สารภาพตามตรงนะคะ เมื่อก่อนฉันก็เคยคิดว่าเลเซอร์ลดรอยดำมันก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ
ช่วงนี้พออากาศเริ่มเย็นลง
ในห้องตรวจก็เริ่มคึกคักไปด้วยคนไข้ที่มาด้วยปัญหา
"ที่ไปตากแดดมาเมื่อหน้าร้อน รอยดำยังไม่ยอมหายเลยค่ะ"
"ลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้ว เครื่องเลเซอร์มีเยอะมากเลยค่ะ
ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวไหนดี"
ประโยคนี้ แค่สัปดาห์ที่แล้วสัปดาห์เดียว ฉันได้ยินจากคนไข้ถึง 7 คนเลยค่ะ
วันนี้ฉันจะมาค่อยๆ อธิบายเหตุผลให้ฟังกันทีละข้อนะคะ

สรุปแล้วมันแตกต่างกันยังไงกันแน่นะ?
เลเซอร์ลดรอยดำ (Pigment Laser) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของเครื่องมือ
ที่เลือกทำลายเฉพาะเม็ดสีเมลานินอย่างตรงจุดค่ะ
แต่ภายใต้คำว่า "เลเซอร์ลดรอยดำ" คำเดียวนั้น
มีทั้ง Toning, Spectra, Pico, Ruby, Q-Switched...
รวมอยู่ด้วยกันทั้งหมดเลยค่ะ
ซึ่งเป็นจุดที่คุณหมอและคนไข้หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมาก
เพราะถึงแม้ชื่อจะดูแตกต่างกัน แต่สุดท้ายแล้ว
จะถูกแบ่งออกเป็น 2 อย่างหลักๆ คือ ความยาวคลื่น (nm) และรูปแบบของพัลส์ (Pulse mode)
ส่วนที่เหลือนั้นเป็นเพียงความแตกต่างของแบรนด์ตัวเครื่องค่ะ
ทำไมบางคนทำแล้วถึงไม่ค่อยเห็นผลล่ะ?
หัวใจสำคัญของบทความนี้
เลเซอร์ลดรอยดำที่วัยรุ่นช่วงอายุ 20-30 ปีในย่านฮงแดและฮับจองถามกันเข้ามามากที่สุด
ถ้าเข้าใจความแตกต่างของความลึกในแต่ละความยาวคลื่น การเลือกเลเซอร์ก็จะง่ายขึ้นทันทีค่ะ
เลเซอร์ลดรอยดำที่วัยรุ่นช่วงอายุ 20-30 ปีในย่านฮงแดและฮับจองถามกันเข้ามามากที่สุด
ถ้าเข้าใจความแตกต่างของความลึกในแต่ละความยาวคลื่นแล้ว
การเลือกเลเซอร์ก็จะง่ายขึ้นเยอะมากเลยค่ะ
นี่เป็นเคสของคนไข้ผู้หญิงอายุ 28 ปีที่เดินทางมาจากฮับจองเมื่อเดือนที่แล้วค่ะ
เธอเคยทำเลเซอร์ Toning จากคลินิกอื่นมาแล้ว 10 ครั้ง
แต่กลับมาหาเราด้วยความกังวลว่า "รู้สึกว่าฝ้ามันกลับดูเข้มขึ้นกว่าเดิมเสียอีก"
พอตรวจวินิจฉัยดูแล้ว ปรากฏว่าไม่ใช่ฝ้าค่ะ
แต่เป็น ADM (ปานโอตะชนิดเกิดภายหลัง หรือ Acquired Bilateral Nevus of Ota-like Macules)
ซึ่งโรคนี้ค่อนข้างก้ำกึ่งและวินิจฉัยยาก
เพราะมองจากภายนอกแล้วจะคล้ายกับฝ้ามากๆ เลยค่ะ
แต่จุดสำคัญตรงนี้คืออะไรทราบไหมคะ?
ฝ้าจะอยู่บริเวณผิวหนังกำพร้าไปจนถึงผิวหนังแท้ชั้นตื้น (ลึกประมาณ 0.3 มม.)
ในขณะที่ ADM จะลงลึกไปจนถึงผิวหนังแท้ชั้นกลาง (ลึกตั้งแต่ 1 มม. ขึ้นไป) ค่ะ
ความยาวคลื่น 1064nm จะสามารถทะลุลงลึกใต้ผิวได้ถึง 4-5 มม.
ส่วนความยาวคลื่น 532nm จะลงลึกได้สุดแค่ประมาณ 1 มม. เท่านั้น
ความแตกต่างตรงนี้แหละค่ะที่เปลี่ยนผลลัพธ์โดยสิ้นเชิง

เนื่องจากคนไข้ท่านนั้นทำแต่เลเซอร์ Toning ในกลุ่มคลื่น 532nm ซ้ำๆ
พลังงานจึงส่งไปไม่ถึงรอยดำที่อยู่ลึกด้านล่างเลยค่ะ
ที่คลินิกของเราเลยรักษาด้วยเครื่อง Pico 1064nm ร่วมกับ Ruby laser ไป
ทำไปทั้งหมด 3 ครั้ง
สัปดาห์ที่แล้วตอนที่เธอมาตรวจติดตามผล ตัวเธอเองยังตกใจกับผลลัพธ์เลยค่ะ

สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
สำหรับปัญหารอยดำ "ตำแหน่งที่รอยดำนั้นอยู่" จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการรักษาค่ะ
แม้จะมองเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเหมือนกัน
แต่การจะเลือกใช้เครื่องมือไหน จะขึ้นอยู่กับว่ามันอยู่ชั้นกำพร้าหรือชั้นหนังแท้
ดังนั้น การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงต้องมาก่อน แล้วการทำเลเซอร์ค่อยตามมาค่ะ
ปกติแล้วในห้องตรวจ หมอจะแบ่งประเภทแบบนี้ค่ะ
แม้ว่าในแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป
แต่โดยทั่วไปแล้ว หมอจะอธิบายโดยแบ่งกลุ่มคนไข้ออกเป็นประมาณนี้ค่ะ
ประเภทของรอยดำ | ความลึก | ความยาวคลื่นหลักที่เลือกใช้ | จำนวนครั้งที่คาดว่าจะต้องทำ |
|---|
กระตื้น·จุดด่างดำ (ชั้นกำพร้า) | 0.1-0.3 มม. | 532nm | 1-2 ครั้ง |
ฝ้า | 0.3-0.5 มม. | 1064nm พลังงานต่ำ | 5-10 ครั้ง |
ADM (ชั้นหนังแท้) | 1 มม. ขึ้นไป | 1064nm พลังงานสูง·Ruby | 3-6 ครั้ง |
ปานโอตะ | ชั้นหนังแท้ส่วนลึก | Ruby·Alexandrite | 5-8 ครั้ง |
แต่การใช้พลังงานสูงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไปนะคะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "ฝ้า" หากยิงเลเซอร์แรงเกินไป
ก็อาจจะทำให้เกิดรอยดำคล้ำหลังทำเลเซอร์ (Rebound Hyperpigmentation) ยิ่งกว่าเดิมได้ค่ะ
ดังนั้น ในการปรึกษาครั้งแรก
หมอมักจะแนะนำคนไข้ว่า "เราลองตรวจด้วยกล้อง Wood's lamp ดูกันก่อนแล้วค่อยตัดสินใจกันดีกว่าคร้บ"
หมอจะแจ้งคนไข้ในลักษณะนี้เป็นส่วนใหญ่ค่ะ
อย่างไรก็ตาม หากเป็นกลุ่มรอยดำชั้นตื้น
ที่มีขอบเขตชัดเจน เช่น กระตื้น หรือจุดด่างดำหมองคล้ำทั่วไป
มักจะจางลงอย่างชัดเจนหลังทำเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น
ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและเห็นผลดีที่สุดเลยค่ะ

3 คำถามที่หมอโดนถามบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. ถ้าทำคลินิกแถวๆ ฮงแด ผลลัพธ์ก็น่าจะเหมือนๆ กันหมดไม่ใช่เหรอคะ?
A. สารภาพตามตรงเลยนะคะ
การวินิจฉัยที่ถูกต้องมีผลมากกว่าตัวเครื่องมือเยอะมากเลยค่ะ
ต่อให้ใช้เครื่อง Pico แบรนด์เดียวกัน
แต่ถ้าประเมินประเภทของรอยดำผิดพลาดตั้งแต่แรก
การตั้งค่าพลังงานและเลือกความยาวคลื่นก็จะผิดเพี้ยนไปทั้งหมดเลยค่ะ
สำหรับหมอแล้ว ในการมาตรวจครั้งแรก
หมอจะต้องตรวจด้วย Wood's lamp ร่วมกับกล้องส่องผิวหนังเดอร์โมสโคป (Dermoscopy) เสมอค่ะ
Q2. ต้องทำประมาณกี่ครั้ง และค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่คะ?
A. แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของรอยดำเลยค่ะ
กลุ่มจุดด่างดำชั้นตื้นบ่อยครั้งที่ทำแค่ 1-2 ครั้งก็หายแล้ว
ส่วนฝ้าโดยทั่วไปต้องมองไว้ที่อย่างน้อย 5 ครั้งขึ้นไปค่ะ
ส่วนรื่องราคา จะแตกต่างกันไปตามบริเวณ พื้นที่รอยโรค และตัวเครื่องที่เลือกใช้
เนื่องจากช่วงราคาต่อครั้งค่อนข้างกว้าง
หมอจึงคิดว่าการมาพูดคุยรายละเอียดตอนเข้ามาปรึกษากันโดยตรงจะดีที่สุดค่ะ
Q3. มีคนบอกว่ายิ่งทำเลเซอร์หน้ายิ่งดำขึ้นจริงไหมคะ?
A. อาการนั้นเรียกว่า รอยดำคล้ำหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentation หรือ PIH) ค่ะ
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นพิเศษในคนไข้ที่เป็นฝ้า
อาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อตั้งค่าพลังงานเลเซอร์แรงเกินไป
หรือเว้นระยะห่างในการทำในแต่ละรอบสั้นเกินไปค่ะ
ด้วยเหตุนี้ หมอเลยชอบวิธีการใช้เลเซอร์พลังงานต่ำยิงซ้ำๆ แบบถนอมผิวมากกว่าค่ะ
แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ปลอดภัยแน่นอนค่ะ
ในบทความถัดไป เดี๋ยวพวกเรามาคุยรายละเอียดที่เจาะลึกกันต่อดีกว่านะครับ ขอบคุณครับ หมอวี ยองจิน ครับ