• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

ฝ้า ทำ toning ดึงแค่สี เดี๋ยวก็กลับมาอีก

ฝ้า ทำ toning ดึงแค่สี เดี๋ยวก็กลับมาอีก

ฝ้า ทำ toning ดึงแค่สี เดี๋ยวก็กลับมาอีก

รักษาฝ้าด้วย toning ลดเม็ดสี ดูแลเส้นเลือดในฝ้าเลือด เสริม RF + Tranexamic acid booster ครับ

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

หลายคนเคยเจอปัญหารักษาฝ้าด้วยเลเซอร์โทนนิ่งแล้วฝ้าจางลงไปได้ไม่กี่เดือนก็กลับมาเข้มใหม่อีกใช่ไหมคะ? นั่นไม่ใช่เพราะเลเซอร์ไม่มีประสิทธิภาพนะครับ แต่เป็นเพราะเรามองฝ้าเป็นแค่เรื่องของ 'เม็ดสี' เพียงอย่างเดียวต่างหาก จริงๆ แล้วฝ้าไม่ได้เกิดขึ้นจากเมลานินเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของเส้นเลือดที่ขยายตัว เกราะป้องกันผิวที่พัง และการอักเสบเรื้อรังที่เกี่ยวพันกันอยู่ด้วย ถ้าเราลบแค่สีออกแต่รากของฝ้ายังอยู่และยังโดนกระตุ้นเรื่อยๆ ฝ้าก็จะกลับมาเข้มเหมือนเดิมครับ วันนี้หมอวี ยองจิน จะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าฝ้าคืออะไรกันแน่ รักษาแต่ละแบบอย่างไร และทำไมต้องทำ skin booster ควบคู่ไปด้วยถึงจะช่วยให้ฝ้ากลับมาได้ช้าลงครับ

 

ต้องเข้าใจก่อนว่าฝ้าคืออะไรกันแน่

ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินถูกกระตุ้นมากเกินไปจนกลายเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลกระจายตัว ปัจจัยอย่างรังสียูวี, ฮอร์โมนเพศหญิง, ความร้อน, การเสียดสี และการอักเสบ จะคอยกระตุ้นเซลล์เม็ดสีนี้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ดังนั้นต่อให้เลเซอร์ออกไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้ายังมีตัวกระตุ้นเหลืออยู่ ฝ้าก็พร้อมที่จะกลับมาใหม่ได้เสมอครับ

สิ่งที่ยากคือฝ้าไม่ได้อยู่แค่ชั้นเดียว ฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า (epidermis) มักจะรักษาให้จางลงได้ง่ายกว่า แต่ ฝ้าที่ลึกไปถึงชั้นหนังแท้ (dermis) จะใช้เวลารักษานานมาก แถมถ้ามี ฝ้าแบบมีเส้นเลือด* (vascular melasma)* ร่วมด้วย การพึ่งพาเลเซอร์จัดการเม็ดสีอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบครับ

* ฝ้าแบบมีเส้นเลือด (vascular melasma): คือฝ้าที่มีการขยายตัวของเส้นเลือดฝอยในชั้นหนังแท้ร่วมกับการกระตุ้นเซลล์เม็ดสี สัญญาณที่ส่งมาจากเส้นเลือดที่ขยายตัว (เช่น VEGF) จะคอยกระตุ้นเซลล์เม็ดสีตลอดเวลา ทำให้ใช้แค่เลเซอร์เม็ดสีอย่างเดียวไม่ค่อยเห็นผล และผิวยังไวต่อสิ่งกระตุ้นได้ง่ายมากครับ

ต้องเข้าใจก่อนว่าฝ้าคืออะไรกันแน่

 

 

การทำให้เม็ดสีจางลง ต้องใช้โทนนิ่งเลเซอร์ครับ

เครื่องมือหลักที่ช่วยลดเมลานินในชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้โดยตรงคือ เลเซอร์โทนนิ่งพลังงานต่ำ ซึ่งที่ Beautystone เราเลือกใช้เครื่อง เลเซอร์โทนนิ่ง* ระดับพรีเมียมอย่าง Revlite และ Helios ครับ ถึงแม้จะเป็น Nd:YAG 1064nm เหมือนกัน แต่มีจุดเด่นที่ต่างกันนิดหน่อยครับ

