ถ้าคล้ำใต้ตายังไม่หายแม้นอนเต็มที่ สาเหตุอาจอยู่ที่อย่างอื่นแล้วนะ คู่มือการรักษาแยกตามประเภท
“ทั้งที่ก็นอนเต็มอิ่มแล้ว ทำไมยังดูเหนื่อยขนาดนี้?” หลายคนมักจะได้ยินคำถามนี้บ่อยๆ เพราะปัญหาใต้ตาดำคล้ำใช่ไหมคะ? ต่อให้ทาครีมบำรุง นอนเพิ่มขึ้น หรือลดคาเฟอีนลงแล้ว แต่รอยคล้ำใต้ตาก็ยังอยู่เหมือนเดิม นั่นอาจเป็นเพราะสาเหตุจริงๆ มาจากจุดอื่นก็ได้ค่ะ
สรุปให้ฟังก่อนเลยนะคะ รอยคล้ำใต้ตาหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทเส้นเลือด, ประเภทเม็ดสี และ ประเภทโครงสร้าง ซึ่งแต่ละประเภทมีสาเหตุที่ต่างกัน วิธีการรักษาที่ได้ผลดีจึงแตกต่างกันไปด้วยค่ะ หากเราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นประเภทไหนแล้วไปทำหัตถการเลย ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ชัดเจนหรืออาจจะผิดจุดไปเลยก็ได้นะคะ
เช็กง่ายๆ ด้วยนิ้วมือเดียว ก็รู้ประเภทใต้ตาของคุณแล้ว
ลองทำ 3 วิธีนี้หน้ากระจกดูนะคะ แล้วคุณจะพอเดาได้ว่ารอยคล้ำใต้ตาของคุณใกล้เคียงกับประเภทไหนมากที่สุดค่ะ
1. ลองดึงผิวใต้ตาขึ้นเบาๆ ถ้าดึงแล้วสีดูจางลง → ประเภทเส้นเลือด แต่ถ้าสีเหมือนเดิม → ประเภทเม็ดสี หรือ ประเภทโครงสร้าง
2. เช็กความโค้งนูนของใต้ตาจากด้านข้าง หันข้างส่องกระจกดู ถ้าแนวใต้ตาเรียบแบน → ประเภทเส้นเลือด หรือ ประเภทเม็ดสี แต่หากพบว่ามีรอยร่องลึกหรือนูนออกมา → ประเภทโครงสร้าง
3. เปรียบเทียบสีผิวหลังมือกับสีใต้ตา ถ้าใต้ตาออกสีน้ำตาลมากกว่าหลังมือ → ประเภทเม็ดสี แต่ถ้าออกสีอมฟ้าหรือม่วง → ประเภทเส้นเลือด
เมื่อนำทั้ง 3 วิธีนี้มารวมกัน คุณจะพอมองออกคร่าวๆ ว่าตัวเองใกล้เคียงกับประเภทไหนค่ะ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทางคลินิกสรุปไว้ว่า บ่อยครั้งที่ปัญหาเม็ดสีผิวใต้ตา, เส้นเลือดด้านล่างที่มองทะลุเห็นชัด รวมถึงโครงสร้างของเนื้อเยื่อรอบเบ้าตา มักจะเกิดขึ้นร่วมกันในเวลาเดียวกันค่ะ ดังนั้น การเข้าไปปรึกษาและเช็กกับคุณหมอโดยตรงตอนเข้ารับการตรวจรักษาจะแม่นยำที่สุดค่ะ

