สรุปสั้นๆ เรื่องความเข้มข้นและตารางความถี่รายสัปดาห์สำหรับมือใหม่ที่เริ่มใช้เรตินอลแบบไม่ระคายเคือง

Author
Wi Young-jin · Chief director
→
หลายคนเคยได้ยินว่า “เรตินอล (Retinol) ดีต่อการดูแลริ้วรอยและความร่วงโรยแห่งวัย” จึงลองซื้อมาทาดู แต่ถ้าวันต่อมาหน้าแดงและมีอาการคันยิบๆ ก็คงจะตกใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ? บางคนอาจคิดว่า “เราคงไม่ถูกกับเรตินอลหรือเปล่านะ?” แต่จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพราะเริ่มต้นใช้อย่างผิดวิธีต่างหากครับ
สรุปให้ฟังตรงนี้เลยว่า เรตินอล* ไม่ใช่ “สารสกัดประเภทที่ทาปุ๊บจะดีปั๊บ” แต่ทว่าเป็น “สารสกัดที่ต้องให้เวลาผิวในการปรับตัว” ต่างหากครับ คีย์เวิร์ดสำคัญคือในเดือนแรกต้องค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น ความถี่ และปริมาณอย่างช้าๆ หากข้ามขั้นตอนนี้ไป ผลลัพธ์สุดท้ายอาจเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ความระคายเคืองครับ
เรตินอล (Retinol)*: เป็นสารสกัดในกลุ่มวิตามินเอ (Vitamin A) เมื่อซึมเข้าสู่ผิวจะเปลี่ยนเป็นกรดเรติโนอิก (Retinoic Acid) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เร่งการผลัดเซลล์ผิว และช่วยลดเลือนริ้วรอยจุดด่างดำ ตามข้อมูลที่สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) ได้สรุปไว้
“อาการหน้าแดงและแสบยิบๆ ไม่ใช่ผลข้างเคียงหรอครับ?”
อาการหน้าแดง แสบคัน และผิวลอกเป็นขุยในช่วงแรกที่เริ่มใช้เรตินอล เรียกว่า Retinization (กระบวนการปรับตัวเข้ากับเรตินอลของผิว) ครับ สิ่งนี้ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย แต่เป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่ผิวกำลังปรับตัวครับ
เมื่อเรตินอลซึมเข้าสู่ผิว จะไปช่วยเร่งวงจรการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ปกติใช้เวลาประมาณ 28 วันในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะสั้นลง ทำให้เราเห็นขุยบนใบหน้าชั่วคราวในช่วงแรก และเกราะป้องกันผิวจะบางลงชั่วขณะ ทำให้ไวต่อการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นครับ
โดยทั่วไป อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปภายใน 2-6 สัปดาห์ แต่หากคุณเลือกใช้เรตินอลที่มี ความเข้มข้นสูง และทาทุกวันตั้งแต่ครั้งแรก ผิวอาจไม่สามารถผ่านช่วงปรับตัวนี้ไปได้ จนกลายเป็นโรคผิวหนังอักเสบจากการระคายเคือง (Irritating Contact Dermatitis) แทน ดังนั้น วิธีการเริ่มต้นใช้จึงสำคัญมากๆ ครับ

ควรเริ่มต้นอย่างปลอดภัยด้วยความเข้มข้น 0.025%
ผลิตภัณฑ์เรตินอลตามท้องตลาดมีความเข้มข้นที่หลากหลายมาก หากคุณเพิ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรก แนะนำให้เริ่มจากความเข้มข้นต่ำๆ ก่อนนะครับ
0.025~0.05%: ระดับเริ่มต้น (Beginner) ระคายเคืองน้อยและผิวปรับตัวได้ง่าย
0.1~0.3%: ระดับกลาง (Intermediate) แนะนำให้ใช้ไปก่อน 3-6 เดือน แล้วค่อยขยับความเข้มข้นขึ้นครับ
0.5~1.0%: ระดับสูง (Advanced) ควรใช้หลังจากที่ผิวปรับตัวและคุ้นชินกับเรตินอลดีแล้วเท่านั้นครับ
โฆษณาที่บอกว่า “ต้องเริ่มจาก 1% ทันทีถึงจะเห็นผล” ถือว่าอันตรายมากครับ เพราะยิ่งความเข้มข้นสูง โอกาสระคายเคืองก็ยิ่งมาก และหากผิวเกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้เกิดรอยดำตามมาได้ครับ
นอกจากนี้ “เรตินอล (Retinol)”, “เรตินัล (Retinal)” และ “กรดเรติโนอิกหรือเทรติโนอิน (Retinoic Acid / Tretinoin)” มีความแรงที่แตกต่างกันมาก หากเปรียบเทียบเรตินอลเท่ากับ 1 เรตินัลจะแรงกว่าประมาณ 10 เท่า และเทรติโนอินจะแรงกว่าถึงประมาณ 20 เท่าเลยครับ ทั้งนี้ เทรติโนอินจัดเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ และถูกจัดกลุ่มเป็นยาทาภายนอกที่ต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายในประเทศครับ

เริ่มทาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แล้วค่อยๆ เพิ่มความถี่ทีละน้อย
หลายคนคิดว่า “ถ้าทาทุกวันน่าจะเห็นผลเร็วขึ้นนะ” แต่ขอบอกเลยว่าการทาทุกวันตั้งแต่เริ่มแรกมีโอกาสระคายเคืองแทบจะ 100% ครับ ลองทำตามตารางการปรับผิวอย่างปลอดภัยด้านล่างนี้ดูนะครับ
สัปดาห์ที่ 1~2: สัปดาห์ละ 2 ครั้ง (เช่น วันจันทร์ และ วันพฤหัสบดี)
สัปดาห์ที่ 3~4: สัปดาห์ละ 3 ครั้ง (เช่น วันจันทร์, พุธ และ ศุกร์)
สัปดาห์ที่ 5~6: วันเว้นวัน
ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 7 เป็นต้นไป: ทาทุกวันได้ หากไม่มีอาการระคายเคือง
หากขั้นตอนไหนมีอาการหน้าแดงหรือคันยิบๆ ให้ถอยกลับไปตั้งหลักที่ขั้นตอนก่อนหน้า 1 สเต็ปนะครับ หากดึงดันจะรีบเร่งเพื่ออยากเห็นผลลัพธ์ไวๆ อาจทำให้เกิดการแพ้ระคายเคืองและต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่หมดเลยครับ
อีกหนึ่งเคล็ดลับคือ ในตอนแรกสามารถใช้ เทคนิคแซนวิช (Sandwich Technique) ได้ครับ โดยเรียงลำดับตามนี้: ล้างหน้า → มอยส์เจอไรเซอร์ → เรตินอล → มอยส์เจอไรเซอร์ที่จะทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์คอยกันชนเพื่อช่วยลดโอกาสการระคายเคืองผิวได้ดีขึ้นครับ

สารสกัดที่ห้ามใช้ร่วมกันเด็ดขาด!
มีสารสกัดบางประเภทที่มีฤทธิ์รุนแรง หากใช้คู่กับเรตินอลอาจทำให้ผิวระคายเคืองเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในช่วงที่ผิวอยู่ในระยะปรับตัว แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้สารต่อไปนี้ในวันเดียวกันครับ
AHA·BHA (Salicylic Acid): สารทั้งสองตัวมีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว หากใช้ซ้ำซ้อนร่วมกับเรตินอล เกราะป้องกันผิวพังทลายแน่นอนครับ
วิตามินซี (Vitamin C): สารหนึ่งทำงานได้ดีในสภาพกรด แต่อีกสารทำงานได้ดีในสภาพเบส หากใช้พร้อมกันจะหักล้างประสิทธิภาพกันเอง แถมยังกระตุ้นให้ระคายเคืองเพิ่มขึ้นด้วยครับ (วิธีแก้คือ แนะนำให้ทาวิตามินซีตอนเช้า และทาเรตินอลตอนกลางคืน แยกเวลากันนะครับ)
เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide / ยาละลายหัวสิว): ยารักษาสิวชนิดนี้หากทาร่วมกันจะทำให้เรตินอลเสื่อมสลายไปครับ
โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์: ยิ่งทำให้ผิวแห้งกร้านและระคายเคืองหนักขึ้นไปอีกครับ
และที่สำคัญที่สุด เรตินอลต้องทา เฉพาะตอนเย็น/กลางคืนเท่านั้น ครับ เนื่องจากเลเซอร์หรือแสงแดดจะทำให้เรตินอลเสื่อมสภาพ และหากโดนแสงยูวี (UV) อาการระคายเคืองจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ในตอนเช้าแนะนำให้ทาครีมกันแดด (SPF 30 ขึ้นไป) เป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยลดการเกิดจุดด่างดำและริ้วรอยก่อนวัยจากแสงแดดนะครับ เพราะผิวในช่วงที่ปรับตัวกับเรตินอลจะมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติครับ

จะเริ่มเห็นผลลัพธ์เมื่อไหร่?
ผลลัพธ์ของเรตินอลจะค่อยๆ แสดงออกตามระยะเวลาและขั้นตอนการปรับสภาพผิวครับ
2~4 สัปดาห์: ผิวหน้าเรียบเนียนละเอียดน่าสัมผัสมากขึ้น (ผลลัพธ์จากการผลัดเซลล์ผิวที่เร็วขึ้น)
8~12 สัปดาห์: จุดด่างดำและรอยดำดูจางลง รูขุมขนดูกระชับขึ้น
6 เดือนขึ้นไป: ริ้วรอยเส้นเล็กๆ ดูตื้นขึ้น (เพราะกระบวนการสร้างและสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลาครับ)
ดังนั้น โฆษณาที่เคลมว่า “เห็นผลลัพธ์ภายใน 1 สัปดาห์” ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเลยครับ เพราะกระบวนการทำงานจริงเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดคือ 3 เดือน และต้องใช้อย่างต่อเนื่องยาวนาน 6 เดือน ถึง 1 ปี จึงจะเห็นผลลัพธ์ในการต้านริ้วรอย (Anti-aging) ได้ชัดเจนที่สุดครับ
หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ทั้งเรตินอลและเทรติโนอินเพื่อความปลอดภัยนะครับ เนื่องจากมีรายงานระบุว่าการได้รับวิตามินเอ (Vitamin A) ในปริมาณที่สูงเกินไป อาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ โดยสารสกัดทางเลือกธรรมชาติที่มักนำมาแนะนำแทนคือ บากูชิล (Bakuchiol) ครับ
2 สิ่งที่ควรเช็กก่อนขอคำปรึกษาจากแพทย์
ประการแรก โปรดตรวจสอบสภาพผิวปัจจุบันของคุณ หากคุณมีภาวะภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ผิวหนังอักเสบเซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) หรือมีสิวอักเสบที่กำลังเห่อ รุนแรง เรตินอลอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบเพิ่มขึ้นได้ เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้รักษาสภาพผิวปกติให้แข็งแรงและสงบลงก่อนที่จะเริ่มใช้เรตินอลจะดีที่สุดครับ
ประการที่สอง ในช่วง 3 เดือนแรก แนะนำให้ถ่ายรูปเก็บผลลัพธ์ไว้เป็นประจำทุกเดือนภายใต้แสงไฟและมุมเดิมครับ เพราะถ้าส่องกระจกดูทุกวันเราอาจไม่เห็นความแตกต่างชัดเจน แต่รูปถ่ายเปรียบเทียบจะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเนื้อผิว (Skin Texture) ได้อย่างชัดเจนเลยครับ พอเห็นว่าใช้แล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ ก็จะทำให้มีกำลังใจในการใช้ต่ออย่างสม่ำเสมอครับ
บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป หากอยากทราบว่าผิวของคุณเหมาะกับเรตินอลหรือไม่ รวมถึงระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมกับการเริ่มต้นใช้ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยสูงสุดจะดีที่สุดครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ทาเรตินอลแล้วผิวลอกเป็นขุยเยอะมากเลยครับ ควรหยุดใช้ก่อนไหมคะ?
A. โดยปกติมักเป็นกระบวนการปรับผิว (Retinization) ซึ่งอาการลอกจะค่อยๆ บรรเทาลงภายใน 1-3 สัปดาห์ ทว่าหากมีอาการแสบร้อนจัด มีน้ำเหลืองซึม หรือตุ่มแดงคันไม่ยุบลงนานเกินกว่าหนึ่งสัปดาห์ แนะนำให้ลดความถี่ในการทาลงหรือหยุดใช้ชั่วคราวก่อนครับ จากนั้นหมั่นทามอยส์เจอไรเซอร์บ่อยๆ เพื่อช่วยฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้นครับ
Q. ทั้งเรตินอลและวิตามินซีได้ยินว่าดีกับผิวทั้งคู่เลย ทาพร้อมกันไม่ได้จริงๆ หรอครับ?
A. หากทาพร้อมกันในเวลาเดียว ประสิทธิภาพของสารทั้งสองตัวจะลดลง และเพิ่มโอกาสการระคายเคืองผิวให้สูงขึ้นด้วยครับ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการแบ่งเวลาใช้ครับ โดยช่วงเช้าหลังล้างหน้า แนะนำให้ทา วิตามินซี → ตามด้วยครีมกันแดด ส่วนช่วงค่ำหลังล้างหน้า ให้ทา เรตินอล → ตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ วิธีนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของทั้งคู่ได้อย่างเต็มที่ครับ
Q. สามารถใช้ร่วมกับการทำหัตถการคลินิก (เลเซอร์, ผลัดเซลล์ผิวเคมี) ได้ไหม?
A. แนะนำให้หยุดใช้เรตินอลเป็นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนทำหัตถการ และหยุดต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์หลังทำหัตถการเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เพราะหากผิวหนังได้รับการระคายเคืองสะสมทับซ้อนกัน จะส่งผลให้แผลระเคืองหายช้าลง และกระตุ้นให้เกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) ตามมาได้ เพื่อความปลอดภัย ควรแจ้งให้แพทย์ผิวหนังทราบล่วงหน้าว่า “ปัจจุบันกำลังใช้สกินแคร์กลุ่มเรตินอลอยู่” แนะนำเลยครับ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?
หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ



