แม้จะเป็นปริมาณ 1cc เท่ากัน แต่ให้ผลลัพธ์ในระยะเวลาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง มาเจาะลึกความต่างระหว่าง HA filler และ PDLLA collagen booster โดยเปรียบเทียบจากบริเวณที่ฉีด ผลลัพธ์ในแต่ละช่วงเวลา และระยะเวลาการคงตัวกันค่ะ
เวลาปรึกษาคุณหมอว่า "อยากเติมเต็มวอลลุ่มให้ใบหน้า" หลายคนมักจะได้ยินชื่อของสองตัวช่วยนี้ขึ้นมาพร้อมๆ กันค่ะ ตัวแรกคือ HA (Hyaluronic Acid) filler ที่เราคุ้นเคยกันดี ส่วนอีกตัวคือ Juvelook Volume ซึ่งเป็น collagen booster ที่มีส่วนผสมของ PDLLA อธิบายสั้นๆ คือ ทั้งสองหัตถการนี้มีกลไกในการเติมเต็มวอลลุ่มที่แตกต่างกันตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ
บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมคำถามยอดฮิตจากการปรึกษาที่ Beautystone Clinic ไม่ใช่บทความเพื่อการโฆษณาขายสินค้า แต่เขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เข้าใจความแตกต่างเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกสูตรที่เหมาะกับเราค่ะ
เติมเต็มทันที VS ค่อยๆ สร้างตามกาลเวลา
HA filler หลังฉีดเสร็จจะเห็นวอลลุ่มทันทีเพราะตัวเจลเข้าไปเติมเต็มในบริเวณนั้น มีข้อมูลทางคลินิกมากมายที่ระบุว่า HA (Hyaluronic Acid) filler ถูกใช้เพื่อฟื้นฟูวอลลุ่มที่สูญเสียไปและช่วยปรับรูปหน้า ทำให้พอลืมตามาส่องกระจกหลังทำเสร็จ ก็จะรู้สึกได้ทันทีเลยค่ะว่า "ดูเต็มขึ้นแล้ว"
แต่สำหรับ PDLLA* ใน Juvelook Volume นั้นมีกลไกที่ต่างออกไปค่ะ หลังฉีดเข้าไปช่วงแรกอาจจะดูฟูขึ้นเล็กน้อยจากส่วนประกอบช่วยพยุงตัว แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะค่อยๆ เกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือนข้างหน้า เมื่อคอลลาเจนใต้ผิวเริ่มสร้างตัวขึ้นมาใหม่ ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองรายงานว่า PDLLA ช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและการสร้างหลอดเลือดใหม่ในผิวที่ร่วงโรยตามวัย สรุปง่ายๆ คือ แม้จะฉีด 1cc เท่ากัน แต่เห็นผลในไทม์ไลน์ที่ต่างกันค่ะ
PDLLA*: poly-D,L-lactic acid เป็นส่วนประกอบกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างช้าๆ ขณะที่ย่อยสลายไปตามธรรมชาติใต้ผิว มักนิยมใช้ในหัตถการกลุ่ม collagen booster ตัวดังอย่าง Juvelook ค่ะ

ช่วงเวลาที่เห็นผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน
ความแตกต่างตรงนี้ค่อนข้างมีผลกับการวางแผนคิวทำสวยของเราเลยล่ะค่ะ
HA filler เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการความเป๊ะในวันสำคัญแบบเร่งด่วน เช่น งานแต่งงาน หรืองานสำคัญของครอบครัว เพราะนอกจากรอยบวมเพียงเล็กน้อยหลังฉีดและการเข้าที่ของตัวยาแล้ว ใบหน้าก็จะดูเข้าที่สวยงามเป็นธรรมชาติภายใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ
ส่วน Juvelook Volume จะเหมาะกับไทม์ไลน์ที่ตรงกันข้ามเลยค่ะ คอลลาเจนจะค่อยๆ ฟูเต็มขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ 4-8 ทำให้ผลลัพธ์ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ จึงไม่เหมาะกับการฉีดก่อนวันงานสำคัญทันที แต่จะเหมาะสำหรับการเตรียมตัวล่วงหน้าสัก 2-3 เดือนสำหรับเจ้าสาวหรืองานสำคัญๆ ค่ะ และเนื่องจากไม่ใช่หัตถการที่เน้นการเปลี่ยนวอลลุ่มแบบปุบปับในครั้งเดียว ส่วนใหญ่จึงมักจะแบ่งทำ 2-3 ครั้งค่ะ