ประเภทเส้นเลือด — รอยคล้ำใต้ตาโทนสีอมฟ้าหรือม่วง
ผิวใต้ตาเป็นส่วนที่บางที่สุดในร่างกายของเราเลยค่ะ ด้วยความหนาเพียงแค่ประมาณ 0.5 มม. ทำให้มองเห็นเส้นเลือดฝอยที่อยู่ข้างใต้ทะลุผ่านได้อย่างชัดเจน ซึ่งเลือดในเส้นเลือดดำนั้นมีสีออกอมฟ้าหรือม่วง พอสะท้อนผ่านผิวบางๆ ออกมา ก็เลยทำให้มองเห็นเป็นรอยคล้ำใต้ตานั่นเองค่ะ
ประเภทนี้เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด และอาการใต้ตาดำคล้ำประเภทที่ใครๆ มักพูดว่า "ถ้านอนน้อยจะยิ่งเข้มขึ้น" ส่วนใหญ่ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ค่ะ เพราะเวลาที่ล้า เส้นเลือดจะขยายตัวและเลือดไหลเวียนช้าลง ทำให้สีใต้ตาดูเข้มขึ้นชัดเจนค่ะ
แนวทางการรักษาที่ได้ผลดีคือ การเติมฟิลเลอร์ใต้ตาเบาๆ เพื่อเพิ่มวอลลุ่มให้ช่วยพรางตาไม่ให้เห็นเส้นเลือดข้างใต้ชัดเจน, การใช้คอลลาเจน skin booster* เพื่อเพิ่มความหนาของชั้นผิวช่วยลดการมองเห็นเส้นเลือด และเลเซอร์เส้นเลือดเพื่อลดขนาดของเส้นเลือดโดยตรงค่ะ
คอลลาเจน skin booster*: เป็นหัตถการที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เพื่อทำให้ชั้นผิวหนาและแข็งแรงขึ้น ตัวยาที่เป็นที่รู้จักกันดีก็อย่างเช่น สารกลุ่ม PDLLA (Juvelook) ค่ะ เมื่อผิวใต้ตาหนาขึ้น การมองทะลุเห็นเส้นเลือดข้างใต้ก็จะลดลง ทำให้รอยคล้ำใต้ตาดูจางลงนั่นเอง
ในทางกลับกัน การทำเลเซอร์ทนนิ่ง (Laser Toning) หรือการทาไวท์เทนนิ่งครีม มักจะไม่ค่อยเห็นผลกับประเภทเส้นเลือดค่ะ เพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากเม็ดสีนั่นเอง

ประเภทเม็ดสี — รอยคล้ำใต้ตาโทนสีน้ำตาลออกดำ
ประเภทเม็ดสี เกิดจากภาวะที่เม็ดสีเมลานินถูกสร้างขึ้นมากเกินไปบริเวณผิวใต้ตา ทำให้ปกติจะดูเป็นสีน้ำตาล และถึงแม้จะลองดึงผิวขึ้น สีก็ไม่ได้จางลงค่ะ
สาเหตุเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยค่ะ เช่น การโดนแสงแดดบ่อยๆ พฤติกรรมชอบขยี้ตา, การอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ผิวหนังหรือโรคภูมิแพ้ทั่วไป รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมที่คอยกระตุ้นการสร้างเมลานิน โดยเฉพาะในผิวคนเอเชียที่มีเมลานินค่อนข้างเยอะ จะเกิดรอยคล้ำประเภทนี้ได้ง่ายมากค่ะ
แนวทางการรักษาที่ได้ผลดีคือ วิธีที่มุ่งเป้าไปที่เม็ดสีโดยตรง เช่น เลเซอร์ทนนิ่ง (ตระกูล Pico หรือ Q-Switch), การทำทนนิ่งร่วมกับทรานซามิก (Tranexamic), หรือการผลักวิตามินซีเข้าสู่ผิวค่ะ
นอกจากนี้ยังต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วยนะคะ พยายามลดการขยี้ตา และทาครีมกันแดดให้ถึงบริเวณใต้ตาทุกวันก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ บ่อยครั้งเราจะเห็นรอยคล้ำเข้มขึ้นปื้นๆ บริเวณที่ขาแว่นตาสัมผัสโดนผิวด้วยนะคะ

