• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?

Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?

Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?

Juvelook, Sculptra, PRP, ฟิลเลอร์ ดูคล้ายกัน แต่ต่างกัน อธิบายความต่าง collagen booster กับ filler

 

Juvelook กับ ฟิลเลอร์ แตกต่างกันอย่างไรคะ?

쥬베룩이랑 필러는 뭐가 다른 거예요?

เวลาไปปรึกษาที่คลินิกผิวหนัง บางครั้งเราอาจจะได้ยินคำแนะนำว่า "ตรงนี้ทำฟิลเลอร์ ส่วนตรงนี้ทำเป็น skin booster กลุ่มคอลลาเจนน่าจะดีนะ" พอได้ยินชื่ออย่าง Juvelook, Encia, หรือ PRP พร้อมกันทีเดียวก็เริ่มสับสนไปหมดว่า "มันก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ?" แต่จริงๆ แล้ว วิธีการทำงานของสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ

 

สรุปในบรรทัดเดียว: ฟิลเลอร์คือหัตถการที่ช่วย "เติมเต็มพื้นที่" ส่วน skin booster กลุ่มคอลลาเจนคือหัตถการที่ "กระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง" แม้จะสามารถใช้ในบริเวณเดียวกันได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะให้ความเป็นธรรมชาติที่แตกต่างกันค่ะ

 

ฟิลเลอร์เห็นผลทันที skin booster ค่อยเป็นค่อยไป

โดยส่วนใหญ่แล้ว ฟิลเลอร์จะเป็นการฉีดสารอย่าง ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid)* เข้าไปในผิวโดยตรงเพื่อเติมเต็มบริเวณนั้นๆ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ รอยร่องลึกจะถูกเติมเต็มและโหนกแก้มหรือกรอบหน้าจะดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

*ไฮยาลูโรนิก แอซิด: สารโอบอุ้มความชุ่มชื้นที่มีอยู่แล้วในร่างกายของเรา สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป

ในทางกลับกัน skin booster กลุ่มสร้างคอลลาเจนไม่ได้ไปเติมเต็มโดยตรง แต่สารจำพวก PDLLA* จะค่อยๆ เข้าไปกระตุ้นใต้ผิว เพื่อให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ดังนั้นหลังทำทันทีจึงยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดมากนัก แต่ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในเวลา 1-2 เดือนค่ะ

*PDLLA: สารกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว มักใช้ในหัตถการกลุ่ม skin booster คอลลาเจน เช่น Juvelook

필러는 즉시, 부스터는 천천히

 

 

บริเวณไหนเหมาะกับอะไร?

ฟิลเลอร์จะเหมาะมากกับบริเวณที่ต้องการวอลลุ่มอย่างชัดเจน เช่น ร่องแก้ม, ร่องมุมปาก (Marionette line) หรือร่องใต้ตาที่เป็นรอยพับหรือรอยคล้ำชัดเจน เหมาะสำหรับจุดที่ต้องการการเติมเต็มแบบเร่งด่วนและเห็นผลทันตา

ส่วน skin booster คอลลาเจนจะเหมาะกับผิวกว้างๆ ที่ขาดความยืดหยุ่นและความหนาแน่นมากกว่าการต้องการวอลลุ่ม เช่น บริเวณโหนกแก้มแก้มส้ม หน้าผาก หรือขมับที่ตอบลงเล็กน้อย หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม เช่น รูขุมขนกว้างและริ้วรอยเล็กๆ

สรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ถ้ามองกระจกใกล้ๆ แล้วขัดใจกับ "ริ้วรอยที่เป็นเส้น" ชัดเจน แนะนำเป็นฟิลเลอร์ค่ะ แต่ถ้ามองจากระยะไกลแล้วรู้สึกว่า "หน้าโทรมและดูหย่อนคล้อยทั้งหน้า" แนะนำเป็น skin booster การพยายามแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยหัตถการเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร ดังนั้น การประเมินว่าผิวของเราต้องการทั้งสองอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งก่อนเข้ารับบริการ จะช่วยเซฟทั้งงบประมาณและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ

어디에 어떤 게 맞을까

 

 

