้
ประมาณ 1~2cc ต่อเซสชันสำหรับใบหน้าทั้งหมด
และโดยทั่วไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิว
เมื่อทำห่างกัน 4 สัปดาห์ รวม 3~4 ครั้งค่ะ
แต่ก็ไม่ได้ดีไปทุกอย่างนะคะ
จุดด้อยของ Rejuran HB คือ
ไม่ค่อยมีแรงในการเติมวอลุ่มโดยตรงค่ะ
ฟื้นฟูและให้ความชุ่มชื้นได้ดีแน่นอน
แต่ถ้าปัญหาหลักคือแก้มตอบหรือผิวหย่อนคล้อย
แค่ Rejuran HB อย่างเดียว
มักจะยังไม่ตอบโจทย์ค่ะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ต้องการปรับผิวให้เนียนและดูแลความชุ่มชื้น
ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่ค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● Rejuran HB
เด่นเรื่องความชุ่มชื้น·ฟื้นฟูผิว·ปรับผิวให้เนียน
ผลในการปรับวอลุ่มมีจำกัด
เหมาะสำหรับการดูแลสภาพผิวโดยรวม
● ระยะเวลาการทำ
ทำห่างกัน 4 สัปดาห์ รวม 3~4 ครั้ง
เป็นแนวทางทั่วไปในการสังเกต
ความเปลี่ยนแปลงของผิวค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม ทำไมถึงเป็นตัวเลือกที่ต่างออกไป
สำหรับผิวที่วอลุ่มลดลง?
"คุณหมอคะ ผิวหนูดูหมองและ
แก้มตอบไปเลยค่ะ"
ประโยคแบบนี้
หมอเจอบ่อยมากในห้องตรวจค่ะ
กรณีนี้ไม่ใช่แค่
ผิวขาดน้ำเพียงอย่างเดียวนะคะ
แต่เป็นเพราะโครงสร้างของชั้นหนังแท้ (dermis)
ทั้งคอลลาเจน·อีลาสติน·เมทริกซ์นอกเซลล์ลดลง
ทำให้ผิวบางลงและวอลุ่มลดลงค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม มีแนวทางที่ต่างออกไปสำหรับสถานการณ์นี้ค่ะ
เพราะส่วนประกอบที่ได้จากหนังแท้มนุษย์
มีโครงสร้างคล้ายกับชั้นหนังแท้ของผิวเรา
หลังจากฉีดเข้าไปแล้วจะช่วยพยุงวอลุ่ม
ในบริเวณนั้นในเชิงกายภาพ ควบคู่ไปกับการกระตุ้น
การฟื้นฟูเซลล์โดยรอบด้วยค่ะ
พูดตรงๆ เลยนะคะ
ตอนที่หมอเริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์นี้ครั้งแรก
ก็ยังลังเลอยู่เหมือนกันค่ะ
ว่าส่วนประกอบที่ได้จากมนุษย์จะปลอดภัยไหม
และวอลุ่มที่ได้จะต่างกันจริงๆ หรือเปล่า
ก็ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ค่ะ
พอสะสมเคสมาได้สักระยะ
พบว่าคนที่กังวลเรื่องแก้มตอบ หน้าผาก หรือขมับแฟบ
เป็นปัญหาหลัก
เซลร์ดีเอ็ม ให้ผลที่รู้สึกได้ชัดกว่า
Rejuran HB ค่ะ
โดยปกติหมอจะแนะนำ เซลร์ดีเอ็ม
สำหรับเคสเหล่านี้ค่ะ
คนที่วอลุ่มลดลงในบริเวณเฉพาะ เช่น แก้ม หน้าผาก ขมับ
คนที่ไม่อยากทำฟิลเลอร์ แต่ต้องการปรับปรุงวอลุ่ม
คนที่ต้องการฟื้นฟูหนังแท้และรักษาวอลุ่มไปพร้อมกัน
คนที่ผิวบางลงและรู้สึกว่าหน้าตอบเป็นปัญหาหลัก
จากประสบการณ์ของหมอ เซลร์ดีเอ็ม จะใช้
ประมาณ 1~2cc ต่อบริเวณ
และโดยทั่วไปจะทำห่างกัน 4~6 สัปดาห์
รวม 2~3 ครั้งค่ะ
บางคนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของวอลุ่ม
ตั้งแต่ครั้งที่ 1~2 เลยค่ะ
มีอยู่อย่างหนึ่งที่ต้องบอกไว้ก่อนค่ะ
จุดด้อยคือเรื่องราคาค่ะ ^^..
