ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

ผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดของการฉีดฟิลเลอร์จมูก (nose filler) จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการอุดตันของหลอดเลือดค่ะ

ผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดของการฉีดฟิลเลอร์จมูก (nose filler) จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการอุดตันของหลอดเลือดค่ะ

ผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุดของการฉีดฟิลเลอร์จมูก (nose filler) จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการอุดตันของหลอดเลือดค่ะ

แม้จะเป็นการฉีดฟิลเลอร์จมูกเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงในแต่ละจุดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มาดูเหตุผลทางคลินิกว่าทำไมบริเวณระหว่างคิ้วและปลายจมูกถึงเป็นจุดอันตรายอันดับ 1 พร้อมรู้จักช่วงเวลานาทีทอง 4~6 ชั่วโมง

📚 เจาะลึกผลข้างเคียงฟิลเลอร์จมูก · สารบัญซีรีส์

ผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์จมูก เช่น รอยแผลเป็น รูปทรงที่เปลี่ยนไป หรืออาการบวมนั้นสามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ค่ะ แต่สิ่งที่น่ากลัวและเป็นอันตรายอย่างแท้จริงคือ ภาวะหลอดเลือดอุดตัน* (Vascular Occlusion) เพราะเมื่อหลอดเลือดแขนงใดแขนงหนึ่งถูกอุดตัน บริเวณทั้งหมดที่หลอดเลือดนั้นหล่อเลี้ยงจะขาดออกซิเจนและสารอาหารทันที → ส่งผลให้เนื้อเยื่อตายภายในไม่กี่วัน และหากเกิดใกล้บริเวณหว่างคิ้ว ฟิลเลอร์อาจไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดเลือดแดงตา (Ophthalmic artery) จนถึงขั้นตาบอดได้เลยค่ะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมจมูกถึงเป็นจุดที่อันตรายกว่าบริเวณอื่น และจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษค่ะ

สรุปสั้นๆ: จมูกเป็นบริเวณที่มีแขนงหลอดเลือดซับซ้อนที่สุดบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณระหว่างคิ้วและปลายจมูก หากเกิดการอุดตันจะไม่มีหลอดเลือดแขนงอื่นมาช่วยเลี้ยง (Collateral circulation) ทำให้อุดตันเพียงเล็กน้อยก็เกิดเนื้อตายได้ทันที สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการรู้ว่าจุดไหนปลอดภัย (ปีกจมูก·สันจมูกด้านข้าง) และจุดไหนอันตราย (ระหว่างคิ้ว·ปลายจมูก) ก่อนตัดสินใจฉีดค่ะ

 

ทำไมหลอดเลือดจมูกถึงอันตรายกว่าบริเวณอื่น?

รอบๆ จมูกจะมีหลอดเลือดแดงหลัก 3 เส้น ได้แก่ Angular artery, Dorsal nasal artery และ Supratrochlear artery แตกแขนงอยู่ ซึ่งหลอดเลือดทั้งสามเส้นนี้มีขนาดเล็กและมีแขนงเยอะมาก ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่ฟิลเลอร์จะเข้าไปอุดตันหรือกดทับหลอดเลือดได้ง่ายกว่าบริเวณอื่นๆ ค่ะ

และที่อันตรายยิ่งกว่านั้นคือ แขนงหลอดเลือดเหล่านี้ เชื่อมต่อโดยตรงกับหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตา (Ophthalmic artery) โดยทอดผ่านจากบริเวณหว่างคิ้วขึ้นไปที่หน้าผาก ส่วน Dorsal nasal artery ที่ปลายจมูกก็มีแขนงมาจากหลอดเลือดแดงตาเช่นกัน ดังนั้น หากเกิดการไหลย้อนกลับของฟิลเลอร์ในขณะฉีดบริเวณระหว่างคิ้ว อาจเข้าไปอุดตันหลอดเลือดแดงจอตาหนุน (Central retinal artery) จนมี รายงานเคสที่ส่งผลให้ตาบอด เกิดขึ้นจริงค่ะ

