Juvelook กับ ฟิลเลอร์ แตกต่างกันอย่างไรคะ?

เวลาไปปรึกษาที่คลินิกผิวหนัง บางครั้งเราอาจจะได้ยินคำแนะนำว่า "ตรงนี้ทำฟิลเลอร์ ส่วนตรงนี้ทำเป็น skin booster กลุ่มคอลลาเจนน่าจะดีนะ" พอได้ยินชื่ออย่าง Juvelook, Encia, หรือ PRP พร้อมกันทีเดียวก็เริ่มสับสนไปหมดว่า "มันก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ?" แต่จริงๆ แล้ว วิธีการทำงานของสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
สรุปในบรรทัดเดียว: ฟิลเลอร์คือหัตถการที่ช่วย "เติมเต็มพื้นที่" ส่วน skin booster กลุ่มคอลลาเจนคือหัตถการที่ "กระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง" แม้จะสามารถใช้ในบริเวณเดียวกันได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะให้ความเป็นธรรมชาติที่แตกต่างกันค่ะ
ฟิลเลอร์เห็นผลทันที skin booster ค่อยเป็นค่อยไป
โดยส่วนใหญ่แล้ว ฟิลเลอร์จะเป็นการฉีดสารอย่าง ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid)* เข้าไปในผิวโดยตรงเพื่อเติมเต็มบริเวณนั้นๆ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ รอยร่องลึกจะถูกเติมเต็มและโหนกแก้มหรือกรอบหน้าจะดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
*ไฮยาลูโรนิก แอซิด: สารโอบอุ้มความชุ่มชื้นที่มีอยู่แล้วในร่างกายของเรา สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป
ในทางกลับกัน skin booster กลุ่มสร้างคอลลาเจนไม่ได้ไปเติมเต็มโดยตรง แต่สารจำพวก PDLLA* จะค่อยๆ เข้าไปกระตุ้นใต้ผิว เพื่อให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ดังนั้นหลังทำทันทีจึงยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดมากนัก แต่ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในเวลา 1-2 เดือนค่ะ
*PDLLA: สารกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว มักใช้ในหัตถการกลุ่ม skin booster คอลลาเจน เช่น Juvelook

บริเวณไหนเหมาะกับอะไร?
ฟิลเลอร์จะเหมาะมากกับบริเวณที่ต้องการวอลลุ่มอย่างชัดเจน เช่น ร่องแก้ม, ร่องมุมปาก (Marionette line) หรือร่องใต้ตาที่เป็นรอยพับหรือรอยคล้ำชัดเจน เหมาะสำหรับจุดที่ต้องการการเติมเต็มแบบเร่งด่วนและเห็นผลทันตา
ส่วน skin booster คอลลาเจนจะเหมาะกับผิวกว้างๆ ที่ขาดความยืดหยุ่นและความหนาแน่นมากกว่าการต้องการวอลลุ่ม เช่น บริเวณโหนกแก้มแก้มส้ม หน้าผาก หรือขมับที่ตอบลงเล็กน้อย หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม เช่น รูขุมขนกว้างและริ้วรอยเล็กๆ
สรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ถ้ามองกระจกใกล้ๆ แล้วขัดใจกับ "ริ้วรอยที่เป็นเส้น" ชัดเจน แนะนำเป็นฟิลเลอร์ค่ะ แต่ถ้ามองจากระยะไกลแล้วรู้สึกว่า "หน้าโทรมและดูหย่อนคล้อยทั้งหน้า" แนะนำเป็น skin booster การพยายามแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยหัตถการเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร ดังนั้น การประเมินว่าผิวของเราต้องการทั้งสองอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งก่อนเข้ารับบริการ จะช่วยเซฟทั้งงบประมาณและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ

บางครั้งก็ใช้ร่วมกันในบริเวณเดียวกันได้
สูตรผสมยอดฮิตที่เรามักเห็นบ่อยๆ ในการพูดคุยปรึกษาหมอวี ยองจิน คือการฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้ม ร่วมกับการฉีด skin booster คอลลาเจนบริเวณโหนกแก้มด้านบนหรือแก้มส้ม การผสมผสานนี้จะใช้ฟิลเลอร์เพื่อลบเงาร่องลึกทันที และใช้ skin booster เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของผิวรอบๆ ทำให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากทำทั้งสองอย่างในบริเวณเดียวกันในคราวเดียวอาจทำให้ผิวรับภาระหนักเกินไป โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นช่วงเวลาในการทำจะดีกว่า ปลอดภัยกว่าที่จะรอให้ผิวฟื้นตัวจากหัตถการแรกก่อน แล้วค่อยตัดสินใจทำหัตถการถัดไปค่ะ

