มีไฝบางเม็ดที่เอาออกได้ไม่หมดเกลี้ยงในครั้งเดียว สรุปเหตุผลว่าทำไมไฝที่ลึกถึงชั้นหนังแท้จึงต้องค่อยๆ เอาออกเป็นขั้นตอน และไทม์ไลน์ว่ารอยจะค่อยๆ จางลงเมื่อไหร่
เคยไหมคะ? ไปจี้ไฝเม็ดเล็กๆ ออก แต่ผ่านไป 6 เดือนแล้วก็ยังมีรอยจางๆ อยู่ที่เดิมเลย หลายคนคิดว่า "แค่จี้ไฝออก ผิวก็คงกลับมาเนียนใสทันที" แต่จริงๆ แล้ว รอยแดงรอยดำจะค่อยๆ จางลงนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร หรือบางทีสีผิวบริเวณที่จี้ก็อาจจะดูเปลี่ยนไปชั่วคราว ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยกว่าที่คิดค่ะ
ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยนะคะว่า การเกิดรอยหลังจี้ไฝ ไม่ใช่ความล้มเหลวในการรักษาค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับความลึกของรากไฝกับวิธีที่ใช้ทำร่วมกันต่างหาก ไฝที่อยู่ตื้นๆ บนผิวชั้นนอกมักจะหายเกลี้ยงได้ในครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นไฝที่มีเม็ดสีลึกไปถึงชั้นหนังแท้ หากรีบร้อนเอาออกหมดในครั้งเดียวจะเสี่ยงเป็นแผลเป็นได้ง่ายมาก คุณหมอจึงมักจะค่อยๆ แบ่งจี้ออกหลายๆ ครั้งค่ะ ซึ่งในระหว่างนั้น การเห็นรอยจางๆ อยู่ระยะหนึ่งจึงเป็นเรื่องที่ธรรมชาติมากๆ
หัวใจสำคัญคือ ไฝเม็ดนี้ลึกแค่ไหน?
ลักษณะของไฝจะแตกต่างกันไปตามชั้นผิวที่เซลล์เม็ดสีไปรวมตัวกันอยู่ค่ะ (ไม่ว่าจะเป็นชั้นกำพร้า ชั้นหนังแท้ หรือชั้นหนังแท้ส่วนลึก) ไฝที่มีเม็ดสีอยู่เฉพาะในชั้นหนังกำพร้า (ผิวชั้นนอก) มักจะมีลักษณะเรียบแบนและมีสีน้ำตาลอ่อนๆ ส่วนไฝที่ลึกไปถึงชั้นหนังแท้ เวลาสัมผัสจะรู้สึกนูนขึ้นมาเล็กน้อย หรือเห็นเป็นสีดำเข้มชัดเจนค่ะ
ไฝในชั้นหนังกำพร้านั้น ส่วนใหญ่จี้ออกแค่ครั้งเดียวก็หลุดหมดแล้วค่ะ ในทางกลับกัน ไฝที่รากลึกถึงชั้นหนังแท้ ถ้าเราจี้ลึกขนาดนั้นในครั้งเดียว ผิวจะเกิดแผลเป็นได้ง่ายมาก คุณหมอจึงต้องแบ่งทำ 2-3 ครั้ง เพื่อค่อยๆ เล็มผิวออกทีละชั้น ดังนั้น แม้จะเป็นไฝเหมือนกัน แต่ถ้าความลึกต่างกัน จำนวนครั้งในการรักษาและการดูแลฟื้นฟูผิวก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วยค่ะ

การจี้ไฝด้วย CO2 Laser
นี่คือวิธีกำจัดไฝที่นิยมที่สุดเลยค่ะ โดยจะใช้ CO2 Laser ค่อยๆ เจียรบริเวณที่เป็นไฝอย่างละเอียดเพื่อเอาเม็ดสีบนผิวออก ไฝตื้นๆ มักจะหลุดออกหมดในครั้งเดียว และตัวขั้นตอนการทำจริงๆ ใช้เวลาสั้นมากเพียงแค่ 1-2 นาทีเท่านั้นเองค่ะ
หลังจี้เสร็จแล้ว บริเวณนั้นจะมีสะเก็ดเล็กๆ เกิดขึ้น และจะหลุดลอกออกเองตามธรรมชาติในเวลาประมาณ 7-10 วัน หลังจากสะเก็ดหลุดแล้ว ผิวจะอมชมพูและค่อยๆ ปรับสีผิวให้ใกล้เคียงกับผิวรอบๆ ภายใน 3-6 เดือน ซึ่งรอยชมพูนี้จะกลายเป็น PIH (รอยดำหลังการอักเสบ) หรือแผลเป็นนั้น ต้องรอดูกันต่อไปค่ะ แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าเราทากันแดดไม่ดีพอ รอย PIH ก็จะอยู่กับเรานานขึ้นค่ะ
*PIH (Post-Inflammatory Hyperpigmentation): คือภาวะที่ผิวสร้างเม็ดสีเมลานินออกมามากกว่าปกติในบริเวณที่เคยบอบช้ำหรือระคายเคือง ยิ่งคนที่มีโทนสีผิวเข้มจะยิ่งเกิดได้ง่าย และถ้าละเลยการทากันแดด รอยดำนี้ก็จะอยู่ยาวนานขึ้นค่ะ

