• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

หลังจากฉีด Juvelook แล้ว คอลลาเจนจะเริ่มสร้างตอนไหน และผลลัพธ์เรื่องความฟู (volume) จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

หลังจากฉีด Juvelook แล้ว คอลลาเจนจะเริ่มสร้างตอนไหน และผลลัพธ์เรื่องความฟู (volume) จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

หลังจากฉีด Juvelook แล้ว คอลลาเจนจะเริ่มสร้างตอนไหน และผลลัพธ์เรื่องความฟู (volume) จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

มาดูกันแบบละเอียดในคลิปเดียวเลยค่ะว่า หลังฉีด Juvelook แล้วคอลลาเจนจะเริ่มสร้างตัวตอนไหน และผลลัพธ์ความฟูจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ พร้อมเจาะลึกการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา และทริคการดูแลตัวเองที่จะช่วยล็อกผลลัพธ์ให้อยู่กับเราไปนานๆ

หลังจากฉีด Juvelook ไปแล้ว หลายคนมักจะสงสัยกันมากที่สุดว่า "เมื่อไหร่แก้มหรือใบหน้าจะเริ่มดูเต็มขึ้น" และ "ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน" เนื่องจากเป็นหัตถการที่ไม่ได้เห็นผลลัพธ์แบบเติมเต็มทันทีเหมือนฟิลเลอร์ หากไม่รู้ช่วงเวลาที่เห็นผลอย่างแน่ชัด ก็อาจจะทำให้รู้สึกกังวลใจและคิดว่าไม่ได้ผลได้ง่ายค่ะ

ถ้าให้ตอบสั้นๆ Juvelook เป็นหัตถการที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ใบหน้าจะไม่ได้ดูเต็มขึ้นทันทีหลังฉีด แต่จะค่อยๆ เห็นวอลลุ่มที่ชัดเจนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2~4 และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในช่วงประมาณเดือนที่ 2 จากนั้นผลลัพธ์จะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง การเข้าใจช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านของวอลลุ่มที่เพิ่มขึ้นนี้ จะช่วยลดความกังวลและช่วยให้วางแผนการทำทรีตเมนต์ครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้นค่ะ

> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจองค่ะ

อ่านบทความนี้แล้วคุณจะได้รับ:

  • เข้าใจหลักการทำงานของ Juvelook ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

  • ทราบช่วงเวลาที่คอลลาเจนเริ่มสร้างตัวและเห็นผล

  • ทราบระยะเวลาที่ผลลัพธ์ของวอลลุ่มจะคงอยู่

  • ทราบอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังทำและการดูแลตัวเองที่ควรทราบ

 

หลักการทำงานของ Juvelook ในการกระตุ้นคอลลาเจน

Juvelook จัดอยู่ในกลุ่มหัตถการ skin booster และคอลลาเจนบูสเตอร์ค่ะ ตัวยาที่ฉีดเข้าไปในชั้นผิวจะค่อยๆ ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ซึ่งในระหว่างกระบวนการนั้นจะไปกระตุ้นให้ผิวเกิดปฏิกิริยาฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ดังนั้น จึงไม่ใช่การเติมเต็มด้วยตัวสารโดยตรงเหมือนกับฟิลเลอร์ แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวของเราสร้างวอลลุ่มขึ้นมาด้วยตัวเอง ผลลัพธ์จึงไม่ได้เห็นทันทีในวันแรกที่ทำ แต่จะค่อยๆ แสดงผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติตามระยะเวลาค่ะ

คอลลาเจนบูสเตอร์*: คือกลุ่มของส่วนผสมที่เข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวโดยตรง แตกต่างจากฟิลเลอร์ที่เป็นการเติมเต็มด้วยเนื้อสาร แต่ตัวนี้จะสร้างวอลลุ่มผ่านปฏิกิริยาการฟื้นฟูของผิวเองค่ะ

ข้อเท็จจริงที่ว่าการสร้างคอลลาเจนนี้ต้องใช้เวลา มีการอ้างอิงและสรุปไว้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วยค่ะ จากงานวิจัยที่ระบุว่าสารในกลุ่ม Polylactic acid จะเริ่มกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนตั้งแต่ 2~4 สัปดาห์หลังฉีด และจะมีการสร้างคอลลาเจนที่ตื่นตัวที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ทำให้เราเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่าทำไมผลของ Juvelook ถึงไม่ได้เห็นทันทีหลังฉีด แต่จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ดังนั้น แทนที่จะตัดสินผลลัพธ์จากรูปหน้าทันทีหลังทำ ควรเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์จะแม่นยำที่สุดค่ะ

콜라겐 부스터가 진피에서 콜라겐을 만드는 구조


쥬베룩이 콜라겐을 차오르게 하는 원리

 