บางครั้งก็ใช้ร่วมกันในบริเวณเดียวกันได้

สูตรผสมยอดฮิตที่เรามักเห็นบ่อยๆ ในการพูดคุยปรึกษาหมอวี ยองจิน คือการฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้ม ร่วมกับการฉีด skin booster คอลลาเจนบริเวณโหนกแก้มด้านบนหรือแก้มส้ม การผสมผสานนี้จะใช้ฟิลเลอร์เพื่อลบเงาร่องลึกทันที และใช้ skin booster เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของผิวรอบๆ ทำให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากทำทั้งสองอย่างในบริเวณเดียวกันในคราวเดียวอาจทำให้ผิวรับภาระหนักเกินไป โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นช่วงเวลาในการทำจะดีกว่า ปลอดภัยกว่าที่จะรอให้ผิวฟื้นตัวจากหัตถการแรกก่อน แล้วค่อยตัดสินใจทำหัตถการถัดไปค่ะ

같은 자리에 같이 쓰기도 해

 

 

PRP, Encia, Juvelook ก็มีความแตกต่างกันนะ

ในกลุ่มของ skin booster ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ก็ยังมีอีกหลายประเภทค่ะ เช่น กลุ่ม PDLLA อย่าง Juvelook หรือ Sculptra, กลุ่ม PCL* อย่าง Encia และ PRP* ที่ใช้พลาสมาเข้มข้นจากน้ำเลือดของคนไข้เอง

*PCL: สารสกัดกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของพอลิคาโปรแลกโทน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะคงผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่ากลุ่ม PDLLA

*PRP: หัตถการที่นำเลือดของคนไข้มาปั่นแยกพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น แล้วฉีดกลับเข้าไปเพื่อฟื้นฟูผิว

ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวมีความเร็วในการสลาย ระดับการกระตุ้นผิว และระยะเวลาการเห็นผลที่ต่างกัน ดังนั้น ควรให้แพทย์ช่วยประเมินจากความหนาและสภาพผิวของคุณจะดีที่สุด เพื่อความปลอดภัย ไม่แนะนำให้เลือกทำเพียงเพราะ "เป็นเทรนด์ฮิต" เท่านั้นค่ะ

PRP, 엔시아, 쥬베룩은 또 다 달라

 

 

สิ่งที่ควรสรุปกับตัวเองก่อนไปรับบริการ

เตรียมคำตอบสำหรับ 3 ข้อนี้ไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ปรึกษาคุณหมอได้ง่ายขึ้นค่ะ: ข้อแรก จุดที่กังวลที่สุดตอนนี้คือ "ร่องลึก" ที่เห็นชัด หรือเป็นความรู้สึกที่ "หน้าดูตอบๆ โทรมๆ" โดยรวม หากเป็นร่องลึกชัดเจน ฟิลเลอร์จะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเป็นทั่วทั้งใบหน้า skin booster จะเหมาะกว่าค่ะ

ข้อสอง ลองแยกแยะระหว่างบริเวณที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทันที กับบริเวณที่ค่อยๆ ดีขึ้นก็ได้ หากคุณมีแพลนงานสำคัญที่ใกล้จะถึง การใช้ฟิลเลอร์ที่เห็นผลทันทีจะตอบโจทย์ในทางปฏิบัติมากกว่าค่ะ

ข้อสาม skin booster คอลลาเจนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วจบ มักนิยมทำซ้ำ 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1-2 เดือน ดังนั้นการวางแผนเรื่องตารางเวลาและงบประมาณไว้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดีค่ะ

หลังทำ skin booster อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรู้สึกเหมือนมีตุ่มนูนเล็กๆ ใต้ผิวหนังได้ในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติและจะค่อยๆ ยุบลงไปเอง อย่างไรก็ตาม หากอาการบวมนานเกินหนึ่งสัปดาห์ หรือรู้สึกแข็งเป็นไตเพียงข้างเดียว แนะนำให้กลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอีกครั้งค่ะ ไม่แนะนำให้นวดด้วยตัวเองเพราะอาจทำให้รูปทรงของผิวบิดเบี้ยวได้ ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรสัมผัสรุนแรงค่ะ

นอกจากนี้ เนื่องจาก skin booster คอลลาเจนจะค่อยๆ แสดงผลลัพธ์ หลังทำใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่า "ไม่เห็นเห็นการเปลี่ยนแปลงเลย?" จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ ค่ะ โดยทั่วไปโทนผิวจะเริ่มดูสว่างใสขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2-3 และจะเริ่มรู้สึกว่าผิวโดยรวมเนียนละเอียดขึ้นในเดือนที่ 1-2 หากลองถ่ายรูปเปรียบเทียบก่อนทำ หลังทำ 1 เดือน และ 2 เดือนในสภาพแสงเดียวกัน จะเห็นความเสถียรและความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนแน่นอนค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. ผลลัพธ์ของ skin booster คอลลาเจนอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

A. ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ค่ะ แต่โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง ทว่าเนื่องจากไม่ใช่การเติมเต็มด้วยเนื้อสารโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ผลลัพธ์จึงจะค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ค่ะ

Q2. สามารถทำ skin booster กับฟิลเลอร์ในวันเดียวกันได้ไหมคะ?

A. หากทำคนละบริเวณกันก็สามารถทำได้ในบางกรณีค่ะ แต่โดยทั่วไปจะไม่ค่อยแนะนำ เนื่องจากผิวจะได้รับการกระตุ้นที่มากเกินไปในครั้งเดียว ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาการพักฟื้นยาวนานขึ้นได้ค่ะ

Q3. PRP จัดอยู่ในกลุ่ม skin booster ไหมคะ?

A. หากมองในแง่กว้างที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนก็มีความคล้ายคลึงกันค่ะ แต่จะมีความต่างตรงที่ไม่ได้ใช้สารสกัดจากภายนอก แต่เป็นการนำเลือดของตนเองมาใช้ฟื้นฟูผิว และผลลัพธ์ที่ได้จะมีความละมุนและเป็นธรรมชาติมากกว่า booster สังเคราะห์ตัวอื่นๆ ค่ะ

 

Juvelook กับ ฟิลเลอร์ แตกต่างกันอย่างไรคะ?

쥬베룩이랑 필러는 뭐가 다른 거예요?

เวลาไปปรึกษาที่คลินิกผิวหนัง บางครั้งเราอาจจะได้ยินคำแนะนำว่า "ตรงนี้ทำฟิลเลอร์ ส่วนตรงนี้ทำเป็น skin booster กลุ่มคอลลาเจนน่าจะดีนะ" พอได้ยินชื่ออย่าง Juvelook, Encia, หรือ PRP พร้อมกันทีเดียวก็เริ่มสับสนไปหมดว่า "มันก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ?" แต่จริงๆ แล้ว วิธีการทำงานของสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ

 

สรุปในบรรทัดเดียว: ฟิลเลอร์คือหัตถการที่ช่วย "เติมเต็มพื้นที่" ส่วน skin booster กลุ่มคอลลาเจนคือหัตถการที่ "กระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง" แม้จะสามารถใช้ในบริเวณเดียวกันได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะให้ความเป็นธรรมชาติที่แตกต่างกันค่ะ

 

ฟิลเลอร์เห็นผลทันที skin booster ค่อยเป็นค่อยไป

โดยส่วนใหญ่แล้ว ฟิลเลอร์จะเป็นการฉีดสารอย่าง ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid)* เข้าไปในผิวโดยตรงเพื่อเติมเต็มบริเวณนั้นๆ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ รอยร่องลึกจะถูกเติมเต็มและโหนกแก้มหรือกรอบหน้าจะดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

*ไฮยาลูโรนิก แอซิด: สารโอบอุ้มความชุ่มชื้นที่มีอยู่แล้วในร่างกายของเรา สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป

ในทางกลับกัน skin booster กลุ่มสร้างคอลลาเจนไม่ได้ไปเติมเต็มโดยตรง แต่สารจำพวก PDLLA* จะค่อยๆ เข้าไปกระตุ้นใต้ผิว เพื่อให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ดังนั้นหลังทำทันทีจึงยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดมากนัก แต่ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในเวลา 1-2 เดือนค่ะ

*PDLLA: สารกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว มักใช้ในหัตถการกลุ่ม skin booster คอลลาเจน เช่น Juvelook

필러는 즉시, 부스터는 천천히

 

 

บริเวณไหนเหมาะกับอะไร?

