• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Dysport กับ Botox เป็นโบทูลินัม ต่างตรงไหน?

Dysport กับ Botox เป็นโบทูลินัม ต่างตรงไหน?

Dysport กับ Botox เป็นโบทูลินัม ต่างตรงไหน?

แม้ส่วนผสมดูคล้าย แต่ผลต่างกันได้ เราอธิบายความต่างในทางปฏิบัติของ Dysport กับ Botox ให้เข้าใจง่าย

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

เวลาที่เรามองหาโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ตามคลินิกผิวหนังหรือโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลี อยู่ดีๆ ชื่อ \"Dysport\" ก็มักจะผ่านเข้ามาในสายตา พอไปค้นหาข้อมูลดูก็พบว่าเป็นสารโบทูลินัมท็อกซินเหมือนกัน ก็เลยแอบคิดในใจว่า \"มันก็เหมือนกับโบท็อกซ์ทั่วไปหรือเปล่านะ?\" เวลาที่คุณหมอที่คลินิกบอกว่า \"รอบนี้หมอจะใช้ Dysport ให้คนไข้นะคะ\" จะถามว่า \"ทำไมล่ะคะ?\" ก็ดูเขินๆ แต่จะเออออตามไปเลยก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่เรายังไม่รู้

จริงๆ แล้ว การเลือกฉีดสารคู่ปรับทั้งสองตัวนี้โดยไม่ได้แยกความแตกต่างอย่างละเอียด ก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรในหลายๆ เคสครับ แต่ถ้าเราเข้าใจว่าผลลัพธ์ของมันแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและวัตถุประสงค์ในการรักษา เวลาไปปรึกษาคุณหมอเราก็จะมีข้อมูลไว้ถามเพิ่มอีกข้อ เพื่อช่วยการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นครับ

 

ทำไมสารออกฤทธิ์คล้ายกัน แต่ละแบรนด์ถึงให้ความรู้สึกต่างกัน?

Botox (โบท็อกซ์) เป็นผลิตภัณฑ์ยอดฮิตจากบริษัท Allergan ประเทศอเมริกา ส่วน Dysport พัฒนาโดยบริษัท Galderma ประเทศฝรั่งเศส แม้ว่าทั้งคู่จะใช้สารโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอ (Botulinum Toxin Type A) เป็นส่วนประกอบหลักเหมือนกัน แต่ขนาดของโมเลกุลโปรตีนเชิงซ้อนและกระบวนการผลิตนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ แม้กลไกการทำงานในร่างกายจะเหมือนกัน คือช่วยบล็อกสัญญาณประสาทที่กล้ามเนื้อหลังจากฉีดเข้าไป แต่ลักษณะการกระจายตัวของยาในร่างกายกลับมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

แถมการคำนวณยูนิต (Unit) ก็ไม่เหมือนกันด้วยนะครับ ถ้าเทียบโบท็อกซ์ธรรมดา 1 ยูนิต จะต้องใช้ Dysport ประมาณ 2.5 ถึง 3 ยูนิตเลยทีเดียว ดังนั้นหากดูแค่ราคาต่อยูนิตบนป้ายราคาก็อาจจะทำให้สับสนได้ แต่ถ้านับรวมปริมาณรวมที่ต้องใช้ในการรักษาบริเวณเดียวกัน ราคาสุทธิมักจะออกมาใกล้เคียงกันครับ ถ้าแวบแรกเห็นแล้วรู้สึกว่า \"Dysport ถูกกว่า\" หรือ \"แพงกว่า\" แนะนำให้ลองตรวจสอบเรื่องการเทียบหน่วยยูนิตก่อนดีกว่าครับ

ทำไมสารออกฤทธิ์คล้ายกัน แต่ละแบรนด์ถึงให้ความรู้สึกต่างกัน?

 

 

การที่ Dysport กระจายตัวได้กว้างกว่า หมายความว่าอย่างไร?