เซลร์ดีเอ็ม มีราคาสูงกว่า
Rejuran HB ค่ะ
เพราะต้นทุนการผลิตวัตถุดิบ
หนังแท้มนุษย์นั้นต่างกันค่ะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีเป้าหมายเรื่องวอลุ่มชัดเจน
ส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่า
คุ้มค่ากับความแตกต่างที่เห็นได้ค่ะ
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับหัตถการฟื้นฟูผิวที่ทำคู่กับ เซลร์ดีเอ็ม แล้วได้ผลเสริมกัน
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก
บทความแนะนำสกินบูสเตอร์แต่ละประเภท
น่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● เซลร์ดีเอ็ม
พยุงวอลุ่ม + ฟื้นฟูหนังแท้ไปพร้อมกัน
ราคาสูงกว่า
เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาวอลุ่มลดลงเป็นหลัก
● Rejuran HB
เน้นความชุ่มชื้น·ฟื้นฟูผิว·ปรับผิวให้เนียน
ผลในการปรับวอลุ่มมีจำกัด
เหมาะสำหรับการดูแลสภาพผิวโดยรวม
แล้วถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
จะเป็นยังไงคะ?
หลายคนเข้าใจผิดเรื่องนี้ค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม และ Rejuran HB สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ
ไม่ได้แข่งกัน
แต่ออกฤทธิ์คนละชั้นค่ะ
แต่ละเคสจะต่างกันนะคะ
โดยปกติหมอจะทำแบบนี้ค่ะ
สำหรับคนที่มีทั้งวอลุ่มลดลงและปัญหาความชุ่มชื้น·ผิวหยาบ
ไปพร้อมกัน
หมอจะใช้ เซลร์ดีเอ็ม เพื่อสร้างฐานวอลุ่มก่อน
แล้วตามด้วย Rejuran HB เพื่อปรับผิวและสมดุลความชุ่มชื้น
ค่ะ
ตรงนี้มีความซับซ้อนนิดนึงค่ะ
เพราะถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ลำดับความสำคัญที่ต่างกัน
จะส่งผลต่อปริมาณและการกระจายบริเวณที่ทำด้วยค่ะ
ดังนั้นถ้าคิดจะทำควบคู่กัน ตอนปรึกษาหมอ
ควรบอกให้ชัดว่า "ตอนนี้รู้สึกไม่โอเคเรื่องอะไรมากที่สุด"
จะเป็นประโยชน์มากค่ะ
เวลาหมอทำสองตัวนี้ควบคู่กัน
จะเริ่มจาก เซลร์ดีเอ็ม เพื่อสร้างโครงสร้างวอลุ่มก่อน
แล้วค่อยเสริมด้วย Rejuran HB
เพื่อเพิ่มผลการฟื้นฟูผิวในขั้นต่อไปค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● ลำดับการทำเมื่อใช้ควบคู่กัน
เซลร์ดีเอ็ม (สร้างโครงสร้างวอลุ่ม)
→ Rejuran HB (เสริมการฟื้นฟู·ความชุ่มชื้น)
● สิ่งสำคัญ
สำหรับคนที่ต้องการทั้งสองอย่าง
คือการกำหนดก่อนว่าปัญหาไหนเร่งด่วนกว่าค่ะ
สรุปสำคัญ
เซลร์ดีเอ็ม vs Rejuran HB
ถ้าเป้าหมายคือความชุ่มชื้น·ฟื้นฟูผิว เลือก Rejuran HB
ถ้าเป้าหมายคือฟื้นฟูวอลุ่ม เซลร์ดีเอ็ม เหมาะกว่าค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. เซลร์ดีเอ็ม มีส่วนประกอบจากมนุษย์ ปลอดภัยไหมคะ?
A. บางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อได้ยินว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานจากหนังแท้มนุษย์ค่ะ
หนังแท้มนุษย์ที่ใช้ใน เซลร์ดีเอ็ม
ผ่านการขจัดเซลล์ออกอย่างสมบูรณ์
อยู่ในสภาพของ Acellular Matrix
จึงมีความเสี่ยงในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่ำค่ะ
แน่นอนว่าแต่ละคนต่างกัน จึงต้องตรวจสอบ
ประวัติการแพ้และโรคประจำตัวก่อนทำหัตถการค่ะ
มากกว่าการฟันธงว่าปลอดภัย 100%
หมอแนะนำให้ปรึกษาและพิจารณา
ตามสภาพของแต่ละคนค่ะ
Q2. Rejuran HB กับ เซลร์ดีเอ็ม
ผลอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. จากประสบการณ์ของหมอ Rejuran HB
มักจะรักษาผลด้านความชุ่มชื้น·ผิวเนียน
ได้ประมาณ 3~6 เดือนหลังทำค่ะ
ส่วนผลวอลุ่มของ เซลร์ดีเอ็ม
หลายเคสรักษาผลได้ประมาณ 6 เดือน~1 ปีค่ะ
แต่ตรงนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวส่วนตัว ไลฟ์สไตล์
และบริเวณที่ทำด้วยนะคะ ต่างกันได้มากค่ะ
หมอไม่ค่อยใช้สำนวนแบบ "รับประกัน X เดือน"
เพราะมันไม่ตรงกับความเป็นจริงค่ะ
Q3. ต่างจากฟิลเลอร์ยังไงคะ?
A. คำถามนี้หมอได้ยินบ่อยมากค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม มีผลในการพยุงวอลุ่ม
แต่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างวอลุ่ม
ได้ชัดเจนทันทีเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ
ฟิลเลอร์จะฉีด Hyaluronic Acid โดยตรง
เพื่อสร้างวอลุ่มทันทีค่ะ
ส่วน เซลร์ดีเอ็ม จะเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างหนังแท้
แล้วค่อยๆ ฟื้นฟูวอลุ่มขึ้นมาทีละน้อยค่ะ
ถ้าต้องการวอลุ่มที่ชัดเจนทันทีทันใด
ฟิลเลอร์จะเหมาะกว่าค่ะ
แต่ถ้าต้องการให้ผิวดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
พร้อมกับวอลุ่มที่ฟื้นตัวไปด้วย
เซลร์ดีเอ็ม จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าค่ะ
แนะนำให้ปรึกษาให้ละเอียด
ก่อนตัดสินใจทำนะคะ
ถ้ามีคำถามเพิ่มเติม
ทักมาทาง KakaoTalk ได้เลยนะคะ
จะสอบถามก่อนมาที่คลินิกก็ได้ค่ะ
ฝากไว้ด้วยนะคะ นพ. วียองจิน ค่ะ
บทความที่น่าอ่านเพิ่มเติม
▶Seoul LDM สาขาฮงแด ได้ผลจริงไหมสำหรับ 5 ปัญหาผิวนี้?
▶[Beauty Stone Column] กับดักของ "หัตถการราคาถูก" ที่ประหยัดค่าลบรอยสักแต่ทำลายผิว
▶"คนอื่นเขาลบได้ใน 5 ครั้ง แล้วทำไมของฉันแพงกว่า?" เหตุผลที่แท้จริงของค่าใช้จ่ายในการลบรอยสัก
▶5 เกณฑ์แนะนำคลินิกผิวหนังแถวฮงแด จากปากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
เซลร์ดีเอ็ม vs Rejuran HB,
ต่างกันยังไง?

ทั้งคู่ถูกเรียกว่า "เข็มฟื้นฟูผิว" เหมือนกัน
เลยทำให้หลายคนสงสัยว่าเหมือนกันหรือต่างกันกันแน่
มีคนสับสนเรื่องนี้เยอะมากจริงๆ ค่ะ
แค่เพราะคนทำเยอะ
ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับทุกคนเหมือนกันนะคะ
วันนี้เราจะมาแยกให้ชัดระหว่างสองตัวนี้ค่ะ
💡 ก่อนอ่าน เช็กตรงนี้ก่อนเลย
Q. เซลร์ดีเอ็ม กับ Rejuran HB
มันก็คล้ายๆ กันไม่ใช่เหรอ?