* ภาวะหลอดเลือดอุดตัน (Vascular Occlusion): ภาวะที่ฟิลเลอร์หลุดเข้าไปในหลอดเลือดหรือกดทับหลอดเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ ส่งผลให้บริเวณที่หลอดเลือดนั้นหล่อเลี้ยงขาดออกซิเจนและสารอาหารทั้งหมด → หากไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-6 ชั่วโมง จะกลายเป็นเนื้อตาย (Necrosis) ค่ะ

코 혈관이 다른 부위보다 위험한 이유

 

 

ระดับความเสี่ยงแยกตามบริเวณ — หว่างคิ้วและปลายจมูกคืออันดับ 1 ที่ต้องระวัง

แม้จะเป็นการฉีดฟิลเลอร์จมูกเหมือนกัน แต่แต่ละจุดมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ สรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ดังตารางนี้เลยค่ะ

บริเวณ

ระดับความเสี่ยง

เหตุผล

หว่างคิ้ว (Glabella)

★★★★★

Supratrochlear artery → ไหลย้อนสู่หลอดเลือดตา → เสี่ยงตาบอด

ปลายจมูก (Nasal tip)

★★★★★

เป็น End artery (ไม่มีหลอดเลือดแขนงอื่นช่วย) → อุดตันเพียงนิดเดียวก็เกิดเนื้อตาย

สันจมูกส่วนกลาง (Nasal bridge)

★★★★

เสี่ยงต่อการอุดตัน Dorsal nasal artery โดยตรง

ปีกจมูก (Alar)

★★★

มีแขนงของ Angular artery แต่พอมีหลอดเลือดแขนงอื่นช่วยเลี้ยงอยู่บ้าง

สันจมูกด้านข้าง (Lateral nasal wall)

★★

ค่อนข้างปลอดภัย แนะนำให้ใช้เข็มทู่ (Cannula)

คำว่า 'End artery' ถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญค่ะ โดยปกติหากหลอดเลือดทั่วไปอุดตัน ร่างกายจะยังมีหลอดเลือดแขนงข้างเคียงช่วยลำเลียงเลือดไปเลี้ยงทางอ้อมแทน แต่สำหรับ End artery* จะไม่มีเส้นทางอ้อมนี้เลยค่ะ หากอุดตันปุ๊บ เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะตายทั้งหมดทันที ซึ่ง 'ปลายจมูก' ก็คือจุดสายปลายทางแบบนี้เลยค่ะ

* End artery: หลอดเลือดแดงส่วนปลายที่ไม่มีแขนงเชื่อมต่อกับหลอดเลือดอื่น เมื่อเกิดการอุดตัน เนื้อเยื่อส่วนนั้นจะขาดออกซิเจนโดยไม่มีทางเลี่ยงและตายอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เด่นชัด ได้แก่ ปลายจมูก ปลายนิ้วมือ และจอประสาทตาค่ะ

부위별 위험도 — 미간과 코끝이 1순위

 

 

วินาทีที่เกิดการอุดตัน — เกิดความผิดพลาดขึ้นได้อย่างไรในขณะทำหัตถการ?

การอุดตันสามารถเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลักๆ ค่ะ

  • การฉีดเข้าหลอดเลือดโดยตรง (Intra-arterial): เกิดจากปลายเข็มแทงเข้าไปในหลอดเลือดแดงพอดี แล้วเดินยาฟิลเลอร์เข้าไป ทำให้หลอดเลือดเส้นนั้นอุดตันในทันที

  • การกดทับจากภายนอก (Extrinsic compression): เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ปริมาณมากเกินไปในบริเวณข้างเคียง จนเนื้อฟิลเลอร์ไปเบียดกดทับหลอดเลือดให้ตีบตัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดค่อยๆ ลดลงจนอุดตันในที่สุด

การฉีดเข้าหลอดเลือดโดยตรงนั้นอันตรายกว่ามากเพราะเห็นผลทันทีและเป็นวงกว้าง นี่จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเลือกใช้เทคนิคที่ปลอดภัย เช่น การใช้ เข็มทู่ (Cannula) + การทดสอบดึงไซริงค์ก่อนฉีด (Aspiration เพื่อเช็กว่าไม่มีเลือดออก) + การค่อยๆ ฉีดทีละน้อยในแต่ละชั้นผิวค่ะ

