Xeomin อ่อนกว่าโบท็อกซ์ตัวอื่นจริงไหม? สารพิษบริสุทธิ์ไร้โปรตีนเชิงซ้อนน่าจะแรงกว่าไม่ใช่เหรอ?
ช่วงนี้จู่ๆ อากาศก็ร้อนเหมือนหน้าร้อนอีกแล้วนะครับ
ผมเพิ่งกลับมาจากไปเตะบอลช่วงเช้าตรู่มา,,
ขนาดใส่เสื้อแขนสั้นก็ยังไม่หนาวเลยสักนิดครับ..
วันนี้ สำหรับใครหลายๆ คนที่เคยทำ Xeomin แล้ว
มักจะถามผมบ่อยๆ ว่า "คุณหมอคะ ตัวนี้มันรู้สึกเบาไปหรือเปล่า?"
หรือ "มันให้ผลลัพธ์ที่อ่อนไปไหม?"
วันนี้ผมเลยจะมาอธิบายให้ฟังครับว่า Xeomin มันให้ผลลัพธ์ที่เบากว่าจริงไหม
และถ้าเบากว่าจริง ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
Q. Xeomin ให้ประสิทธิภาพที่เบากว่า Botox ตัวอื่นจริงไหมคะ?
A. ไม่เสมอไปครับ โครงสร้างแร่ธาตุโปรตีนอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพการออกฤทธิ์นั้นถือว่าเทียบเท่ากับตัวยาอื่นๆ เลยครับ
Q. ที่เขาพูดกันว่า Xeomin ไม่ทำให้เกิดอาการดื้อยานี่จริงไหมคะ?
A. ไม่เชิงครับ พูดให้ถูกต้องคือ "มีโอกาสเกิดการดื้อยาน้อยกว่า" ครับ
Q. สำหรับคนที่เคยฉีด Botox ตัวอื่นแล้วไม่ค่อยเห็นผล Xeomin จะตอบโจทย์กว่าไหมคะ?
A. มีความเป็นไปได้ครับ แต่ก่อนอื่นเราจำเป็นต้องหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน
เดี๋ยวผมจะสรุปแยกเป็นแต่ละเคสให้ฟังในเนื้อหาด้านล่างนี้นะครับ

ความเข้าใจที่ว่า Xeomin 'เห็นผลเบา' นั้นมาจากไหนกันนะ
เป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ
จริงๆ แล้วความเชื่อที่ว่า Xeomin ออกฤทธิ์เบานั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องประสิทธิภาพของตัวยาเลยครับ
โดยทั่วไป สารบอทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามโครงสร้างครับ
ตัวยาที่มีส่วนผสมของโปรตีนเชิงซ้อน (Complexing Proteins) ร่วมด้วย — เช่น Allergan Botox, Meditoxin และผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมอื่นๆ
ตัวยาที่มีเฉพาะนิวโรท็อกซินบริสุทธิ์ (Pure Neurotoxin 150kDa) เท่านั้น — ซึ่ง Xeomin จัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ
Xeomin เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการขจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกไป
ทำให้เหลือเพียงแค่สารนิวโรท็อกซินบริสุทธิ์ของ คลอสทริเดียม บอทูลินัม (Clostridium Botulinum) เท่านั้น
จุดนี้อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้เล็กน้อยครับ
พอไม่มีโปรตีนเชิงซ้อน ขนาดโมเลกุลจึงเล็กลงและมีโครงสร้างที่เรียบง่ายขึ้น
ทำให้บางคนรู้สึกและคิดไปเองว่า "พอส่วนประกอบมันน้อยลง ประสิทธิภาพของมันก็น่าจะเบาลงด้วยหรือเปล่า"
แต่จุดสำคัญที่ต้องจำไว้เลยก็คือ
สารที่ออกฤทธิ์สร้างผลลัพธ์จริงๆ ไม่ใช่ตัวโปรตีนเชิงซ้อน แต่เป็น ตัวนิวโรท็อกซินบริสุทธิ์ ต่างหากครับ
เพราะโปรตีนเชิงซ้อนทำหน้าที่แค่ปกป้องท็อกซินเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนช่วยในการคลายกล้ามเนื้อโดยตรงเลย
ดังนั้น สรุปก็คือ Xeomin ไม่ได้ออกฤทธิ์เบากว่าครับ เพียงแค่มีโครงสร้างส่วนประกอบที่ต่างจากตัวอื่น เท่านั้นเอง

Xeomin vs Botox (Allergan) เทียบความต่างกันชัดๆ จากประสบการณ์จริง
ถึงแม้ว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่คราวนี้ผมจะมาสรุปความแตกต่างที่ผมสัมผัสได้โดยตรงจากการรักษาคนไข้ในคลินิกให้ฟังกันครับ
