ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอย แต่ยังช่วยลืมตาด้วยนะ

📚 สารบัญซีรีส์ · วิธีฉีดโบท็อกซ์หน้าผากให้ออกมาปัง

1. ทำความเข้าใจกล้ามเนื้อหน้าผาก
   └─ 1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อหน้าผากและกล้ามเนื้อเปลือกตา  บทความปัจจุบัน

2. ทำไมฉีดแล้วรู้สึกหนักตา
   └─ 2.1 สาเหตุที่ทำให้ลืมตายากขึ้น

3. เทคนิคการฉีดให้ออกมาสวย
   └─ 3.1 การประเมินตัวเอง + ปริมาณยาและตำแหน่งการฉีด

4. การเลือกกลุ่มยา
   ├─ 4.1 Dysport vs โบท็อกซ์
   └─ 4.2 skin booster (สกินโบท็อกซ์)
📚 สารบัญซีรีส์ · วิธีฉีดโบท็อกซ์หน้าผากให้ออกมาปัง

1. ทำความเข้าใจกล้ามเนื้อหน้าผาก
   └─ 1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อหน้าผากและกล้ามเนื้อเปลือกตา  บทความปัจจุบัน

2. ทำไมฉีดแล้วรู้สึกหนักตา
   └─ 2.1 สาเหตุที่ทำให้ลืมตายากขึ้น

3. เทคนิคการฉีดให้ออกมาสวย
   └─ 3.1 การประเมินตัวเอง + ปริมาณยาและตำแหน่งการฉีด

4. การเลือกกลุ่มยา
   ├─ 4.1 Dysport vs โบท็อกซ์
   └─ 4.2 skin booster (สกินโบท็อกซ์)

🔗 ไปยังบทความอื่น ๆ

ทำไมฉีดแล้วรู้สึกหนักตา2.1 สาเหตุที่ทำให้ลืมตายากขึ้น

เทคนิคการฉีดให้ออกมาสวย3.1 การประเมินตัวเอง + ปริมาณยาและตำแหน่งการฉีด

การเลือกกลุ่มยา4.1 Dysport vs โบท็อกซ์ · 4.2 skin booster (สกินโบท็อกซ์)

เวลาที่คุณตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก หลายคนมักจะนึกถึงแค่ "กล้ามเนื้อหน้าผาก" เพียงอย่างเดียวใช่ไหมคะ? แต่ในห้องตรวจจริง ๆ แล้ว แม้จะใช้ปริมาณยาเท่ากันและฉีดในตำแหน่งเดียวกัน ผลลัพธ์ของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ บางท่านริ้วรอยแนวนอนตึงกระชับสวยงามมาก แต่สำหรับบางท่านกลับตาหยี ตาลืมยาก และรู้สึกหนักอึ้ง ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเพราะ "สัดส่วนการทำงานตามปกติ" ของกล้ามเนื้อ 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis), กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae superioris) และกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi) ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันค่ะ

เวลาที่คุณตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก หลายคนมักจะนึกถึงแค่ "กล้ามเนื้อหน้าผาก" เพียงอย่างเดียวใช่ไหมคะ? แต่ในห้องตรวจจริง ๆ แล้ว แม้จะใช้ปริมาณยาเท่ากันและฉีดในตำแหน่งเดียวกัน ผลลัพธ์ของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ บางท่านริ้วรอยแนวนอนตึงกระชับสวยงามมาก แต่สำหรับบางท่านกลับตาหยี ตาลืมยาก และรู้สึกหนักอึ้ง ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเพราะ "สัดส่วนการทำงานตามปกติ" ของกล้ามเนื้อ 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis), กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae superioris) และกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi) ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันค่ะ



การฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก มีกล้ามเนื้อเข้ามาเกี่ยวข้องถึง 3 มัดเลยนะคะ

แม้ว่าพื้นที่ที่ฉีดโบท็อกซ์จะอยู่แค่ตรง "หน้าผาก" เท่านั้น แต่กล้ามเนื้อที่มีผลต่อผลลัพธ์นั้นมีถึง 3 มัดด้วยกันค่ะ ได้แก่ ※ กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ที่อยู่ด้านบน ถัดลงมาด้านในเปลือกตาบนคือ ※ กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน และ ※ กล้ามเนื้อรอบดวงตา ที่หุ้มอยู่รอบ ๆ ดวงตาเป็นวงกลมค่ะ

