ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

Juvelook Glam vs Rejuran เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน

Juvelook Glam vs Rejuran เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน

Juvelook Glam vs Rejuran เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน

คุณอยากมีผิวที่แต่งหน้าติดง่ายไหม? พลังคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ที่ JUVELOOK GLAM สร้างขึ้น

Juvelook Glam vs Volume,

ควรเลือกแบบไหนดี?

푸석한 피부결과 늘어진 모공, 쥬베룩 글램으로 '쫀쫀함' 되찾는 법

ได้รับคำถามนี้ทาง DM เยอะมากจนต้องมาสรุปให้ชัดเจนสักครั้งค่ะ

เลยอยากจัดการให้เรียบร้อยซะที






Juvelook Glam กับ Volume ชื่อคล้ายกัน

แต่หลายคนบอกว่า

ไม่รู้ว่าต่างกันยังไงกันแน่ค่ะ






ก่อนเข้าเนื้อหา ขอเริ่มจาก

3 คำถามหลักที่เป็นแกนของบทความนี้ก่อนเลยค่ะ






Q. Juvelook Glam กับ Volume

ส่วนผสมต่างกันไหม?

ทั้งคู่มีพื้นฐานเป็น PDLLA (สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง) เหมือนกันค่ะ

แต่ขนาดอนุภาคและวัตถุประสงค์การใช้งานต่างกัน

จะอธิบายละเอียดในเนื้อหาด้านล่างนะคะ






Q. ถ้าเป้าหมายคือความกระชับให้เลือก Glam

แต่ถ้าอยากเพิ่มวอลลุ่มให้เลือก Volume ใช่ไหม?

โดยรวมถือว่าถูกค่ะ

แต่ต้องดูให้ละเอียดกว่านั้นอีกนิด

เพราะสภาพผิวแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ






Q. สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหม?

ได้ค่ะ และในความเป็นจริงก็มีการใช้ร่วมกันค่อนข้างบ่อย

ว่าควรจับคู่แบบไหน เดี๋ยวอธิบายด้านล่างค่ะ






Juvelook

มาทำความรู้จักกันก่อนว่าเป็นผลิตภัณฑ์อะไร

Juvelook คือสกินบูสเตอร์ฟื้นฟูคอลลาเจนของตัวเองที่ผสาน PDLLA กับกรดไฮยาลูรอนิก (HA)

เข้าด้วยกันค่ะ






ถ้า Rejuran เดิมทำงานในแนวเติมสารบำรุง

Juvelook จะทำงานในผิว

กระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างขึ้นเอง

เหมือนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาค่ะ






โดยแบ่งตามขนาดและความเข้มข้นของอนุภาค

เป็น Glam (สำหรับสกินบูสเตอร์)

และ Volume (Lenisna)






Glam vs Volume

เทียบให้เห็นภาพชัดในครั้งเดียว

쥬베룩 글램 vs 볼륨,

พูดตรงๆ คือ Glam โฟกัสที่การยกระดับ 'เท็กซ์เจอร์ผิว' ให้เรียบเนียนขึ้น

ส่วน

Volume เด่นเรื่องเติมเต็ม 'จุดที่ยุบตัว' โดยเฉพาะค่ะ






บันทึกภาคสนามของ ผอ.วี ยองจิน:

จากประสบการณ์ของผม ในช่วงวัยต้นถึงกลาง 30 ทำ Glam อย่างเดียวก็ให้ความพึงพอใจเรื่องผิวเด้งแน่นได้สูงมากแล้ว

ค่ะ






มีเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นเป็นพิเศษ คือ

Volume ต้องฉีดลึกกว่าและอนุภาคใหญ่กว่า

ความชำนาญของผู้ทำหัตถการจึงสำคัญมากจริงๆ ค่ะ






โดยเฉพาะบริเวณบอบบางอย่างใต้ตา

ต้องวางตำแหน่งให้แม่นยำโดยไม่เกิดก้อนนูน (nodules) ค่ะ






แบบไหนเหมาะกับใคร?