เนื่องจากน้ำหนักโมเลกุลของ Dysport นั้นเล็กกว่า ทำให้หลังจากฉีดแล้วตัวยามีแนวโน้มที่จะกระจายตัวไปสู่นื้อเยื่อรอบๆ ได้กว้างกว่า ซึ่งคุณสมบัตินี้เรียกว่าการแพร่กระจาย (diffusion) ครับ ซึ่งคุณสมบัติพิเศษนี้อาจเป็นข้อดีหรือข้อควรระวังหลักๆ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เราเลือกฉีดเลยครับ

สำหรับบริเวณที่กว้างๆ อย่างเช่น หน้าผาก คุณสมบัติการกระจายตัวที่กว้างของ Dysport จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม บริเวณที่แคบและต้องการความละเอียดอ่อนสูง เช่น รอบดวงตา ตัวยาอาจจะแพร่กระจายไปส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่เราไม่ต้องการได้ ดังนั้น การประเมินและฝีมือจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูงจึงจำเป็นมากๆ ในจุดนี้ครับ

*คุณสมบัติการแพร่กระจาย: หมายถึงขอบเขตที่ตัวยาจะกระจายไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างหลังจากฉีดเข้าไป ถ้ารักษาในบริเวณกว้าง ตัวยาจะทำงานได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมชาติ แต่หากต้องการความละเอียดเป็นพิเศษ ประสบการณ์และการดีไซน์เฉพาะบุคคลของคุณหมอถือเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดครับ

ดังนั้น การฉีดในแต่ละจุดจึงอาจทำให้คุณสมบัติเดียวกันนี้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะจำว่า \"Dysport กระจายตัวเยอะแปลว่าไม่ดี\" ให้ดีไซน์การฉีดร่วมกับคุณหมอตามความเหมาะสมของแต่ละส่วนจะดีที่สุดครับ

การที่ Dysport กระจายตัวได้กว้างกว่า หมายความว่าอย่างไร?

 

 

ความเร็วในการเห็นผลและระยะเวลาคงอยู่ยาวนานแค่ไหน?

หลายคนมักรู้สึกว่า Dysport เริ่มเห็นผลลัพธ์ได้เร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไปครับ โดยปกติแล้วโบท็อกซ์เฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ในขณะที่ Dysport มักจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วง 2-5 วันหลังฉีด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยเบื้องต้น ซึ่งผลลัพธ์จริงจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ

ส่วนระยะเวลาการคงอยู่ของผลลัพธ์ ทั้งสองแบรนด์มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกันคือประมาณ 3-4 เดือน บางท่านรู้สึกว่า Dysport ดูเหมือนจะคลายตัวเร็วกว่านิดหน่อย ในขณะที่บางท่านรู้สึกว่าอยู่ได้นานกว่า เนื่องจากระยะเวลาในการคงอยู่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยรวมกัน เช่น ปริมาณที่ฉีด, ขนาดของมัดกล้ามเนื้อ, อัตราการเผาผลาญของร่างกาย ตลอดจนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต จึงไม่สามารถฟันธงได้ว่าแบรนด์ไหนจะอยู่ได้นานกว่าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกันแต่ฟีดแบคของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปครับ

ความเร็วในการเห็นผลและระยะเวลาคงอยู่ยาวนานแค่ไหน?

 

 

แล้วในกรณีแบบไหนที่เราควรเลือกใช้ตัวไหนดี?

โดยส่วนใหญ่แล้ว คุณหมอจะเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับบริเวณที่ฉีดและผลลัพธ์ที่คนไข้ต้องการครับ

  • บริเวณกว้างหรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่: บริเวณที่มีพื้นที่กว้างหรือกล้ามเนื้อปริมาณมาก เช่น ริ้วรอยหน้าผาก, กล้ามเนื้อบ่า (ลดอาการออฟฟิศซินโดรมและปรับไหล่เรียว), หรือกล้ามเนื้อน่อง คุณสมบัติการกระจายตัวที่ดีของ Dysport จะตอบโจทย์ได้ยอดเยี่ยมมากครับ

