จูวีลุค Glam vs รีจูรัน เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน
จูวีลุค Glam vs รีจูรัน เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน
จูวีลุค Glam vs รีจูรัน เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน
คุณอยากมีผิวที่แต่งหน้าติดง่ายไหม? พลังคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ที่ จูวีลุค GLAM สร้างขึ้น
จูวีลุค Glam vs Volume,
ควรเลือกฉีดแบบไหนดีนะ?

ได้รับคำถามนี้เข้ามาทาง DM เยอะมากๆ เลยครับ
วันนี้เลยตั้งใจมาสรุปให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ
เพราะหลายๆ คนมักจะสับสนว่า จูวีลุค Glam กับ Volume ที่ชื่อคล้ายกันขนาดนี้
จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างไร
และควรเลือกตัวไหนดี
ก่อนอื่นเรามาเริ่มต้นด้วย
3 คำถามยอดฮิตที่เป็นหัวใจสำคัญของหัวข้อในวันนี้กันก่อนนะครับ
Q. ส่วนผสมของ จูวีลุค Glam และ Volume แตกต่างกันไหมคะ?
ทั้งสองตัวมีสารตั้งต้นหลักเป็น PDLLA (สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ) เหมือนกันครับ
แต่จะแตกต่างกันที่ขนาดของโมเลกุล (อนุภาค) และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
ซึ่งหมอจะลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเนื้อหาด้านล่างนะครับ
Q. ถ้าเน้นเรื่องความยืดหยุ่นของผิวต้องเลือก Glam,
แต่ถ้าอยากเติมเต็มให้ผิวดูเต็มขึ้นต้องเลือก Volume ใช่ไหมคะ?
โดยทั่วไปแล้วเข้าใจถูกแล้วครับ
แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้น
ต้องประเมินตามสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยครับ
Q. สามารถฉีดร่วมกันทั้งสองตัวได้ไหมคะ?
ทำได้แน่นอนครับ ในความเป็นจริงมีหลายเคสเลยที่ฉีดร่วมกัน
ส่วนหมอจะจับคู่แบบไหนให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด สามารถอ่านต่อด้านล่างได้เลยครับ
มาเริ่มทำความรู้จักกันก่อนว่า
จูวีลุค คืออะไร?
จูวีลุค คือ skin booster ประเภทกระตุ้นคอลลาเจนด้วยตัวเอง
ที่มีส่วนผสมประสานกันระหว่าง PDLLA และ Hyaluronic Acid (HA)
ถ้าเปรียบเทียบกับ รีจูรัน ที่เน้นการบำรุงและฟื้นฟูผิวแบบดั้งเดิม
จูวีลุค จะทำหน้าที่เสมือนตัวเร่งการทำงานในชั้นผิว
เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองครับ
โดยตัวยาจะถูกแบ่งออกตามขนาดโมเลกุลและความเข้มข้น
เป็นรุ่น Glam (สำหรับงาน skin booster ผิวฉ่ำโกลว์)
และรุ่น Volume (หรือที่รู้จักกันในนาม Lenisna) ครับ
เปรียบเทียบชัดๆ
Glam vs Volume แตกต่างกันอย่างไร?

พูดตามตรงเลยก็คือ Glam จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง 'เนื้อสัมผัสผิว' ให้เรียบเนียนละเอียด
ในขณะที่ Volume จะโดดเด่นในเรื่องการเติมเต็ม 'ส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง' บนใบหน้าครับ
บันทึกจากประสบการณ์จริงของ หมอวี ยองจิน:
จากประสบการณ์ของหมอ ในวัย 30 ปีต้นๆ แค่ฉีด Glam เพียงอย่างเดียว
ก็ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ และฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดีจนคนไข้พึงพอใจมากแล้วครับ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำมากๆ คือ
เนื่องจากรุ่น Volume ต้องฉีดลงไปในชั้นผิวที่ลึกลงไปและมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า
ดังนั้นความเชี่ยวชาญและเทคนิคของแพทย์ผู้ฉีดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ
โดยเฉพาะในบริเวณที่ผิวบอบบางมากๆ อย่างใต้ตา
จำเป็นต้องฉีดด้วยความแม่นยำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหายาจับตัวเป็นก้อนหลังทำครับ
แล้วคุณเหมาะกับรุ่นไหนมากที่สุด?

