
Xeomin vs Coreotox ต่างกันยังไง?
Xeomin vs Coreotox ต่างกันยังไง?
Xeomin vs Coreotox ต่างกันยังไง?
Xeomin ที่สะสมข้อมูลคลินิกมานาน และ Coretox ฝีมือเกาหลี ขึ้นอยู่กับการเลือกส่วนตัว
Xeomin กับ Coretox ทั้งคู่เป็นโบ็ท็อกซ์ แล้วรู้ไหมว่าต่างกันตรงไหน?
ช่วงนี้ก่อนทำโบท็อกซ์ คนที่หาข้อมูลมาก่อนมาพบแพทย์มีเยอะขึ้นมากเลยค่ะ
พอเจอคนที่ถามว่า «Xeomin คะ? Coretox คะ?» แล้ว,
ก็แอบคิดเหมือนกันว่า ถ้าเรารู้น้อยกว่านี้จะทำไงดี??
ประมาณนั้น ㅎㅎ
อีกด้านหนึ่งก็มีเคสที่เอาข้อมูลผิด ๆ มาด้วยไม่น้อยเหมือนกัน
รอบนี้เลยขอเรียบเรียงให้เข้าใจแบบถูกต้องสักครั้งครับ
ก่อนอื่น มาดู 3 คำถามหลักของวันนี้กันก่อนนะครับ
Q. Xeomin กับ Coretox เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต่างกันไหม?
ไม่ใช่ครับ ทั้งคู่เป็นโบทูลินัมท็อกซินชนิด A เหมือนกัน
น้ำหนักก็ใกล้เคียงกัน และความเป็นไปได้ที่จะดื้อยา
ก็คิดว่าใกล้เคียงกันครับ
Q. จริงไหมว่า Xeomin ปลอดภัยกว่า Coretox?
ถูกบางส่วนครับ เพราะมีเหตุผลคือ,
Xeomin ตัวนี้มีใช้มาตั้งแต่ปี 2010
และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมานาน 16 ปีโดยไม่มีปัญหา
Q. ผลิตภัณฑ์ที่แพงกว่ามักจะได้ผลดีกว่าจริงไหม?
ไม่เสมอไปครับ
พูดตรง ๆ ผมกลับแนะนำ Coretox ให้เพื่อน ๆ อยู่บ่อย ๆ ㅎ

Xeomin กับ Coretox เหมือนกันตรงไหน และต่างกันตรงไหน?
ทั้งคู่ใช้โบทูลินัมท็อกซินชนิด A เป็นสารออกฤทธิ์หลักเหมือนกันครับ
หลักการคือคลายกล้ามเนื้อเพื่อให้ริ้วรอยเรียบขึ้นหรือปรับกรอบหน้าให้ดีขึ้นก็เหมือนกัน
แต่มีเรื่องสำคัญอยู่อย่างหนึ่งครับ
โบทูลินัมท็อกซินไม่ได้มีอยู่แบบเดี่ยว ๆ
โปรตีนเชิงซ้อน (complexing protein) และถูกทำให้อยู่ในรูปแบบสูตรยา
เมื่อโปรตีนเชิงซ้อนนี้ถูกจัดการต่างกัน
ขอบเขตการกระจาย ความเร็วในการออกฤทธิ์ และระยะเวลาคงผลก็จะต่างกันไปด้วย
Xeomin เป็นรูปแบบ toxins บริสุทธิ์ (naked toxin) ที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกไปแล้ว
ส่วน Coretox เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดย Medytox ในเกาหลี
โดยกำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกทั้งหมด แต่
มีโครงสร้างโปรตีนเฉพาะของตัวเองเพื่อช่วยให้เสถียรขึ้น
สรุปคือ ทั้งคู่มีแนวทางคล้ายกันในแง่ของการ “ลดโปรตีนที่ไม่จำเป็น”
แต่แนวทางและรูปแบบสูตรยาต่างกัน
และนั่นทำให้เกิดความแตกต่างที่รู้สึกได้จริงในคลินิก
รายการ | Xeomin | Coretox |
|---|---|---|
ผู้ผลิต | Merz (เยอรมนี) | Medytox (เกาหลี) |
โปรตีนเชิงซ้อน | กำจัดหมด (naked toxin) | กำจัดหมด + มีการทำให้เสถียรเฉพาะของตัวเอง |
ความเร็วในการออกฤทธิ์ | 3~5 วัน (ค่อนข้างเร็ว) | 3~7 วัน (ขึ้นกับแต่ละคน) |
ขอบเขตการกระจาย | ค่อนข้างกว้าง | ค่อนข้างจำกัด |
ระยะเวลาคงผล | 4~6 เดือน | 4~6 เดือน |
โอกาสเกิดแอนติบอดี | ต่ำ | ต่ำ |
บริเวณที่เหมาะหลัก ๆ | กราม น่อง หน้าผาก และกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ | รอบตา ระหว่างคิ้ว หน้าผาก และจุดที่ต้องการความละเอียด |

ทำไมความแตกต่างของขอบเขตการกระจายถึงสำคัญ?
จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดกันครับ
การกระจายกว้างไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป
เวลาเป็นโบท็อกซ์กราม หรือกรณีที่ต้องคลาย กล้ามเนื้อกราม (masseter) ที่กว้างและใหญ่
ผลิตภัณฑ์อย่าง Xeomin ที่กระจายค่อนข้างกว้าง อาจช่วยให้กระจายได้สม่ำเสมอและเห็นผลดี
แต่ในบริเวณริ้วรอยรอบตา ริ้วรอยระหว่างคิ้ว หรือหน้าผาก
จุดที่ต้องควบคุมเฉพาะกล้ามเนื้ออย่างแม่นยำ จะดีกว่า
ถ้ากระจายมากเกินไป อาจไปกระทบกล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการได้
ในกรณีแบบนี้ ผลิตภัณฑ์ที่กระจายจำกัดอย่าง Coretox จะได้เปรียบครับ
พูดตรง ๆ ก็คือ
ไม่ใช่ว่า “ตัวไหนดีกว่า” แต่เป็นเรื่องของ
“บริเวณไหนเหมาะกับผลิตภัณฑ์ไหน” มากกว่า
ตัวผมเองก็เลือกต่างกันไปตามเคส แต่โดยปกติผมจะใช้แนวทางประมาณนี้ครับ
บริเวณกล้ามเนื้อใหญ่ เช่น กรามหรือน่อง ผมใช้ Xeomin บ่อยกว่า
ส่วนบริเวณรอบตาหรือหน้าผากที่ต้องความละเอียด ผมมักชอบ Coretox มากกว่า
บันทึกภาคปฏิบัติของผู้อำนวยการวี ยองจิน:
จากประสบการณ์ของผม แม้ใช้บริเวณเดียวกันและขนาดยาเท่ากัน แต่แต่ละผลิตภัณฑ์ให้ความรู้สึกต่างกันชัดเจนครับ
โดยเฉพาะบริเวณที่บอบบางอย่างรอบตา ความต่างของขอบเขตการกระจายจะเห็นได้ชัดจริง ๆ
มีอีกเรื่องที่อยากบอกคือ ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์ตัวไหน ถ้าเกิดแอนติบอดีขึ้น ประสิทธิภาพก็ลดลงได้
หลักฐานทางคลินิกจนถึงตอนนี้บอกว่า ยิ่งโปรตีนเชิงซ้อนน้อย ความเสี่ยงต่อการเกิดแอนติบอดีก็ยิ่งต่ำลง
ทั้ง Xeomin และ Coretox จึงได้เปรียบในแง่นี้เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์รุ่นเก่ากว่า
แต่ถึงจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีแค่ไหน ถ้าช่วงห่างการทำสั้นเกินไป ข้อดีตรงนี้ก็อาจลดทอนลงได้
ยิ่งแพง ยิ่งได้ผลดีกว่า จริงไหม?
เรื่องนี้ค่อนข้างก้ำกึ่งครับ
ในเกาหลี Coretox มักถูกตั้งราคาสูงกว่า Xeomin เล็กน้อยในหลายกรณี
เหตุผลมีหลายอย่าง ทั้งต้นทุนการพัฒนาสูตร วิธีการเก็บรักษา และการนำเข้า
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “แพงกว่า = ดีกว่า” เสมอไปครับ
อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ หัวใจของประสิทธิภาพคือการใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับบริเวณ
ถ้าเอาผลิตภัณฑ์ราคาแพงไปใช้ผิดจุด ก็เท่ากับเสียทั้งผลลัพธ์และค่าใช้จ่าย
ข้อเสียคือเรื่องค่าใช้จ่ายครับ ^^..