กล้ามเนื้อทั้ง 3 มัดนี้จะทำงานประสานกันเพื่อแบ่งเบาหน้าที่ในการ "ยกคิ้ว, ยกเปลือกตาขึ้น และเคลื่อนไหวรอบดวงตา" ดังนั้น หากต้องการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากได้อย่างปลอดภัยและดูเป็นธรรมชาติ คุณหมอจะต้องประเมินก่อนว่ากล้ามเนื้อทั้ง 3 ส่วนนี้ในใบหน้าของคุณมีการแบ่งงานกันทำอย่างไรบ้างค่ะ

* กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis): กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แผ่เป็นแนวนอนอยู่ทั่วหน้าผาก เมื่อหดตัวจะดึงหน้าผากขึ้นด้านบน แม้จะเป็นสาเหตุของริ้วรอยแนวนอน แต่ก็ทำหน้าที่ช่วยพยุงเพื่อยกคิ้วและเปลือกตาขึ้นเพื่อเปิดวิสัยทัศน์ในการมองเห็นด้วยค่ะ

* กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae superioris): กล้ามเนื้อที่ยึดติดอยู่กับกระดูกอ่อนเปลือกตาบน เป็น "กล้ามเนื้อลืมตาที่แท้จริง" ที่ทำหน้าที่ลืมตาโดยเฉพาะ โดยจะทำหน้าที่ยกเปลือกตาแยกต่างหากโดยไม่เกี่ยวกับหน้าผากค่ะ


이마 보톡스 결정에 근육이 셋이나 관여해요



กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังช่วยพยุงคิ้วและเปลือกตาด้วยค่ะ

แม้ว่าหน้าผากจะขึ้นชื่อว่าเป็นเพียง "กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนหน้าผาก" เท่านั้น แต่ในทาง กายวิภาคศาสตร์คลินิก มันยังมีบทบาทสำคัญในการเป็น 'กล้ามเนื้อช่วยพยุง' ในการยกคิ้วและเปลือกตาบนอีกด้วยนะคะ เปรียบเสมือนคนสองคนที่ช่วยกันหิ้วหนังสือหนัก ๆ ค่ะ แม้ว่าหน้าที่หลักจะเป็นของกล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน แต่เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าวิสัยทัศน์ของคุณแคบลง กล้ามเนื้อหน้าผากก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยพยุงทันทีค่ะ

ซึ่งปกติแล้วเรามักจะไม่สังเกตเห็นการทำงานนี้ ลองหลับตาแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ หน้ากระจกดูสิคะ แล้วสังเกตว่าคิ้วของคุณขยับขึ้นตามไปด้วยนิดหน่อยหรือเปล่า ถ้าคิ้วขยับตามขึ้นไปด้วย แสดงว่าโดยปกติแล้วกล้ามเนื้อหน้าผากของคุณกำลังทำงานช่วยพยุงในการลืมตาค่อนข้างเยอะเลยล่ะค่ะ


이마근은 주름 + 눈썹·눈꺼풀 보조까지 해요



กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน คือ 'กล้ามเนื้อลืมตาตัวจริง' ค่ะ

กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบนจะอยู่ลึกเข้าไปในเปลือกตาบน จึงไม่ได้ถูกทำให้เป็นอัมพาตโดยตรงจากการฉีดโบท็อกซ์ กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่หลักในการเปิดตาอย่างตั้งใจ ซึ่งแตกต่างจากกล้ามเนื้อหน้าผากตรงที่เป็นกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับ "ฟังก์ชันการทำงาน" มากกว่า "การแสดงอารมณ์ทางสีหน้า" ค่ะ

