ถ้าฉีดโบท็อกซ์กรามอย่างเดียว หน้าจะไม่เล็กลง จำเป็นต้องทำต่อมน้ำลายข้างหูด้วย
ช่วงนี้มีลูกค้าหลายท่านเลยครับที่เข้ามาปรึกษาโดยที่วิเคราะห์โครงหน้าตัวเองมาอย่างละเอียดมากๆ
ไม่ใช่แค่บอกว่า "อยากลดแก้มตรงนี้" เฉยๆ นะครับ
แต่ส่วนใหญ่จะเปิดประเด็นก่อนเลยว่า "อยากรู้ว่ากรณีของหนู ปัญหามันเกิดจากจุดไหนกันแน่ค่ะ"
และเพราะเทรนด์นี้เอง เลยทำให้อัตราของคนที่เข้ามาถามเรื่องโบท็อกซ์ลดกราม (โบท็อกซ์กราม) ควบคู่กับโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หู (โบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หู)
มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
วันนี้เราจะมาคุยกันถึงความแตกต่างของสองอย่างนี้ และมาดูกันว่าในกรณีแบบไหนที่เราควรจะเลือกฉีดตัวไหนดีครับ
Q. โบท็อกซ์ลดกราม กับ โบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หู คือการรักษาแบบเดียวกันไหมคะ?
A. ไม่ใช่ครับ โครงสร้างเป้าหมายในการรักษาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย เดี๋ยวหมอจะอธิบายรายละเอียดให้ฟังในเนื้อหาด้านล่างนะครับ
Q. ถ้าหน้าดูเป็นสี่เหลี่ยมและกรามใหญ่มาก จำเป็นต้องฉีดทั้งสองอย่างเลยไหมคะ?
A. ขึ้นอยู่กับแต่ละเคสครับ เราต้องแยกแยะโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุก่อน ซึ่งหมอได้สรุปเกณฑ์ในการพิจารณาไว้ให้ด้านล่างนี้แล้วครับ
Q. ถ้าใช้ Xeomin จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันไหมคะ?
A. ใช่ครับ ได้ผลเหมือนกัน แต่จะมีความแตกต่างในเรื่องของการคำนวณปริมาณยูนิตและเทคนิคการฉีด ซึ่งหมอจะขออธิบายแยกต่างหากในส่วนถัดไปนะครับ