หัวข้อ | Allergan Botox | Xeomin |
|---|---|---|
โปรตีนเชิงซ้อน | มี | ไม่มี (ท็อกซินบริสุทธิ์) |
ขนาดโมเลกุล | ค่อนข้างใหญ่ | เล็ก (150kDa) |
ระยะเวลาการออกฤทธิ์ | 3~7 วัน | ใกล้เคียงกัน หรือเห็นผลเร็วกว่านิดหน่อย |
ระยะเวลาคงผลลัพธ์ | 3~4 เดือน (ขึ้นอยู่กับบุคคล) | ใกล้เคียงกัน (ขึ้นอยู่กับบุคคล) |
ความเสี่ยงในการสร้างแอนติบอดี (ดื้อยา) | ค่อนข้างสูงกว่า | ตามทฤษฎีถือว่าต่ำกว่า |
วิธีการเก็บรักษา | จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น | สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้ |
ในความจริงแล้ว ความเร็วในการออกฤทธิ์หรือระยะเวลาของผลลัพธ์นั้น
ขึ้นอยู่กับปริมาณโดส เทคนิคการฉีด และมวลกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคล มากกว่าตัวผลิตภัณฑ์เสียอีกครับ
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมต้องอธิบายให้คนไข้ฟังก่อนทำหัตถการเสมอครับ
ไม่ใช่ว่าพอเป็น Xeomin แล้วจะต้องออกฤทธิ์เร็วปรี๊ดหรืออยู่ได้นานเวอร์เสมอไปครับ
ฝีมือการออกแบบการรักษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำคัญกว่าคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวแน่นอน
บันทึกประสบการณ์จาก หมอวี ยองจิน:
จากประสบการณ์ของผม คนไข้ที่ฉีดท็อกซินแบรนด์เดิมๆ มาอย่างต่อเนื่อง
แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็รู้สึกว่าเห็นผลน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการเริ่มดื้อยา (เกิดแอนติบอดีต้านท็อกซิน) ครับ
สำหรับคนไข้กลุ่มนี้ พอผมลองเปลี่ยนมาใช้ Xeomin ให้ ก็พบว่าในหลายเคสเริ่มกลับมาเห็นผลลัพธ์ที่ดีอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
แต่นี่ไม่ใช่ยาสารพัดประโยชน์นะครับ เพราะสุดท้ายแล้ว Xeomin ก็ยังเป็นสารบอทูลินัม ท็อกซิน เหมือนกัน
ดังนั้น จึงไม่มีอะไรรับประกันได้ 100% ว่าจะสามารถแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มีอาการดื้อยาแบบรุนแรงได้ทั้งหมด
อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าฉีดแล้วเห็นผลน้อยลง อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ทันที แต่ต้องค้นหาสาเหตุก่อนครับ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณโดสที่อาจจะไม่พอ ตำแหน่งการฉีดที่ยังไม่เป๊ะ หรือเพราะกล้ามเนื้อแข็งแรงเกินไป —
ถ้าเราไม่หาสาเหตุเหล่านี้ให้เจอแล้วเปลี่ยนตัวยาเลย ผลลัพธ์ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ตามที่คาดหวังไว้ครับ
อาการดื้อยาและแอนติบอดี — สถานการณ์ที่ Xeomin ได้เปรียบแบบเต็มๆ
มีผลงานวิจัยระบุว่า การสร้างแอนติบอดีต้านโบมักจะ
เกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อโปรตีนเชิงซ้อนเป็นหลักครับ
(อ้างอิงจาก: Jankovic J. et al., Toxicon, 2011)
เนื่องจาก Xeomin ไม่มีโปรตีนเชิงซ้อนผสมอยู่ ตามทฤษฎีแล้วจึงช่วยลดกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีตัวนี้ได้ดีมากครับ
ถ้าพูดให้เค้าใจง่ายขึ้นอีกนิดก็คือ
ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราจะทำงานฉับไวน้อยลงในการตรวจจับและต่อต้าน ทำให้โอกาสดื้อยาลดลงไปเยอะเลยครับ
แต่ถ้าให้พูดกันตามตรงตรงนี้เลยนะ ครับ
ในชีวิตจริง อาการดื้อยาส่วนใหญ่มักจะเกิดกับคนที่ฉีดปริมาณโดสสูงๆ ถี่ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานเท่านั้นครับ