Revlite ปล่อยพลังงานสม่ำเสมอและเสถียรมาก ทำให้ระคายเคืองผิวน้อย เหมาะกับการทำซ้ำๆ เพื่อปรับโทนผิวให้สม่ำเสมอ ส่วน Helios จะใช้สองความยาวคลื่นร่วมกับโหมดการรักษาที่หลากหลาย ช่วยเจาะลึกตั้งแต่กระตื้นไปจนถึงเม็ดสีลึกในชั้นหนังแท้ได้อย่างตรงจุด ถ้าเป็นฝ้าจางๆ แผ่กว้าง หมอจะใช้ Revlite ค่อยๆ เคลียร์อย่างอ่อนโยน แต่ถ้ามีจุดด่างดำเข้มๆ หรือเม็ดสีลึกผสมอยู่ หมอจะแอดโหมดของ Helios เข้าไปด้วยครับ

* เลเซอร์โทนนิ่ง (Low-fluence Q-switched Nd:YAG): คือการปล่อยพลังงานอ่อนๆ ซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายเซลล์ปกติ และเน้นทำลายเฉพาะเม็ดสีเมลานินทีละน้อย ไม่ใช่การลบออกไปในครั้งเดียว แต่ต้องทำต่อเนื่องทุก 2-4 สัปดาห์ หากใช้พลังงานแรงเกินไปอาจเกิดผลข้างเคียงเป็นจุดด่างขาว (Hypopigmentation) ได้ ดังนั้นการปรับระดับพลังงานจึงสำคัญที่สุดครับ

การทำให้เม็ดสีจางลง ต้องใช้โทนนิ่งเลเซอร์ครับ

 

 

ถ้าเป็นฝ้าแบบมีเส้นเลือด ต้องรักษาเส้นเลือดควบคู่ไปด้วยครับ

หากทำเลเซอร์โทนนิ่งมาพอสมควรแล้วแต่ยังมีรอยแดงหลงเหลืออยู่ หรือโดนกระตุ้นนิดหน่อยฝ้าก็กลับมาเข้มขึ้นทันที ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับว่าอาจมีส่วนของเส้นเลือดร่วมด้วย เพราะเส้นเลือดที่ขยายตัวจะคอยกระตุ้นเซลล์เม็ดสีตลอดเวลา หากลากทำแต่เลเซอร์เม็ดสีซ้ำๆ จะยิ่งสะสมความระคายเคือง และรอยฝ้าก็จะไม่จางลงครับ

การดูแลฝ้าชนิดนี้ต้องเน้นไปที่การลดการขยายตัวของเส้นเลือดควบคู่กันไป โดยใช้เลเซอร์โทนนิ่งแบบอ่อนโยนเพื่อจัดการเม็ดสีอย่างช้าๆ พร้อมกับทำทรีตเมนต์ลดการอักเสบและลดสัญญาณกระตุ้นเส้นเลือด วิธีนี้จะช่วยปรับทิศทางให้ฝ้า 'กลับมาเข้มช้าลง' ซึ่งสมาคมโรคผิวหนังแห่งเกาหลีใต้ก็ระบุว่าฝ้าคือ โรคเม็ดสีเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในครั้งเดียว ครับ

ถ้าเป็นฝ้าแบบมีเส้นเลือด ต้องรักษาเส้นเลือดควบคู่ไปด้วยครับ

 

 

ฟื้นฟูชั้นหนังแท้และเกราะป้องกันผิวด้วย microneedling RF แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังนะครับ

ถ้าชั้นหนังแท้ใต้เม็ดสีและเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ฝ้าจะกลับมาได้ง่ายมาก เครื่องมือที่ช่วยฟื้นฟูชั้นหนังแท้ก็คือ microneedling RF* อย่าง Potenza หรือ Secret ครับ ตัวเครื่องจะใช้เข็มขนาดเล็กส่งพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงเข้าไปในชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว สร้างฐานผิวใหม่ที่ทำให้เม็ดสีเกาะตัวได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังที่สำคัญมากครับ เนื่องจากความร้อนสามารถกระตุ้นเซลล์เม็ดสีได้ หากทำ microneedling RF บนผิวที่เป็นฝ้าด้วยพลังงานที่แรงเกินไป อาจทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ครับ ดังนั้นสำหรับผิวที่เป็นฝ้า เราจะไม่ใช้เทคโนโลยีนี้เป็นยารักษาหลักเดี่ยวๆ แต่จะลดระดับพลังงานลง และทำในลักษณะการรักษา 'เสริม' ควบคู่ไปกับการทำโปรแกรมไวท์เทนนิ่งก่อนและหลังทำอย่างระมัดระวัง หัวใจของความปลอดภัยคือการปรับความลึกและระดับพลังงานให้เหมาะกับสภาพผิวของคนไข้ในแต่ละครั้งครับ