폐색이 일어나는 순간 — 시술 중 두 가지 방식

 

 

Timeframe จากการอุดตันสู่การเกิดเนื้อตาย

เมื่อเกิดการอุดตันแล้ว เนื้อเยื่อจะไม่ได้ตายทันทีนะคะ ร่างกายมีช่วงเวลา Golden Hour ที่หากเข้ามาช่วยเหลือทัน จะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้เกือบ 100% ค่ะ

  • 0~4 ชั่วโมง: เริ่มขาดออกซิเจน มีอาการปวด ผิวเริ่มซีดหรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ หากได้รับการฉีดสลายด้วย Hyaluronidase + นวด + ประคบอุ่น มีโอกาสหายดีสูงถึง 80%↑

  • 4~24 ชั่วโมง: เนื้อเยื่อเริ่มเสียหายหนักขึ้น เริ่มมีตุ่มพองหรือตุ่มน้ำใส (Blister) โอกาสฟื้นฟูเหลือเพียง 30~50%

  • 24~48 ชั่วโมง: เริ่มเกิดเนื้อตาย ผิวเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ ฟื้นฟูได้ยากมาก

  • หลัง 48 ชั่วโมงขึ้นไป: เกิดเนื้อตายถาวร ต้องใช้วิธีผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งเพื่อรักษาแกไขเท่านั้น

นี่คือเหตุผลที่ในซีรีส์ EP.1 เราเน้นย้ำเรื่อง 'การประเมินอาการด้วยตนเองภายใน 30 นาทีถึง 4 ชั่วโมงแรก' เพราะเรื่องเวลาคือตัวตัดสินชีวิตผิวจริงๆ ค่ะ

폐색 → 괴사로 가는 시간 흐름

 

 

กรณีศึกษาภัยเงียบ — เคสที่เคยเกิดขึ้นจริง

มีเคสรายงานของหญิงวัย 30 ปีท่านหนึ่งที่ทำฟิลเลอร์จมูกแล้วเกิดภาวะเนื้อตาย หลังฉีดเสร็จทันทีคนไข้รู้สึกปวดและผิวเริ่มซีด วันต่อมาผิวกลายเป็นสีเขียวช้ำและมีตุ่มน้ำขึ้น แต่โชคดีที่ทีมแพทย์รีบทำ หัตถการฉีดสลายด้วย Hyaluronidase โดสสูง + นวดประคบอุ่น + เลเซอร์กระตุ้นการไหลเวียนเลือดขนาดเล็กทันที ทำให้สามารถสกัดกระบวนการก่อนที่จะกลายเป็นเนื้อตายถาวรได้อย่างหวุดหวิดค่ะ

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้คือ 'อาการนี้ไม่ใช่ความผิดเพี้ยนของเคสที่ฉีดผิดพลาดเสมอไป แต่เป็นผลข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการรักษาที่รวดเร็วคือทางรอดเดียว' ในซีรีส์ EP.3 เราจะมาเจาะลึกขั้นตอนการฉีดสลายฉุกเฉินด้วย Hyaluronidase กันค่ะ

ข้อคิดจากคลินิก: ที่คลินิกของเรา ก่อนสัญญากรรมหรือทำหัตถการจมูก แพทย์จะอธิบายเกี่ยวกับ 'ระดับความเสี่ยงของแต่ละจุด' ให้คนไข้ฟังอย่างละเอียดเสมอค่ะ เพราะหลายท่านมักคิดว่า 'จ่ายเงินทั้งที ขอใส่ฟิลเลอร์เยอะๆ โด่งๆ ไว้ก่อน' โดยไม่ทราบว่าบริเวณอย่างระหว่างคิ้วหรือปลายจมูกนั้นอันตรายแค่ไหน การตัดสินใจเลือกทำหัตถการระหว่างคนที่รู้ข้อมูลกับคนที่ไม่รู้เลย จึงให้ผลลัพธ์และความปลอดภัยที่ต่างกันลิบลับค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ฉีดฟิลเลอร์จมูกแล้วต้องเสี่ยงตาบอดทุกคนไหมคะ?