ทำไมไฝเม็ดลึกๆ ถึงต้องแบ่งจี้หลายครั้ง?
เพราะถ้าเราจี้ไฝที่ลึกถึงชั้นหนังแท้ให้หมดในครั้งเดียว ผิวชั้นหนังแท้จะถูกทำลายรุนแรงเกินไปค่ะ และเมื่อชั้นหนังแท้เสียหายมาก คอลลาเจนจะเรียบลื่นสมานตัวกันไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดเป็นแผลเป็นหลุมได้ง่าย ดังนั้น การแบ่งทำ 2-3 ครั้ง ค่อยๆ เจียรออกทีละชั้น จะช่วยให้ผิวชั้นหนังแท้มีเวลาพักฟื้นตัวในระหว่างรอบการรักษาค่ะ
แม้ว่าวิธีนี้จะใช้เวลานานกว่า แต่ปลอดภัยจากความเสี่ยงเรื่องแผลเป็นมากกว่าเยอะเลยค่ะ เข้าใจนะคะว่าทุกคนอยากให้หายไปในครั้งเดียว แต่ถ้าตอนปรึกษาก่อนทำแล้วคุณหมอแนะนำว่า "ไฝเม็ดนี้ควรแบ่งจี้สัก 2 ครั้งนะ" นั่นแสดงว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อเลี่ยงการเกิดแผลเป็นหลุมค่ะ โดยระยะห่างระหว่างครั้งมักจะอยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือนค่ะ

ทางเลือกอื่นๆ ตามลักษณะของจุดด่างดำ
สำหรับไฝตื้นๆ หรือกระ รอยดำจางๆ บนผิวชั้นนอก เราสามารถเลือกใช้เลเซอร์กลุ่ม Toning (Pico / Nd:Yag) หรือ IPL แทนการใช้ CO2 ได้ค่ะ ข้อดีคือจะไม่ใช่การเจียรผิว แต่เป็นการยิงเพื่อกระจายสีผิวให้ค่อยๆ จางลง ทำให้แทบไม่มีรอยแผลหรือสะเก็ดบนผิวเลย แต่จะไม่จางหายไปในทันทีนะคะ ต้องทำซ้ำต่อเนื่องทุก 4-6 สัปดาห์ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนค่ะ
ส่วนกรณีที่มีกลุ่มไฝหนาแน่นในบริเวณกว้างขนาดเท่าฝ่ามือ อาจจะเลือกใช้วิธี Punch Excision (การใช้เครื่องมือกลมๆ เจาะตัดรอยโรคออกแล้วเย็บแผล) วิธีนี้จะเห็นผลเร็วแต่จะได้รอยแผลเป็นเส้นตรงเล็กๆ กลับมาแทน ขณะที่การทำ Toning เสี่ยงเกิดแผลเป็นน้อยกว่ามากแต่ต้องใช้เวลา คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับความลึก จำนวน และตำแหน่งของไฝด้วยว่าแบบไหนจะเหมาะที่สุด แนะนำให้ปรึกษากับคุณหมอเพื่อประเมินร่วมกันดีที่สุดค่ะ (บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป สำหรับความลึกของไฝเฉพาะบุคคลและวิธีการรักษาที่เหมาะสม แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลโดยตรงนะคะ)

