มาดูกันค่ะว่าทำไมการลบรอยสักด้วย Picoway จำนวนครั้งถึงขึ้นอยู่กับสีของรอยสัก ต้องเว้นระยะห่างอย่างไร และข้อควรรู้ก่อนทำมีอะไรบ้าง
พอเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการลบพิกเมนต์รอยสัก หลายคนมักจะสงสัยว่า "ทำไมจำนวนครั้งของแต่ละคนถึงไม่เท่ากัน สีของรอยสักมีผลหรือเปล่า?" บางคนก็บอกว่าสีดำลบง่าย แต่ถ้าเป็นสีสัน (color tattoo) จะใช้เวลานานมาก แล้วสรุปแล้วการลบพิกเมนต์รอยสักด้วยเครื่อง PicoWay จำนวนครั้งจะแตกต่างกันไปตามสีจริงไหมนะ?
คำตอบแบบสั้นๆ ก็คือ จำนวนครั้งในการลบรอยสักจะแตกต่างกันไปตามสี ความลึก และปริมาณของหมึกค่ะ เพราะความยาวคลื่นเลเซอร์ (wave length)* ที่ตอบสนองได้ดีต่อแต่ละสีนั้นแตกต่างกัน ดังนั้น แทนที่จะตอบทันทีว่า "ต้องทำกี่ครั้งถึงจะหมด" การประเมินจากสีและสภาพรอยสักที่แท้จริงของคุณก่อน จะช่วยให้คาดคะเนจำนวนครั้งได้อย่างแม่นยำที่สุดค่ะ
ความยาวคลื่น*: เป็นคุณสมบัติของแสงเลเซอร์ ซึ่งแต่ละเม็ดสีจะดูดซับความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการลบเม็ดสีค่ะ
เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะเข้าใจเกี่ยวกับ:
ทำความรู้จักว่าการรักษาด้วย PicoWay คืออะไร
ทำไมจำนวนครั้งในการลบถึงแตกต่างกันไปตามสี
ปกติแล้วต้องทำประมาณกี่ครั้ง
สิ่งสำคัญที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลบ
PicoWay คืออะไร?
PicoWay คือนวัตกรรมเครื่องเลเซอร์ลบรอยสักที่ปล่อยพลังงานความถี่สูงในระยะเวลาที่สั้นมากๆ (Picosecond) เพื่อเข้าไปปล่อยพลังงานทำลายอนุภาคหมึกรอยสักให้แตกตัวเป็นโมเลกุลขนาดเล็กจิ๋ว จากนั้นร่างกายของเราจะค่อยๆ ขจัดเศษหมึกเหล่านั้นออกไปตามกลไกธรรมชาติค่ะ
รอยสักจะไม่หายไปทั้งหมดในครั้งเดียว แต่จะต้องแบ่งทำเป็นจำนวนหลายๆ ครั้ง เพื่อค่อยๆ ลดเลือนเม็ดสีลงไปทีละสเต็ป ดังนั้น การลบรอยสักจึงเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและความต่อเนื่องค่ะ

ทำไมจำนวนครั้งในการลบถึงแตกต่างกันไปตามสี?
เนื่องจากเม็ดสีแต่ละเฉดสีจะตอบสนองต่อความยาวคลื่นเลเซอร์* ที่แตกต่างกัน จากข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับการลบรอยสักด้วยเลเซอร์เผยว่า สีดำและสีน้ำเงินจะตอบสนองได้ดีต่อความยาวคลื่นหนึ่ง ในขณะที่สีแดงจะตอบสนองต่ออีกความยาวคลื่นหนึ่ง การดูดซับแสงของแต่ละสีจึงไม่เหมือนกันค่ะ
ข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับเลเซอร์ระดับ Picosecond ก็ระบุเช่นกันว่า มีการใช้ความยาวคลื่นที่แตกต่างกันสำหรับกลุ่มสีน้ำเงิน/ดำ และกลุ่มสีแดง/เหลือง ดังนั้น รอยสักที่มีหลายสีผสมกันจึงต้องใช้วิธีการยิงเลเซอร์ที่จำเพาะเจาะจงในแต่ละจุด ทำให้สเต็ปการรักษาซับซ้อนและอาจต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่าปกติ นอกจากนี้ ความลึกและปริมาณหมึกที่ฝังอยู่ใต้ผิวก็ส่งผลต่อจำนวนครั้งด้วยเช่นกันค่ะ

ปกติแล้วต้องทำทั้งหมดกี่ครั้ง?
การลบรอยสักจำเป็นต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยทั่วไปจากข้อมูลทางคลินิกพบว่ามักจะต้องการการรักษาประมาณ 7-10 ครั้ง ทว่าเลเซอร์เทคโนโลยี Picosecond (เช่น PicoWay) อาจช่วยให้รอยสักจางลงได้โดยใช้จำนวนครั้งที่น้อยกว่านั้นค่ะ
นอกจากนี้ ระหว่างการรักษาแต่ละครั้ง ผิวต้องการเวลาในการฟื้นตัว โดยทั่วไปจึงแนะนำให้ทำห่างกันประมาณ 8 สัปดาห์ ทั้งนี้ จำนวนครั้งที่ต้องรักษานั้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสี ความลึก ปริมาณหมึก และสภาพผิว ดังนั้น การเข้ามาปรึกษาคุณหมอเพื่อประเมินรอยสักจริงในครั้งแรกจึงเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดค่ะ

