การรักษาเรื่องรูขุมขนและรอยแผลเป็น กับเรื่องความยืดหยุ่นและริ้วรอยเล็กๆ จะใช้การตั้งค่าที่ต่างกันนะคะ นี่คือคู่มือสรุปเกณฑ์ความลึกของหัวเข็ม (needle) และจำนวนครั้งในการรักษาตามแต่ละจุดประสงค์ค่ะ
หลายคนมักคิดว่า Potenza เป็นเพียง "เลเซอร์กระชับรูขุมขน" แต่พอไปปรึกษาที่คลินิกกลับพบว่าสามารถช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและริ้วรอยเล็กๆ ได้ด้วย จนทำให้หลายคนรู้สึกสับสน นั่นเป็นเพราะว่าแม้จะเป็นเครื่องเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันไปตามการตั้งค่าความลึกของเข็ม (needle) และความแรงของคลื่นวิทยุ (RF) ค่ะ
> บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลการรักษาของ Beautystone สาขาฮับจองค่ะ
ถ้าให้ตอบสั้นๆ Potenza คือการใช้เข็มขนาดเล็กเปิดทางบนผิวหนัง และส่งพลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุความถี่สูงลงไปที่ปลายเข็ม ดังนั้น หากเราปรับความลึกและความแรงให้เหมาะสม ก็จะสามารถกระตุ้นความยืดหยุ่นของชั้นผิวแท้และช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน ลดริ้วรอยเล็กๆ ได้ด้วย ไม่ใช่แค่รูขุมขนหรือรอยแผลเป็นเท่านั้นค่ะ จึงอยากให้มองว่า Potenza ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับ "รูขุมขนเท่านั้น" แต่เป็นหัตถการที่ปรับเปลี่ยนการตั้งค่าตามผลลัพธ์ที่ต้องการจะถูกต้องกว่าค่ะ
สิ่งที่คุณจะได้รับจากบทความนี้
เข้าใจหลักการทำงานของ Potenza
เข้าใจความแตกต่างของการตั้งค่าระหว่าง รูขุมขน/รอยแผลเป็น และ ความยืดหยุ่น/ริ้วรอยเล็กๆ
เข้าใจเหตุผลว่าทำไมจึงควรทำโปรแกรมนี้หลายๆ ครั้ง
เข้าใจกระบวนการฟื้นฟูของผิวหลังการทำหัตถการ
Potenza มีหลักการทำงานอย่างไร?
Potenza ทำงานด้วยระบบ Microneedle RF ค่ะ โดยเข็มขนาดเล็ก (microneedle) จะเข้าไปสร้างช่องทางสั้นๆ บนผิว จากนั้นพลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุ (RF) จะถูกส่งผ่านปลายเข็มลงลึกไปยังชั้นผิวแท้ (dermis) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่ส่งผ่านความร้อนไปโฟกัสที่ชั้นผิวแท้โดยตรง ดังนั้นแม่จะเป็นการทำหัตถการเดียวกัน แต่การปรับระดับความลึกของเข็มจะช่วยให้พลังงานลงไปทำงานในชั้นผิวที่แตกต่างกันค่ะ
Microneedle RF*: คือวิธีการใช้เข็มขนาดเล็กเปิดทางบนผิวหนังและส่งผ่านพลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุความถี่สูงไปที่ปลายเข็ม โดยเน้นการกระตุ้นภายในชั้นผิวแท้มากกว่าบริเวณผิวชั้นนอก
จากการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับ Non-insulated Microneedle RF พบว่าวิธีนี้ช่วยลดขนาดของรูขุมขน รอยแผลเป็นหลุมสิว และช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (19 คนมีรอยแผลเป็นและสภาพผิวดีขึ้นทั้งหมด, รูขุมขนกระชับขึ้นประมาณ 94%) ซึ่งการที่รูขุมขน รอยแผลเป็น และสภาพผิวเรียบเนียนขึ้นพร้อมๆ กันนั้น เป็นผลมาจากการกระตุ้นคอลลาเจนที่เพิ่มขึ้นในชั้นผิวแท้นั่นเองค่ะ