[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ จูวีลุค Glam]
ผู้ที่มีรูขุมขนกว้างและผิวหน้าดูหยาบกร้าน
ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเล็กๆ ที่ทำให้แต่งหน้าแล้วตกร่องบ่อยครั้ง
ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้าแลดูฉ่ำวาว อิ่มน้ำ และมีออร่าทั่วทั้งใบหน้า
[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ จูวีลุค Volume]
ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบหรือแก้มส้มยุบตัว ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและโทรม
ผู้ที่ไม่ชอบผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของฟิลเลอร์ แต่ต้องการเติมเต็มให้หน้าดูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ
ผู้ที่มีความกังวลเรื่องร่องแก้มลึกหรือร่องใต้ตาคล้ำเป็นแอ่ง
หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าพอขึ้นชื่อว่ารุ่น Volume แล้ว
ฉีดแล้วหน้าจะดูฟูขยับไม่ได้เหมือนการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป
แต่จริงๆ แล้วตัวนี้เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความเป็นธรรมชาติสูงมากครับ
จำนวนครั้งในการรักษาและค่าบริการ
จูวีลุค ไม่ใช่หัตถการที่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบนะครับ
โดยทั่วไป หมอแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน
และหลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงสภาพผิว
ปีละ 1-2 ครั้ง (ทุกๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี) ครับ
ข้อเสียอย่างเดียวก็อาจจะเป็นเรื่องของราคาครับ ^^..
เพราะเป็นหัตถการที่ต้องทำต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายโดยรวมจึงค่อนข้างสูงพอสมควร
แต่ข้อดีที่คุ้มค่ามากๆ คือ คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้างหรือกลัวว่าจะไม่ละลายเหมือนฟิลเลอร์
และผลลัพธ์ที่ได้คือ 'คอลลาเจนแท้ของตัวเราเอง' ซึ่งเป็นข้อดีที่หาจากตัวอื่นได้ยากครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ถ้าฉีด Glam ร่วมกับ Volume
จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไหม?
A. ใช่ครับ การผสมผสานโดยการฉีด Glam เพื่อปรับผิวสัมผัสโดยรวมให้เนียนละเอียด
ควบคู่กับการเติม Volume เฉพาะจุดในส่วนที่ยุบหรือเป็นแอ่ง
เป็นคอมโบที่คนไข้ทำแล้วพึงพอใจในผลลัพธ์มากที่สุดครับ
Q2. ระหว่าง รีจูรัน กับ จูวีลุค
แบบไหนเจ็บกว่ากันครับ?
A. ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละบุคคลด้วยครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว
คนไข้ส่วนใหญ่จะบอกว่า จูวีลุค เจ็บน้อยกว่า รีจูรัน ครับ
(เนื่องจากโครงสร้างของตัวยากระจายตัวได้ดีกว่าและมีกรรมวิธีการเจือจางที่ช่วยลดความเจ็บขณะฉีดได้ครับ)
หากมีข้อสงสัยหรืออยากปรึกษาเพิ่มเติม
ทักมาสอบถามทาง LINE หรือโทรเข้ามาได้เลยนะครับ
แล้วมาพบกันเพื่อตรวจประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดได้ที่ Beautystone สาขาฮับจอง นะครับ
ยินดีให้บริการทุกท่านครับ, หมอวี ยองจิน
✦ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
จูวีลุค Glam vs Volume,
ควรเลือกฉีดแบบไหนดีนะ?

