• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Juvelook Glam vs Rejuran เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน

Juvelook Glam vs Rejuran เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน

Juvelook Glam vs Rejuran เจ็บน้อย เปล่งประกายนาน

คุณอยากมีผิวที่แต่งหน้าติดง่ายไหม? พลังคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ที่ JUVELOOK GLAM สร้างขึ้น

Juvelook Glam vs Volume,

ควรเลือกฉีดแบบไหนดีนะ?

푸석한 피부결과 늘어진 모공, 쥬베룩 글램으로 '쫀쫀함' 되찾는 법

ได้รับคำถามนี้เข้ามาทาง DM เยอะมากๆ เลยค่ะ

วันนี้เลยตั้งใจมาสรุปให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายๆ ค่ะ

 

เพราะหลายๆ คนมักจะสับสนว่า Juvelook Glam กับ Volume ที่ชื่อคล้ายกันขนาดนี้

จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างไร

และควรเลือกตัวไหนดี

 

ก่อนอื่นเรามาเริ่มต้นด้วย

3 คำถามยอดฮิตที่เป็นหัวใจสำคัญของหัวข้อในวันนี้กันก่อนนะคะ

 

Q. ส่วนผสมของ Juvelook Glam และ Volume แตกต่างกันไหมคะ?



ทั้งสองตัวมีสารตั้งต้นหลักเป็น PDLLA (สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ) เหมือนกันค่ะ

แต่จะแตกต่างกันที่ขนาดของโมเลกุล (อนุภาค) และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

ซึ่งหมอจะลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเนื้อหาด้านล่างนะคะ

 

Q. ถ้าเน้นเรื่องความยืดหยุ่นของผิวต้องเลือก Glam,

แต่ถ้าอยากเติมเต็มให้ผิวดูเต็มขึ้นต้องเลือก Volume ใช่ไหมคะ?

โดยทั่วไปแล้วเข้าใจถูกแล้วค่ะ

แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้น

ต้องประเมินตามสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ

 

Q. สามารถฉีดร่วมกันทั้งสองตัวได้ไหมคะ?

ทำได้แน่นอนค่ะ ในความเป็นจริงมีหลายเคสเลยที่ฉีดร่วมกัน

ส่วนหมอจะจับคู่แบบไหนให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด สามารถอ่านต่อด้านล่างได้เลยค่ะ

 

มาเริ่มทำความรู้จักกันก่อนว่า

Juvelook คืออะไร?

Juvelook คือ skin booster ประเภทกระตุ้นคอลลาเจนด้วยตัวเอง

ที่มีส่วนผสมประสานกันระหว่าง PDLLA และ Hyaluronic Acid (HA)

 

ถ้าเปรียบเทียบกับ Rejuran ที่เน้นการบำรุงและฟื้นฟูผิวแบบดั้งเดิม

Juvelook จะทำหน้าที่เสมือนตัวเร่งการทำงานในชั้นผิว

เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองค่ะ

 

โดยตัวยาจะถูกแบ่งออกตามขนาดโมเลกุลและความเข้มข้น

เป็นรุ่น Glam (สำหรับงาน skin booster ผิวฉ่ำโกลว์)

และรุ่น Volume (หรือที่รู้จักกันในนาม Lenisna) ค่ะ

 








เปรียบเทียบชัดๆ

Glam vs Volume แตกต่างกันอย่างไร?

쥬베룩 글램 vs 볼륨, "똑같은 제품인 줄 알고 맞았다가 효과 못 보는 이유"

พูดตามตรงเลยก็คือ Glam จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง 'เนื้อสัมผัสผิว' ให้เรียบเนียนละเอียด

ในขณะที่ Volume จะโดดเด่นในเรื่องการเติมเต็ม 'ส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง' บนใบหน้าค่ะ

 

บันทึกจากประสบการณ์จริงของ หมอวี ยองจิน:

จากประสบการณ์ของหมอ ในวัย 30 ปีต้นๆ แค่ฉีด Glam เพียงอย่างเดียว

ก็ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ และฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดีจนคนไข้พึงพอใจมากแล้วครับ

 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำมากๆ คือ

เนื่องจากรุ่น Volume ต้องฉีดลงไปในชั้นผิวที่ลึกลงไปและมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า

ดังนั้นความเชี่ยวชาญและเทคนิคของแพทย์ผู้ฉีดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ

 

โดยเฉพาะในบริเวณที่ผิวบอบบางมากๆ อย่างใต้ตา

จำเป็นต้องฉีดด้วยความแม่นยำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหายาจับตัวเป็นก้อนหลังทำครับ

 

แล้วคุณเหมาะกับรุ่นไหนมากที่สุด?

필러의 인위적인 빵빵함이 무섭다면? '내 살'이 차오르는 쥬베룩 볼륨이 정답

[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ Juvelook Glam]

  1. ผู้ที่มีรูขุมขนกว้างและผิวหน้าดูหยาบกร้าน

  2. ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเล็กๆ ที่ทำให้แต่งหน้าแล้วตกร่องบ่อยครั้ง

  3. ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้าแลดูฉ่ำวาว อิ่มน้ำ และมีออร่าทั่วทั้งใบหน้า

[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ Juvelook Volume]

  1. ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบหรือแก้มส้มยุบตัว ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและโทรม

  2. ผู้ที่ไม่ชอบผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของฟิลเลอร์ แต่ต้องการเติมเต็มให้หน้าดูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ

  3. ผู้ที่มีความกังวลเรื่องร่องแก้มลึกหรือร่องใต้ตาคล้ำเป็นแอ่ง

 

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าพอขึ้นชื่อว่ารุ่น Volume แล้ว

ฉีดแล้วหน้าจะดูฟูขยับไม่ได้เหมือนการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป

แต่จริงๆ แล้วตัวนี้เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความเป็นธรรมชาติสูงมากค่ะ

 

จำนวนครั้งในการรักษาและค่าบริการ

Juvelook ไม่ใช่หัตถการที่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบนะคะ

 

โดยทั่วไป หมอแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน

และหลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงสภาพผิว

ปีละ 1-2 ครั้ง (ทุกๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี) ค่ะ

 

ข้อเสียอย่างเดียวก็อาจจะเป็นเรื่องของราคาค่ะ ^^..

เพราะเป็นหัตถการที่ต้องทำต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายโดยรวมจึงค่อนข้างสูงพอสมควร

 

แต่ข้อดีที่คุ้มค่ามากๆ คือ คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้างหรือกลัวว่าจะไม่ละลายเหมือนฟิลเลอร์

และผลลัพธ์ที่ได้คือ 'คอลลาเจนแท้ของตัวเราเอง' ซึ่งเป็นข้อดีที่หาจากตัวอื่นได้ยากค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. ถ้าฉีด Glam ร่วมกับ Volume

จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไหม?

A. ใช่ค่ะ การผสมผสานโดยการฉีด Glam เพื่อปรับผิวสัมผัสโดยรวมให้เนียนละเอียด

ควบคู่กับการเติม Volume เฉพาะจุดในส่วนที่ยุบหรือเป็นแอ่ง

เป็นคอมโบที่คนไข้ทำแล้วพึงพอใจในผลลัพธ์มากที่สุดค่ะ

 

Q2. ระหว่าง Rejuran กับ Juvelook

แบบไหนเจ็บกว่ากันคะ?

A. ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ แต่โดยทั่วไปแล้ว

คนไข้ส่วนใหญ่จะบอกว่า Juvelook เจ็บน้อยกว่า Rejuran ค่ะ

(เนื่องจากโครงสร้างของตัวยากระจายตัวได้ดีกว่าและมีกรรมวิธีการเจือจางที่ช่วยลดความเจ็บขณะฉีดได้ค่ะ)

 

หากมีข้อสงสัยหรืออยากปรึกษาเพิ่มเติม

ทักมาสอบถามทาง LINE หรือโทรเข้ามาได้เลยนะคะ

แล้วมาพบกันเพื่อตรวจประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดได้ที่ Beautystone สาขาฮับจอง นะคะ

ยินดีให้บริการทุกท่านครับ, หมอวี ยองจิน

 

✦ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

Juvelook Glam vs Volume,

ควรเลือกฉีดแบบไหนดีนะ?