คอลลาเจนจะเริ่มสร้างตัวเมื่อไหร่กันนะ

วอลลุ่มที่ได้จาก Juvelook จะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาค่ะ ทันทีหลังฉีดอาจจะดูบวมขึ้นเล็กน้อยตามปริมาณตัวยาที่ใส่เข้าไป แต่วอลลุ่มที่แท้จริงจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยสามารถสรุปไทม์ไลน์ในแต่ละช่วงเวลาได้ดังนี้ค่ะ

ช่วงเวลา

การเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้

หมายเหตุ

ทันทีหลังทำ

รู้สึกบวมขึ้นเล็กน้อยตามปริมาณตัวยาที่ฉีด

เป็นอาการชั่วคราวและจะค่อยๆ ยุบลงในอีกไม่กี่วันค่ะ

2~4 สัปดาห์

เริ่มเกิดการสร้างคอลลาเจนภายใต้ชั้นผิว

เป็นช่วงที่เริ่มสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยค่ะ

ประมาณ 2 เดือน

วอลลุ่มที่เติมเต็มดูชัดเจนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เป็นช่วงเวลาที่คนไข้พึงพอใจมากที่สุดค่ะ

หลัง 6 เดือนขึ้นไป

ผลลัพธ์ยังคงอยู่ตัวอย่างต่อเนื่อง

ระยะเวลาในการคงรักษาผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดมักจะปรากฏให้เห็นในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังเข้ารับบริการ ดังนั้น แทนที่จะรีบตัดสินใจหลังจากทำไปเพียงครั้งเดียว แนะนำให้ดูผลการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลา 2-3 เดือนก่อน แล้วค่อยประเมินเพื่อวางแผนในการทำซ้ำหรือกำหนดช่วงเวลาในการทำครั้งต่อไปค่ะ เนื่องจากความเร็วในการสร้างคอลลาเจนของแต่ละบริเวณและสภาพผิวของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน การวางแผนทำเข็มต่อไปโดยดูจากการเปลี่ยนแปลงของตัวเองจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดค่ะ


콜라겐은 언제부터 차오를까요

 

ผลลัพธ์ของวอลลุ่มจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ

การจะรักษาผลลัพธ์ของ Juvelook ให้อยู่ได้นานๆ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจธรรมชาติของคอลลาเจนที่จะค่อยๆ ลดลงตามเวลา และต้องดูแลตัวเองควบคู่ไปด้วยค่ะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของผลลัพธ์ มีดังนี้ค่ะ

  • การทำซ้ำตามกำหนดเวลาเฉพาะบุคคล — คอลลาเจนจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา หากคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงและทำซ้ำในเวลาที่เหมาะสม จะช่วยรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้อย่างต่อเนื่องยาวนานค่ะ

  • ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ — รังสี UV คือศัตรูตัวร้ายที่สุดที่ทำลายคอลลาเจน ดังนั้นการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดจึงเป็นหัวใจสำคัญค่ะ

  • เติมความชุ่มชื้นให้เพียงพอ — เมื่อเกราะป้องกันผิวแข็งแรงและมีความชุ่มชื้น ผลลัพธ์ของวอลลุ่มก็จะอยู่ได้ยาวนานขึ้นค่ะ

  • งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ — พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างคอลลาเจน การลดหรือละเว้นจะช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้ดีขึ้นมากค่ะ

  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว — น้ำหนักที่ลดหรือเพิ่มฮวบฮาบอาจส่งผลต่อวอลลุ่มบนใบหน้าได้ จึงควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่คงที่ค่ะ

แทนที่จะพึ่งพาการทำหัตถการเพียงครั้งเดียวแล้วปล่อยไป การดูแลตัวเองควบคู่ไปกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และการกลับมาดูแลรักษาผิวตามวงรอบของตัวเอง จะช่วยรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ยาวนานและสวยงามได้ดีที่สุดค่ะ


볼륨 효과는 얼마나 오래 유지될까요

 

ทำไมต้องเลือก Beautystone สาขาฮับจอง

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เมื่อเราให้คำปรึกษาเกี่ยวกับหัตถการคอลลาเจนบูสเตอร์อย่าง Juvelook เราจะแจ้งและอธิบายเกี่ยวกับช่วงเวลาที่วอลลุ่มจะเริ่มเติมเต็มอย่างตรงไปตรงมาเป็นอันดับแรกค่ะ เพราะถึงแม้จะเป็นหัตถการเดียวกัน แต่ความเร็วในการตอบสนองและสร้างคอลลาเจนของแต่ละบริเวณรวมถึงสภาพผิวของแต่ละบุคคลนั้นย่อมแตกต่างกัน เราจึงแนะนำล่วงหน้าอย่างละเอียดว่าควรคาดหวังการเปลี่ยนแปลงในช่วงใด และผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในรูปแบบไหน ด้วยความที่เป็นคลินิกขนาดอบอุ่น ตั้งอยู่ใกล้สถานีฮับจอง (Hapjeong Station) สามารถเดินถึงได้สะดวก ทีมแพทย์ของเราจึงสามารถดูแลและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของคนไข้แต่ละท่านอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันวางแผนการทำทรีตเมนต์ในครั้งต่อไปได้อย่างเหมาะสมที่สุดค่ะ