ถ้าทำกรามด้วย Coretox ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่า Xeomin ประมาณ 1~2 หมื่นวอนขึ้นไปในบางกรณี
แต่ถ้าเป็นบริเวณนั้น Xeomin อาจเหมาะกว่าด้วยซ้ำ
แต่สำหรับจุดที่ต้องความแม่นยำอย่างรอบตา ราคาที่สูงขึ้นของ Coretox ก็พอเข้าใจได้ครับ
ถ้าจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย ควรเริ่มจากกำหนดวัตถุประสงค์ของการทำและบริเวณที่จะทำก่อน ไม่ใช่ดูแค่ป้ายราคา

สรุปสำคัญ: Xeomin ได้เปรียบในบริเวณกล้ามเนื้อกว้าง ส่วน Coretox เหมาะกับจุดที่ต้องการความละเอียดมากกว่า ดังนั้นไม่ใช่เรื่องว่าอะไรดีกว่า แต่เป็นการเลือกให้เหมาะกับบริเวณและวัตถุประสงค์
แล้วฉันควรเลือกอะไรดี?
อาจจะยากนิดหน่อย แต่ขอให้จำแค่เกณฑ์เดียวก็พอครับ
1. ถ้าวัตถุประสงค์คือการปรับกรอบหน้า (กราม·น่อง)
Xeomin ที่มีคุณสมบัติการกระจายกว้าง มักเหมาะกว่าในหลายกรณี
2. ถ้าวัตถุประสงค์คือการลดริ้วรอย (รอบตา·ระหว่างคิ้ว·หน้าผากแบบละเอียด)
สามารถพิจารณา Coretox ที่ควบคุมได้แม่นยำก่อน
3. ถ้าโบท็อกซ์ที่เคยใช้เริ่มได้ผลลดลงแล้ว
การเปลี่ยนมาใช้ Xeomin หรือ Coretox ที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออก อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง
เพราะอาจมีโอกาสเกิดแอนติบอดีแล้ว
ส่วนนี้ค่อนข้างน่าเสียดายนิดหน่อยครับ
ในความจริง หลายคลินิกเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เดียวแบบเดียวกับทุกคน มากกว่าจะเลือกให้เหมาะกับบริเวณหรือสภาพของผู้รับบริการ
ผมจึงมักอธิบายล่วงหน้าเสมอว่าใช้ผลิตภัณฑ์อะไร และทำไมถึงเลือกตัวนั้น
ผู้อำนวยการวี ยองจินเลือกผลิตภัณฑ์ต่างกันตามความหนาของกล้ามเนื้อและวัตถุประสงค์ในแต่ละบริเวณก่อนทำเสมอครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. Xeomin กับ Coretox,
ระยะเวลาคงผลต่างกันจริงไหม?
A. จากประสบการณ์ของผม ทั้งสองตัวคงผลใกล้เคียงกันที่ประมาณ 4~6 เดือนครับ
ความต่างที่รู้สึกได้ชัดกว่าคือขอบเขตการกระจายและความเร็วในการออกฤทธิ์มากกว่า
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อและอัตราการเผาผลาญของแต่ละคนด้วย
Q2. โบท็อกซ์ที่ฉีดจากคลินิกอื่นจู่ ๆ ก็ไม่ค่อยเห็นผลแล้ว
ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้ Xeomin หรือ Coretox ได้ไหม?
A. ถ้าสาเหตุที่ผลลดลงมาจากการเกิดแอนติบอดี
การเปลี่ยนมาใช้ Xeomin หรือ Coretox ที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออก อาจช่วยได้ครับ
แต่ไม่ได้ใช้ได้กับทุกกรณี
บางครั้งอาจเป็นปัญหาเรื่องขนาดยาหรือเทคนิคการฉีด ดังนั้นควรประเมินหลังปรึกษาโดยตรงจะถูกต้องกว่า
Q3. เขาว่า Coretox เหมาะกับรอบตามากกว่า
แล้ว Xeomin ใช้รอบตาไม่ได้เหรอ?