เรื่องนี้อาจจะดูน่าสับสนนิดนึง เพราะคำว่า "กรามใหญ่รูปหน้าเหลี่ยม" ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวกันเสมอไปครับ
นี่เป็นส่วนที่หลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆ ครับ
ความกว้างของใบหน้าส่วนล่างที่ทำให้ดูหน้าเหลี่ยมนั้น จริงๆ แล้วเกิดจากโครงสร้างหลักๆ 2 ส่วนด้วยกันครับ
อย่างแรกคือ การที่กล้ามเนื้อเคี้ยว (Masseter muscle) มีการพัฒนาและหนาตัวขึ้น
และอย่างที่สองคือ การที่ต่อมน้ำลายใต้หู (Parotid gland) มีขนาดใหญ่ครับ
กล้ามเนื้อเคี้ยว (Masseter) คือกล้ามเนื้อที่เกาะอยู่บริเวณใต้โหนกแก้มไปจนถึงขอบกระดูกกรามด้านนอกครับ
ถ้าใครที่ชอบนอนกัดฟันบ่อยๆ หรือชอบเคี้ยวของเหนียวๆ กล้ามเนื้อส่วนนี้ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น (Hypertrophy)
ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์ตรงจุดนี้ก็คือ โบท็อกซ์ลดกราม ที่เราคุ้นเคยกันดีครับ
ในทางกลับกัน ต่อมน้ำลายใต้หู (Parotid gland) จะอยู่บริเวณด้านหน้าและใต้ใบหูครับ
หากต่อมนี้มีขนาดใหญ่มาแต่กำเนิดหรือโตขึ้น มันจะดูซ้อนทับอยู่กับกล้ามเนื้อเคี้ยว
ทำให้บางคนต่อให้ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามไปเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่าหน้าไม่เรียวลงสักที
ตอนแรกหมอเองก็เคยสงสัย แต่พอได้รักษาคนไข้ที่เคยฉีดโบท็อกซ์ลดกรามจากที่อื่นมาหลายครั้งแล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง
หมอก็เลยเริ่มตรวจเช็คขนาดของต่อมน้ำลายใต้หูเป็นอันดับแรกครับ
หากเราไม่แยกแยะโครงสร้างทั้งสองนี้ก่อนทำหัตถการ
ต่อให้กล้ามเนื้อเคี้ยวลดลง แต่ขนาดของต่อมน้ำลายใต้หูยังเท่าเดิม ผลลัพธ์ที่ได้ก็แทบจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยครับ
ประเภท | โบท็อกซ์ลดกราม (กล้ามเนื้อเคี้ยว) | โบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หู (Parotid gland) |
|---|---|---|
โครงสร้างเป้าหมาย | กล้ามเนื้อเคี้ยว (Masseter) | ต่อมน้ำลายใต้หู (Parotid gland) |
ตำแหน่ง | ใต้โหนกแก้ม, ด้านนอกของกระดูกกราม | ด้านหน้าและใต้ใบหู, ด้านหลังกล้ามเนื้อเคี้ยว |
สาเหตุหลัก | การนอนกัดฟัน, การเคี้ยวมากเกินไป | ขนาดใหญ่จากพันธุกรรม, สภาพร่างกาย |
การเห็นผล | 4~8 สัปดาห์ (กล้ามเนื้อฝ่อลง) | 2~4 สัปดาห์ (การหลั่งน้ำลายและขนาดลดลง) |
ระยะเวลาผลลัพธ์ | ตามประสบการณ์ของหมอ อยู่ได้ประมาณ 4~6 เดือน | ตามประสบการณ์ของหมอ อยู่ได้ประมาณ 4~6 เดือน |
วิธีเช็คด้วยตัวเอง | ส่วนที่นูนปูดขึ้นมาเมื่อลองกัดฟันแน่นๆ | ส่วนที่นูนแม้จะไม่ได้กัดฟัน (อยู่บริเวณหน้าและใต้ใบหู) |

แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องรู้ครับ — นั่นคือกรณีที่มีทั้งสองปัญหาพร้อมกัน
แม้แต่ละเคสจะแตกต่างกัน แต่ปกติแล้วหมอจะตรวจประเมินด้วยวิธีนี้ครับ
คนไข้ที่เข้ามาในห้องตรวจ หมอจะขอให้ลองกัดฟันแน่นๆ ดูก่อน
เพื่อเช็คดูว่ากล้ามเนื้อเคี้ยวปูดขึ้นมาแค่ไหน และเมื่อคลายกรามออกแล้วยังมีความนูนเหลืออยู่หรือไม่
หากคลายกรามแล้วยังรู้สึกว่าบริเวณนั้นมีความนูนและหนาอยู่ ก็ต้องสงสัยเรื่องต่อมน้ำลายใต้หูครับ
เพราะมีคนไข้จำนวนไม่น้อยเลยที่มีภาวะโตทั้งกล้ามเนื้อและต่อมน้ำลายควบคู่กัน
ในกรณีนี้ หมอจะแนะนำให้แบ่งยูนิตโบท็อกซ์เพื่อฉีดรักษาทั้งส่วนกล้ามเนื้อเคี้ยวและต่อมน้ำลายใต้หูไปพร้อมกันครับ
ถึงแม้ว่าการฉีดบริเวณต่อมน้ำลายใต้หูจะมีความยากและซับซ้อนกว่าเล็กน้อย
เนื่องจากมีเส้นประสาทใบหน้า (Facial nerve) พาดผ่านบริเวณนี้พอดี
การควบคุมตำแหน่งและความลึกของเข็มในการฉีดให้แม่นยำจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ครับ
หากฉีดผิดตำแหน่ง อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงชั่วคราวได้
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจโครงสร้างกายวิภาคเป็นอย่างดีครับ
พูดตรงๆ เลยนะครับ
โบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หูเป็นหัตถการที่มีความยากสูง และยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก
ทำให้หลายคนยังคงฉีดซ้ำแต่โบท็อกซ์ลดกรามเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ตรงจุดครับ
บันทึกจากประสบการณ์จริงของ หมอวี ยองจิน:
บ่อยครั้งที่มีคนไข้เข้ามาหาหมอที่คลินิกด้วยปัญหาที่ว่า "เคยฉีดโบท็อกซ์ลดกรามจากที่อื่นมามากกว่า 10 ครั้งแล้วก็ยังไม่เห็นผลเลย"
พอหมอได้ตรวจเช็คดูอย่างละเอียด ก็พบว่าส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาต่อมน้ำลายใต้หูโตครับ
จากประสบการณ์ของหมอ คนไข้กลุ่มนี้จะมีความพึงพอใจสูงกว่ามากเมื่อได้รับการรักษาแบบผสมผสานร่วมกับโบท็อกซ์ต่อมน้ำลาย แทนที่จะฉีดแค่โบท็อกซ์ลดกรามเดี่ยวๆ
แต่อีกเรื่องหนึ่งที่หมอต้องเน้นย้ำเลยก็คือ การฉีดบริเวณต่อมน้ำลายใต้หูนั้นอยู่ใกล้กับแขนงของเส้นประสาทใบหน้า (Facial nerve branches) มากๆ
ต่อให้ใช้ตัวยาที่ดีที่สุดระดับพรีเมียมขนาดไหน หากกำหนดตำแหน่งผิดพลาด แทนที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีก็อาจจะกลายเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนแทนได้ครับ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หมอจะอธิบายและพูดคุยให้คนเข้าใจก่อนการรักษาเสมอครับ
สิ่งที่แตกต่างเมื่อเลือกฉีดด้วย Xeomin
ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ จะมีตัวเลือกอย่าง Xeomin (incobotulinumtoxinA) อยู่ครับ
เนื่องจากเป็นท็อกซินบริสุทธิ์ที่ปราศจากโปรตีนเจือปน (Complexing proteins)
ทำให้มีจุดเด่นในเรื่องของโอกาสเกิดการดื้อยาหรือสร้างสารต้านโบท็อกซ์ค่อนข้างต่ำ แม้จะฉีดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็ตามครับ
(อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม จึงอาจจะยังสรุปแบบฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้นะครับ)
สำหรับการใช้ Xeomin ในการฉีดลดกรามหรือต่อมน้ำลายใต้หู
ในเชิงหลักการจะใช้การเทียบอัตราส่วนยูนิตแบบ 1:1 กับโบท็อกซ์เกรดท็อปตัวอื่น (OnabotulinumtoxinA)
แต่ในทางคลินิกจริง แพทย์อาจมีการปรับปริมาณยูนิตให้เหมาะสมตามแต่ละเคสครับ
แต่ใช่ว่าการเลือกใช้ตัวนี้จะมีแต่ข้อดีเสมอไปนะครับ
เนื่องจาก Xeomin มีเงื่อนไขในการเก็บรักษาที่เข้มงวดมาก
และเรื่องของเวลาหลังทำการผสมยาก็สำคัญมากเช่นกัน หากเข้ารับบริการในคลินิกที่ระบบการจัดการไม่ได้มาตรฐาน
อาจจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เสถียรหรือเห็นผลไม่เต็มที่ได้ครับ
ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่วางแผนจะฉีดโบท็อกซ์ดูแลตัวเองในระยะยาว Xeomin ก็ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแก่การพิจารณามากๆ ครับ