왜 합정 뷰티스톤일까요

 

อาการทั่วไปหลังทำและการดูแลตัวเองที่ควรทราบ

แม้ว่า Juvelook จะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ในช่วง 2-3 วันแรกอาจพบอาการทั่วไปเล็กๆ น้อยๆ ได้ค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปได้เองตามธรรมชาติ หากเราลองวาดกราฟการเพิ่มขึ้นของวอลลุ่มในแต่ละช่วงเวลา จะมีลักษณะแนวโน้มประมาณนี้ค่ะ

시점별 볼륨 효과 체감 정도

อาการทั่วไปที่อาจพบได้หลังทำและการดูแลตัวเอง มีดังนี้ค่ะ

  • รอยแดงหรืออาการบวมบริเวณที่ฉีด — โดยทั่วไปจะค่อยๆ ยุบตัวลงและหายไปเองภายในเวลาไม่กี่วันค่ะ

  • รอยช้ำเล็กๆ — อาจเกิดขึ้นได้ในบางบุคคล และจะค่อยๆ จางหายไปเองภายใน 1~2 สัปดาห์ค่ะ

  • รู้สึกเหมือนมีตุ่มหรือก้อนเล็กๆ เวลาลูบ — ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ละลายและหายไปเองตามเวลา แต่หากคลำเจอเป็นเวลานาน แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลค่ะ

  • อาการปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือคลำได้ก้อนแข็ง — ถือเป็นสัญญาณที่ต่างจากอาการปกติทั่วไป ควรรีบติดต่อคลินิกหรือพบแพทย์ทันทีค่ะ

เนื่องจากการสร้างวอลลุ่มให้ใบหน้าดูเต็มและสวยงามนั้นต้องใช้เวลา จึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับอาการปกติเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงพักฟื้นจนเกินไปนะคะ ทั้งนี้ บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การประเมินความเหมาะสมในการทำหัตถการ ตลอดจนการดูแลรักษาหลังทำ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงที่คลินิกค่ะ


시술 후 흔한 반응과 챙기면 좋은 점

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ฉีด Juvelook แล้วใบหน้าจะดูเต็มขึ้นทันทีเลยไหมคะ?

A. ทันทีหลังฉีดอาจจะดูบวมขึ้นเล็กน้อยตามปริมาณตัวยาที่ใส่เข้าไป แต่วอลลุ่มที่แท้จริงจะเกิดจากคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ค่ะ โดยปกติจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2~4 และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในช่วงประมาณเดือนที่ 2 แนะนำให้เผื่อเวลาและสังเกตผลอย่างน้อยเป็นเวลาหนึ่งเดือนขึ้นไปจะดีที่สุดค่ะ

Q. ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

A. ระยะเวลาในการคงอยู่ของผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ฉีด สภาพผิว และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ระยะเวลาหนึ่งเลยค่ะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคอลลาเจนตามธรรมชาติจะค่อยๆ ลดลงตามอายุ การดูแลเป็นพิเศษในชีวิตประจำวัน เช่น การทาครีมกันแดดและการเติมความชุ่มชื้น จึงมีผลอย่างมากต่อการรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นค่ะ

Q. แตกต่างจากฟิลเลอร์อย่างไรคะ?

A. ฟิลเลอร์คือการเติมเต็มปริมาตรด้วยเนื้อสารฟิลเลอร์โดยตรงทันที ส่วน Juvelook จะเป็นการเข้าไปกระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเติมเต็มเองตามธรรมชาติ ดังนั้น ผลลัพธ์จึงไม่ได้เห็นทันทีแต่จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และให้ผลลัพธ์รวมถึงผิวสัมผัสที่ดูเป็นธรรมชาติกลืนไปกับผิวจริงมากกว่าค่ะ

Q. ควรทำทั้งหมดกี่ครั้งดีคะ?

A. จำนวนครั้งจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคลค่ะ แม้จะทำเพียงครั้งเดียวก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง แต่หากต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างเต็มประสิทธิภาพ การทำต่อเนื่องหลายครั้งตามคำแนะนำจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและอยู่ได้นานขึ้น แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อประเมินผิวและกำหนดจำนวนครั้งที่เหมาะสมกับตัวเองดีที่สุดค่ะ