สำหรับท่านที่มีกล้ามเนื้อมัดนี้แข็งแรงดี แม้จะฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไปแล้วก็ยังสามารถลืมตาได้ดีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงพยุงจากกล้ามเนื้อหน้าผากเลยค่ะ แต่สำหรับท่านที่กล้ามเนื้อมัดนี้ค่อนข้างอ่อนแรง หรือมีไขมันส่วนเกินบริเวณเปลือกตาบนลงมาบดบังสายตา (มักพบในเคสตาชั้นเดียว) ร่างกายก็จะไปยืมแรงช่วยพยุงจากกล้ามเนื้อหน้าผากมาใช้บ่อย ๆ เป็นประจำ ความแตกต่างตรงนี้แหละค่ะที่เป็นหัวใจสำคัญของอาการ "หนักตา" หลังจากฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก


상안검거근이 ‘진짜 눈 뜨는 근육’이에요



กล้ามเนื้อรอบดวงตา มีหน้าที่ช่วยหลับตา + สร้างริ้วรอยเล็ก ๆ ค่ะ

กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำหน้าที่ในการ "หลับตา" ไม่ว่าจะเป็นการกะพริบตา การหลับตาปี๋ และยังเป็นสาเหตุของริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา (รอยตีนกา) เวลาเรายิ้มอีกด้วย เนื่องจากมันทำงานในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับกล้ามเนื้อหน้าผากโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีผลกระทบและไม่ชนกับการทำงานของโบท็อกซ์หน้าผากโดยตรงค่ะ

อย่างไรก็ตาม หากคุณฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตา (เพื่อลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตา) ร่วมด้วย กล้ามเนื้อหน้าผากก็จะต้องแบกรับภาระในการช่วยพยุงยกขึ้นหนักกว่าเดิม ดังนั้น หากต้องฉีดโบท็อกซ์หน้าผากและโบท็อกซ์รอบดวงตาในวันเดียวกัน สำหรับเคสที่ต้องพึ่งพาแรงพยุงจากกล้ามเนื้อหน้าผากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การคำนวณและกระจายปริมาณยาก็จะยิ่งต้องใช้ความละเอียดและระมัดระวังมากขึ้นค่ะ


눈둘레근은 눈 감기 + 잔주름이에요



ความสมดุลระหว่างกล้ามเนื้อทั้งสาม คือตัวกำหนดผลลัพธ์ของโบท็อกซ์หน้าผากค่ะ

หากต้องการให้ออกมาสวยปังและดูเป็นธรรมชาติ สิ่งแรกคือต้องรู้ก่อนว่า "ปกติแล้วเราใช้งานกล้ามเนื้อทั้ง 3 ส่วนนี้อย่างไรบ้าง" สรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ ตามตารางนี้เลยค่ะ

กล้ามเนื้อ

ตำแหน่ง

บทบาทหน้าที่

ผลกระทบจากการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis)

ทั่วบริเวณหน้าผาก

ดึงหน้าผากขึ้น + ช่วยพยุงคิ้วและเปลือกตา

ออกฤทธิ์โดยตรง (เป้าหมายหลักในการรักษา)

กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae)

ด้านในเปลือกตาบน

ช่วยในการลืมตาโดยตรง (กล้ามเนื้อหลัก)

ไม่มีผลกระทบโดยตรง (แยกส่วนกันตามโครงสร้างทางกายวิภาค)

กล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi)

วงรอบดวงตา

ช่วยในการหลับตา + สร้างริ้วรอยเล็กเย้ายวน

ไม่มีผลกระทบโดยตรง (เป็นหัตถการแยกส่วนกัน)

เมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากถูกโบท็อกซ์เข้าไปควบคุม "มือที่คอยช่วยพยุง" ก็จะหายไปชั่วคราว สำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบนแข็งแรงดีอยู่แล้ว แทบจะไม่รู้สึกถึงผลกระทบใด ๆ เลยค่ะ แต่สำหรับ ท่านที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตามาโดยตลอด ก็จะเริ่มรู้สึกว่าคิ้วหนัก ตาตกรู้สึกหนักอึ้ง และมองเห็นลำบากขึ้นนิดหน่อยค่ะ ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุของอาการที่เรียกว่า 'ภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudoptosis)' ที่เราจะมาคุยกันเจาะลึกในบทความต่อไปนั่นเองค่ะ



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ถ้าฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้ว ทุกคนจะต้องมีอาการหนักตากันหมดเลยไหมคะ?

