ทำไมระหว่างคิ้วและปลายจมูกเสี่ยงเส้นเลือดอุดตันสุด? พร้อมโกลเด้นไทม์ 4~6 ชม.ครับ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
📚 เจาะลึกผลข้างเคียงฟิลเลอร์จมูก · สารบัญซีรีส์
1. รู้จักสัญญาณอันตราย
2. เหตุฉุกเฉินทางหลอดเลือด
2.1 หลอดเลือดอุดตัน·เนื้อตาย (บทความปัจจุบัน)
3. ตัดสินใจทำหัตถการอย่างปลอดภัย
ในบรรดาผลข้างเคียงของฟิลเลอร์จมูก อาการอย่างรอยแผลเป็น รูปทรงเบี้ยว หรืออาการบวมนั้นสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ แต่สิ่งที่อันตรายจริงๆ คือ การอุดตันของหลอดเลือด (Vascular Occlusion)* เพราะหากหลอดเลือดหลักเพียงเส้นเดียวเกิดอุดตัน พื้นที่ทั้งหมดที่หลอดเลือดแขนงนั้นมาเลี้ยงจะขาดออกซิเจนและสารอาหารทันที → จนกลายเป็นเนื้อตายภายในไม่กี่วัน และการอุดตันบริเวณใกล้ระหว่างคิ้วอาจไหลย้อนกลับไปยังหลอดเลือดแดงตา (Ophthalmic artery) จนถึงขั้นตาบอดได้ มาดูกันว่าทำไมจมูกถึงเป็นบริเวณที่อันตรายกว่าจุดอื่น และส่วนไหนที่มีความเสี่ยงสูงสุด
สรุปในบรรทัดเดียว: จมูกเป็นจุดที่มีแขนงเส้นเลือดซับซ้อนที่สุดบนใบหน้า บริเวณระหว่างคิ้วและปลายจมูกแทบไม่มีการไหลเวียนเลือดสำรอง (Collateral Circulation) หากเกิดการอุดตัน การอุดตันเพียงเล็กน้อยจึงส่งผลให้เกิดเนื้อตายได้ทันที สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการรู้จักจุดที่ปลอดภัย (ปีกจมูก·สันจมูกด้านข้าง) และจุดที่อันตราย (ระหว่างคิ้ว·ปลายจมูก) ก่อนเข้ารับการบริการ
ทำไมหลอดเลือดบริเวณจมูกถึงอันตรายกว่าส่วนอื่น
รอบจมูกจะมีหลอดเลือดแดงใหญ่ 3 เส้น ได้แก่ Angular artery, Dorsal nasal artery และ Supratrochlear artery ที่แผ่แขนงออกมา ทั้ง 3 เส้นนี้มีขนาดเล็กและมีแขนงแยกย่อยจำนวนมาก ความเสี่ยงที่ฟิลเลอร์จะเข้าไปอุดตันหรือกดทับเส้นเลือดจึงสูงกว่าบริเวณอื่นๆ
จุดที่อันตรายยิ่งกว่าคือ แขนงเส้นเลือดเหล่านี้เชื่อมต่อโดยตรงกับหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงดวงตา (Ophthalmic artery) ตัวอย่างเช่น Supratrochlear artery จะวิ่งจากระหว่างคิ้วขึ้นไปยังหน้าผากเพื่อเชื่อมกับหลอดเลือดแดงตา หรือ Dorsal nasal artery บริเวณปลายจมูกก็มีแขนงมาจากหลอดเลือดแดงตาเช่นกัน ดังนั้น หากฟิลเลอร์ไหลย้อนกลับจากการฉีดบริเวณระหว่างคิ้ว ก็อาจไปอุดตันหลอดเลือดแดงจอประสาทตา (Retinal artery) จนมีรายงานเคสที่สูญเสียการมองเห็น ได้เช่นกัน
* Vascular Occlusion (การอุดตันของหลอดเลือด): ภาวะที่ฟิลเลอร์เข้าไปอยู่ในหลอดเลือดหรือกดทับหลอดเลือดจนขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ทำให้พื้นที่ทั้งหมดที่หลอดเลือดแขนงนั้นหล่อเลี้ยงขาดออกซิเจนและสารอาหาร → หากไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-6 ชั่วโมง จะลุกลามกลายเป็นเนื้อตาย