ฟิลเลอร์จะเหมาะมากกับบริเวณที่ต้องการวอลลุ่มอย่างชัดเจน เช่น ร่องแก้ม, ร่องมุมปาก (Marionette line) หรือร่องใต้ตาที่เป็นรอยพับหรือรอยคล้ำชัดเจน เหมาะสำหรับจุดที่ต้องการการเติมเต็มแบบเร่งด่วนและเห็นผลทันตา

ส่วน skin booster คอลลาเจนจะเหมาะกับผิวกว้างๆ ที่ขาดความยืดหยุ่นและความหนาแน่นมากกว่าการต้องการวอลลุ่ม เช่น บริเวณโหนกแก้มแก้มส้ม หน้าผาก หรือขมับที่ตอบลงเล็กน้อย หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม เช่น รูขุมขนกว้างและริ้วรอยเล็กๆ

สรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ถ้ามองกระจกใกล้ๆ แล้วขัดใจกับ "ริ้วรอยที่เป็นเส้น" ชัดเจน แนะนำเป็นฟิลเลอร์ค่ะ แต่ถ้ามองจากระยะไกลแล้วรู้สึกว่า "หน้าโทรมและดูหย่อนคล้อยทั้งหน้า" แนะนำเป็น skin booster การพยายามแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยหัตถการเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร ดังนั้น การประเมินว่าผิวของเราต้องการทั้งสองอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งก่อนเข้ารับบริการ จะช่วยเซฟทั้งงบประมาณและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ

어디에 어떤 게 맞을까

 

 

บางครั้งก็ใช้ร่วมกันในบริเวณเดียวกันได้

สูตรผสมยอดฮิตที่เรามักเห็นบ่อยๆ ในการพูดคุยปรึกษาหมอวี ยองจิน คือการฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้ม ร่วมกับการฉีด skin booster คอลลาเจนบริเวณโหนกแก้มด้านบนหรือแก้มส้ม การผสมผสานนี้จะใช้ฟิลเลอร์เพื่อลบเงาร่องลึกทันที และใช้ skin booster เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของผิวรอบๆ ทำให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากทำทั้งสองอย่างในบริเวณเดียวกันในคราวเดียวอาจทำให้ผิวรับภาระหนักเกินไป โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นช่วงเวลาในการทำจะดีกว่า ปลอดภัยกว่าที่จะรอให้ผิวฟื้นตัวจากหัตถการแรกก่อน แล้วค่อยตัดสินใจทำหัตถการถัดไปค่ะ

같은 자리에 같이 쓰기도 해

 

 

PRP, Encia, Juvelook ก็มีความแตกต่างกันนะ

ในกลุ่มของ skin booster ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ก็ยังมีอีกหลายประเภทค่ะ เช่น กลุ่ม PDLLA อย่าง Juvelook หรือ Sculptra, กลุ่ม PCL* อย่าง Encia และ PRP* ที่ใช้พลาสมาเข้มข้นจากน้ำเลือดของคนไข้เอง

*PCL: สารสกัดกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของพอลิคาโปรแลกโทน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะคงผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่ากลุ่ม PDLLA

*PRP: หัตถการที่นำเลือดของคนไข้มาปั่นแยกพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น แล้วฉีดกลับเข้าไปเพื่อฟื้นฟูผิว

ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวมีความเร็วในการสลาย ระดับการกระตุ้นผิว และระยะเวลาการเห็นผลที่ต่างกัน ดังนั้น ควรให้แพทย์ช่วยประเมินจากความหนาและสภาพผิวของคุณจะดีที่สุด เพื่อความปลอดภัย ไม่แนะนำให้เลือกทำเพียงเพราะ "เป็นเทรนด์ฮิต" เท่านั้นค่ะ

PRP, 엔시아, 쥬베룩은 또 다 달라

 

 