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลบ
การลบรอยสักไม่ใช่โปรแกรมที่ทำครั้งเดียวแล้วเสร็จ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา หากไม่เว้นระยะห่างตามที่คุณหมอแนะนำ ผิวอาจรับภาระหนักเกินไปจนเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นควรรอให้ผิวได้ฟื้นฟูเต็มที่ก่อนจะดีที่สุดค่ะ
นอกจากนี้ รอยสักบางสีหรือประเภทหมึกบางชนิดอาจจะลบออกยาก หรืออาจเกิดการเปลี่ยนสี (Oxidization) ระหว่างทางได้ ดังนั้น ก่อนเริ่มทำ แนะนำให้เข้ามาตรวจสอบสีและความลึกของรอยสักร่วมกับทีมแพทย์ เพื่อพูดคุยและวางแผนจำนวนครั้งรวมถึงระยะห่างที่ปลอดภัยร่วมกันค่ะ

ที่ Beautystone ฮับจอง เราใส่ใจประเมินตั้งแต่เม็ดสีของคุณ
ที่ Beautystone (บิวตี้สโตน) สาขาฮับจอง เราไม่เพียงตอบส่งๆ ว่า "ต้องทำกี่ครั้งก็หาย" แต่เราใส่ใจที่จะตรวจเช็กสีหมึก ความลึก และปริมาณเม็ดสีก่อน เพื่อร่วมกันวางแผนจำนวนครั้งและระยะห่างที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ เพราะแม้จะเป็นเครื่องเลเซอร์ชนิดเดียวกัน แต่ผลลัพธ์และจำนวนครั้งย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพรอยสักของแต่ละคนค่ะ
บทความนี้เป็นการแนะนำโปรแกรมการรักษาที่ดูแลโดย Beautystone ฮับจอง สำหรับจำนวนครั้งและระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด แนะนำให้ปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำค่ะ คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Hapjeong เดินทางสะดวกมาก สามารถแวะเข้ามาให้คุณหมอประเมินสภาพรอยสักและจัดตารางการรักษาสั้นๆ ก่อนได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สีของรอยสักทำให้จำนวนครั้งในการลบแตกต่างกันไหมคะ?
A. ใช่ค่ะ แตกต่างกันได้ เนื่องจากความยาวคลื่นเลเซอร์ที่ตอบสนองต่อแต่ละสีนั้นไม่เหมือนกัน รอยสักที่มีหลากหลายเฉดสีจึงอาจต้องการจำนวนครั้งในการรักษามากกว่าปกติ รวมถึงความลึกและปริมาณหมึกก็มีผลเช่นกันค่ะ
Q. ปกติแล้วต้องทำกี่ครั้งถึงจะจาง?
A. ตามข้อมูลทั่วไปมักจะต้องใช้การรักษาประมาณ 7-10 ครั้งค่ะ แต่ถ้าใช้ Pico Laser ระดับ Picosecond ก็มีโอกาสที่รอยสักจะจางลงเร็วขึ้นโดยใช้จำนวนครั้งน้อยลง ทั้งนี้ จำนวนครั้งที่จำเป็นของแต่ละท่านจะแตกต่างกันไปตามสีและสภาพผิวค่ะ
Q. ระยะห่างระหว่างรอบการรักษาควรเป็นเท่าไหร่?
A. โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นระยะห่างประมาณ 8 สัปดาห์ค่ะ เพื่อให้ผิวมีเวลาฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ โดยระยะห่างนี้คุณหมอสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพผิวของคนไข้ค่ะ
Q. ทุกสีสามารถลบออกได้ดีเหมือนกันหมดไหมคะ?
A. ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามสีและประเภทของน้ำหมึกค่ะ บางสีอาจจะลบยากกว่า หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีเกิดขึ้นระหว่างลบได้ ดังนั้น แนะนำให้แพทย์ประเมินสภาพรอยสักก่อนเริ่มทำจะปลอดภัยที่สุดค่ะ
บทความแนะนำที่น่าสนใจ

ยกกระชับ
Ultherapy Prime ต้องทำ 몇 회 (몇 회) และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
มาดูกันค่ะว่าควรทำ Ultherapy Prime กี่ครั้ง เริ่มเห็นผลตั้งแต่ตอนไหน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ โดยอิงจากข้อมูลวิจัยทางการแพทย์ค่ะ

ลบรอยสัก
ลบรอยสักด้วย Picoway จำนวนครั้งจะแตกต่างกันตามสีของรอยสักไหมคะ?
มาดูกันค่ะว่าทำไมการลบรอยสักด้วย Picoway จำนวนครั้งถึงขึ้นอยู่กับสีของรอยสัก ต้องเว้นระยะห่างอย่างไร และข้อควรรู้ก่อนทำมีอะไรบ้าง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
รอยคล้ำใต้ตา รักษารอบดวงตาด้วย filler หรือ laser แบบไหนจะเหมาะกับเรามากกว่ากันนะ?
เลือกแบบไหนดีระหว่าง filler ใต้ตา กับ เลเซอร์? เรามีข้อมูลวิจัยมาช่วยวิเคราะห์ตามสาเหตุของปัญหาดาร์กเคิลให้คุณเข้าใจง่ายๆ ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) จะเริ่มเห็นผลหลังฉีดกี่วันคะ?
พามาดูข้อมูลวิจัยกันค่ะว่าหลังฉีด Botox แล้วจะเริ่มเห็นผลภายในกี่วัน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมคนที่มีภาวะดื้อยา (ดื้อโบ) ถึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าจะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวก็ส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาที่ได้ค่ะ มาดูเกณฑ์การเลือกเข้ารับบริการ Botox vs Dysport ตามระดับการใช้งานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันเลย

ผิว
จำเป็นต้องทาโทนเนอร์ (toner) ไหมคะ?
จำเป็นต้องใช้โทนเนอร์ตามลำดับการดูแลผิว (skin booster) เสมอไปไหม? วันนี้เรามาแนะนำหน้าที่ของโทนเนอร์และวิธีประเมินตามสภาพผิวของคุณกันค่ะ