A. จริงๆ แล้ว ฐานของส่วนประกอบต่างกันตั้งแต่ต้นค่ะ
แม้อยู่ในหมวด "เข็มฟื้นฟู" เหมือนกัน
แต่กลไกการออกฤทธิ์และวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมต่างกันค่ะ
Q. ทำไมบางคนทำแค่ Rejuran ก็พอ
แต่บางคนกลับถูกแนะนำให้ทำ เซลร์ดีเอ็ม?
A. ขึ้นอยู่กับสภาพผิว โดยเฉพาะว่ามีการสูญเสียวอลุ่มหรือเปล่า
ค่ะ
ในส่วนสาเหตุด้านล่างสรุปไว้ละเอียดแล้วค่ะ
Q. แล้วกรณีของฉันควรเลือกอะไรดี?
A. ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายคือความชุ่มชื้น·ความยืดหยุ่น
หรือการฟื้นฟูวอลุ่มค่ะ
สรุปแยกตามประเภทไว้ด้านล่างแล้วค่ะ
ทำไมสองตัวนี้
ถึงถูกจับมาสับสนกันบ่อยๆ

หนึ่งในคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจคือ
"คุณหมอคะ Rejuran กับ เซลร์ดีเอ็ม
มันต่างกันเหรอคะ?
เห็นว่าทั้งคู่ดีต่อผิวเหมือนกันเลยค่ะ"
คำถามประมาณนี้ค่ะ
สับสนได้ไม่แปลกเลยนะคะ
เพราะทั้งคู่เป็นแบบฉีดเหมือนกัน
และทั้งคู่ก็ถูกค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด
"ฟื้นฟูผิว" เหมือนกันค่ะ
แต่มีจุดสำคัญอยู่อย่างหนึ่งค่ะ
จุดเริ่มต้นของส่วนประกอบในสองผลิตภัณฑ์นี้
ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
Rejuran HB สกัดจากปลาแซลมอน
ในรูปของ PDRN (Polydeoxyribonucleotide)
หรือก็คือผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานจากชิ้นส่วน DNA ค่ะ
ออกฤทธิ์ด้วยการกระตุ้นสัญญาณการฟื้นฟูเซลล์
เด่นเรื่องการปรับผิวให้เรียบเนียน
และเพิ่มความชุ่มชื้น·ความยืดหยุ่นค่ะ
ในทางกลับกัน เซลร์ดีเอ็ม คือ
Human Acellular Dermal Matrix (ผิวหนังแท้มนุษย์ชนิดไร้เซลล์)
คือการนำชั้นหนังแท้ของมนุษย์มาขจัดเซลล์ออก แล้วใช้ส่วนที่เหลือ
ได้แก่ คอลลาเจน·อีลาสติน·ไฮยาลูรอนิกแอซิด
ซึ่งเป็น extracellular matrix (ECM) ค่ะ
เพราะโครงสร้างของสารมีความคล้ายกับชั้นหนังแท้ของผิวเราเป็นอย่างมาก
จึงไม่ใช่แค่กระตุ้นการฟื้นฟูอย่างเดียว
แต่ยังช่วยเติมวอลุ่มได้โดยตรงด้วยค่ะ
อาจฟังดูยากนิดนึง — ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ
Rejuran HB เป็นการส่งสัญญาณกระตุ้น
ไปยังเซลล์ผิวของเราค่ะ
ส่วน เซลร์ดีเอ็ม จะเข้าไปเติมเต็ม
ช่องว่างในโครงสร้างผิวโดยตรงค่ะ
ที่ต้องรู้ความต่างนี้ก็เพราะ
ถ้าวัตถุประสงค์ต่างกัน
การเลือกผลิตภัณฑ์ก็ต้องต่างกันด้วยค่ะ
ถ้าเป้าหมายหลักคือฟื้นฟูผิว·ให้ความชุ่มชื้น
Rejuran HB อาจเพียงพอค่ะ
แต่ถ้ากังวลเรื่องแก้มตอบหรือผิวหย่อนคล้อยจากวัย
เซลร์ดีเอ็ม จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าค่ะ
สำหรับข้อมูลด้านความปลอดภัยและคุณสมบัติทางคลินิก
ของผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานจากหนังแท้มนุษย์
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความที่ตีพิมพ์ใน PubMed ค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● สำหรับคนที่เน้นความชุ่มชื้น·ปรับผิวให้เนียน
Rejuran HB อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะค่ะ
● สำหรับคนที่กังวลเรื่องวอลุ่มลดลงหรือแก้มตอบ
เซลร์ดีเอ็ม จะเป็นแนวทางที่เหมาะกว่าค่ะ
● สำหรับคนที่มีปัญหาทั้งสองอย่าง
สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ
เรื่องนี้จะอธิบายเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ
Rejuran HB เหมาะกับใคร
บ้างคะ?