สิ่งที่ควรสรุปกับตัวเองก่อนไปรับบริการ

เตรียมคำตอบสำหรับ 3 ข้อนี้ไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ปรึกษาคุณหมอได้ง่ายขึ้นค่ะ: ข้อแรก จุดที่กังวลที่สุดตอนนี้คือ "ร่องลึก" ที่เห็นชัด หรือเป็นความรู้สึกที่ "หน้าดูตอบๆ โทรมๆ" โดยรวม หากเป็นร่องลึกชัดเจน ฟิลเลอร์จะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเป็นทั่วทั้งใบหน้า skin booster จะเหมาะกว่าค่ะ

ข้อสอง ลองแยกแยะระหว่างบริเวณที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทันที กับบริเวณที่ค่อยๆ ดีขึ้นก็ได้ หากคุณมีแพลนงานสำคัญที่ใกล้จะถึง การใช้ฟิลเลอร์ที่เห็นผลทันทีจะตอบโจทย์ในทางปฏิบัติมากกว่าค่ะ

ข้อสาม skin booster คอลลาเจนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วจบ มักนิยมทำซ้ำ 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1-2 เดือน ดังนั้นการวางแผนเรื่องตารางเวลาและงบประมาณไว้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดีค่ะ

หลังทำ skin booster อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรู้สึกเหมือนมีตุ่มนูนเล็กๆ ใต้ผิวหนังได้ในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติและจะค่อยๆ ยุบลงไปเอง อย่างไรก็ตาม หากอาการบวมนานเกินหนึ่งสัปดาห์ หรือรู้สึกแข็งเป็นไตเพียงข้างเดียว แนะนำให้กลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอีกครั้งค่ะ ไม่แนะนำให้นวดด้วยตัวเองเพราะอาจทำให้รูปทรงของผิวบิดเบี้ยวได้ ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรสัมผัสรุนแรงค่ะ

นอกจากนี้ เนื่องจาก skin booster คอลลาเจนจะค่อยๆ แสดงผลลัพธ์ หลังทำใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่า "ไม่เห็นเห็นการเปลี่ยนแปลงเลย?" จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ ค่ะ โดยทั่วไปโทนผิวจะเริ่มดูสว่างใสขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2-3 และจะเริ่มรู้สึกว่าผิวโดยรวมเนียนละเอียดขึ้นในเดือนที่ 1-2 หากลองถ่ายรูปเปรียบเทียบก่อนทำ หลังทำ 1 เดือน และ 2 เดือนในสภาพแสงเดียวกัน จะเห็นความเสถียรและความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนแน่นอนค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. ผลลัพธ์ของ skin booster คอลลาเจนอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

A. ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ค่ะ แต่โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง ทว่าเนื่องจากไม่ใช่การเติมเต็มด้วยเนื้อสารโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง ผลลัพธ์จึงจะค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ค่ะ

Q2. สามารถทำ skin booster กับฟิลเลอร์ในวันเดียวกันได้ไหมคะ?

A. หากทำคนละบริเวณกันก็สามารถทำได้ในบางกรณีค่ะ แต่โดยทั่วไปจะไม่ค่อยแนะนำ เนื่องจากผิวจะได้รับการกระตุ้นที่มากเกินไปในครั้งเดียว ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาการพักฟื้นยาวนานขึ้นได้ค่ะ

Q3. PRP จัดอยู่ในกลุ่ม skin booster ไหมคะ?

A. หากมองในแง่กว้างที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนก็มีความคล้ายคลึงกันค่ะ แต่จะมีความต่างตรงที่ไม่ได้ใช้สารสกัดจากภายนอก แต่เป็นการนำเลือดของตนเองมาใช้ฟื้นฟูผิว และผลลัพธ์ที่ได้จะมีความละมุนและเป็นธรรมชาติมากกว่า booster สังเคราะห์ตัวอื่นๆ ค่ะ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

Onda microwave จะช่วยเรื่องเซลลูไลท์ด้วยไหมนะ? แล้วเครื่องนี้จะทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างไรบ้าง?

ร่างกาย

온다 마이크로웨이브 (Onda Microwave) ช่วยเรื่องเซลลูไลท์ด้วยไหม และทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างไรบ้างคะ?