 

บทความที่เกี่ยวข้องน่าอ่าน

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กำจัดขน

เช็คลิสต์ก่อนทำเลเซอร์กำจัดขนรักแร้

สรุปเหตุผลที่ทำไมเราต้องเช็กทั้งปัญหาผิวใต้วงแขนคล้ำ รอยระคายเคืองจากการโกน และเนื้อสัมผัสของผิวก่อนเริ่มเลเซอร์กำจัดขนรักแร้ค่ะ

การฉีดฟิลเลอร์สะโพกบุ๋ม (Hip Dip filler) ต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะดูสวยเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน และมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่คะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์สะโพกบุ๋ม (Hip Dip Filler) ต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะดูสวยเป็นธรรมชาติ? ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน? และราคาประมาณเท่าไหร่กันน้า?

นี่คือคู่มือเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์สะโพก (hip dip filler) ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ในที่เดียว ตั้งแต่โครงสร้างการเกิดสะโพกบุ๋ม (hip dip) ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาและการควบคุมค่าใช้จ่าย ไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวังในช่วงพักฟื้นค่ะ

สำหรับ Sculptra จะใช้เวลาเท่าไหร่กว่าที่คอลลาเจนจะเริ่มสร้างขึ้นมา และปกติแล้วต้องแบ่งฉีดทั้งหมดกี่ครั้งคะ?

ผิว

สำหรับ Sculptra จะใช้เวลาเท่าไหร่กว่าที่คอลลาเจนจะเริ่มสร้างขึ้นมา และปกติแล้วต้องแบ่งฉีดทั้งหมดกี่ครั้งคะ?

นี่คือคู่มือสรุปแบบเข้าใจง่ายที่จะบอกว่า Sculptra แตกต่างจากฟิลเลอร์ที่ช่วยเติมเต็มทันทีอย่างไร พร้อมทั้งช่วงเวลาที่คอลลาเจนเริ่มสร้างตัว จำนวนครั้งและระยะห่างในการทำ รวมถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวังในช่วงพักฟื้นค่ะ

Secret RF ทำงานอย่างไรกับรอยแผลเป็นจากสิวและรูขุมขนที่กว้างขึ้น และปกติแล้วต้องทำประมาณกี่ครั้งคะ?

ผิว

Secret RF ช่วยรักษาแผลเป็นจากสิวและกระชับรูขุมขนที่กว้างได้อย่างไร และปกติแล้วต้องทำประมาณกี่ครั้งคะ?

นี่คือข้อมูลสรุปแบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียว เกี่ยวกับหลักการทำงานของ Secret RF ที่ใช้คลื่นวิทยุร่วมกับเข็มขนาดเล็ก (microneedle RF) ในการดูแลรักษาแผลเป็นและรูขุมขน พร้อมความแตกต่างระหว่างการทำเลเซอร์ จำนวนครั้งและระยะห่างในการทำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวังในช่วงพักฟื้นค่ะ

สกินบูสเตอร์ Rejuran Healer กับ HB Plus แตกต่างกันอย่างไรคะ? และถ้าอยากเน้นตัวที่เจ็บน้อยกว่า ควรเลือกสูตรไหนดี?

ผิว

Rejuran Healer กับ HB Plus ต่างกันอย่างไรคะ? และถ้าอยากได้แบบที่เจ็บน้อยกว่า ควรเลือกตัวไหนดี?

นี่คือคู่มือเปรียบเทียบ Rejuran ที่สรุปข้อมูลแบบเข้าใจง่ายในที่เดียว! ทั้งความแตกต่างของส่วนผสมระหว่าง Rejuran Healer และ HB Plus, เหตุผลที่ทำให้เจ็บน้อยลง, เกณฑ์การเลือกให้เหมาะกับปัญหาผิว รวมไปถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวังในช่วงพักฟื้น

Artite with Titanium lifting ชื่อคล้ายกันมากเลย ผลลัพธ์และรูปแบบพลังงานแตกต่างกันอย่างไรคะ?

ยกกระชับ

Altithe กับ Titanium Lifting ชื่อคล้ายกันมากเลยค่ะ แล้วพลังงานที่ใช้กับผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?

Artite คือคลื่นวิทยุ (RF) ส่วน Titanium Lifting คือเลเซอร์ค่ะ นี่คือคู่มือเปรียบเทียบโปรแกรมยกกระชับที่รวบรวมทั้งความต่างของพลังงานทั้งสองแบบ วิธีการสัมผัสผิว เกณฑ์การเลือกให้เหมาะกับปัญหาผิว ไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวังในช่วงพักฟื้นไว้ในที่เดียว

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1