ซีรีส์ Rejuran
เป็นผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีอยู่แล้วค่ะ
โดยเวอร์ชัน HB จะมีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid
เพิ่มเติมเข้ามาค่ะ
นอกจากฤทธิ์ฟื้นฟูเซลล์ของ PDRN แล้ว
ยังมีเป้าหมายเพิ่มความชุ่มชื้นไปพร้อมกันด้วยค่ะ
โดยปกติหมอจะแนะนำ Rejuran HB
สำหรับเคสเหล่านี้ค่ะ
ผิวหยาบกร้านและขาดความชุ่มชื้น
กังวลเรื่องริ้วรอยตื้นและผิวบางลง
ใช้เป็นหัตถการเสริมเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์รีเจนเนอเรชัน
ต้องการดูแลสภาพผิวโดยรวม
จากประสบการณ์ของหมอ Rejuran HB จะใช้
ประมาณ 1~2cc ต่อเซสชันสำหรับใบหน้าทั้งหมด
และโดยทั่วไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิว
เมื่อทำห่างกัน 4 สัปดาห์ รวม 3~4 ครั้งค่ะ
แต่ก็ไม่ได้ดีไปทุกอย่างนะคะ
จุดด้อยของ Rejuran HB คือ
ไม่ค่อยมีแรงในการเติมวอลุ่มโดยตรงค่ะ
ฟื้นฟูและให้ความชุ่มชื้นได้ดีแน่นอน
แต่ถ้าปัญหาหลักคือแก้มตอบหรือผิวหย่อนคล้อย
แค่ Rejuran HB อย่างเดียว
มักจะยังไม่ตอบโจทย์ค่ะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ต้องการปรับผิวให้เนียนและดูแลความชุ่มชื้น
ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่ค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● Rejuran HB
เด่นเรื่องความชุ่มชื้น·ฟื้นฟูผิว·ปรับผิวให้เนียน
ผลในการปรับวอลุ่มมีจำกัด
เหมาะสำหรับการดูแลสภาพผิวโดยรวม
● ระยะเวลาการทำ
ทำห่างกัน 4 สัปดาห์ รวม 3~4 ครั้ง
เป็นแนวทางทั่วไปในการสังเกต
ความเปลี่ยนแปลงของผิวค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม ทำไมถึงเป็นตัวเลือกที่ต่างออกไป
สำหรับผิวที่วอลุ่มลดลง?