ประเภทโครงสร้าง — รอยเงาที่เกิดจากร่องลึก
ประเภทโครงสร้างไม่ใช่ปัญหาเรื่องสีผิวค่ะ แต่เป็นปัญหาเรื่อง "เงา" เมื่อไขมันใต้ตาฝ่อตัวลงหรือโครงสร้างกระดูกใต้ตาเห็นชัดเจนขึ้น ก็จะทำให้เกิดรอยเงาตกกระทบและดูคล้ำลงไปค่ะ
จุดเด่นของประเภทนี้คือ "ถ้ามองหน้าตรงจะดูคล้ำ แต่พอลองเอาไฟส่องจากด้านบนเฉียงลงมา สีคล้ำนั้นจะหายไป" ใครที่เวลาใช้แอปแต่งรูปแล้วลองเติมแสงสว่างๆ เข้าไป แล้วรอยคล้ำใต้ตาแทบจะมองไม่เห็นเลย แสดงว่าคุณจัดอยู่ในประเภทนี้ค่ะ เพราะไม่ได้มีเม็ดสีผิดปกติ แต่เป็นเพราะแสงส่องไปไม่ถึงจนเกิดเป็นเงานั่นเอง
สำหรับคนวัย 20-30 ปี การเติมฟิลเลอร์อย่างเดียวก็นับว่าเพียงพอแล้วค่ะ แต่สำหรับวัย 40 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยร่วมด้วย อาจต้องพิจารณาการรักษาตามลำดับขั้นไปจนถึงแนวทางผัลยกรรม เช่น ศัลยกรรมตาด้านล่าง (ศัลยกรรมหนังตาล่าง) เพื่อตักไขมันใต้ตาออกหรือจัดเรียงไขมันใหม่ พร้อมทั้งตัดแต่งผิวส่วนที่หย่อนคล้อยออก การใช้ฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มวอลลุ่มเพื่อลบเงาใต้ตาได้ดีค่ะ แต่หากเติมมากจนเกินไปก็อาจจะทำให้ดูบวมเทียมหรือทำให้ใต้ตาดูปูดนูนหนาขึ้นมาได้ค่ะ

ประเภทผสมที่รวมสองสามสายพันธุ์เข้าด้วยกันนั้นพบได้บ่อยที่สุดค่ะ
จากการปรึกษาคนไข้จริง พบได้ยากมากค่ะที่จะเป็น "ประเภทใดประเภทหนึ่งแบบเพียวๆ" แม้แต่ผลวิจัยการจัดประเภททางคลินิกก็สรุปไว้ว่า รอยคล้ำเกิดจากการรวมตัวกันของโครงสร้างกายวิภาค, เนื้อเยื่ออ่อนบริเวณใบหน้าส่วนกลาง และเม็ดสีผิวทำงานร่วมกัน ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงมีปัจจัยผสมกัน 2-3 แบบค่ะ
ประเภทเส้นเลือด + ประเภทเม็ดสี: คอมโบยอดฮิตของคนเกาหลี มักรักษาด้วยฟิลเลอร์หรือคอลลาเจน skin booster คู่กับการทำเลเซอร์ทนนิ่งค่ะ
ประเภทเส้นเลือด + ประเภทโครงสร้าง: เคสที่ไขมันใต้ตาฝ่อตัวลงทำให้มองเห็นเส้นเลือดชัดขึ้น กรณีนี้การเติมฟิลเลอร์สามารถรักษาแก้ปัญหาทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้เลยค่ะ
ประเภทเม็ดสี + ประเภทโครงสร้าง: การรักษาด้วยหัตถการเดียวค่อนข้างยาก โดยปกติเหมาะที่จะรักษาด้วยการทำเลเซอร์ทนนิ่งควบคู่กับการเติมฟิลเลอร์เป็นลำดับขั้นตอนไปค่ะ
ดังนั้น แทนที่จะเลือกคลินิกที่โฆษณาว่า "ทำสิ่งนี้ครั้งเดียวหายขาดหมดทุกอย่าง" แนะนำให้เลือกคุณหมอที่ช่วยวางแผนการรักษาเป็นขั้นตอนว่า "ควรแก้ปัญหาไหนก่อน แล้วค่อยแก้ปัญหาไหนตามมา" จะได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยที่สุดค่ะ
สองสิ่งที่ควรเช็กก่อนเข้าไปปรึกษาคุณหมอ
อย่างแรก แนะนำให้ถ่ายรูปรอยคล้ำใต้ตาของตัวเองเก็บไว้หลายๆ มุมค่ะ ทั้งหน้าตรง ข้าง และมุมที่ส่องไฟจากด้านบน ภาพเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยประเภทใต้ตาของคุณได้ดีขึ้น และยังมีประโยชน์สำหรับเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังทำด้วยค่ะ
อย่างที่สอง ลองขอให้คุณหมออธิบายว่า "ทำไมหัตถการนี้ถึงเหมาะกับประเภทใต้ตาของเรา" หากไม่มีคำอธิบายใดๆ แล้วเสนอแต่แพ็คเกจราคามาให้เลย แนะนำให้ลองไปดูคลินิกอื่นเปรียบเทียบเพื่อความปลอดภัยนะคะ ทั้งนี้บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น การเลือกขั้นตอนการรักษาที่ตรงกับประเภทใต้ตาของคุณจริงๆ ควรเข้าไปรับการตรวจและยืนยันกับแพทย์โดยตรงจะปลอดภัยที่สุดค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q. รอยคล้ำใต้ตาสามารถดีขึ้นได้ด้วยเครื่องสำอางโดยไม่ต้องพึ่งหัตถการไหมคะ?
A. หากเป็นประเภทเม็ดสี การใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมไวท์เทนนิ่งอย่าง วิตามินซี หรือ ไนอาซินาไมด์ (Niacinamide) ก็สามารถช่วยให้อาการค่อยๆ ดีขึ้นได้ค่ะ แต่หากเป็นประเภทเส้นเลือดหรือประเภทโครงสร้าง ปัญหาจะอยู่ในชั้นผิวที่ลึกเกินกว่าเครื่องสำอางจะเข้าไปดูแลได้ จึงไม่ค่อยเห็นผลค่ะ
Q. เติมฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วผลลัพธ์จะอยู่ถาวรไหมคะ?
A. ฟิลเลอร์กลุ่มไฮยาลูโรนิก (HA) โดยปกติจะอยู่ได้นานประมาณ 8-18 เดือนค่ะ เนื่องจากบริเวณใต้ตาเป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวน้อย ผลลัพธ์จึงมักอยู่ได้นานกว่าบริเวณอื่น ส่วนการฉีดไขมันตัวเอง (Fat Graft) จะอยู่ได้ถาวรมากกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาพักฟื้นที่นานกว่าและการดูแลความบวมที่ค่อนข้างยุ่งยากค่ะ
Q. ได้ยินมาว่าหลังทำหัตถการใต้ตามักจะเกิดรอยช้ำง่าย จริงไหมคะ?
A. บริเวณใต้ตามีเส้นเลือดเยอะและผิวบางมาก ทำให้เกิดรอยช้ำได้ง่ายหลังทำค่ะ โดยปกติรอยช้ำจะจางหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากคุณมีตารางงานหรือธุระสำคัญ แนะนำให้ทำหัตถการล่วงหน้าอย่างน้อยสัก 2 สัปดาห์จะปลอดภัยที่สุดค่ะ และแนะนำให้ขอพกยาทาลดรอยช้ำล่วงหน้าไว้ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
อาการบวมหลังทำ Ulthera และ Thermage ยุบเมื่อไหร่ เจาะลึกไทม์ไลน์
อาการบวมหลังทำ Ulthera และ Thermage ยุบเมื่อไหร่ ไทม์ไลน์หลังทำ 1 และ 2 สัปดาห์ พร้อมวิธีดูแลค่ะ