  • บริเวณที่ต้องอาศัยความละเอียดแม่นยำสูง: สำหรับจุดเล็กๆ และละเอียดอ่อน เช่น ริ้วรอยรอบดวงตา หรือบริเวณมุมปาก คุณหมอหลายคนมักนิยมเลือกใช้โบท็อกซ์ปกติเพื่อการควบคุมที่เป๊ะกว่าครับ

  • กรณีที่ฉีดแบรนด์เดิมแล้วรู้สึกเห็นผลน้อยลง (อาการดื้อยาเบื้องต้น): สำหรับผู้ที่ฉีดแบรนด์เดิมติดต่อกันเป็นเวลานานแล้วเริ่มรู้สึกว่าผลลัพธ์ไม่ปังเหมือนเก่า การสลับแบรนด์ไปใช้อีกตัวอาจช่วยได้ครับ เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลโปรตีนของทั้งสองแบรนด์มีความแตกต่างกัน การสลับผลิตภัณฑ์จึงอาจทำให้กล้ามเนื้อตอบสนองได้ดีขึ้นในบางเคสครับ

สรุปคือ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบรนด์ไหน \"ดีกว่ากัน\" แต่แบรนด์ที่ \"ใช่ที่สุด\" จะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง วัตถุประสงค์ และการตอบสนองส่วนบุคคลของแต่ละท่านครับ เวลาเข้าปรึกษาก่อนทำ ลองถามคุณหมอดูว่า \"วันนี้ใช้แบรนด์ไหนคะ?\" แนะนำให้คุยรายละเอียดและฟังเหตุผลที่คุณหมอดีไซน์ให้ร่วมกัน จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตามหาความสวยแบบเป๊ะปังครับ

แม้ทั้งคู่จะเป็นสารโบทูลินัมเหมือนกัน แต่การเลือกใช้ให้ตรงจุดและเหมาะกับเราที่สุดนั้นสำคัญกว่าที่คิดเยอะเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์ที่อาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและสภาพผิวของแต่ละคน แนะนำให้พูดคุยปรึกษากับหมอผู้เชี่ยวชาญก่อนทำทุกครั้ง เพื่อผิวสวยอย่างมั่นใจสไตล์ K-beauty นะครับ

แล้วในกรณีแบบไหนที่เราควรเลือกใช้ตัวไหนดี?

 

บทความที่เกี่ยวข้องแนะนำให้อ่านเพิ่ม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กำลังลบรอยสักด้วย Pico Laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?

ลบรอยสัก

กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?

อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?

ผิว

หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?

เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ติดต่อขนตาปลอมอยู่ จะสามารถทำเลเซอร์ยกกระชับรอบดวงตาหรือฉีด skin booster ได้เลยไหมคะ?

ผิว

ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี

ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?

หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ

ถ้าจะทำ Shurink Universe และโบท็อกซ์ลดกรามในวันเดียวกัน ควรเรียงลำดับขั้นตอนตามเกณฑ์ไหนดีคะ?

ยกกระชับ

Shurink Universe + โบท็อกซ์กราม วันเดียวกันได้ไหม? ลำดับที่ควรรู้

ทำ Shurink Universe และโบท็อกซ์กรามวันเดียวกันได้ไหม? บทความนี้อธิบายลำดับที่เหมาะสม ผลข้างเคียงที่อาจเกิด และข้อควรระวังก่อนตัดสินใจค่ะ

หลังจากฉีดไขมันทั่วใบหน้า (facial fat grafting) แล้ว จะสามารถทำ Inmode FX lifting ได้ตั้งแต่ตอนไหนดีคะ?

ยกกระชับ

ทำ InMode FX หลังปลูกถ่ายไขมัน ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะปลอดภัย?

หลังปลูกถ่ายไขมันหน้า หลายคนสงสัยว่าจะทำ InMode FX ได้เร็วแค่ไหน บทความนี้อธิบายว่าทำไมระยะเวลารอจึงสำคัญ และแนวทางที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1