"คุณหมอคะ ผิวหนูดูหมองและ
แก้มตอบไปเลยค่ะ"
ประโยคแบบนี้
หมอเจอบ่อยมากในห้องตรวจค่ะ
กรณีนี้ไม่ใช่แค่
ผิวขาดน้ำเพียงอย่างเดียวนะคะ
แต่เป็นเพราะโครงสร้างของชั้นหนังแท้ (dermis)
ทั้งคอลลาเจน·อีลาสติน·เมทริกซ์นอกเซลล์ลดลง
ทำให้ผิวบางลงและวอลุ่มลดลงค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม มีแนวทางที่ต่างออกไปสำหรับสถานการณ์นี้ค่ะ
เพราะส่วนประกอบที่ได้จากหนังแท้มนุษย์
มีโครงสร้างคล้ายกับชั้นหนังแท้ของผิวเรา
หลังจากฉีดเข้าไปแล้วจะช่วยพยุงวอลุ่ม
ในบริเวณนั้นในเชิงกายภาพ ควบคู่ไปกับการกระตุ้น
การฟื้นฟูเซลล์โดยรอบด้วยค่ะ
พูดตรงๆ เลยนะคะ
ตอนที่หมอเริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์นี้ครั้งแรก
ก็ยังลังเลอยู่เหมือนกันค่ะ
ว่าส่วนประกอบที่ได้จากมนุษย์จะปลอดภัยไหม
และวอลุ่มที่ได้จะต่างกันจริงๆ หรือเปล่า
ก็ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ค่ะ
พอสะสมเคสมาได้สักระยะ
พบว่าคนที่กังวลเรื่องแก้มตอบ หน้าผาก หรือขมับแฟบ
เป็นปัญหาหลัก
เซลร์ดีเอ็ม ให้ผลที่รู้สึกได้ชัดกว่า
Rejuran HB ค่ะ
โดยปกติหมอจะแนะนำ เซลร์ดีเอ็ม
สำหรับเคสเหล่านี้ค่ะ
คนที่วอลุ่มลดลงในบริเวณเฉพาะ เช่น แก้ม หน้าผาก ขมับ
คนที่ไม่อยากทำฟิลเลอร์ แต่ต้องการปรับปรุงวอลุ่ม
คนที่ต้องการฟื้นฟูหนังแท้และรักษาวอลุ่มไปพร้อมกัน
คนที่ผิวบางลงและรู้สึกว่าหน้าตอบเป็นปัญหาหลัก
จากประสบการณ์ของหมอ เซลร์ดีเอ็ม จะใช้
ประมาณ 1~2cc ต่อบริเวณ
และโดยทั่วไปจะทำห่างกัน 4~6 สัปดาห์
รวม 2~3 ครั้งค่ะ
บางคนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของวอลุ่ม
ตั้งแต่ครั้งที่ 1~2 เลยค่ะ
มีอยู่อย่างหนึ่งที่ต้องบอกไว้ก่อนค่ะ
จุดด้อยคือเรื่องราคาค่ะ ^^..
เซลร์ดีเอ็ม มีราคาสูงกว่า
Rejuran HB ค่ะ
เพราะต้นทุนการผลิตวัตถุดิบ
หนังแท้มนุษย์นั้นต่างกันค่ะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีเป้าหมายเรื่องวอลุ่มชัดเจน
ส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่า
คุ้มค่ากับความแตกต่างที่เห็นได้ค่ะ
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับหัตถการฟื้นฟูผิวที่ทำคู่กับ เซลร์ดีเอ็ม แล้วได้ผลเสริมกัน
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก
บทความแนะนำสกินบูสเตอร์แต่ละประเภท
น่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● เซลร์ดีเอ็ม
พยุงวอลุ่ม + ฟื้นฟูหนังแท้ไปพร้อมกัน
ราคาสูงกว่า
เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาวอลุ่มลดลงเป็นหลัก
● Rejuran HB
เน้นความชุ่มชื้น·ฟื้นฟูผิว·ปรับผิวให้เนียน
ผลในการปรับวอลุ่มมีจำกัด
เหมาะสำหรับการดูแลสภาพผิวโดยรวม
แล้วถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
จะเป็นยังไงคะ?