บริเวณไหนเหมาะกับหัตถารใดมากกว่ากัน
บริเวณที่มีผิวบาง มีการขยับบ่อย หรือบริเวณที่แสดงสีหน้าบ่อยๆ จะเหมาะกับแต่ละหัตถการแตกต่างกันไปค่ะ
ริ้วรอยเล็กๆ เช่น รอบดวงตา รอบปาก และริมฝีปาก — HA filler จะตอบโจทย์ได้หลากหลายกว่าค่ะ เพราะมีรุ่นผลิตภัณฑ์ที่มีระดับความหนืดของเนื้อเจลให้เลือกเยอะ จึงดีไซน์และเติมเต็มจุดเล็กๆ ได้ง่ายกว่า
พื้นที่กว้างๆ เช่น แก้มตอบ แก้มส้ม หรือขมับ — มักจะมีการแนะนำ collagen booster อย่าง Juvelook Volume ค่ะ เพราะจะช่วยค่อยๆ ปรับสภาพผิวและเติมเต็มอย่างเป็นธรรมชาติ ดีกว่าการฉีดแบบฟูขึ้นมาทันทีเหมือนลูกโป่ง
การปรับรูปหน้าให้ชัด เช่น ปลายคาง หรือสันจมูก — HA filler จะช่วยล็อกโครงหน้าคอมมิตไลน์ให้ชัดขึ้นได้ทันทีแบบตรงจุดกว่าค่ะ
จากข้อมูลแนะนำเกี่ยวกับ dermal filler ของ American Society of Plastic Surgeons (ASPS) ก็ระบุไว้เช่นกันว่า ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นควรเลือกใช้ให้เหมาะกับบริเวณและจุดประสงค์ที่ต่างกัน ไม่มีฟิลเลอร์ตัวไหนที่ฉีดได้ตอบโจทย์ในทุกๆ จุดของใบหน้าค่ะ

ระยะเวลาผลลัพธ์และการมาทำซ้ำ
HA filler โดยทั่วไปจะค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและรุ่นผลิตภัณฑ์ เมื่อเริ่มสังเกตเห็นวอลลุ่มลดลงก็สามารถมาฉีดเติมใหม่ได้ค่ะ และข้อดีมากๆ ของเคสที่ต้องการแก้ไขแบบเร่งด่วน คือสามารถฉีดสลายออกด้วย Hyaluronidase ได้ทันที
แต่ถ้าเป็น collagen booster ที่มี PDLLA อย่าง Juvelook Volume จะคนละแนวกันเลยค่ะ ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ห่างกันรอบละ 4-6 สัปดาห์ และเมื่อคอลลาเจนเติมเต็มขึ้นมาแล้วจะค่อยๆ ลดลงไปเองตามธรรมชาติ จึงไม่เข้าข่ายของการ "ฉีดยาสลาย" ค่ะ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเริ่มรู้สึกยุบตัวลง ก็สามารถกลับมาฉีดกระตุ้นซ้ำเพื่อสร้างโครงคอลลาเจนใหม่ในบริเวณเดิมได้ค่ะ
อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่าทั้งสองตัวมีกลไกการสร้างวอลลุ่มที่ต่างกันตั้งแต่แรก ดังนั้นเรื่องระยะเวลาและการดูแลรักษาหลังจากนั้นจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