ไม่ใช่ทุกคนค่ะ สำหรับท่านที่มีกล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบนที่แข็งแรงดี (มักพบในเคสคนที่มีตาสองชั้นธรรมชาติ) ถึงแม้กล้ามเนื้อหน้าผากจะทำงานลดลง ก็ยังคงสามารถลืมตาได้สบาย ๆ ไม่ต่างจากเดิมค่ะ จะเฉพาะแต่ท่านที่ปกติแล้วต้องอาศัยกล้ามเนื้อหน้าผากช่วยดึงตาขึ้นค่อนข้างเยอะเท่านั้นที่จะสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งตรงนี้ ซึ่งในบทความหน้าเราจะพาทุกคนไปส่องวิธีเช็กตัวเองและกลไกการเกิดอาการนี้อย่างละเอียดกันค่ะ

Q. ปกติเวลาลืมตาแล้วคิ้วขยับตามขึ้นไปด้วยนิดหน่อย แบบนี้ถือว่าปกติไหมคะ?

สัดส่วนการขยับของกล้ามเนื้อแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยค่ะ บางคนแทบไม่ขยับเลยในขณะที่บางคนคิ้วยกสูงขึ้นทุกครั้งเวลาลืมตา ซึ่งการที่คิ้วขยับตามขึ้นไปด้วยแสดงว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากเป็นหลักนั่นเองค่ะ ทริคง่าย ๆ ลองสังเกตรูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอตอนที่เราเผลอพูดเผลอยิ้มดูนะคะ จะช่วยให้ประเมินแพทเทิร์นการใช้กล้ามเนื้อของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

Q. สามารถฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกับริ้วรอยรอบดวงตาพร้อมกันในวันเดียวกันได้ไหมคะ?

สามารถทำได้ค่ะ เพียงแต่ว่าหากคุณเป็นกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาฟังก์ชันช่วยพยุงของกล้ามเนื้อหน้าผากค่อนข้างเยอะ แทนที่จะอัดแน่นไปเลยสองจุดในการรักษาครั้งเดียว การเลือกฉีดจุดใดจุดหนึ่งก่อนแล้วรอดูผลลัพธ์รอบการตึงตัวสัก 2-3 สัปดาห์ จากนั้นค่อยประเมินเพื่อทำหัตถการอีกจุดเพิ่มเติม จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่สวยเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ

บทความน่าอ่านที่แนะนำ

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอย แต่ยังช่วยลืมตาด้วยนะ

📚 สารบัญซีรีส์ · วิธีฉีดโบท็อกซ์หน้าผากให้ออกมาปัง

1. ทำความเข้าใจกล้ามเนื้อหน้าผาก
   └─ 1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อหน้าผากและกล้ามเนื้อเปลือกตา  บทความปัจจุบัน

2. ทำไมฉีดแล้วรู้สึกหนักตา
   └─ 2.1 สาเหตุที่ทำให้ลืมตายากขึ้น

3. เทคนิคการฉีดให้ออกมาสวย
   └─ 3.1 การประเมินตัวเอง + ปริมาณยาและตำแหน่งการฉีด

4. การเลือกกลุ่มยา
   ├─ 4.1 Dysport vs โบท็อกซ์
   └─ 4.2 skin booster (สกินโบท็อกซ์)

🔗 ไปยังบทความอื่น ๆ

ทำไมฉีดแล้วรู้สึกหนักตา2.1 สาเหตุที่ทำให้ลืมตายากขึ้น

เทคนิคการฉีดให้ออกมาสวย3.1 การประเมินตัวเอง + ปริมาณยาและตำแหน่งการฉีด

การเลือกกลุ่มยา4.1 Dysport vs โบท็อกซ์ · 4.2 skin booster (สกินโบท็อกซ์)

เวลาที่คุณตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก หลายคนมักจะนึกถึงแค่ "กล้ามเนื้อหน้าผาก" เพียงอย่างเดียวใช่ไหมคะ? แต่ในห้องตรวจจริง ๆ แล้ว แม้จะใช้ปริมาณยาเท่ากันและฉีดในตำแหน่งเดียวกัน ผลลัพธ์ของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ บางท่านริ้วรอยแนวนอนตึงกระชับสวยงามมาก แต่สำหรับบางท่านกลับตาหยี ตาลืมยาก และรู้สึกหนักอึ้ง ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเพราะ "สัดส่วนการทำงานตามปกติ" ของกล้ามเนื้อ 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis), กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae superioris) และกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi) ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันค่ะ