필러의 인위적인 빵빵함이 무섭다면? '내 살'이 차오르는 쥬베룩 볼륨이 정답

[กรณีที่แนะนำ Juvelook Glam]

  1. ผู้ที่ผิวหยาบกร้านและรูขุมขนเห็นชัด

  2. ผู้ที่มีริ้วรอยเล็กน้อยจนแต่งหน้าแล้วติดร่องบ่อย

  3. ผู้ที่อยากได้ประกายผิวสว่างใสนวลตาทั้งใบหน้า

[กรณีที่แนะนำ Juvelook Volume]

  1. ผู้ที่แก้มด้านข้างหรือโหนกแก้มยุบ ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า

  2. ผู้ที่ไม่ชอบความรู้สึกเทียมของฟิลเลอร์ และอยากได้การเติมเต็มที่เป็นธรรมชาติ

  3. ผู้ที่กังวลเรื่องร่องแก้มลึกหรือใต้ตาบุ๋ม






หลายคนเข้าใจผิดกันนะคะ แม้จะชื่อ Volume แต่ก็ไม่ได้

ทำให้โปะออกมาเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ

เพราะเป็นการเติมเต็มด้วยเนื้อผิวของตัวเอง จึงดูเป็นธรรมชาติมากค่ะ






จำนวนครั้งและค่าใช้จ่าย

Juvelook ไม่ใช่การทำครั้งเดียวแล้วจบค่ะ






โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน ก่อน

จากนั้นค่อยบำรุงรักษา ทุก 6 เดือน–1 ปี ครั้งค่ะ

ค่ะ






ข้อเสียคือเรื่องค่าใช้จ่ายค่ะ ^^..

เพราะต้องทำหลายครั้ง ยอดรวมจึงไม่ถูกนักค่ะ






แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการละลายเหมือนฟิลเลอร์

และข้อดีที่ใหญ่ที่สุดคือได้ 'คอลลาเจนของตัวเอง' กลับมาค่ะ






คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. Glam กับ Volume

ทำพร้อมกันได้ผลดีกว่าไหม?

A. ได้ค่ะ การทำ Glam ทั่วทั้งหน้าเพื่อจัดการเท็กซ์เจอร์

แล้วเสริม Volume เฉพาะจุดที่ยุบนั้น

ให้ความพึงพอใจสูงที่สุดค่ะ






Q2. Rejuran กับ Juvelook

อันไหนเจ็บกว่ากัน?

A. ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ แต่โดยทั่วไปมักบอกว่า

Juvelook เจ็บน้อยกว่า Rejuran ค่ะ

(เพราะโครงสร้างอนุภาคและวิธีเจือจางต่างกัน)











หากมีคำถามเพิ่มเติม ทักมาได้เลยค่ะ

ทาง KakaoTalk หรือโทรศัพท์ก็ได้นะคะ

ยินดีพบและอธิบายให้โดยตรงที่ Beautystone สถานี Hapjeong ค่ะ

นี่คือ วี ยองจิน ค่ะ











✦ บทความที่น่าสนใจ

Juvelook Glam vs Volume,

ควรเลือกแบบไหนดี?

푸석한 피부결과 늘어진 모공, 쥬베룩 글램으로 '쫀쫀함' 되찾는 법

ได้รับคำถามนี้ทาง DM เยอะมากจนต้องมาสรุปให้ชัดเจนสักครั้งค่ะ

เลยอยากจัดการให้เรียบร้อยซะที






Juvelook Glam กับ Volume ชื่อคล้ายกัน

แต่หลายคนบอกว่า

ไม่รู้ว่าต่างกันยังไงกันแน่ค่ะ






ก่อนเข้าเนื้อหา ขอเริ่มจาก

3 คำถามหลักที่เป็นแกนของบทความนี้ก่อนเลยค่ะ






Q. Juvelook Glam กับ Volume

ส่วนผสมต่างกันไหม?

ทั้งคู่มีพื้นฐานเป็น PDLLA (สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง) เหมือนกันค่ะ

แต่ขนาดอนุภาคและวัตถุประสงค์การใช้งานต่างกัน

จะอธิบายละเอียดในเนื้อหาด้านล่างนะคะ






Q. ถ้าเป้าหมายคือความกระชับให้เลือก Glam

แต่ถ้าอยากเพิ่มวอลลุ่มให้เลือก Volume ใช่ไหม?

โดยรวมถือว่าถูกค่ะ

แต่ต้องดูให้ละเอียดกว่านั้นอีกนิด

เพราะสภาพผิวแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ






Q. สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหม?

ได้ค่ะ และในความเป็นจริงก็มีการใช้ร่วมกันค่อนข้างบ่อย

ว่าควรจับคู่แบบไหน เดี๋ยวอธิบายด้านล่างค่ะ






Juvelook

มาทำความรู้จักกันก่อนว่าเป็นผลิตภัณฑ์อะไร

Juvelook คือสกินบูสเตอร์ฟื้นฟูคอลลาเจนของตัวเองที่ผสาน PDLLA กับกรดไฮยาลูรอนิก (HA)

เข้าด้วยกันค่ะ






ถ้า Rejuran เดิมทำงานในแนวเติมสารบำรุง

Juvelook จะทำงานในผิว

กระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างขึ้นเอง

เหมือนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาค่ะ






โดยแบ่งตามขนาดและความเข้มข้นของอนุภาค

เป็น Glam (สำหรับสกินบูสเตอร์)

และ Volume (Lenisna)






Glam vs Volume

เทียบให้เห็นภาพชัดในครั้งเดียว

쥬베룩 글램 vs 볼륨,

พูดตรงๆ คือ Glam โฟกัสที่การยกระดับ 'เท็กซ์เจอร์ผิว' ให้เรียบเนียนขึ้น

ส่วน

Volume เด่นเรื่องเติมเต็ม 'จุดที่ยุบตัว' โดยเฉพาะค่ะ






บันทึกภาคสนามของ ผอ.วี ยองจิน:

จากประสบการณ์ของผม ในช่วงวัยต้นถึงกลาง 30 ทำ Glam อย่างเดียวก็ให้ความพึงพอใจเรื่องผิวเด้งแน่นได้สูงมากแล้ว

ค่ะ






มีเรื่องหนึ่งที่อยากเน้นเป็นพิเศษ คือ

Volume ต้องฉีดลึกกว่าและอนุภาคใหญ่กว่า

ความชำนาญของผู้ทำหัตถการจึงสำคัญมากจริงๆ ค่ะ






โดยเฉพาะบริเวณบอบบางอย่างใต้ตา

ต้องวางตำแหน่งให้แม่นยำโดยไม่เกิดก้อนนูน (nodules) ค่ะ






แบบไหนเหมาะกับใคร?

필러의 인위적인 빵빵함이 무섭다면? '내 살'이 차오르는 쥬베룩 볼륨이 정답

[กรณีที่แนะนำ Juvelook Glam]

  1. ผู้ที่ผิวหยาบกร้านและรูขุมขนเห็นชัด

  2. ผู้ที่มีริ้วรอยเล็กน้อยจนแต่งหน้าแล้วติดร่องบ่อย

  3. ผู้ที่อยากได้ประกายผิวสว่างใสนวลตาทั้งใบหน้า

[กรณีที่แนะนำ Juvelook Volume]

  1. ผู้ที่แก้มด้านข้างหรือโหนกแก้มยุบ ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า

  2. ผู้ที่ไม่ชอบความรู้สึกเทียมของฟิลเลอร์ และอยากได้การเติมเต็มที่เป็นธรรมชาติ

  3. ผู้ที่กังวลเรื่องร่องแก้มลึกหรือใต้ตาบุ๋ม






หลายคนเข้าใจผิดกันนะคะ แม้จะชื่อ Volume แต่ก็ไม่ได้

ทำให้โปะออกมาเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ

เพราะเป็นการเติมเต็มด้วยเนื้อผิวของตัวเอง จึงดูเป็นธรรมชาติมากค่ะ






จำนวนครั้งและค่าใช้จ่าย

Juvelook ไม่ใช่การทำครั้งเดียวแล้วจบค่ะ






โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน ก่อน

จากนั้นค่อยบำรุงรักษา ทุก 6 เดือน–1 ปี ครั้งค่ะ

ค่ะ






ข้อเสียคือเรื่องค่าใช้จ่ายค่ะ ^^..

เพราะต้องทำหลายครั้ง ยอดรวมจึงไม่ถูกนักค่ะ






แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการละลายเหมือนฟิลเลอร์

และข้อดีที่ใหญ่ที่สุดคือได้ 'คอลลาเจนของตัวเอง' กลับมาค่ะ






คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. Glam กับ Volume

ทำพร้อมกันได้ผลดีกว่าไหม?

A. ได้ค่ะ การทำ Glam ทั่วทั้งหน้าเพื่อจัดการเท็กซ์เจอร์

แล้วเสริม Volume เฉพาะจุดที่ยุบนั้น

ให้ความพึงพอใจสูงที่สุดค่ะ






Q2. Rejuran กับ Juvelook

อันไหนเจ็บกว่ากัน?

A. ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ แต่โดยทั่วไปมักบอกว่า

Juvelook เจ็บน้อยกว่า Rejuran ค่ะ

(เพราะโครงสร้างอนุภาคและวิธีเจือจางต่างกัน)











หากมีคำถามเพิ่มเติม ทักมาได้เลยค่ะ

ทาง KakaoTalk หรือโทรศัพท์ก็ได้นะคะ

ยินดีพบและอธิบายให้โดยตรงที่ Beautystone สถานี Hapjeong ค่ะ

นี่คือ วี ยองจิน ค่ะ











✦ บทความที่น่าสนใจ

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร

โครงหน้า&วอลลุ่ม

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร

รู้ไหมคะว่า Botox ที่ดังเรื่องลดริ้วรอย ตอนแรกถูกวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นยาพิษ? นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงเลยค่ะ จากสารพิษโบทูลินัมสู่การพัฒนามาเป็นยารักษาโรค และกลายมาเป็นหัตถการความงามในที่สุด

เมื่อเราฉีดโบท็อกซ์ จะเกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อของเรากันแน่นะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีด botox แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อของเรากันแน่นะ

ที่ริ้วรอยดูตึงเรียบเนียนขึ้น เป็นเพราะกล้ามเนื้อหยุดเคลื่อนไหวชั่วคราวค่ะ มาทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Botox ที่เข้าไปออกฤทธิ์บริเวณจุดประสานประสานกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) กันค่ะ

Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ

โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) ตัวเดียวกัน แต่ทำไมถึงมีหลายยี่ห้อนะ? วันนี้มาดูสรุปเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละแบรนด์, วิธีคำนวณยูนิต (unit), และจุดที่เหมาะในการฉีดของแต่ละยี่ห้อกันค่ะ

โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน

ทำไมฉีดโบกัสหน้าผากแล้วคิ้วตก? ทำไมโบกัสตรงระหว่างคิ้วถึงได้ผลดีมากๆ? — เจาะลึกกลไกและข้อควรระวังในแต่ละจุดกันค่ะ

โบท็อกซ์กรามและน่อง ช่วยปรับโหมดโครงสร้างและกรอบรูปหน้าของคุณอย่างไร?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์กรามและน่อง ช่วยปรับรูปหน้าและรูปร่างให้เปลี่ยนไปได้อย่างไร

การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์มีหลักการทำงานอย่างไร? อธิบายการทำงานของแต่ละส่วนและผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กล้ามเนื้อเคี้ยว (masseter) บริเวณกราม ไปจนถึงกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius)

โบท็อกซ์อยู่ได้นานแค่ไหน ทำไมแต่ละคนถึงได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ? แล้วทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เท่ากัน

ที่เคยได้ยินว่า โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นาน 3-6 เดือน แต่ทำไมสำหรับบางคนถึงรู้สึกว่าสั้นกว่านั้น? เรามีคำตอบเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาความปัง ทั้งระบบเผาผลาญของร่างกาย ปริมาณยาที่ใช้ บริเวณที่ฉีด รวมถึงความถี่ในการทำซ้ำซ้อนค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1