ได้รับคำถามนี้เข้ามาทาง DM เยอะมากๆ เลยครับ
วันนี้เลยตั้งใจมาสรุปให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ
เพราะหลายๆ คนมักจะสับสนว่า จูวีลุค Glam กับ Volume ที่ชื่อคล้ายกันขนาดนี้
จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างไร
และควรเลือกตัวไหนดี
ก่อนอื่นเรามาเริ่มต้นด้วย
3 คำถามยอดฮิตที่เป็นหัวใจสำคัญของหัวข้อในวันนี้กันก่อนนะครับ
Q. ส่วนผสมของ จูวีลุค Glam และ Volume แตกต่างกันไหมคะ?
ทั้งสองตัวมีสารตั้งต้นหลักเป็น PDLLA (สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ) เหมือนกันครับ
แต่จะแตกต่างกันที่ขนาดของโมเลกุล (อนุภาค) และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
ซึ่งหมอจะลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเนื้อหาด้านล่างนะครับ
Q. ถ้าเน้นเรื่องความยืดหยุ่นของผิวต้องเลือก Glam,
แต่ถ้าอยากเติมเต็มให้ผิวดูเต็มขึ้นต้องเลือก Volume ใช่ไหมคะ?
โดยทั่วไปแล้วเข้าใจถูกแล้วครับ
แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้น
ต้องประเมินตามสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยครับ
Q. สามารถฉีดร่วมกันทั้งสองตัวได้ไหมคะ?
ทำได้แน่นอนครับ ในความเป็นจริงมีหลายเคสเลยที่ฉีดร่วมกัน
ส่วนหมอจะจับคู่แบบไหนให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด สามารถอ่านต่อด้านล่างได้เลยครับ
มาเริ่มทำความรู้จักกันก่อนว่า
จูวีลุค คืออะไร?
จูวีลุค คือ skin booster ประเภทกระตุ้นคอลลาเจนด้วยตัวเอง
ที่มีส่วนผสมประสานกันระหว่าง PDLLA และ Hyaluronic Acid (HA)
ถ้าเปรียบเทียบกับ รีจูรัน ที่เน้นการบำรุงและฟื้นฟูผิวแบบดั้งเดิม
จูวีลุค จะทำหน้าที่เสมือนตัวเร่งการทำงานในชั้นผิว
เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองครับ
โดยตัวยาจะถูกแบ่งออกตามขนาดโมเลกุลและความเข้มข้น
เป็นรุ่น Glam (สำหรับงาน skin booster ผิวฉ่ำโกลว์)
และรุ่น Volume (หรือที่รู้จักกันในนาม Lenisna) ครับ
เปรียบเทียบชัดๆ
Glam vs Volume แตกต่างกันอย่างไร?

พูดตามตรงเลยก็คือ Glam จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง 'เนื้อสัมผัสผิว' ให้เรียบเนียนละเอียด
ในขณะที่ Volume จะโดดเด่นในเรื่องการเติมเต็ม 'ส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง' บนใบหน้าครับ
บันทึกจากประสบการณ์จริงของ หมอวี ยองจิน:
จากประสบการณ์ของหมอ ในวัย 30 ปีต้นๆ แค่ฉีด Glam เพียงอย่างเดียว
ก็ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ และฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดีจนคนไข้พึงพอใจมากแล้วครับ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำมากๆ คือ
เนื่องจากรุ่น Volume ต้องฉีดลงไปในชั้นผิวที่ลึกลงไปและมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า
ดังนั้นความเชี่ยวชาญและเทคนิคของแพทย์ผู้ฉีดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ
โดยเฉพาะในบริเวณที่ผิวบอบบางมากๆ อย่างใต้ตา
จำเป็นต้องฉีดด้วยความแม่นยำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหายาจับตัวเป็นก้อนหลังทำครับ
แล้วคุณเหมาะกับรุ่นไหนมากที่สุด?