การตั้งค่าที่แตกต่างกันของ รูขุมขน·รอยแผลเป็น และ ความยืดหยุ่น·ริ้วรอยเล็กๆ
แม้จะเป็นเครื่อง Potenza เหมือนกัน แต่ระดับความลึกของเข็มและความแรงของคลื่นวิทยุจะถูกปรับให้แตกต่างกันตามปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข สำหรับปัญหารูขุมขนและรอยแผลเป็น จะเน้นส่งพลังงานถี่ๆ ไปที่ชั้นผิวแท้ส่วนบนที่ค่อนข้างตื้น ส่วนปัญหาความยืดหยุ่นและริ้วรอยเล็กๆ จะส่งความร้อนลงลึกไปที่ชั้นผิวแท้ที่ลึกกว่านั้นค่ะ
รูขุมขน·รอยแผลเป็น → ระดับความตื้น + กระจายพลังงานอย่างละเอียดและถี่
ความยืดหยุ่น·ริ้วรอยเล็กๆ → ระดับที่ลึกขึ้น + กระตุ้นความร้อนในชั้นผิวแท้
ปัญหาผิวแบบผสม → เลือกใช้ทั้งสองการตั้งค่าร่วมกัน
แผนภาพด้านล่างแสดงแนวโน้มการตั้งค่าความลึกของเข็มตามวัตถุประสงค์การรักษา ซึ่งนี่เป็นเพียงแนวโน้มเฉลี่ยเท่านั้น ในความเป็นจริงแม้จะมีวัตถุประสงค์เดียวกัน แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามความหนาของผิวแต่ละบุคคลด้วยค่ะ


จะเข้าใจง่ายขึ้นเมื่อดูว่าความร้อนส่งไปถึงผิวชั้นไหน
เมื่อดูจากภาพตัดขวางแสดงชั้นผิวที่ความร้อนจาก Potenza ส่งไปถึงตามความลึกของเข็ม จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมเราจึงต้องแยกการตั้งค่าค่ะ

จุดเด่นจะอยู่ที่ความร้อนที่ปล่อยออกมาจากปลายเข็มส่งไปถึงความลึกระดับใดของชั้นผิวแท้ค่ะ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าจะเน้นดูแลรูขุมขนหรือเน้นเรื่องความยืดหยุ่น ดังนั้นแทนที่จะคิดว่า "Potenza คือตัวช่วยเรื่องรูขุมขนเท่านั้น" การมองว่ามันคือหัตถการที่ปรับเปลี่ยนได้ตามเป้าหมายโดยการควบคุมความลึกและความแรงจะถูกต้องที่สุดค่ะ

ทำไมต้องแบ่งทำเป็นหลายๆ ครั้ง?
เนื่องจาก Potenza เป็นหัตถการที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน การทำเพียงครั้งเดียวจึงอาจไม่เห็นผลลัพธ์สูงสุด แต่แนะนำให้แบ่งทำเป็นจำนวนครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่สะสมอย่างต่อเนื่อง การปรับระดับพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและแบ่งทำหลายครั้ง จะช่วยลดภาระในการฟื้นฟูผิวและช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
ตามคำแนะนำของ American Society for Dermatologic Surgery (ASDS) เกี่ยวกับ Microneedling ระบุว่า หัตถการประเภท Microneedle มักแนะนำให้ทำเป็นคอร์สอย่างน้อย 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน ยิ่งเป็นปัญหาผิวที่ต้องใช้เวลาในการสะสมผลลัพธ์อย่างรอยแผลเป็นหรือรูขุมขน การวางแผนจำนวนครั้งในการรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ
เน้นการสะสมคอลลาเจนจากการทำเป็นระยะ แทนที่จะทำเพียงครั้งเดียวแบบรุนแรง
แบ่งความแรงในการทำอย่างเหมาะสม เพื่อลดระยะเวลาพักฟื้นผิว (downtime)
จำนวนครั้งในการรักษาจะแตกต่างกันไปตามความลึกของปัญหาผิว

ที Beautystone ฮับจอง เราวิเคราะห์ผิวอย่างละเอียดแยกตามปัญหาจริง
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง แม้จะเป็นโปรแกรม Potenza เหมือนกัน แต่เราจะเริ่มจากการประเมินว่าปัญหาหลักของคุณคือรูขุมขน หรือความยืดหยุ่น/ริ้วรอยเล็กๆ เพื่อออกแบบความลึกของเข็ม ความแรง และจำนวนครั้งที่เหมาะสมกับบุคคลค่ะ ความแตกต่างของเราคือเราไม่เหมารวมว่า "Potenza = รูขุมขน" แต่เราจะตั้งค่าเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวเฉพาะบุคคลของคุณอย่างแท้จริง
ข้อมูลจาก American Academy of Dermatology (AAD) แนะนำว่า การพูดคุยปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่คาดหวังก่อนทำหัตถการความงาม เป็นขั้นตอนหลักที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ได้ค่ะ เนื่องจากคลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) ในระยะเดินถึง คุณจึงสามารถแวะเข้ามาตรวจเช็กสภาพผิวและร่วมกำหนดทิศทางการตั้งค่าก่อนรับบริการได้อย่างสะดวกสบาย บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไป ดังนั้นสำหรับการตั้งค่าและจำนวนครั้งที่เหมาะสมกับตัวคุณ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำหัตถการนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. Potenza ไม่ใช่หัตถการสำหรับรักษารูขุมขนหรอกเหรอคะ?
A. จริงอยู่ที่นิยมนำมาใช้รักษารูขุมขนและรอยแผลเป็นเป็นหลักค่ะ แต่ถ้าเราปรับระดับความลึกของเข็มและความแรงของคลื่นวิทยุ ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นความยืดหยุ่นของผิวชั้นแท้และริ้วรอยเล็กๆ ได้เช่นกัน จึงถือเป็นหัตถการปรับค่าตามเป้าหมายปัญหาผิวที่แม่นยำค่ะ
Q. หลังทำแล้วต้องพักฟื้นผิวนานแค่ไหนคะ? (Downtime)
A. ทันทีหลังทำอาจมีอาการรอยแดงหรือรอยเข็มเล็กๆ ปรากฏขึ้นได้ 2-3 วัน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามระดับความลึกและความแรงที่ใช้ค่ะ จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าระดับความเจ็บค่อนข้างต่ำ และไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอย่างผิวไหม้หรือรอยดำ แต่ทั้งนี้ระยะเวลาการฟื้นฟูผิวของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันออกไปค่ะ
Q. สามารถรักษารูขุมขนและความยืดหยุ่นไปพร้อมกันได้ไหมคะ?
A. สามารถทำได้ค่ะ โดยอาจใช้วิธีแบ่งการตั้งค่าในการทำ หรือออกแบบคอร์สการรักษาแบบผสมผสาน แต่แทนที่จะเลือกแก้ปัญหาทุกอย่างพร้อมกันในครั้งเดียว การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาแล้วค่อยๆ ทำสะสมไปทีละขั้นตอนจะมอบผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าค่ะ
Q. ควรทำทั้งหมดกี่ครั้งคะ?
A. ขึ้นอยู่กับความลึกและระดับของปัญหาผิวค่ะ โดยทั่วไปสำหรับเครื่องกลุ่ม Microneedle แนะนำให้ทำต่อเนื่องเป็นคอร์สประมาณ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน แต่เนื่องจากสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาและวางแผนการรักษาร่วมกันก่อนดีที่สุดค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ผิว
สิวเม็ดเล็กๆ ที่คิดว่าเป็นสิวธรรมดา ถ้าจริงๆ แล้วเป็น 'รูขุมขนอักเสบ' วิธีรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ
สิวอุดตันกับรูขุมขนอักเสบดูคล้ายกัน แต่ต้นเหตุต่าง แยกจากอาการคัน บริเวณ หัวสิว วินิจฉัยถูกลดแผลเป็น

ผิว
ครีมกันแดด มีวิธีอ่านและเลือกค่า SPF กับ PA อย่างไรดีคะ?
SPF50 ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไปนะ! มาดูไกด์สรุปความหมายของตัวเลข และเกณฑ์การเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับระดับการเจอแดดกันเลย

ยกกระชับ
Shurink Universe ควรทำกี่ช็อตดี? เกณฑ์จำนวนช็อตแบ่งตามบริเวณและผลลัพธ์ที่ต้องการ
แม้จะทำ 300 shots เท่ากัน แต่ถ้ากระจายช็อตต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันค่ะ! นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราไม่ควรเปรียบเทียบแค่ตัวเลข พร้อมไกด์ไลน์เกณฑ์จำนวน shot แต่ละบริเวณ

ผิว
Oligio X การยกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ควรทำกี่ครั้งถึงจะดีที่สุดคะ?
การรักษาจะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่เห็นผลลัพธ์เพียงพอได้ในการทำเพียง 1 ครั้ง กับกลุ่มที่แนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสะสมผลลัพธ์ มาดูคู่มือการวางแผนจำนวนครั้งในการทำ Monopolar RF กันค่ะ

ผิว
Potenza ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องรูขุมขนเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบไมโครนีดเดิล (microneedle RF) ที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและริ้วรอยเล็กๆ ได้ดีอีกด้วยค่ะ
การรักษาเรื่องรูขุมขนและรอยแผลเป็น กับเรื่องความยืดหยุ่นและริ้วรอยเล็กๆ จะใช้การตั้งค่าที่ต่างกันนะคะ นี่คือคู่มือสรุปเกณฑ์ความลึกของหัวเข็ม (needle) และจำนวนครั้งในการรักษาตามแต่ละจุดประสงค์ค่ะ

ลบรอยสัก
หลังทำ Picoway ลบรอยสัก แล้วมีสะเก็ดหรือสะเก็ดน้ำใสๆ ขั้นตอนการฟื้นฟูผิวจะเป็นอย่างไรบ้างคะ?
สะเก็ดและตุ่มน้ำอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟูผิวตามปกติ คู่มือนี้จะช่วยอธิบายว่าทำไมถึงไม่ควรแกะหรือลอกสะเก็ดออก พร้อมแนะนำเกณฑ์ระยะห่างในการทำหัตถการแต่ละครั้ง