เช็กดูว่าตัวเองเหมาะกับแนวไหนมากกว่ากัน
นี่คือลิสต์สั้นๆ ให้จำง่ายๆ ลองเช็กก่อนเข้าไปปรึกษาคุณหมอนะคะ
อยากเห็นผลลัพธ์ตอนไหน — ถ้าอยากได้ใน 1-2 สัปดาห์ HA filler จะตอบโจทย์แบบธรรมชาติทันใจค่ะ แต่ถ้ามีเวลาเตรียมตัว 2-3 เดือน ค่อยๆ ปรับผิว แนะนำเป็นกลุ่ม collagen booster ค่ะ
ต้องการดูแลบริเวณไหนเป็นพิเศษ — จุดที่เป็นริ้วรอยเล็กๆ เหมาะกับ HA filler ส่วนบริเวณกว้างที่ต้องการปรับงานผิวให้แน่นฟู เหมาะกับ collagen booster ค่ะ
มีเวลามาทำบ่อยแค่ไหน — HA filler มักสะดวกรวดเร็วเจ็บตัวครั้งเดียวจบ ส่วน PDLLA booster โดยทั่วไปต้องมาทำซ้ำ 2-3 ครั้งค่ะ
ความยืดหยุ่นหลังทำ — HA สามารถฉีดสลายได้ ส่วน PDLLA จะค่อยๆ ปรับสภาพไปตามธรรมชาติ หากยังลังเล ลองพิจารณาข้อดีข้อเสียตรงนี้ดูได้ค่ะ
ข้อมูลในบทความนี้เป็นเพียงความรู้อื่นๆ ทั่วไป แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความหนาของผิว การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และชั้นไขมันใต้ผิวหน้าจริง ก่อนตัดสินใจเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับเราที่สุดนะคะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สามารถฉีด HA filler ร่วมกับ Juvelook Volume ในวันเดียวกันเลยได้ไหมคะ?
A. หากฉีดคนละบริเวณกัน สามารถทำพร้อมกันในวันเดียวกันได้ค่ะ แต่จะไม่ฉีดทับซ้อนกันในจุดเดียวกันอย่างแน่นอน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ประเมินวอลลุ่มได้ง่าย แนะนำแจ้งบริเวณที่กังวลและความประสงค์ให้แก่คุณหมอตอนประเมินนะคะ
Q. PDLLA booster ต้องรอนานกว่าหนึ่งเดือนขึ้นไปจริงๆ หรอ ถึงจะเห็นผล?
A. โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้นค่ะ หลังจากอาการฟูชั่วคราวในช่วงแรกยุบลงไป ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะค่อยๆ ปรากฏตามเวลาการสร้างตัวของคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 4-8 ทั้งนี้ความเร็วในการตอบสนองผิวของแต่ละบุคคลอาจจะแตกต่างกันไปค่ะ
Q. ระหว่างสองสไตล์นี้ ตัวไหนให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่ากัน?
A. ไม่สามารถบอกได้ว่าแบบใดธรรมชาติกว่ากันค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับบริเวณใบหน้าที่ฉีด ไทม์ไลน์ความต้องการ และระดับการฟื้นฟูผิวของแต่ละคนมากกว่า ไม่มีคำว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนอย่างแท้จริง การคุยกับคุณหมอเพื่อชี้จุดที่อยากปรับในใบหน้าตั้งแต่ก่อนทำ จะทำให้เลือกโปรแกรมได้ง่ายและตรงใจที่สุดค่ะ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport กับ Botox ทั้งคู่เป็นโบทูลินัมเหมือนกัน แล้วต่างกันตรงไหนคะ?
แม้ส่วนผสมจะดูคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันได้ เราจะอธิบายความแตกต่างในทางปฏิบัติระหว่าง Dysport และ Botox ให้เข้าใจง่าย ๆ

กำจัดขน
การเลเซอร์กำจัดหนวดเคราและการกำจัดขนบนใบหน้า ทั้งที่ใช้เลเซอร์เหมือนกัน ทำไมผลลัพธ์ถึงแตกต่างกัน?
หนวดเคราของผู้ชายมักเส้นหนาและรากลึก จึงต้องทำหลายครั้ง ส่วนขนอ่อนของผู้หญิงจะบางกว่า ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงช้ากว่า เป็นความแตกต่างที่ควรรู้เวลาแพลนจำนวนครั้ง

ยกกระชับ
Ulthera Prime แตกต่างกับ Ulthera แบบเดิมยังไงนะ?
ถึงจะเป็นเทคโนโลยีคลื่น Micro-Focused Ultrasound เหมือนกัน แต่ระบบหน้าจอแสดงผลประสิทธิภาพสูงและระดับพลังงานที่ส่งลงไปใต้ผิวนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ หมอขอสรุปข้อมูลสั้นๆ ให้ทุกคนได้เก็บไว้เป็นไกด์ไลน์ก่อนไปทำดีกว่า

ยกกระชับ
Sofwave อยู่ในตำแหน่งไหนกันนะ เมื่อเทียบกับตัวเลือกการทำ 리프팅 (Lifting) แบบไม่ผ่าตัด
비집속 초음파 (non-focused ultrasound) ที่ทำงานในชั้นผิว진피 (dermis) ไม่ใช่ชั้น SMAS หมดกังวลเรื่องความเจ็บและไม่ต้องพักฟื้นนาน (downtime) มาดูกันค่ะว่าวิธีนี้เหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับไหนบ้าง

ผิว
ทาสลีปปิ้งมาส์ก (sleeping pack) กับครีมบำรุงกลางคืน (night cream) คู่กันทุกวัน จะหนักผิวเกินไปไหมนะ
การสังเกตสภาพผิวในแต่ละวันแล้วเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมนั้นดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทาทับกันทุกวัน และนี่คือคำแนะนำเกี่ยวกับลำดับและระดับความถี่ในการใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวค่ะ

ผิว
tone-up cream, BB cream และ ครีมกันแดด ควรทาเรียงลำดับอย่างไรดี
แค่พึ่ง SPF จากโทนอัพหรือ BB ครีมอย่างเดียว ปริมาณที่ทาอาจจะไม่เพียงพอนะคะ มาดูกันว่าทำไมเราถึงต้องทาครีมกันแดดแยกต่างหาก และขั้นตอนการทาในทุกๆ เช้ากันค่ะ




![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