* microneedling RF (คลื่นวิทยุผ่านเข็มขนาดเล็ก เช่น Potenza, Secret): เป็นการฟื้นฟูผิวโดยส่งพลังงานคลื่นวิทยุผ่านปลายเข็มขนาดเล็กไปยังชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว สำหรับรักษาฝ้าจะทำหน้าที่เป็นตัวเสริม แต่เนื่องจากความร้อนอาจทำให้ฝ้าแย่ลงได้ จึงต้องตั้งค่าพลังงานต่ำและทำควบคู่กับการดูแลเม็ดสีเสมอครับ

ฟื้นฟูชั้นหนังแท้และเกราะป้องกันผิวด้วย microneedling RF แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังนะครับ

 

 

นี่คือเหตุผลที่ต้องทำ skin booster ควบคู่กันครับ

การใช้เลเซอร์โทนนิ่งลดเม็ดสีและการทำ RF ฟื้นฟูชั้นหนังแท้เพียงอย่างเดียว อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างเรื่อง 'ทำไมผิวถึงถูกกระตุ้นได้ง่าย' การผสานโปรแกรม skin booster จึงเข้ามาทำการกดสวิตช์ต้นตอเหล่านั้น (การอักเสบ, เกราะป้องกันผิว, สัญญาณจากเส้นเลือด) โดยตรงครับ

ส่วนผสมยอดนิยมอย่าง Tranexamic Acid ช่วยยับยั้งสัญญาณการอักเสบ (Plasmin) ทำให้อัตราการกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (α-MSH, PGE2) ลดลง ซึ่งนี่ไม่ใช่การไปลบสีออก แต่เป็นการ 'ลดสัญญาณสั่งการสร้างเม็ดสี' ตั้งแต่แรกเลยครับ เมื่อเพิ่ม skin booster สูตรฟื้นฟูผิวที่ช่วยเติมเต็มเกราะป้องกันผิวเข้าไปด้วย จะทำให้ผิวไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกน้อยลง ส่งผลให้ฝ้าที่จางลงด้วยเลเซอร์โทนนิ่งกลับมาเข้มช้าขึ้น การรวม เลเซอร์โทนนิ่ง (ลดเม็ดสี) + skin booster (ลดอักเสบ/เสริมเกราะป้องกัน) + RF หากจำเป็น (ดูแลชั้นหนังแท้) เข้าเป็นโปรแกรมสูตรเดียวกัน จะช่วยให้การดูแลฝ้าเห็นผลยาวนานขึ้นและ 'กลับมาดำยากขึ้น' ครับ

สรุปแนวทางการดูแลรักษาในแต่ละส่วนได้ตามตารางนี้เลยครับ

แนวทาง

เป้าหมายการรักษา

เครื่องมือ/ส่วนผสม

บทบาทสำคัญ

เม็ดสีชั้นหนังกำพร้า/หนังแท้

ลดเมลานิน

เลเซอร์โทนนิ่ง Revlite, Helios

หลัก — ช่วยให้รอยจางลง

ฝ้าแบบมีเส้นเลือด

ลดเส้นเลือดขยายตัวและการอักเสบ

การโทนนิ่งแบบอ่อนโยน + ทรีตเมนต์ปลอบประโลมผิว

บล็อกการกลับมาเติมเข้มของเม็ดสี

ชั้นหนังแท้และเกราะป้องกันผิว

ปรับโครงสร้างฐานผิว

Potenza, Secret RF (ตั้งค่าพลังงานต่ำ)

เสริม — ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

ต้นตอ (การอักเสบ/เกราะป้องกัน)

กดการส่งสัญญาณการกลับมาของฝ้า

Tranexamic Acid, skin booster สูตรฟื้นฟูผิว (เช่น รีจูรัน, จูวีลุค)