เวลาที่คุณตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก หลายคนมักจะนึกถึงแค่ "กล้ามเนื้อหน้าผาก" เพียงอย่างเดียวใช่ไหมคะ? แต่ในห้องตรวจจริง ๆ แล้ว แม้จะใช้ปริมาณยาเท่ากันและฉีดในตำแหน่งเดียวกัน ผลลัพธ์ของแต่ละคนกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ บางท่านริ้วรอยแนวนอนตึงกระชับสวยงามมาก แต่สำหรับบางท่านกลับตาหยี ตาลืมยาก และรู้สึกหนักอึ้ง ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเพราะ "สัดส่วนการทำงานตามปกติ" ของกล้ามเนื้อ 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis), กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae superioris) และกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi) ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันค่ะ



การฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก มีกล้ามเนื้อเข้ามาเกี่ยวข้องถึง 3 มัดเลยนะคะ

แม้ว่าพื้นที่ที่ฉีดโบท็อกซ์จะอยู่แค่ตรง "หน้าผาก" เท่านั้น แต่กล้ามเนื้อที่มีผลต่อผลลัพธ์นั้นมีถึง 3 มัดด้วยกันค่ะ ได้แก่ ※ กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ที่อยู่ด้านบน ถัดลงมาด้านในเปลือกตาบนคือ ※ กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน และ ※ กล้ามเนื้อรอบดวงตา ที่หุ้มอยู่รอบ ๆ ดวงตาเป็นวงกลมค่ะ

กล้ามเนื้อทั้ง 3 มัดนี้จะทำงานประสานกันเพื่อแบ่งเบาหน้าที่ในการ "ยกคิ้ว, ยกเปลือกตาขึ้น และเคลื่อนไหวรอบดวงตา" ดังนั้น หากต้องการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากได้อย่างปลอดภัยและดูเป็นธรรมชาติ คุณหมอจะต้องประเมินก่อนว่ากล้ามเนื้อทั้ง 3 ส่วนนี้ในใบหน้าของคุณมีการแบ่งงานกันทำอย่างไรบ้างค่ะ

* กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis): กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แผ่เป็นแนวนอนอยู่ทั่วหน้าผาก เมื่อหดตัวจะดึงหน้าผากขึ้นด้านบน แม้จะเป็นสาเหตุของริ้วรอยแนวนอน แต่ก็ทำหน้าที่ช่วยพยุงเพื่อยกคิ้วและเปลือกตาขึ้นเพื่อเปิดวิสัยทัศน์ในการมองเห็นด้วยค่ะ

* กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae superioris): กล้ามเนื้อที่ยึดติดอยู่กับกระดูกอ่อนเปลือกตาบน เป็น "กล้ามเนื้อลืมตาที่แท้จริง" ที่ทำหน้าที่ลืมตาโดยเฉพาะ โดยจะทำหน้าที่ยกเปลือกตาแยกต่างหากโดยไม่เกี่ยวกับหน้าผากค่ะ


이마 보톡스 결정에 근육이 셋이나 관여해요



กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังช่วยพยุงคิ้วและเปลือกตาด้วยค่ะ

แม้ว่าหน้าผากจะขึ้นชื่อว่าเป็นเพียง "กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนหน้าผาก" เท่านั้น แต่ในทาง กายวิภาคศาสตร์คลินิก มันยังมีบทบาทสำคัญในการเป็น 'กล้ามเนื้อช่วยพยุง' ในการยกคิ้วและเปลือกตาบนอีกด้วยนะคะ เปรียบเสมือนคนสองคนที่ช่วยกันหิ้วหนังสือหนัก ๆ ค่ะ แม้ว่าหน้าที่หลักจะเป็นของกล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน แต่เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าวิสัยทัศน์ของคุณแคบลง กล้ามเนื้อหน้าผากก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยพยุงทันทีค่ะ