ระดับความเสี่ยงแยกตามบริเวณ — ระหว่างคิ้วและปลายจมูกคืออันดับ 1
แม้จะเป็นการฉีดฟิลเลอร์จมูกเหมือนกัน แต่ระดับความเสี่ยงของแต่ละจุดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สรุปได้ดังตารางนี้
บริเวณ | ระดับความเสี่ยง | เหตุผล |
|---|---|---|
ระหว่างคิ้ว (Glabella) | ★★★★★ | Supratrochlear artery → ไหลย้อนกลับสู่ Ophthalmic artery → เสี่ยงตาบอด |
ปลายจมูก (Nasal Tip) | ★★★★★ | End artery (ไม่มีเส้นเลือดสำรอง) → อุดตันเล็กน้อยก็เกิดเนื้อตายได้ |
กลางสันจมูก (Nasal Bridge) | ★★★★ | เสี่ยงต่อการอุดตันโดยตรงของ Dorsal nasal artery |
ปีกจมูก (Alar) | ★★★ | แขนงของ Angular artery พอมีการไหลเวียนเลือดสำรองอยู่บ้าง |
สันจมูกด้านข้าง (Nasal Lateral Wall) | ★★ | ค่อนข้างปลอดภัย แนะนำให้ใช้เข็มทู่ (Cannula) |
แนวคิดสำคัญคือคำว่า 'end artery' โดยทั่วไป หากหลอดเลือดแดงหลักอุดตัน เส้นเลือดแขนงข้างเคียงจะช่วยสร้างเส้นทางเลี่ยงเพื่อช่วยพยุงเนื้อเยื่อบางส่วนไว้ แต่สำหรับ end artery* นั้นไม่มีเส้นทางเลี่ยงสำรอง เมื่ออุดตันแล้ว บริเวณนั้นจะเนื้อตายไปทั้งหมด ซึ่งปลายจมูกก็คือบริเวณที่มีลักษณะแบบนี้
* end artery: หลอดเลือดแดงที่ไม่มีแขนงเชื่อมต่อกับการไหลเวียนเลือดสำรอง หากอุดตัน พื้นที่ทั้งหมดที่หลอดเลือดนั้นไปเลี้ยงจะขาดออกซิเจนทันทีโดยไม่มีทางเลี่ยง → เกิดเนื้อตายอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น ปลายจมูก ปลายนิ้วมือ และจอประสาทตา

วินาทีที่เกิดการอุดตัน — 2 รูปแบบระหว่างการทำหัตถการ
การอุดตันเกิดขึ้นได้จาก 2 เส้นทาง ดังนี้
การฉีดเข้าหลอดเลือดโดยตรง (Intra-arterial): เกิดขึ้นเมื่อปลายเข็มแทงเข้าไปในหลอดเลือดแดงแล้วฉีดฟิลเลอร์เข้าไป ทำให้หลอดเลือดเส้นนั้นอุดตันทั้งหมดในทันที
การกดทับจากภายนอก (Extrinsic compression): เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากเกินไปบริเวณข้างเคียงหลอดเลือด จนแรงกดทับไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ทำให้เกิดการอุดตันแบบค่อยเป็นค่อยไป
การฉีดเข้าเส้นเลือดโดยตรงนั้นมีความอันตรายมากกว่าเพราะเกิดขึ้นทันทีและส่งผลเป็นวงกว้าง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเลือกใช้เทคนิคที่ปลอดภัย เช่น การใช้เข็มทู่ (Cannula) + การทดสอบดึงกระบอกฉีดยาก่อนดันยา (Aspiration) เพื่อเช็กว่าไม่มีเลือดปน + การค่อยๆ ฉีดทีละน้อยเป็นขั้นตอน

ลำดับเวลาตั้งแต่หลอดเลือดอุดตัน → จนเกิดเนื้อตาย
เมื่อเกิดการอุดตัน เนื้อเยื่อจะไม่ตายในทันที แต่จะมีลำดับเวลาที่แน่นอน ซึ่งช่วงเวลานี้คือ "Golden Time" ที่จะตัดสินโอกาสในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อกลับมา
ระยะเวลา | อาการและสิ่งที่แนะนำให้ทำ |
|---|---|
0~4 ชั่วโมง | เริ่มขาดออกซิเจน มีอาการปวด ผิวซีด หรือเปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำเงิน หากฉีด Hyaluronidase + นวด + ประคบอุ่น จะมีโอกาสฟื้นฟูสูงกว่า 80% |
4~24 ชั่วโมง | เนื้อเยื่อเริ่มเสียหาย เกิดตุ่มพองหรือตุ่มน้ำ โอกาสฟื้นฟูอยู่ที่ 30~50% |
24~48 ชั่วโมง | เริ่มมีเนื้อตาย ผิวเปลี่ยนเป็นสีดำ ฟื้นฟูได้ยาก |
48 ชั่วโมงขึ้นไป | เนื้อตายถาวร ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งแก้ไข |
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในบทความตอนที่ 1 เราถึงเน้นย้ำเรื่อง 'การเช็กอาการด้วยตัวเองภายใน 30 นาทีถึง 4 ชั่วโมง' เพราะเวลานี่แหละคือคำตอบที่แท้จริง