FAQ คำถามที่พบบ่อย
Q. รอยสีชมพูหลังจากจี้ไฝจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. โดยปกติจะค่อยๆ จางลงในช่วง 3-6 เดือนค่ะ ถ้าหมั่นทาครีมกันแดดทุกวัน รอยจะจางลงเร็วขึ้นมาก แต่ถ้าละเลยแดด รอยแดงนั้นอาจกลายเป็นรอยดำ PIH ที่อยู่นานขึ้นได้ หากผ่านไปสองเดือนแล้วสียังไม่เปลี่ยนเลย สามารถปรึกษาคุณหมอเพื่อทำเลเซอร์ลดรอยดำเพิ่มเติมได้ค่ะ
Q. จี้ไฝแล้วจะเป็นแผลเป็นไหม?
A. ถ้าเป็นไฝตื้นๆ ในชั้นหนังกำพร้า ส่วนใหญ่แทบจะไม่ทิ้งแผลเป็นไว้เลยค่ะ เหลือแค่รอยจางๆ เท่านั้น แต่สำหรับไฝที่ลึกถึงชั้นหนังแท้ หากรีบร้อนจี้ออกทีเดียวจะเสี่ยงเกิดแผลเป็นได้ง่าย คุณหมอจึงมักแบ่งทำ 2-3 ครั้ง ดังนั้นถ้าจู่ๆ คุณหมอทักว่า "จี้ทีเดียวไม่ได้นะ เดี๋ยวเป็นแผลเป็น" ส่วนใหญ่เป็นเพราะรากของไฝลึกจริงๆ ค่ะ
Q. หลังจี้ไฝกี่วันถึงจะล้างหน้าและแต่งหน้าได้คะ?
A. วันรุ่งขึ้นหลังจากทำสามารถล้างหน้าได้ตามปกติค่ะ แต่พยายามอย่าให้บริเวณแผลโดนน้ำโดยตรงหรือเปียกแช่นานๆ ส่วนการแต่งหน้า แนะนำให้เริ่มแต่งเบาๆ หลังจากสะเก็ดหลุดหมดแล้ว (ประมาณ 7-10 วัน) ระหว่างนั้นให้ทายาฆ่าเชื้อหรือขี้ผึ้งบางๆ ตามที่คลินิกจ่ายให้อย่างสม่ำเสมอเพื่อปกป้องแผลนะคะ
บทความที่น่าสนใจ

ผิว
ระยะเวลาเปลี่ยนแผ่นแปะกันน้ำ Duoderm และ Medifoam — ควรเปลี่ยนทุกๆ กี่วันดีนะ
ต้องเปลี่ยนแผ่นแปะกันน้ำ (습윤밴드) ทุกๆ กี่วันดี? เจาะลึกเวลาที่ควรเปลี่ยน Duoderm (Hydrocolloid) และ Medifoam (Foam), 5 สัญญาณเตือนที่บอกว่าต้องเปลี่ยนได้แล้ว, พร้อมวิธีรับมือเมื่อสีของน้ำเหลืองดูผิดปกติ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เสน่ห์ที่แท้จริงของการทำฟิลเลอร์บ่า (shoulder filler) — ช่วยให้หน้าดูเล็กลง แขนดูเรียวขึ้น แถมยังช่วยปรับสัดส่วนร่างกายให้ดูดีขึ้นอีกด้วย
อยากฉีดฟิลเลอร์หัวไหล่ให้คุ้มค่าที่สุด? แนะนำสูตรผสมทริปเปิ้ล Juvelook Volume (PDLLA) + Sculptra (PLLA) + HA filler ดีกว่าการใช้ HA เพียงอย่างเดียว ด้วย 3 ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ในระยะเวลาต่างกัน ทำแค่ครั้งเดียวแต่ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า 2 ปี ขึ้นไป
ผิว
Juvelook มีต้นกำเนิดมาจากไหน ทําความรู้จักผลิตภัณฑ์จากเกาหลีที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งยุคของ คอลลาเจน บูสเตอร์
Sculptra 에서 아쉬웠던 부분을 한국의 Juvelook이 어떻게 채워줬을까요? HA 결합으로 즉각적인 효과와 장기적인 콜라겐 재생을 동시에 선사하는 K-beauty skin booster 이야기를 만나보세요.
ผิว
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
ทำไมหลังทำทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นผล แต่ผ่านไป 1 เดือนผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? และทำไมแม้ตัวยา PDLLA จะสลายไปแล้ว แต่คอลลาเจนยังคงอยู่? — ถ้าเข้าใจหลักการทำงานแล้วจะร้องอ๋อเลยค่ะ
โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Face 3 แบบ — Original, Volume, skin booster แตกต่างกันอย่างไร
Juvelook (30μm), Juvelook Volume (ประมาณ 40μm) และ Juvelook skin ทั้ง 3 แบบนี้มีความแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุลและความเข้มข้นค่ะ วันนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียวเลยว่า ควรใช้ไลน์ไหนกับบริเวณไหนดีนะ
ร่างกาย
Juvelook Volume (Glam) และ Juvelook Eye — สองไลน์พิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรอบดวงตาและผิวกาย
สำหรับรอยคล้ำและริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาต้อง Juvelook Eye ส่วนปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณสะโพกและต้นขาต้อง Juvelook Glam นี่คือไลน์อัพสุดพิเศษของ Juvelook ที่คุณควรทำความรู้จักต่อจากโปรแกรมดูแลผิวหน้า 3 ขั้นตอนค่ะ




![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)