สรุปใจความสำคัญ: สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแยกแยะให้ออกก่อนว่าสาเหตุของกรามใหญ่เกิดจากกราม (กล้ามเนื้อเคี้ยว) หรือต่อมน้ำลายใต้หู ส่วนเรื่องการเลือกแบรนด์โบท็อกซ์ เช่น Xeomin นั้นเป็นขั้นตอนถัดไปครับ
เช็คลิสต์สิ่งเหล่านี้ก่อนตัดสินใจทำหัตถการนะครับ
นี่คือเช็คลิสต์ที่หมอใช้ตรวจประเมินคนไข้เสมอนะครับ ลองเช็คตัวเองกันดูได้เลยครับ
เวลากัดฟันแน่นๆ แล้วรู้สึกว่าเนื้อตรงกรามล่างปูดขึ้นมาเยอะไหม? → มีโอกาสเกิดจากกล้ามเนื้อเคี้ยวโต
แม้ตอนที่ไม่ได้กัดฟัน ก็ยังรู้สึกว่าบริเวณหน้าหูและใต้ใบหูมีความนูนป่องอยู่ไหม? → มีโอกาสเกิดจากต่อมน้ำลายใต้หูโต
เคยฉีดโบท็อกซ์ลดกรามมาก่อนหน้านี้แต่แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลยใช่ไหม? → ควรเช็คหาข้อสงสัยเรื่องต่อมน้ำลายใต้หูโต
มีพฤติกรรมนอนกัดฟัน (Bruxism) หรือไม่? → มีโอกาสสูงที่เป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อเคี้ยวมีขนาดใหญ่
รู้สึกปวดกรามหรือปวดศีรษะร่วมด้วยบ่อยๆ ไหม? → อาจต้องประเมินเรื่องภาวะกล้ามเนื้อเคี้ยวตึงตัวมากเกินไป (Myofascial pain/Hypertension) ร่วมด้วย
หากใน 5 ข้อนี้ คุณตรงกับข้อ 2 และข้อ 3 ล่ะก็
หมอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาโดยรวมการตรวจประเมินโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หูเข้าไปด้วยจะดีที่สุดครับ
มีเรื่องที่น่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่งครับ
คนไข้หลายคนที่จองคิวโดยดูแค่โปรโมชั่นราคาเป็นหลัก โดยไม่ได้ปรึกษาคุณหมอก่อน
มักพลาดโอกาสได้รับการจับคู่หัตถการที่ตรงกับความต้องการและเข้ากับปัญหาใบหน้าจริงของตัวเองไปครับ
ที่ Beautystone มีลูกค้าเดินทางมาจากแถวชินช็อน (Sinchon) หรือแถวอีแด (Ewha Womans Univ.) กันเยอะมากๆ เลยครับ
หลายๆ ท่านบอกว่าฉีดวนไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยรู้สาเหตุเลย จนได้มาปรึกษาที่คลินิกเรานี่แหละครับ ถึงเพิ่งจะได้รับคำอธิบายที่กระจ่างเป็นครั้งแรก