สำหรับการฉีดเพื่อความงามทั่วไปที่ไม่ได้ทำบ่อยจนเกินไปนั้น
ไม่ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหน โอกาสที่จะเจอปัญหาดื้อยาในระดับที่น่ากังวลนั้นมีไม่เยอะเลยครับ
ดังนั้น แทนที่จะเริ่มต้นด้วยความกังวลว่า "กลัวดื้อยาจัง เลยต้องเลือก Xeomin เท่านั้น"
ผมแนะนำว่าสำหรับคนที่เคยใช้ตัวอื่นแล้วรู้สึกว่าได้ผลน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การเลือก Xeomin เป็นทางเลือกใหม่
จะดูเป็นเหตุเป็นผลและคุ้มค่ากว่าครับ

สรุปใจความสำคัญ: Xeomin ไม่ใช่โบที่ฤทธิ์อ่อน แต่เป็นท็อกซินบริสุทธิ์ที่ไม่มีโปรตีนเชิงซ้อนปนเปื้อน จึงเหมาะเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการดื้อยาครับ
แล้วใครกันบ้างที่เหมาะกับ Xeomin
จากประสบการณ์ดูแลคนไข้ของผม เคสที่ผมแนะนำให้เลือกใช้ Xeomin จะมีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ ครับ
1. ผู้ที่รู้สึกว่าฉีดโบตัวเดิมแล้วเห็นผลน้อยลงเรื่อย ๆ
— เมื่อต้องการเลี่ยงโอกาสเสี่ยงในการดื้อยา
2. ผู้ที่มีประวัติแพ้หรือไวต่อส่วนประกอบที่เป็นโปรตีนเชิงซ้อน
— ถึงจะพบได้น้อย แต่ในชีวิตจริงมีคนไข้กลุ่มนี้อยู่ครับ
3. ผู้ที่อยากทดลองเปรียบเทียบผลลัพธ์กับ Allergan Botox
— เพื่อเช็คการตอบสนองของร่างกายเราต่อผลิตภัณฑ์แต่ละตัว
ในทางกลับกัน สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฉีดโบเป็นครั้งแรกในชีวิต
หรือคนที่แฮปปี้กับยี่ห้อปัจจุบันที่ใช้อยู่แล้ว
ผมจะไม่ค่อยแนะนำว่า "ต้องเปลี่ยนมาทำ Xeomin ดีกว่านะ" เท่าไหร่ครับ
และอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้หลายคนแอบลังเล
ก็คือเรื่องราคานั่นเองครับ ^^..
เมื่อเทียบในปริมาณโดสที่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายของ Xeomin มักจะสูงกว่าโบตัวอื่นทั่วไปพอสมควรเลยครับ
เรื่องนี้ผมเลยมักจะแจ้งให้คนไข้ทราบก่อนเข้าปรึกษาเสมอ
แต่สำหรับคนที่มีความกังวลเรื่องอาการดื้อยาแล้วล่ะก็ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าน่าลองมากๆ ครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. Xeomin เห็นผลช้ากว่าตัวอื่นจริงไหมคะ?
A. จากประสบการณ์ของผม ความเร็วในการออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับ Allergan Botox หรืออาจจะเร็วกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำครับ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสภาพกล้ามเนื้อและโดสของแต่ละบุคคลมากกว่าแบรนด์โบ จึงไม่สามารถฟันธงในเรื่องความเร็วของยี่ห้อนั้นๆ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ
Q2. ถ้ารู้สึกว่าฉีดโบแล้วไม่เห็นผล สามารถเปลี่ยนมาเป็น Xeomin ได้ทันทีเลยไหมคะ?
A. ไม่แนะนำให้เปลี่ยนทันทีครับ ต้องหาสาเหตุก่อนว่าที่เห็นผลน้อยลง เป็นเพราะอาการดื้อยา ปริมาณโดสไม่พอ หรือเป็นเพราะตำแหน่งการฉีดที่ยังไม่ตรงจุดกันแน่
หากเปลี่ยนผลิตภัณฑ์โดยไม่หาสาเหตุก่อน ผลลัพธ์ก็อาจจะยังไม่น่าพึงพอใจเหมือนเดิมครับ การเข้ามาคุยเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุร่วมกันก่อนจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดครับ
Q3. ปกติแล้วนิยมฉีด Xeomin ตรงจุดไหนคะ? ฉีดตรงกรามหรือน่องได้ด้วยไหม?