กรณีศึกษาเรื่องความเสี่ยง — เคสที่มีรายงานจริง
ล่าสุดมีรายงานเคสคนไข้หญิงวัย 30 ปีที่ประสบปัญหาเนื้อตายจากการฉีดฟิลเลอร์จมูก หลังทำทันทีมีอาการปวดและผิวซีด → วันต่อมาผิวเริ่มกลายเป็นสีเทาอมน้ำเงินและมีตุ่มน้ำ แต่โชคดีที่ทีมแพทย์รีบทำการรักษาฉุกเฉินด้วยการฉีด Hyaluronidase ปริมาณสูง + นวด + ประคบอุ่น + เลเซอร์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตระดับไมโคร ทันที จึงสามารถยับยั้งอาการได้หวุดหวิดก่อนที่เนื้อเยื่อจะตายอย่างถาวร
หัวใจสำคัญของเคสนี้คือ 'หัตถการนี้ไม่ได้ทำผิดพลาด แต่เป็นผลข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการรักษาที่แข่งกับเวลาคือคำตอบ' โดยเราจะมาเจาะลึกขั้นตอนการรักษาฉุกเฉินด้วย Hyaluronidase กันต่อในตอนที่ 3 ของซีรีส์นี้
ในทางคลินิก ก่อนการทำหัตถการบริเวณจมูก แพทย์จะต้องอธิบายเรื่อง 'ระดับความเสี่ยงของแต่ละบริเวณ' เสมอ เพราะหลายคนมักคิดว่า 'ไหนๆ ก็ทำแล้ว ขอโด่งๆ เยอะๆ ไปเลย' โดยไม่ได้ตระหนักถึงความอันตรายของบริเวณระหว่างคิ้วและปลายจมูก ซึ่งความเข้าใจนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการรับบริการอย่างมาก
คำถามที่พบบ่อย
Q. ฉีดฟิลเลอร์จมูกทุกคนมีความเสี่ยงที่จะตาบอดเลยไหม?
สำหรับคนส่วนใหญ่ถือว่าปลอดภัยมาก อาการตาบอดเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเกิดการอุดตันของ Supratrochlear artery แล้วไหลย้อนสู่อัลฟ่าโอพธาลมิกไปอุดกั้นหลอดเลือดแดงจอประสาทตา เนื่องจากบริเวณระหว่างคิ้วมีความเสี่ยงสูง ในทางคลินิกจึงแนะนำให้ใช้เข็มทู่ (Cannula) และฉีดในชั้นลึกติดกระดูก (Periosteum) หากได้รับการรักษาด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ความเสี่ยงนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย
Q. บริเวณปีกจมูกและข้างจมูก ปลอดภัยไหม?
ถือเป็นบริเวณที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่า เพราะมีระบบลูปเส้นเลือดสำรอง แม้จุดหนึ่งจะอุดตันแต่ก็ยังมีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม คำว่า 'บริเวณที่ปลอดภัย' ไม่ได้การันตีความปลอดภัย 100% เสมอไป เพราะความปลอดภัยทั้งหมดขึ้นอยู่กับทักษะของแพทย์ เทคนิคที่ใช้ และผลิตภัณฑ์ควบคู่กันไป
Q. ต้องเช็กอะไรบ้างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด?
หัวใจสำคัญ 3 ข้อหลักๆ คือ แพทย์เลือกใช้เข็มทู่ (Cannula) หรือไม่ มีการดึงลูกสูบกระบอกฉีดเพื่อเช็กเลือด (Aspiration) ก่อนเดินยาหรือไม่ และไม่ฉีดปริมาณมากเกินไปในจุดเดียวทีเดียว เราจะมาแชร์เช็กลิสต์โดยละเอียดในตอนที่ 5 ของซีรีส์นี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
เขาว่าฟิลเลอร์ปลายจมูกช่วยยกปลายจมูกให้โด่งขึ้นได้ จริงหรือเปล่า?
กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอย — แต่ส่งผลต่อการลืมตาด้วย (เรื่องสำคัญ!)
"ฉีดฟิลเลอร์จมูกแล้วตาโตขึ้น?" ไม่ใช่แค่คิดไปเอง แต่เป็นหลักการยกกระชับตามหลักอนาโตมี
ฟิลเลอร์จมูก vs ศัลยกรรมจมูก แตกต่างกันอย่างไรในแง่ของผลลัพธ์และระยะเวลาพักฟื้น?

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