ร่วมด้วย — ป้องกันฝ้ากลับคืนมา

ฝ้า ไม่ใช่แค่เรื่อง 'เม็ดสีอย่างเดียว' แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่เชื่อมโยงกับเม็ดสี เส้นเลือด เกราะป้องกันผิว และการอักเสบ การทำเลเซอร์โทนนิ่งเพื่อลบสีออกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากต้องการให้ฝ้ากลับมาได้ช้าที่สุด ต้องดูแลเรื่องระบบเส้นเลือดและสร้างผิวให้แข็งแรงเพื่อกดสวิตช์กระตุ้นฝ้าไปพร้อมๆ กันครับ ด้วยเหตุนี้ การทำเลเซอร์โทนนิ่งควบคู่กับ skin booster จึงกลายมาเป็นโปรแกรมพื้นฐานในการรักษาฝ้าที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันครับ

ปรึกษาผ่าน LINE

หากอยากทราบว่าผิวของคุณเหมาะกับโปรแกรมไหน คุณหมอวี ยองจิน จะเป็นผู้ประเมินและให้คำปรึกษาโดยตรงครับ

▶ ปรึกษาแบบ 1:1 ผ่านบริการ LINE

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. ทำแค่เลเซอร์โทนนิ่งอย่างเดียว ฝ้าจะหายไปเลยไหมคะ?

ถ้าทำแค่เลเซอร์โทนนิ่งอย่างเดียว ฝ้ามีโอกาสกลับมาขึ้นได้ง่ายมากครับ เพราะเลเซอร์ช่วยทำให้สีจางลงเฉยๆ แต่ต้นเหตุที่คอยกระตุ้นฝ้าอย่างเรื่องการอักเสบ เส้นเลือด และเกราะป้องกันผิวที่พังยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้น การทำ skin booster ร่วมด้วยเพื่อกดปัญหาที่ต้นตอจึงช่วยให้ฝ้ากลับมาได้ยากขึ้นครับ

Q. ผิวเป็นฝ้าสามารถทำ microneedling RF อย่าง Potenza หรือ Secret ได้ไหมคะ?

ทำได้ครับ แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังมากๆ เพราะความร้อนจากกลุ่มเครื่องมือนี้อาจไปกระตุ้นเซลล์เม็ดสีทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ ที่คลินิกเราจึงใช้วิธีลดระดับพลังงานลง และทำเป็นโปรแกรม 'เสริม' ควบคู่กับทรีตเมนต์บำรุงเพื่อผิวกระจ่างใสก่อนและหลังทำครับ หมอไม่แนะนำให้ใช้รักษาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเพียงอย่างเดียวครับ

Q. Revlite กับ Helios ต่างกันอย่างไรครับ?

ทั้งคู่เป็นเลเซอร์โทนนิ่ง 1064nm เหมือนกันแต่โดดเด่นคนละแบบครับ Revlite จะเด่นเรื่องพลังงานที่เสถียร สม่ำเสมอ ระคายเคืองผิวน้อย ส่วน Helios จะมีจุดเด่นที่มีสองความยาวคลื่นและโหมดการยิงที่หลากหลายกว่า จึงช่วยเจาะลึกเฉพาะจุดกับรอยเม็ดสีที่อยู่ลึกได้ดีครับ ซึ่งหมอจะเลือกผสมผสานการใช้ตามสภาพและเฉดสีของฝ้าในตอนนั้นครับ

Q. จำเป็นต้องทำ skin booster ควบคู่ไปด้วยตลอดเลยไหมคะ?

สำหรับท่านใดที่เป็นฝ้าง่ายหรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ หมอแนะนำอย่างยิ่งครับ ส่วนผสมอย่าง Tranexamic Acid จะช่วยยับยั้งสัญญาณการอักเสบที่สั่งให้ผิวผลิตเม็ดสีเพิ่ม และช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว ทำให้ฝ้าที่จางลงไปด้วยเลเซอร์โทนนิ่งกลับมาเข้มใหม่อีกครั้งได้ช้าลงครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวส่วนบุคคล แนะนำให้เข้ามาปรึกษาก่อนเพื่อประเมินสภาพผิวที่แท้จริงครับ

 

บทความที่น่าสนใจ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด
ปรึกษาทาง LINE

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1