푸석한 피부결과 늘어진 모공, 쥬베룩 글램으로 '쫀쫀함' 되찾는 법

ได้รับคำถามนี้เข้ามาทาง DM เยอะมากๆ เลยค่ะ

วันนี้เลยตั้งใจมาสรุปให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายๆ ค่ะ

 

เพราะหลายๆ คนมักจะสับสนว่า Juvelook Glam กับ Volume ที่ชื่อคล้ายกันขนาดนี้

จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างไร

และควรเลือกตัวไหนดี

 

ก่อนอื่นเรามาเริ่มต้นด้วย

3 คำถามยอดฮิตที่เป็นหัวใจสำคัญของหัวข้อในวันนี้กันก่อนนะคะ

 

Q. ส่วนผสมของ Juvelook Glam และ Volume แตกต่างกันไหมคะ?



ทั้งสองตัวมีสารตั้งต้นหลักเป็น PDLLA (สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ) เหมือนกันค่ะ

แต่จะแตกต่างกันที่ขนาดของโมเลกุล (อนุภาค) และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

ซึ่งหมอจะลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเนื้อหาด้านล่างนะคะ

 

Q. ถ้าเน้นเรื่องความยืดหยุ่นของผิวต้องเลือก Glam,

แต่ถ้าอยากเติมเต็มให้ผิวดูเต็มขึ้นต้องเลือก Volume ใช่ไหมคะ?

โดยทั่วไปแล้วเข้าใจถูกแล้วค่ะ

แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้น

ต้องประเมินตามสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ

 

Q. สามารถฉีดร่วมกันทั้งสองตัวได้ไหมคะ?

ทำได้แน่นอนค่ะ ในความเป็นจริงมีหลายเคสเลยที่ฉีดร่วมกัน

ส่วนหมอจะจับคู่แบบไหนให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด สามารถอ่านต่อด้านล่างได้เลยค่ะ

 

มาเริ่มทำความรู้จักกันก่อนว่า

Juvelook คืออะไร?

Juvelook คือ skin booster ประเภทกระตุ้นคอลลาเจนด้วยตัวเอง

ที่มีส่วนผสมประสานกันระหว่าง PDLLA และ Hyaluronic Acid (HA)

 

ถ้าเปรียบเทียบกับ Rejuran ที่เน้นการบำรุงและฟื้นฟูผิวแบบดั้งเดิม

Juvelook จะทำหน้าที่เสมือนตัวเร่งการทำงานในชั้นผิว

เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองค่ะ

 

โดยตัวยาจะถูกแบ่งออกตามขนาดโมเลกุลและความเข้มข้น

เป็นรุ่น Glam (สำหรับงาน skin booster ผิวฉ่ำโกลว์)

และรุ่น Volume (หรือที่รู้จักกันในนาม Lenisna) ค่ะ

 








เปรียบเทียบชัดๆ

Glam vs Volume แตกต่างกันอย่างไร?

쥬베룩 글램 vs 볼륨, "똑같은 제품인 줄 알고 맞았다가 효과 못 보는 이유"

พูดตามตรงเลยก็คือ Glam จะมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง 'เนื้อสัมผัสผิว' ให้เรียบเนียนละเอียด

ในขณะที่ Volume จะโดดเด่นในเรื่องการเติมเต็ม 'ส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง' บนใบหน้าค่ะ

 

บันทึกจากประสบการณ์จริงของ หมอวี ยองจิน:

จากประสบการณ์ของหมอ ในวัย 30 ปีต้นๆ แค่ฉีด Glam เพียงอย่างเดียว

ก็ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ และฟื้นฟูผิวให้ดูสุขภาพดีจนคนไข้พึงพอใจมากแล้วครับ

 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำมากๆ คือ

เนื่องจากรุ่น Volume ต้องฉีดลงไปในชั้นผิวที่ลึกลงไปและมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า

ดังนั้นความเชี่ยวชาญและเทคนิคของแพทย์ผู้ฉีดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ

 

โดยเฉพาะในบริเวณที่ผิวบอบบางมากๆ อย่างใต้ตา

จำเป็นต้องฉีดด้วยความแม่นยำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหายาจับตัวเป็นก้อนหลังทำครับ

 

แล้วคุณเหมาะกับรุ่นไหนมากที่สุด?

필러의 인위적인 빵빵함이 무섭다면? '내 살'이 차오르는 쥬베룩 볼륨이 정답

[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ Juvelook Glam]

  1. ผู้ที่มีรูขุมขนกว้างและผิวหน้าดูหยาบกร้าน

  2. ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเล็กๆ ที่ทำให้แต่งหน้าแล้วตกร่องบ่อยครั้ง

  3. ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้าแลดูฉ่ำวาว อิ่มน้ำ และมีออร่าทั่วทั้งใบหน้า

[แนะนำสำหรับผู้ที่เหมาะกับ Juvelook Volume]

  1. ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบหรือแก้มส้มยุบตัว ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและโทรม

  2. ผู้ที่ไม่ชอบผลลัพธ์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของฟิลเลอร์ แต่ต้องการเติมเต็มให้หน้าดูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ

  3. ผู้ที่มีความกังวลเรื่องร่องแก้มลึกหรือร่องใต้ตาคล้ำเป็นแอ่ง

 

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าพอขึ้นชื่อว่ารุ่น Volume แล้ว

ฉีดแล้วหน้าจะดูฟูขยับไม่ได้เหมือนการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป

แต่จริงๆ แล้วตัวนี้เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความเป็นธรรมชาติสูงมากค่ะ

 

จำนวนครั้งในการรักษาและค่าบริการ

Juvelook ไม่ใช่หัตถการที่ทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบนะคะ

 

โดยทั่วไป หมอแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน

และหลังจากนั้นสามารถฉีดเพื่อคงสภาพผิว

ปีละ 1-2 ครั้ง (ทุกๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี) ค่ะ

 

ข้อเสียอย่างเดียวก็อาจจะเป็นเรื่องของราคาค่ะ ^^..

เพราะเป็นหัตถการที่ต้องทำต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายโดยรวมจึงค่อนข้างสูงพอสมควร

 

แต่ข้อดีที่คุ้มค่ามากๆ คือ คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้างหรือกลัวว่าจะไม่ละลายเหมือนฟิลเลอร์

และผลลัพธ์ที่ได้คือ 'คอลลาเจนแท้ของตัวเราเอง' ซึ่งเป็นข้อดีที่หาจากตัวอื่นได้ยากค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1. ถ้าฉีด Glam ร่วมกับ Volume

จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นไหม?

A. ใช่ค่ะ การผสมผสานโดยการฉีด Glam เพื่อปรับผิวสัมผัสโดยรวมให้เนียนละเอียด

ควบคู่กับการเติม Volume เฉพาะจุดในส่วนที่ยุบหรือเป็นแอ่ง

เป็นคอมโบที่คนไข้ทำแล้วพึงพอใจในผลลัพธ์มากที่สุดค่ะ

 

Q2. ระหว่าง Rejuran กับ Juvelook

แบบไหนเจ็บกว่ากันคะ?

A. ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ แต่โดยทั่วไปแล้ว

คนไข้ส่วนใหญ่จะบอกว่า Juvelook เจ็บน้อยกว่า Rejuran ค่ะ

(เนื่องจากโครงสร้างของตัวยากระจายตัวได้ดีกว่าและมีกรรมวิธีการเจือจางที่ช่วยลดความเจ็บขณะฉีดได้ค่ะ)

 

หากมีข้อสงสัยหรืออยากปรึกษาเพิ่มเติม

ทักมาสอบถามทาง LINE หรือโทรเข้ามาได้เลยนะคะ

แล้วมาพบกันเพื่อตรวจประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดได้ที่ Beautystone สาขาฮับจอง นะคะ

ยินดีให้บริการทุกท่านครับ, หมอวี ยองจิน

 

✦ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ลิทูโอ (Lituo) มีส่วนผสมจากเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ (human allogeneic dermis) แบบนี้สามารถมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยได้เต็มที่เลยไหมคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

เห็นว่า Lituo มีส่วนผสมของเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ (human donor dermis) แบบนี้จะมั่นใจได้เรื่องความปลอดภัยไหมคะ ผ่านการพิสูจน์และรับรองความปลอดภัยมาเรียบร้อยแล้วหรือยัง

สรุปเหตุผลว่าทำไม Lituo ซึ่งเป็นสารเติมเต็มจากเนื้อเยื่อสังเคราะห์ (동종진피) ยังคงมีข้อจำกัดในการปรับปริมาณความวอลลุ่ม และทำไมข้อมูลด้านความปลอดภัยของตัวนี้ยังอยู่ในช่วงสะสมรวบรวมอยู่ค่ะ

กังวลเรื่องความเจ็บตอนฉีด ฟิลเลอร์สะโพก (hip filler) อยู่ใช่ไหมคะ? และคงอยากรู้ใช่ไหมว่าปกติแล้วมีขั้นตอนการแปะยาชาหรือบล็อกเส้นประสาทอย่างไรบ้าง?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดฟิลเลอร์สะโพกเจ็บไหม? ยาชาช่วยได้แค่ไหน

ฟิลเลอร์สะโพกเจ็บไหม ความเจ็บมาจากไหน ยาชาแบบทาและแบบฉีดช่วยลดความเจ็บได้แค่ไหน มาดูกัน

อยากรู้ใช่ไหมคะว่าหลังจากทำ Inmode FX แล้ว จะเริ่มล้างหน้าและแต่งหน้าได้ปกติได้ตั้งแต่ตอนไหน?

ยกกระชับ

หลังทำ InMode FX ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่

หลังทำ InMode FX ล้างหน้าและแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ มาดูไทม์ไลน์และวิธีดูแลผิวช่วงที่ผิวยังแดงกันค่ะ

หลังจากทำโปรแกรม Secret RF needle แล้ว จะเริ่มล้างหน้าและแต่งหน้าได้อีกครั้งตอนไหนคะ?

ผิว

หลัง Secret RF ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ดี?

หลัง Secret RF ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ สรุปตามระยะการฟื้นตัว พร้อมวิธีดูแลกันรอยดำ

อยากรู้ไหมคะว่าหลังทำเลเซอร์ลบรอยสักด้วย Picoway แล้ว ขั้นตอนที่สะเก็ดแผลจะหลุดออก และรอยสักค่อยๆ จางลงเป็นอย่างไรบ้าง?

ลบรอยสัก

ลบรอยสัก PicoWay สะเก็ดขึ้นและรอยสักจางเป็นขั้นตอนไหน

ลบรอยสัก PicoWay พักฟื้นอย่างไร ตั้งแต่ Frosting สะเก็ด จนรอยสักค่อย ๆ จาง สรุปให้เข้าใจง่ายค่ะ

หลังจากทำ skin booster หรือโปรแกรมดูแลผิวแล้ว จะสามารถขึ้นเครื่องบินได้ตั้งแต่ตอนไหนกันนะ? สงสัยกันอยู่ใช่ไหมคะ?

ผิว

ทำหัตถการแล้วขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไหร่?

หลังทำหัตถการ ขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไหร่ดี บทความนี้รวมระยะที่ควรเว้นก่อนบินตามชนิดหัตถการไว้ให้แล้ว

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1