A. ฉีดได้แน่นอนครับ! นอกเหนือริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ตรงบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา และระหว่างคิ้วแล้ว
ยังสามารถใช้ฉีดลดกล้ามเนื้อกราม หรือกล้ามเนื้อน่องที่ต้องใช้ตัวยาในปริมาณมากได้ดีเช่นกันครับ
เพียงแต่ยิ่งเป็นบริเวณที่ต้องใช้โดสเยอะๆ อาจจะทำให้เห็นความต่างเรื่องของงบประมาณที่ชัดเจนขึ้นครับ
ปรึกษาผ่านช่องทาง LINE
หากอยากรู้ว่าหัตถการนี้เหมาะกับตัวเราไหม คุณหมอพร้อมเข้ามาช่วยดูแลและประเมินด้วยตัวเองเลยครับ
ผมแนะนำให้ปรึกษาพูดคุยอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำหัตถการจะดีที่สุดครับ
หรือถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ทักมาถามสบายๆ ทาง LINE ก่อนได้เลยครับ
ขอบคุณมากครับ หมอวี ยองจิน ครับ
✦ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
ตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50 ปี ควรเริ่มทำโปรแกรมยกกระชับ (lifting) ตอนไหน และเริ่มจากตัวไหนดีนะ?
จุดเริ่มต้นของการทำ Lifting นั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาณเตือนของผิวมากกว่าเลขอายุนะคะ วันนี้เรามาเช็กโรดแมปในแต่ละช่วงวัย พร้อมเกณฑ์ในการเลือกวิธีที่ใช่ และไขข้อข้องใจยอดฮิตกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อรู้สึกหนักหนังตาและคิ้วดูตก การทำอัลตร้าซาวด์ 리프팅 (lifting) บริเวณหน้าผากและคิ้วจะช่วยได้ไหมคะ?
สำหรับผู้ที่มีปัญหาตาดูหนักและล้าซึ่งมีสาเหตุมาจากคิ้วและหน้าผากหย่อนคล้อย นี่คือข้อมูลสรุปเกี่ยวกับหลักการทำงานของการทำอัลตราซาวด์ยกกระชับ (Ultrasonic Lifting) เคสที่เหมาะกับการทำทรีตเมนต์นี้ รวมถึงสัญญาณการฟื้นฟูของผิวและระยะเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ค่ะ

ยกกระชับ
เมื่อกังวลเรื่องริ้วรอยที่คอและไลน์กรอบคอที่เริ่มหย่อนคล้อย การทำกิ๊ฟติ้งด้วยคลื่นวิทยุ (High-Frequency Lifting) จะช่วยได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือนี้รวบรวมตั้งแต่สาเหตุของรอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอและกรอบคอที่ดูหย่อนคล้อย ไปจนถึงหลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) สำหรับการยกกระชับ รวมถึงการดูแลรักษาตามลักษณะริ้วรอยแต่ละประเภท และสัญญาณแห่งการฟื้นฟูผิวค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าบริเวณขมับและหน้าผากดูยุบตัวลง Juvelook Volume จะสามารถช่วยเติมเต็มได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือสรุปสาเหตุของปัญหาขมับและหน้าผากตอบ พร้อมอธิบายหลักการทำงานของ Juvelook Volume ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อยๆ เติมเต็มผิวอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเหมาะกับเคสแบบไหน และสัญญาณการฟื้นฟูผิวหลังทำค่ะ

ร่างกาย
ออนดาช่วยเรื่องเซลลูไลท์ได้ไหม ทำงานกับไขมันอย่างไร
ออนดา (ไมโครเวฟ) ทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างไร เกี่ยวข้องกับเซลลูไลท์แค่ไหนค่ะ

กำจัดขน
รูขุมขนอักเสบหลังกำจัดขนเกิดจากอะไร ดูแลอย่างไร
รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์กำจัดขนเกิดจากอะไร อาการทั่วไป สัญญาณที่ควรพบแพทย์ และวิธีดูแลค่ะ