หลายคนเข้าใจผิดเรื่องนี้ค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม และ Rejuran HB สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ
ไม่ได้แข่งกัน
แต่ออกฤทธิ์คนละชั้นค่ะ
แต่ละเคสจะต่างกันนะคะ
โดยปกติหมอจะทำแบบนี้ค่ะ
สำหรับคนที่มีทั้งวอลุ่มลดลงและปัญหาความชุ่มชื้น·ผิวหยาบ
ไปพร้อมกัน
หมอจะใช้ เซลร์ดีเอ็ม เพื่อสร้างฐานวอลุ่มก่อน
แล้วตามด้วย Rejuran HB เพื่อปรับผิวและสมดุลความชุ่มชื้น
ค่ะ
ตรงนี้มีความซับซ้อนนิดนึงค่ะ
เพราะถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ลำดับความสำคัญที่ต่างกัน
จะส่งผลต่อปริมาณและการกระจายบริเวณที่ทำด้วยค่ะ
ดังนั้นถ้าคิดจะทำควบคู่กัน ตอนปรึกษาหมอ
ควรบอกให้ชัดว่า "ตอนนี้รู้สึกไม่โอเคเรื่องอะไรมากที่สุด"
จะเป็นประโยชน์มากค่ะ
เวลาหมอทำสองตัวนี้ควบคู่กัน
จะเริ่มจาก เซลร์ดีเอ็ม เพื่อสร้างโครงสร้างวอลุ่มก่อน
แล้วค่อยเสริมด้วย Rejuran HB
เพื่อเพิ่มผลการฟื้นฟูผิวในขั้นต่อไปค่ะ
👨⚕️ สรุปสำคัญจากนพ. วียองจิน
● ลำดับการทำเมื่อใช้ควบคู่กัน
เซลร์ดีเอ็ม (สร้างโครงสร้างวอลุ่ม)
→ Rejuran HB (เสริมการฟื้นฟู·ความชุ่มชื้น)
● สิ่งสำคัญ
สำหรับคนที่ต้องการทั้งสองอย่าง
คือการกำหนดก่อนว่าปัญหาไหนเร่งด่วนกว่าค่ะ
สรุปสำคัญ
เซลร์ดีเอ็ม vs Rejuran HB
ถ้าเป้าหมายคือความชุ่มชื้น·ฟื้นฟูผิว เลือก Rejuran HB
ถ้าเป้าหมายคือฟื้นฟูวอลุ่ม เซลร์ดีเอ็ม เหมาะกว่าค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. เซลร์ดีเอ็ม มีส่วนประกอบจากมนุษย์ ปลอดภัยไหมคะ?
A. บางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อได้ยินว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานจากหนังแท้มนุษย์ค่ะ
หนังแท้มนุษย์ที่ใช้ใน เซลร์ดีเอ็ม
ผ่านการขจัดเซลล์ออกอย่างสมบูรณ์
อยู่ในสภาพของ Acellular Matrix
จึงมีความเสี่ยงในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่ำค่ะ
แน่นอนว่าแต่ละคนต่างกัน จึงต้องตรวจสอบ
ประวัติการแพ้และโรคประจำตัวก่อนทำหัตถการค่ะ
มากกว่าการฟันธงว่าปลอดภัย 100%
หมอแนะนำให้ปรึกษาและพิจารณา
ตามสภาพของแต่ละคนค่ะ
Q2. Rejuran HB กับ เซลร์ดีเอ็ม
ผลอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. จากประสบการณ์ของหมอ Rejuran HB
มักจะรักษาผลด้านความชุ่มชื้น·ผิวเนียน
ได้ประมาณ 3~6 เดือนหลังทำค่ะ
ส่วนผลวอลุ่มของ เซลร์ดีเอ็ม
หลายเคสรักษาผลได้ประมาณ 6 เดือน~1 ปีค่ะ
แต่ตรงนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวส่วนตัว ไลฟ์สไตล์
และบริเวณที่ทำด้วยนะคะ ต่างกันได้มากค่ะ
หมอไม่ค่อยใช้สำนวนแบบ "รับประกัน X เดือน"
เพราะมันไม่ตรงกับความเป็นจริงค่ะ
Q3. ต่างจากฟิลเลอร์ยังไงคะ?