ไม่มีตัวไหนที่ดีที่สุดสำหรับรอบตาโดยเฉพาะครับ
ความกระจายจะต่างกันตามระดับการเจือจาง
บริเวณรอบตาต้องควบคุมปริมาณยาและตำแหน่งฉีดให้แม่นยำเป็นพิเศษครับ
ถ้าแพทย์มีประสบการณ์ Xeomin ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน
นี่แหละครับเหตุผลที่การตัดสินใจของผู้ทำหัตถการสำคัญกว่าตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
ถ้ามีอะไรสงสัย ทักมาสอบถามทาง KakaoTalk ได้เลยครับ
ก่อนเข้าคลินิกก็สามารถถามล่วงหน้าได้ว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ไหน
แนะนำให้ปรึกษาและตัดสินใจก่อนทำอย่างเพียงพอครับ ขอบคุณจากวี ยองจินครับ
✦ อ่านต่อเพิ่มเติม
Xeomin กับ Coretox ทั้งคู่เป็นโบ็ท็อกซ์ แล้วรู้ไหมว่าต่างกันตรงไหน?
ช่วงนี้ก่อนทำโบท็อกซ์ คนที่หาข้อมูลมาก่อนมาพบแพทย์มีเยอะขึ้นมากเลยค่ะ
พอเจอคนที่ถามว่า «Xeomin คะ? Coretox คะ?» แล้ว,
ก็แอบคิดเหมือนกันว่า ถ้าเรารู้น้อยกว่านี้จะทำไงดี??
ประมาณนั้น ㅎㅎ
อีกด้านหนึ่งก็มีเคสที่เอาข้อมูลผิด ๆ มาด้วยไม่น้อยเหมือนกัน
รอบนี้เลยขอเรียบเรียงให้เข้าใจแบบถูกต้องสักครั้งครับ
ก่อนอื่น มาดู 3 คำถามหลักของวันนี้กันก่อนนะครับ
Q. Xeomin กับ Coretox เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต่างกันไหม?
ไม่ใช่ครับ ทั้งคู่เป็นโบทูลินัมท็อกซินชนิด A เหมือนกัน
น้ำหนักก็ใกล้เคียงกัน และความเป็นไปได้ที่จะดื้อยา
ก็คิดว่าใกล้เคียงกันครับ
Q. จริงไหมว่า Xeomin ปลอดภัยกว่า Coretox?
ถูกบางส่วนครับ เพราะมีเหตุผลคือ,
Xeomin ตัวนี้มีใช้มาตั้งแต่ปี 2010
และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมานาน 16 ปีโดยไม่มีปัญหา
Q. ผลิตภัณฑ์ที่แพงกว่ามักจะได้ผลดีกว่าจริงไหม?
ไม่เสมอไปครับ
พูดตรง ๆ ผมกลับแนะนำ Coretox ให้เพื่อน ๆ อยู่บ่อย ๆ ㅎ

Xeomin กับ Coretox เหมือนกันตรงไหน และต่างกันตรงไหน?
ทั้งคู่ใช้โบทูลินัมท็อกซินชนิด A เป็นสารออกฤทธิ์หลักเหมือนกันครับ
หลักการคือคลายกล้ามเนื้อเพื่อให้ริ้วรอยเรียบขึ้นหรือปรับกรอบหน้าให้ดีขึ้นก็เหมือนกัน
แต่มีเรื่องสำคัญอยู่อย่างหนึ่งครับ
โบทูลินัมท็อกซินไม่ได้มีอยู่แบบเดี่ยว ๆ
โปรตีนเชิงซ้อน (complexing protein) และถูกทำให้อยู่ในรูปแบบสูตรยา
เมื่อโปรตีนเชิงซ้อนนี้ถูกจัดการต่างกัน
ขอบเขตการกระจาย ความเร็วในการออกฤทธิ์ และระยะเวลาคงผลก็จะต่างกันไปด้วย
Xeomin เป็นรูปแบบ toxins บริสุทธิ์ (naked toxin) ที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกไปแล้ว
ส่วน Coretox เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดย Medytox ในเกาหลี
โดยกำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกทั้งหมด แต่
มีโครงสร้างโปรตีนเฉพาะของตัวเองเพื่อช่วยให้เสถียรขึ้น