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1. ถ้าฉีดโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หูแล้ว จะทำให้น้ำลายไม่ไหลจนปากแห้งไหมคะ?
A. การฉีดไม่ได้ไปบล็อกการทำงานของต่อมน้ำลายทั้งหมดนะครับ แต่เป็นการลดขนาดและปริมาณน้ำลายลงในระดับที่เหมาะสม จากประสบการณ์ของหมอ โอกาสที่จะเกิดอาการปากแห้งรุนแรงนั้นพบได้น้อยมากๆ ครับ ทว่าผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และหากใช้ปริมาณยูนิตที่มากเกินไปอาจทำให้ปากแห้งชั่วคราวได้ ดังนั้นการจำกัดและควบคุมปริมาณยาโดยแพทย์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ
Q2. เพิ่งเคยฉีดโบท็อกซ์ลดกรามครั้งแรก เลือก Xeomin หรือโบท็อกซ์ทั่วไปดีกว่ากันครับ?
A. สำหรับการฉีดครั้งแรก ผลลัพธ์ในการลดขนาดแทบจะไม่ได้แตกต่างกันเลยครับ แต่ Xeomin จะตอบโจทย์และเหมาะกับคนที่กังวลเรื่องการดื้อยาจากการฉีดบ่อยๆ ในระยะยาวมากกว่าครับ สิ่งสำคัญสำหรับการฉีดครั้งแรกคือการประเมินตำแหน่งการฉีดและปริมาณยูนิตที่เหมาะสมกับคนไข้ก่อนครับ
Q3. หลังฉีดแล้วจะเริ่มเห็นผลตอนไหน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ครับ?
A. สำหรับโบท็อกซ์ลดกราม (กล้ามเนื้อเคี้ยว) จะใช้เวลาในการฝ่อตัวของกล้ามเนื้อเล็กน้อย โดยปกติจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่ 4~8 สัปดาห์ครับ ส่วนโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้หูจะค่อนข้างเห็นผลเร็วกว่า โดยจะอยู่ที่ประมาณ 2~4 สัปดาห์ จากประสบการณ์ของหมอ ผลลัพธ์ของทั้งสองส่วนจะอยู่ได้นานประมาณ 4~6 เดือนครับ แต่สำหรับคนที่มีพฤติกรรมนอนกัดฟันหรือเคี้ยวของแข็งมากๆ ระยะเวลาของผลลัพธ์ก็อาจจะสั้นลงกว่านี้ได้ตามความเป็นจริงครับ
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ หมอวี ยองจิน ครับ
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถทักมาสอบถามแบบเป็นกันเองทาง LINE ก่อนได้เสมอนะครับ
✦ บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

ยกกระชับ
จองคิว Potenza แล้ว ต้องหยุดเรตินอลกับแว็กซ์ก่อนกี่วัน
ก่อนทำ Potenza ควรวางมือจากเรตินอล กรดผลัดเซลล์ผิว การแว็กซ์ และผลิตภัณฑ์ทาผิวสีแทนล่วงหน้ากี่วัน รวมกรอบเวลานับถอยหลังและสิ่งที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนถึงคิว

ยกกระชับ
มีงานสำคัญต้องถ่ายรูป ควรทำ Oligio X ล่วงหน้ากี่สัปดาห์?
วางแผนทำ Oligio X ก่อนวันงานหรือวันถ่ายรูป ควรนับถอยหลังกี่สัปดาห์ถึงจะพอดี ชวนดูไทม์ไลน์หลังทำแต่ละช่วง พร้อมข้อควรระวังและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

ผิว
여름 지나 스킨부스터, 언제 시작하면 좋을까요
지금 피부가 회복 모드인지 자극 모드인지로 스킨부스터 시작 시점을 판단하는 방법과 상담 전 자가 점검 항목을 정리했어요.

ผิว
샤워와 세안 물 온도, 어느 정도가 좋을까요
뜨거운 물이 피지막에 어떻게 작용하는지부터 손등으로 미온수를 가늠하는 방법까지, 매일 반복되는 씻기 습관을 순서대로 정리했어요.

ยกกระชับ
ร่องแก้มและมุมปากตก Sofwave ช่วยได้แค่ไหน เช็กก่อนตัดสินใจ
เงาร่องแก้มและมุมปากอาจมาจากผิวหย่อนหรือวอลลุ่มที่ลดลง บทความนี้อธิบายว่า Sofwave ลงลึกถึงชั้นไหน คาดหวังอะไรได้ที่กลางใบหน้า และเมื่อไหร่ควรเลือกฟิลเลอร์ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ขมับยุบฉีด Sculptra ต้องแบ่งกี่ครั้ง เว้นระยะเท่าไหร่ถึงพอดี
ขมับยุบไม่ได้มาจากการผอมลงอย่างเดียว บทความนี้อธิบายว่าทำไม Sculptra ถึงต้องแบ่งฉีดหลายครั้ง เว้นระยะกี่สัปดาห์ และระหว่างรอควรสังเกตอะไรก่อนตัดสินใจ