A. คำถามนี้หมอได้ยินบ่อยมากค่ะ
เซลร์ดีเอ็ม มีผลในการพยุงวอลุ่ม
แต่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างวอลุ่ม
ได้ชัดเจนทันทีเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ
ฟิลเลอร์จะฉีด Hyaluronic Acid โดยตรง
เพื่อสร้างวอลุ่มทันทีค่ะ
ส่วน เซลร์ดีเอ็ม จะเสริมความแข็งแรงให้โครงสร้างหนังแท้
แล้วค่อยๆ ฟื้นฟูวอลุ่มขึ้นมาทีละน้อยค่ะ
ถ้าต้องการวอลุ่มที่ชัดเจนทันทีทันใด
ฟิลเลอร์จะเหมาะกว่าค่ะ
แต่ถ้าต้องการให้ผิวดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
พร้อมกับวอลุ่มที่ฟื้นตัวไปด้วย
เซลร์ดีเอ็ม จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าค่ะ
แนะนำให้ปรึกษาให้ละเอียด
ก่อนตัดสินใจทำนะคะ
ถ้ามีคำถามเพิ่มเติม
ทักมาทาง KakaoTalk ได้เลยนะคะ
จะสอบถามก่อนมาที่คลินิกก็ได้ค่ะ
ฝากไว้ด้วยนะคะ นพ. วียองจิน ค่ะ
บทความที่น่าอ่านเพิ่มเติม
▶Seoul LDM สาขาฮงแด ได้ผลจริงไหมสำหรับ 5 ปัญหาผิวนี้?
▶[Beauty Stone Column] กับดักของ "หัตถการราคาถูก" ที่ประหยัดค่าลบรอยสักแต่ทำลายผิว
▶"คนอื่นเขาลบได้ใน 5 ครั้ง แล้วทำไมของฉันแพงกว่า?" เหตุผลที่แท้จริงของค่าใช้จ่ายในการลบรอยสัก
▶5 เกณฑ์แนะนำคลินิกผิวหนังแถวฮงแด จากปากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ร่องน้ำหมากไม่ใช่ปัญหา! เหตุผลที่ต้องลบ "เงา" ด้วยฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ร่องแก้มช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ได้อย่างไร? อธิบายให้เข้าใจง่ายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงาที่เกิดขึ้นในบริเวณที่ยุบลงกับความยืดหยุ่นของฟิลเลอร์

ผิว
เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งหายดีจริงหรือ? "กลับอาจทำให้เข้มขึ้นได้"
การรักษาฝ้า ไม่ใช่ว่าเลเซอร์ที่แรงกว่าจะดีที่สุด ยิ่งเป็นฝ้าฝังลึกเท่าไร ก็ยิ่งต้องทำโทนนิ่งซ้ำๆ ด้วยพลังงานอ่อนๆ เราจะอธิบายตั้งแต่หลักการพื้นฐานว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

กำจัดขน
แพ็กเกจกำจัดขนขา 3 ครั้ง? ทำไมกดจ่ายทันทีเพราะราคาถูกถึงอาจไม่คุ้ม
ทำไมการเลเซอร์กำจัดขนที่ขาจึงต้องทำมากกว่า 5 ครั้ง? เราสรุปไว้ตั้งแต่หลักการของพื้นที่และวงจรการเจริญเติบโต ไปจนถึงเกณฑ์ในการเลือกแพ็กเกจตามค่าใช้จ่ายแล้ว


กำจัดขน
การกำจัดขนสำหรับผู้ชาย ทำไมผลลัพธ์ถึงแตกต่างกันในแต่ละคลินิก?
หากกำลังมองหาคลินิกผิวหนังสำหรับเลเซอร์กำจัดขนผู้ชายย่านฮงแด ควรตรวจสอบความแตกต่างของอุปกรณ์เลเซอร์ก่อนเป็นอันดับแรก การตั้งค่าความยาวคลื่นให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นตัวกำหนดทั้งประสิทธิภาพและโอกาสเกิดผลข้างเคียง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กราม ฉีดตำแหน่งไหนกันแน่?
ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วแก้มตอบ? ตรวจสอบจุดฉีด ยิ่งฉีดต่ำลงยิ่งลดปัญหาแก้มตอบได้อย่างปลอดภัย


โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์คาง 60U ฉีดเยอะไม่ได้แปลว่าดี อย่าหลงเชื่อ
โบท็อกซ์คาง 60U ไม่ใช่แค่เยอะ! หมออธิบายปริมาณที่เหมาะตามเพศ-รูปร่าง พร้อมผลลัพธ์ที่ต่างกันจริง

![[บิวตี้สโตน] อยากไม่ให้การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำล้มเหลวใช่ไหม? "ความละเอียดที่ระดับ 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์ได้"](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)