ส่วนใหญ่ปลอดภัยดีค่ะ เคสตาบอดเป็นกรณีที่พบได้น้อยมากๆ จะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อฟิลเลอร์อุดตัน Supratrochlear artery แล้วไหลย้อนกลับไปบล็อกหลอดเลือดแดงเข้าสู่จอประสาทตาเท่านั้น เนื่องจากบริเวณหว่างคิ้วมีความเสี่ยงสูงสุด ในทางคลินิกจึงแนะนำให้ใช้เข็มทู่ในการฉีดบริเวณหว่างคิ้วร่วมกับการฉีดเข้าชั้นลึกแนบกระดูก (Periosteum) ซึ่งหากทำด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน ความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์เลยค่ะ

Q. บริเวณปีกจมูกและข้างจมูกปลอดภัยไหมคะ?

ถือเป็นจุดที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่าค่ะ เนื่องจากมีระบบหลอดเลือดแขนงอื่นช่วยไหลเวียน หากเส้นใดเส้นหนึ่งอุดตัน เนื้อเยื่อส่วนใหญ่ก็ยังมีชีวิตรอดได้ อย่างไรก็ตาม คำว่า 'จุดที่ปลอดภัย' ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย 100% เสมอไป สุดท้ายแล้วต้องขึ้นอยู่กับทักษะของแพทย์ เทคนิคการฉีด และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ควบคู่กันด้วยค่ะ

Q. ต้องเช็กอย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด?

มี 3 จุดหลักๆ ที่ต้องดูค่ะ คือ แพทย์เลือกใช้เข็มทู่ (Cannula) หรือไม่, มีการทำ Aspiration (ดึงไซริงค์เช็กเลือดก่อนเดินยา) ไหม และไม่มีการฉีดอัดฟิลเลอร์ปริมาณมากเกินไปในจุดเดียวหรือไม่ ในซีรีส์ EP.5 เราจะมีเช็กลิสต์แบบละเอียดมาให้เช็กกันก่อนเข้าทำหัตถการค่ะ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังมีส่วนช่วยในการลืมตาด้วยค่ะ

ทำไมฉีดเท่ากันที่เดียวกันแต่ผลต่างกัน? 2 บทบาทกล้ามเนื้อหน้าผาก รอยย่น + ลืมตา และสัมพันธ์กับมัดอื่น

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบหน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่หนังตาตกเสมอไป

ไขข้อข้องใจ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ อึ้งๆ' กลไกการหายไปของกล้ามเนื้อหน้าผากที่ช่วยพยุง และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีด Botox หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

ฉีดโบหน้าผากให้ดีไม่ใช่ลองก่อนถึงรู้ เช็กการใช้กล้ามเนื้อเอง 30 วินาที เพื่อปรับปริมาณ ตำแหน่ง

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมคนที่มีภาวะดื้อยา (ดื้อโบ) ถึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง

แม้ว่าจะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวก็ส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาที่ได้ค่ะ มาดูเกณฑ์การเลือกเข้ารับบริการ Botox vs Dysport ตามระดับการใช้งานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันเลย

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

ฉีดโบหน้าผากไม่ได้ ก็ทำ Skin Botox ได้ ใช้โบทูลินัมตัวเดียวกระจายน้อยในหนังแท้ กระชับรูขุมขน คุมมัน

30 นาทีหลังฉีด ฟิลเลอร์จมูก หากมีอาการตามสัญญาณเตือนเหล่านี้ ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที

โครงหน้า&วอลลุ่ม

30 분 หลังฉีด filler จมูก หากมีอาการตามสัญญาณเตือนนี้ ให้รีบมาพบแพทย์ทันที

เช็กสัญญาณเตือนอันตรายหลังทำ ฟิลเลอร์จมูก ด้วยตัวเอง — หากมีอาการปวดตื้อๆ เป็นจังหวะ, ผิวซีด, มีรอยคล้ำสีม่วงหรือน้ำเงิน, หรือมีตุ่มน้ำพองเล็กๆ ให้รีบติดต่อคลินิกที่ทำทันที ช่วงเวลาทอง (Golden Hours) คือภายใน 4-6 ชั่วโมง

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1