ซึ่งปกติแล้วเรามักจะไม่สังเกตเห็นการทำงานนี้ ลองหลับตาแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ หน้ากระจกดูสิคะ แล้วสังเกตว่าคิ้วของคุณขยับขึ้นตามไปด้วยนิดหน่อยหรือเปล่า ถ้าคิ้วขยับตามขึ้นไปด้วย แสดงว่าโดยปกติแล้วกล้ามเนื้อหน้าผากของคุณกำลังทำงานช่วยพยุงในการลืมตาค่อนข้างเยอะเลยล่ะค่ะ


이마근은 주름 + 눈썹·눈꺼풀 보조까지 해요



กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน คือ 'กล้ามเนื้อลืมตาตัวจริง' ค่ะ

กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบนจะอยู่ลึกเข้าไปในเปลือกตาบน จึงไม่ได้ถูกทำให้เป็นอัมพาตโดยตรงจากการฉีดโบท็อกซ์ กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่หลักในการเปิดตาอย่างตั้งใจ ซึ่งแตกต่างจากกล้ามเนื้อหน้าผากตรงที่เป็นกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับ "ฟังก์ชันการทำงาน" มากกว่า "การแสดงอารมณ์ทางสีหน้า" ค่ะ

สำหรับท่านที่มีกล้ามเนื้อมัดนี้แข็งแรงดี แม้จะฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไปแล้วก็ยังสามารถลืมตาได้ดีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงพยุงจากกล้ามเนื้อหน้าผากเลยค่ะ แต่สำหรับท่านที่กล้ามเนื้อมัดนี้ค่อนข้างอ่อนแรง หรือมีไขมันส่วนเกินบริเวณเปลือกตาบนลงมาบดบังสายตา (มักพบในเคสตาชั้นเดียว) ร่างกายก็จะไปยืมแรงช่วยพยุงจากกล้ามเนื้อหน้าผากมาใช้บ่อย ๆ เป็นประจำ ความแตกต่างตรงนี้แหละค่ะที่เป็นหัวใจสำคัญของอาการ "หนักตา" หลังจากฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก


상안검거근이 ‘진짜 눈 뜨는 근육’이에요



กล้ามเนื้อรอบดวงตา มีหน้าที่ช่วยหลับตา + สร้างริ้วรอยเล็ก ๆ ค่ะ

กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำหน้าที่ในการ "หลับตา" ไม่ว่าจะเป็นการกะพริบตา การหลับตาปี๋ และยังเป็นสาเหตุของริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา (รอยตีนกา) เวลาเรายิ้มอีกด้วย เนื่องจากมันทำงานในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับกล้ามเนื้อหน้าผากโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีผลกระทบและไม่ชนกับการทำงานของโบท็อกซ์หน้าผากโดยตรงค่ะ

อย่างไรก็ตาม หากคุณฉีดโบท็อกซ์รอบดวงตา (เพื่อลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตา) ร่วมด้วย กล้ามเนื้อหน้าผากก็จะต้องแบกรับภาระในการช่วยพยุงยกขึ้นหนักกว่าเดิม ดังนั้น หากต้องฉีดโบท็อกซ์หน้าผากและโบท็อกซ์รอบดวงตาในวันเดียวกัน สำหรับเคสที่ต้องพึ่งพาแรงพยุงจากกล้ามเนื้อหน้าผากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การคำนวณและกระจายปริมาณยาก็จะยิ่งต้องใช้ความละเอียดและระมัดระวังมากขึ้นค่ะ


눈둘레근은 눈 감기 + 잔주름이에요



ความสมดุลระหว่างกล้ามเนื้อทั้งสาม คือตัวกำหนดผลลัพธ์ของโบท็อกซ์หน้าผากค่ะ

หากต้องการให้ออกมาสวยปังและดูเป็นธรรมชาติ สิ่งแรกคือต้องรู้ก่อนว่า "ปกติแล้วเราใช้งานกล้ามเนื้อทั้ง 3 ส่วนนี้อย่างไรบ้าง" สรุปให้เห็นภาพง่าย ๆ ตามตารางนี้เลยค่ะ