สรุปคือ ทั้งคู่มีแนวทางคล้ายกันในแง่ของการ “ลดโปรตีนที่ไม่จำเป็น”
แต่แนวทางและรูปแบบสูตรยาต่างกัน
และนั่นทำให้เกิดความแตกต่างที่รู้สึกได้จริงในคลินิก
รายการ | Xeomin | Coretox |
|---|---|---|
ผู้ผลิต | Merz (เยอรมนี) | Medytox (เกาหลี) |
โปรตีนเชิงซ้อน | กำจัดหมด (naked toxin) | กำจัดหมด + มีการทำให้เสถียรเฉพาะของตัวเอง |
ความเร็วในการออกฤทธิ์ | 3~5 วัน (ค่อนข้างเร็ว) | 3~7 วัน (ขึ้นกับแต่ละคน) |
ขอบเขตการกระจาย | ค่อนข้างกว้าง | ค่อนข้างจำกัด |
ระยะเวลาคงผล | 4~6 เดือน | 4~6 เดือน |
โอกาสเกิดแอนติบอดี | ต่ำ | ต่ำ |
บริเวณที่เหมาะหลัก ๆ | กราม น่อง หน้าผาก และกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ | รอบตา ระหว่างคิ้ว หน้าผาก และจุดที่ต้องการความละเอียด |

ทำไมความแตกต่างของขอบเขตการกระจายถึงสำคัญ?
จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดกันครับ
การกระจายกว้างไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป
เวลาเป็นโบท็อกซ์กราม หรือกรณีที่ต้องคลาย กล้ามเนื้อกราม (masseter) ที่กว้างและใหญ่
ผลิตภัณฑ์อย่าง Xeomin ที่กระจายค่อนข้างกว้าง อาจช่วยให้กระจายได้สม่ำเสมอและเห็นผลดี
แต่ในบริเวณริ้วรอยรอบตา ริ้วรอยระหว่างคิ้ว หรือหน้าผาก
จุดที่ต้องควบคุมเฉพาะกล้ามเนื้ออย่างแม่นยำ จะดีกว่า
ถ้ากระจายมากเกินไป อาจไปกระทบกล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการได้
ในกรณีแบบนี้ ผลิตภัณฑ์ที่กระจายจำกัดอย่าง Coretox จะได้เปรียบครับ
พูดตรง ๆ ก็คือ
ไม่ใช่ว่า “ตัวไหนดีกว่า” แต่เป็นเรื่องของ
“บริเวณไหนเหมาะกับผลิตภัณฑ์ไหน” มากกว่า
ตัวผมเองก็เลือกต่างกันไปตามเคส แต่โดยปกติผมจะใช้แนวทางประมาณนี้ครับ
บริเวณกล้ามเนื้อใหญ่ เช่น กรามหรือน่อง ผมใช้ Xeomin บ่อยกว่า
ส่วนบริเวณรอบตาหรือหน้าผากที่ต้องความละเอียด ผมมักชอบ Coretox มากกว่า
บันทึกภาคปฏิบัติของผู้อำนวยการวี ยองจิน:
จากประสบการณ์ของผม แม้ใช้บริเวณเดียวกันและขนาดยาเท่ากัน แต่แต่ละผลิตภัณฑ์ให้ความรู้สึกต่างกันชัดเจนครับ
โดยเฉพาะบริเวณที่บอบบางอย่างรอบตา ความต่างของขอบเขตการกระจายจะเห็นได้ชัดจริง ๆ
มีอีกเรื่องที่อยากบอกคือ ไม่ว่าจะเป็นโบท็อกซ์ตัวไหน ถ้าเกิดแอนติบอดีขึ้น ประสิทธิภาพก็ลดลงได้
หลักฐานทางคลินิกจนถึงตอนนี้บอกว่า ยิ่งโปรตีนเชิงซ้อนน้อย ความเสี่ยงต่อการเกิดแอนติบอดีก็ยิ่งต่ำลง
ทั้ง Xeomin และ Coretox จึงได้เปรียบในแง่นี้เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์รุ่นเก่ากว่า
แต่ถึงจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีแค่ไหน ถ้าช่วงห่างการทำสั้นเกินไป ข้อดีตรงนี้ก็อาจลดทอนลงได้
ยิ่งแพง ยิ่งได้ผลดีกว่า จริงไหม?