[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ จูวีลุค Glam]
ผู้ที่มีรูขุมขนกว้างและผิวหน้าดูหยาบกร้าน
ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเล็กๆ ที่ทำให้แต่งหน้าแล้วตกร่องบ่อยครั้ง
ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้าแลดูฉ่ำวาว อิ่มน้ำ และมีออร่าทั่วทั้งใบหน้า
[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ จูวีลุค Volume]
ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบหรือแก้มส้มยุบตัว ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและโทรม
ผู้ที่ไม่ชอบผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของฟิลเลอร์ แต่ต้องการเติมเต็มให้หน้าดูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ
ผู้ที่มีความกังวลเรื่องร่องแก้มลึกหรือร่องใต้ตาคล้ำเป็นแอ่ง
หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าพอขึ้นชื่อว่ารุ่น Volume แล้ว
ฉีดแล้วหน้าจะดูฟูขยับไม่ได้เหมือนการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป
แต่จริงๆ แล้วตัวนี้เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความเป็นธรรมชาติสูงมากครับ
จำนวนครั้งในการรักษาและค่าบริการ
จูวีลุค ไม่ใช่หัตถการที่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบนะครับ
โดยทั่วไป หมอแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน
และหลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงสภาพผิว
ปีละ 1-2 ครั้ง (ทุกๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี) ครับ
ข้อเสียอย่างเดียวก็อาจจะเป็นเรื่องของราคาครับ ^^..
เพราะเป็นหัตถการที่ต้องทำต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายโดยรวมจึงค่อนข้างสูงพอสมควร
แต่ข้อดีที่คุ้มค่ามากๆ คือ คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้างหรือกลัวว่าจะไม่ละลายเหมือนฟิลเลอร์
และผลลัพธ์ที่ได้คือ 'คอลลาเจนแท้ของตัวเราเอง' ซึ่งเป็นข้อดีที่หาจากตัวอื่นได้ยากครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ถ้าฉีด Glam ร่วมกับ Volume
จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไหม?
A. ใช่ครับ การผสมผสานโดยการฉีด Glam เพื่อปรับผิวสัมผัสโดยรวมให้เนียนละเอียด
ควบคู่กับการเติม Volume เฉพาะจุดในส่วนที่ยุบหรือเป็นแอ่ง
เป็นคอมโบที่คนไข้ทำแล้วพึงพอใจในผลลัพธ์มากที่สุดครับ
Q2. ระหว่าง รีจูรัน กับ จูวีลุค
แบบไหนเจ็บกว่ากันครับ?
A. ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละบุคคลด้วยครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว
คนไข้ส่วนใหญ่จะบอกว่า จูวีลุค เจ็บน้อยกว่า รีจูรัน ครับ
(เนื่องจากโครงสร้างของตัวยากระจายตัวได้ดีกว่าและมีกรรมวิธีการเจือจางที่ช่วยลดความเจ็บขณะฉีดได้ครับ)
หากมีข้อสงสัยหรืออยากปรึกษาเพิ่มเติม
ทักมาสอบถามทาง LINE หรือโทรเข้ามาได้เลยนะครับ
แล้วมาพบกันเพื่อตรวจประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดได้ที่ Beautystone สาขาฮับจอง นะครับ
ยินดีให้บริการทุกท่านครับ, หมอวี ยองจิน
✦ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
Secret RF ลิฟติ้ง แก้แผลเป็น-รูขุมขนได้ไหมครับ
มาดูกันครับว่า Secret RF ใช้ไมโครนีดเดิลกับ RF อย่างไร และช่วยแผลเป็น รูขุมขน ความกระชับได้อย่างไร

โครงหน้า&วอลลุ่ม
จูเวลุค โวลุ่ม เติมแก้มตอบ-ร่องแก้มด้วยคอลลาเจนไหม
มาดูกันครับว่าจูเวลุค โวลุ่มต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร และคอลลาเจนช่วยแก้มตอบ-ร่องแก้มอย่างไร

ผิว
RE2O สกินบูสเตอร์ใต้ตา แก้ร่องลึก-คล้ำ-ริ้วรอยครับ
มาดูกันครับว่าใต้ตาคล้ำมีสาเหตุอะไรบ้าง และ RE2O ช่วยเสริมผิวใต้ตาให้หนาขึ้นอย่างไร

ผิว
ฝ้า-จุดด่างดำผสมกัน โทนิ่ง,พิโค,IPL ต่างกันยังไงคะ
มาดูกันครับว่าเลเซอร์โทนนิ่ง พิโค IPL จัดการเม็ดสีต่างกันอย่างไร เหมาะกับฝ้า-จุดด่างดำแบบไหน

ยกกระชับ
อายุ 40 ยกกระชับครั้งแรก เริ่ม HIFU หรือ RF ครับ
มาดูความต่างของ HIFU กับ RF ทั้งความลึก ความรู้สึก และการฟื้นตัว สำหรับวัย 40 ที่เริ่มยกกระชับครับ

ยกกระชับ
Ultherapy PRIME ทำไมลงถึงชั้น SMAS ยกกระชับได้?
ทำไมความลึกระดับชั้น SMAS ถึงสำคัญกับการยกกระชับด้วย Ultherapy PRIME พร้อมแนวทางดูแลจากคลินิกโซล
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