ยกกระชับ
Sofwave ครั้งแรกต้องรู้อะไรบ้าง เจาะลึกหลักการและการฟื้นตัว
Sofwave ครั้งแรกต้องรู้อะไร เจาะลึกหลักการยกกระชับ ความต่างจาก Ulthera และการดูแลหลังทำค่ะ

กำจัดขน
GentleMax Pro Plus กับ Diode Laser ต่างกันอย่างไร
GentleMax Pro Plus กับ Diode Laser กำจัดขนต่างกันอย่างไร ทั้งความยาวคลื่นและความเหมาะกับสีผิวค่ะ

ผิว
รอยดำหลังทำเลเซอร์ป้องกันได้ เริ่มดูแลตั้งแต่ก่อนทำ เจาะลึกครบ
รอยดำหลังทำเลเซอร์ (PIH) ป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนทำ ด้วยการกันแดดและดูแลผิว มาดูแนวทางกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หลังทำหัตถการแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ เจาะลึกแยกตามชนิด
หลังทำเลเซอร์ ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ สกินบูสเตอร์ เลเซอร์ยกกระชับ แต่งหน้าได้เมื่อไหร่ พร้อมวิธีดูแลผิว

ยกกระชับ
ลิฟติ้งเริ่มตอนอายุเท่าไหร่ดี? แนวทางดูแลแต่ละช่วงวัย
ลิฟติ้งควรเริ่มตอนอายุเท่าไหร่? รวมแนวทางดูแลช่วงวัย 20 ถึง 50 ปี พร้อมข้อควรระวังก่อนเริ่ม