เรื่องนี้ค่อนข้างก้ำกึ่งครับ
ในเกาหลี Coretox มักถูกตั้งราคาสูงกว่า Xeomin เล็กน้อยในหลายกรณี
เหตุผลมีหลายอย่าง ทั้งต้นทุนการพัฒนาสูตร วิธีการเก็บรักษา และการนำเข้า
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “แพงกว่า = ดีกว่า” เสมอไปครับ
อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ หัวใจของประสิทธิภาพคือการใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับบริเวณ
ถ้าเอาผลิตภัณฑ์ราคาแพงไปใช้ผิดจุด ก็เท่ากับเสียทั้งผลลัพธ์และค่าใช้จ่าย
ข้อเสียคือเรื่องค่าใช้จ่ายครับ ^^..
ถ้าทำกรามด้วย Coretox ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่า Xeomin ประมาณ 1~2 หมื่นวอนขึ้นไปในบางกรณี
แต่ถ้าเป็นบริเวณนั้น Xeomin อาจเหมาะกว่าด้วยซ้ำ
แต่สำหรับจุดที่ต้องความแม่นยำอย่างรอบตา ราคาที่สูงขึ้นของ Coretox ก็พอเข้าใจได้ครับ
ถ้าจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย ควรเริ่มจากกำหนดวัตถุประสงค์ของการทำและบริเวณที่จะทำก่อน ไม่ใช่ดูแค่ป้ายราคา

สรุปสำคัญ: Xeomin ได้เปรียบในบริเวณกล้ามเนื้อกว้าง ส่วน Coretox เหมาะกับจุดที่ต้องการความละเอียดมากกว่า ดังนั้นไม่ใช่เรื่องว่าอะไรดีกว่า แต่เป็นการเลือกให้เหมาะกับบริเวณและวัตถุประสงค์
แล้วฉันควรเลือกอะไรดี?
อาจจะยากนิดหน่อย แต่ขอให้จำแค่เกณฑ์เดียวก็พอครับ
1. ถ้าวัตถุประสงค์คือการปรับกรอบหน้า (กราม·น่อง)
Xeomin ที่มีคุณสมบัติการกระจายกว้าง มักเหมาะกว่าในหลายกรณี
2. ถ้าวัตถุประสงค์คือการลดริ้วรอย (รอบตา·ระหว่างคิ้ว·หน้าผากแบบละเอียด)
สามารถพิจารณา Coretox ที่ควบคุมได้แม่นยำก่อน
3. ถ้าโบท็อกซ์ที่เคยใช้เริ่มได้ผลลดลงแล้ว
การเปลี่ยนมาใช้ Xeomin หรือ Coretox ที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออก อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง
เพราะอาจมีโอกาสเกิดแอนติบอดีแล้ว
ส่วนนี้ค่อนข้างน่าเสียดายนิดหน่อยครับ
ในความจริง หลายคลินิกเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เดียวแบบเดียวกับทุกคน มากกว่าจะเลือกให้เหมาะกับบริเวณหรือสภาพของผู้รับบริการ
ผมจึงมักอธิบายล่วงหน้าเสมอว่าใช้ผลิตภัณฑ์อะไร และทำไมถึงเลือกตัวนั้น
ผู้อำนวยการวี ยองจินเลือกผลิตภัณฑ์ต่างกันตามความหนาของกล้ามเนื้อและวัตถุประสงค์ในแต่ละบริเวณก่อนทำเสมอครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. Xeomin กับ Coretox,
ระยะเวลาคงผลต่างกันจริงไหม?
A. จากประสบการณ์ของผม ทั้งสองตัวคงผลใกล้เคียงกันที่ประมาณ 4~6 เดือนครับ
ความต่างที่รู้สึกได้ชัดกว่าคือขอบเขตการกระจายและความเร็วในการออกฤทธิ์มากกว่า
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อและอัตราการเผาผลาญของแต่ละคนด้วย
Q2. โบท็อกซ์ที่ฉีดจากคลินิกอื่นจู่ ๆ ก็ไม่ค่อยเห็นผลแล้ว
ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้ Xeomin หรือ Coretox ได้ไหม?