PRP, Encia, Juvelook ก็มีความแตกต่างกันนะ
ในกลุ่มของ skin booster ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ก็ยังมีอีกหลายประเภทค่ะ เช่น กลุ่ม PDLLA อย่าง Juvelook หรือ Sculptra, กลุ่ม PCL* อย่าง Encia และ PRP* ที่ใช้พลาสมาเข้มข้นจากน้ำเลือดของคนไข้เอง
*PCL: สารสกัดกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของพอลิคาโปรแลกโทน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะคงผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่ากลุ่ม PDLLA
*PRP: หัตถการที่นำเลือดของคนไข้มาปั่นแยกพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น แล้วฉีดกลับเข้าไปเพื่อฟื้นฟูผิว
ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวมีความเร็วในการสลาย ระดับการกระตุ้นผิว และระยะเวลาการเห็นผลที่ต่างกัน ดังนั้น ควรให้แพทย์ช่วยประเมินจากความหนาและสภาพผิวของคุณจะดีที่สุด เพื่อความปลอดภัย ไม่แนะนำให้เลือกทำเพียงเพราะ "เป็นเทรนด์ฮิต" เท่านั้นค่ะ

สิ่งที่ควรสรุปกับตัวเองก่อนไปรับบริการ
เตรียมคำตอบสำหรับ 3 ข้อนี้ไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ปรึกษาคุณหมอได้ง่ายขึ้นค่ะ: ข้อแรก จุดที่กังวลที่สุดตอนนี้คือ "ร่องลึก" ที่เห็นชัด หรือเป็นความรู้สึกที่ "หน้าดูตอบๆ โทรมๆ" โดยรวม หากเป็นร่องลึกชัดเจน ฟิลเลอร์จะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเป็นทั่วทั้งใบหน้า skin booster จะเหมาะกว่าค่ะ
ข้อสอง ลองแยกแยะระหว่างบริเวณที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทันที กับบริเวณที่ค่อยๆ ดีขึ้นก็ได้ หากคุณมีแพลนงานสำคัญที่ใกล้จะถึง การใช้ฟิลเลอร์ที่เห็นผลทันทีจะตอบโจทย์ในทางปฏิบัติมากกว่าค่ะ
ข้อสาม skin booster คอลลาเจนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วจบ มักนิยมทำซ้ำ 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1-2 เดือน ดังนั้นการวางแผนเรื่องตารางเวลาและงบประมาณไว้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดีค่ะ
หลังทำ skin booster อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรู้สึกเหมือนมีตุ่มนูนเล็กๆ ใต้ผิวหนังได้ในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติและจะค่อยๆ ยุบลงไปเอง อย่างไรก็ตาม หากอาการบวมนานเกินหนึ่งสัปดาห์ หรือรู้สึกแข็งเป็นไตเพียงข้างเดียว แนะนำให้กลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอีกครั้งค่ะ ไม่แนะนำให้นวดด้วยตัวเองเพราะอาจทำให้รูปทรงของผิวบิดเบี้ยวได้ ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรสัมผัสรุนแรงค่ะ
นอกจากนี้ เนื่องจาก skin booster คอลลาเจนจะค่อยๆ แสดงผลลัพธ์ หลังทำใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่า "ไม่เห็นเห็นการเปลี่ยนแปลงเลย?" จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ ค่ะ โดยทั่วไปโทนผิวจะเริ่มดูสว่างใสขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2-3 และจะเริ่มรู้สึกว่าผิวโดยรวมเนียนละเอียดขึ้นในเดือนที่ 1-2 หากลองถ่ายรูปเปรียบเทียบก่อนทำ หลังทำ 1 เดือน และ 2 เดือนในสภาพแสงเดียวกัน จะเห็นความเสถียรและความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนแน่นอนค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ผลลัพธ์ของ skin booster คอลลาเจนอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ค่ะ แต่โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง ทว่าเนื่องจากไม่ใช่การเติมเต็มด้วยเนื้อสารโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ผลลัพธ์จึงจะค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ค่ะ
Q2. สามารถทำ skin booster กับฟิลเลอร์ในวันเดียวกันได้ไหมคะ?
A. หากทำคนละบริเวณกันก็สามารถทำได้ในบางกรณีค่ะ แต่โดยทั่วไปจะไม่ค่อยแนะนำ เนื่องจากผิวจะได้รับการกระตุ้นที่มากเกินไปในครั้งเดียว ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาการพักฟื้นยาวนานขึ้นได้ค่ะ
Q3. PRP จัดอยู่ในกลุ่ม skin booster ไหมคะ?
A. หากมองในแง่กว้างที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนก็มีความคล้ายคลึงกันค่ะ แต่จะมีความต่างตรงที่ไม่ได้ใช้สารสกัดจากภายนอก แต่เป็นการนำเลือดของตนเองมาใช้ฟื้นฟูผิว และผลลัพธ์ที่ได้จะมีความละมุนและเป็นธรรมชาติมากกว่า booster สังเคราะห์ตัวอื่นๆ ค่ะ