온다 마이크로웨이브 (Onda Microwave) เป็นเทคโนโลยีที่ส่งความร้อนลงลึกถึงชั้นไขมันและเนื้อเยื่อพังผืดเพื่อช่วยรีโมเดลคอลลาเจนค่ะ เราได้สรุปความแตกต่างของชั้นผิวที่เป็นเป้าหมายในการทำ face lifting และการลดเซลลูไลท์ รวมถึงปฏิกิริยาการฟื้นฟูผิวหลังทำมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

ขนคุดหรือรูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax Pro เกิดจากอะไร และควรดูแลตัวเองอย่างไรดี?

กำจัดขน

ทำเลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax แล้วทำไมถึงเป็นรูขุมขนอักเสบ? มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรดี?

อาการสิวขึ้นหลังจากเลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax Pro มักจะเป็นภาวะรูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการที่เส้นขนกำลังจะหลุดร่วงค่ะ ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาการทั่วไปที่พบได้ปกติ สัญญาณเตือนที่ต้องกลับมาพบแพทย์ และวิธีการดูแลตัวเองง่ายๆ ที่บ้านมาให้แล้วค่ะ

ทำไมฟิลเลอร์ (Filler) ถึงเคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้ และเราควรใส่ใจเรื่องไหนบ่อยชี้ชัดเป็นพิเศษเพื่อลดโอกาสการเคลื่อนตัวนี้คะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ทำไมฟิลเลอร์ถึงเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง และเราต้องระวังเรื่องไหนบ้างเพื่อลดการเคลื่อนตัวของฟิลเลอร์คะ?

การที่ฟิลเลอร์เคลื่อนที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งชั้นผิวที่ฉีด ปริมาณฟิลเลอร์ และการขยับของใบหน้าในบริเวณนั้นค่ะ เราได้รวบรวมเงื่อนไขที่ทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตัวได้ง่าย วิธีการป้องกัน และสัญญาณเตือนเมื่อสงสัยว่าฟิลเลอร์อาจจะเคลื่อนที่มาให้แล้วค่ะ

ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์และริ้วรอยแห่งวัยมีความแตกต่างกันอย่างไร และทำไมวิธีดูแลรักษาถึงต้องแตกต่างกันด้วยนะ?

ผิว

ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์และริ้วรอยแห่งวัยมีความแตกต่างกันอย่างไร และทำไมถึงต้องใช้วิธีการดูแลรักษาที่ต่างกันคะ?

ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ (Dynamic wrinkles) เกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงสีหน้า ส่วนริ้วรอยร่องลึก (Static wrinkles) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิว เราสรุปความต่างของสาเหตุและแนวทางการดูแลรักษารวมถึงความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของริ้วรอยทั้งสองแบบนี้ไว้ให้แล้วค่ะ

คีลอยด์ (keloid) กับแผลเป็นนูนหนา (hypertrophic scar) แตกต่างกันอย่างไร และทำไมถึงต้องมีวิธีดูแลรักษาที่แตกต่างกันคะ?

ผิว

แผลเป็นคีลอยด์ (keloid) กับแผลเป็นนูนหนา (hypertrophic scar) แตกต่างกันอย่างไร และทำไมวิธีการดูแลรักษาถึงไม่เหมือนกันนะ?

แผลเป็นคีลอยด์ (keloid) จะโตเกินขอบเขตแผลเดิมและกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย ในขณะที่แผลเป็นนูนหนา (hypertrophic scar) จะโตอยู่เฉพาะในขอบเขตแผลเดิมและมักจะค่อยๆ คงที่ค่ะ เราได้รวบรวมความต่างของกลไกการเกิด วิธีการดูแลรักษาของทั้งสองแบบ รวมถึงความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมาไว้ให้แล้วค่ะ

ฝ้า กระ จุดด่างดำวัยชรา หรือปานโอตะ (Nevus of Ota)... ปัญหาเม็ดสีผิวของเราเหมาะกับเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?

ผิว

ฝ้า กระ จุดด่างดำวัยชรา หรือปานโอตะเทียม เม็ดสีผิวของเราเหมาะกับเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?

เม็ดสีแต่ละชนิดมีทั้งแบบที่อยู่บนชั้นผิวกำพร้า (epidermis) และที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเลเซอร์คลื่นสั้นและคลื่นยาวจะจับเป้าหมายที่ความลึกต่างกัน เรามาดูแนวทางการรักษาตามประเภทของเม็ดสีกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1