A. ถ้าสาเหตุที่ผลลดลงมาจากการเกิดแอนติบอดี
การเปลี่ยนมาใช้ Xeomin หรือ Coretox ที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออก อาจช่วยได้ครับ
แต่ไม่ได้ใช้ได้กับทุกกรณี
บางครั้งอาจเป็นปัญหาเรื่องขนาดยาหรือเทคนิคการฉีด ดังนั้นควรประเมินหลังปรึกษาโดยตรงจะถูกต้องกว่า
Q3. เขาว่า Coretox เหมาะกับรอบตามากกว่า
แล้ว Xeomin ใช้รอบตาไม่ได้เหรอ?
ไม่มีตัวไหนที่ดีที่สุดสำหรับรอบตาโดยเฉพาะครับ
ความกระจายจะต่างกันตามระดับการเจือจาง
บริเวณรอบตาต้องควบคุมปริมาณยาและตำแหน่งฉีดให้แม่นยำเป็นพิเศษครับ
ถ้าแพทย์มีประสบการณ์ Xeomin ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน
นี่แหละครับเหตุผลที่การตัดสินใจของผู้ทำหัตถการสำคัญกว่าตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
ถ้ามีอะไรสงสัย ทักมาสอบถามทาง KakaoTalk ได้เลยครับ
ก่อนเข้าคลินิกก็สามารถถามล่วงหน้าได้ว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ไหน
แนะนำให้ปรึกษาและตัดสินใจก่อนทำอย่างเพียงพอครับ ขอบคุณจากวี ยองจินครับ
✦ อ่านต่อเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ร่องน้ำหมากไม่ใช่ปัญหา! เหตุผลที่ต้องลบ "เงา" ด้วยฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ร่องแก้มช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ได้อย่างไร? อธิบายให้เข้าใจง่ายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงาที่เกิดขึ้นในบริเวณที่ยุบลงกับความยืดหยุ่นของฟิลเลอร์

ผิว
เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งหายดีจริงหรือ? "กลับอาจทำให้เข้มขึ้นได้"
การรักษาฝ้า ไม่ใช่ว่าเลเซอร์ที่แรงกว่าจะดีที่สุด ยิ่งเป็นฝ้าฝังลึกเท่าไร ก็ยิ่งต้องทำโทนนิ่งซ้ำๆ ด้วยพลังงานอ่อนๆ เราจะอธิบายตั้งแต่หลักการพื้นฐานว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

กำจัดขน
แพ็กเกจกำจัดขนขา 3 ครั้ง? ทำไมกดจ่ายทันทีเพราะราคาถูกถึงอาจไม่คุ้ม
ทำไมการเลเซอร์กำจัดขนที่ขาจึงต้องทำมากกว่า 5 ครั้ง? เราสรุปไว้ตั้งแต่หลักการของพื้นที่และวงจรการเจริญเติบโต ไปจนถึงเกณฑ์ในการเลือกแพ็กเกจตามค่าใช้จ่ายแล้ว


กำจัดขน
การกำจัดขนสำหรับผู้ชาย ทำไมผลลัพธ์ถึงแตกต่างกันในแต่ละคลินิก?
หากกำลังมองหาคลินิกผิวหนังสำหรับเลเซอร์กำจัดขนผู้ชายย่านฮงแด ควรตรวจสอบความแตกต่างของอุปกรณ์เลเซอร์ก่อนเป็นอันดับแรก การตั้งค่าความยาวคลื่นให้เหมาะกับสภาพผิวเป็นตัวกำหนดทั้งประสิทธิภาพและโอกาสเกิดผลข้างเคียง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กราม ฉีดตำแหน่งไหนกันแน่?
ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วแก้มตอบ? ตรวจสอบจุดฉีด ยิ่งฉีดต่ำลงยิ่งลดปัญหาแก้มตอบได้อย่างปลอดภัย


โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์คาง 60U ฉีดเยอะไม่ได้แปลว่าดี อย่าหลงเชื่อ
โบท็อกซ์คาง 60U ไม่ใช่แค่เยอะ! หมออธิบายปริมาณที่เหมาะตามเพศ-รูปร่าง พร้อมผลลัพธ์ที่ต่างกันจริง

![[บิวตี้สโตน] อยากไม่ให้การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำล้มเหลวใช่ไหม? "ความละเอียดที่ระดับ 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์ได้"](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)