กล้ามเนื้อ

ตำแหน่ง

บทบาทหน้าที่

ผลกระทบจากการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis)

ทั่วบริเวณหน้าผาก

ดึงหน้าผากขึ้น + ช่วยพยุงคิ้วและเปลือกตา

ออกฤทธิ์โดยตรง (เป้าหมายหลักในการรักษา)

กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบน (Levator palpebrae)

ด้านในเปลือกตาบน

ช่วยในการลืมตาโดยตรง (กล้ามเนื้อหลัก)

ไม่มีผลกระทบโดยตรง (แยกส่วนกันตามโครงสร้างทางกายวิภาค)

กล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi)

วงรอบดวงตา

ช่วยในการหลับตา + สร้างริ้วรอยเล็กเย้ายวน

ไม่มีผลกระทบโดยตรง (เป็นหัตถการแยกส่วนกัน)

เมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากถูกโบท็อกซ์เข้าไปควบคุม "มือที่คอยช่วยพยุง" ก็จะหายไปชั่วคราว สำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบนแข็งแรงดีอยู่แล้ว แทบจะไม่รู้สึกถึงผลกระทบใด ๆ เลยค่ะ แต่สำหรับ ท่านที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตามาโดยตลอด ก็จะเริ่มรู้สึกว่าคิ้วหนัก ตาตกรู้สึกหนักอึ้ง และมองเห็นลำบากขึ้นนิดหน่อยค่ะ ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุของอาการที่เรียกว่า 'ภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudoptosis)' ที่เราจะมาคุยกันเจาะลึกในบทความต่อไปนั่นเองค่ะ



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ถ้าฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้ว ทุกคนจะต้องมีอาการหนักตากันหมดเลยไหมคะ?

ไม่ใช่ทุกคนค่ะ สำหรับท่านที่มีกล้ามเนื้อดึงเปลือกตาบนที่แข็งแรงดี (มักพบในเคสคนที่มีตาสองชั้นธรรมชาติ) ถึงแม้กล้ามเนื้อหน้าผากจะทำงานลดลง ก็ยังคงสามารถลืมตาได้สบาย ๆ ไม่ต่างจากเดิมค่ะ จะเฉพาะแต่ท่านที่ปกติแล้วต้องอาศัยกล้ามเนื้อหน้าผากช่วยดึงตาขึ้นค่อนข้างเยอะเท่านั้นที่จะสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งตรงนี้ ซึ่งในบทความหน้าเราจะพาทุกคนไปส่องวิธีเช็กตัวเองและกลไกการเกิดอาการนี้อย่างละเอียดกันค่ะ

Q. ปกติเวลาลืมตาแล้วคิ้วขยับตามขึ้นไปด้วยนิดหน่อย แบบนี้ถือว่าปกติไหมคะ?

สัดส่วนการขยับของกล้ามเนื้อแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยค่ะ บางคนแทบไม่ขยับเลยในขณะที่บางคนคิ้วยกสูงขึ้นทุกครั้งเวลาลืมตา ซึ่งการที่คิ้วขยับตามขึ้นไปด้วยแสดงว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากเป็นหลักนั่นเองค่ะ ทริคง่าย ๆ ลองสังเกตรูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอตอนที่เราเผลอพูดเผลอยิ้มดูนะคะ จะช่วยให้ประเมินแพทเทิร์นการใช้กล้ามเนื้อของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

Q. สามารถฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกับริ้วรอยรอบดวงตาพร้อมกันในวันเดียวกันได้ไหมคะ?

สามารถทำได้ค่ะ เพียงแต่ว่าหากคุณเป็นกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาฟังก์ชันช่วยพยุงของกล้ามเนื้อหน้าผากค่อนข้างเยอะ แทนที่จะอัดแน่นไปเลยสองจุดในการรักษาครั้งเดียว การเลือกฉีดจุดใดจุดหนึ่งก่อนแล้วรอดูผลลัพธ์รอบการตึงตัวสัก 2-3 สัปดาห์ จากนั้นค่อยประเมินเพื่อทำหัตถการอีกจุดเพิ่มเติม จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่สวยเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ

บทความน่าอ่านที่แนะนำ

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

หากอยากเติมเต็มโหนกแก้มหรือขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ

ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1