ฟิลเลอร์คอลลาเจนที่ละลายไม่ได้ ก่อนทำหัตถการ Radiesse·Sculptra หากไม่รู้ 'สิ่งนี้' อย่าทำ

ช่วงนี้เทรนด์ K-beauty เปลี่ยนแปลงไปไวมากเลยใช่ไหมคะ
หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อโปรแกรมต่างๆ แต่พอเอาเข้าจริงก็อาจเฉยๆ
เพราะยังไม่ค่อยมั่นใจว่าแต่ละตัวแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
ยิ่งพอถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ตัวช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน" เหมือนกัน
ก็มีคนไข้หลายท่านเข้ามาปรึกษาและถามหมอว่า
"Radiesse กับ Sculptra มันไม่เหมือนกันหรอคะ?"
กันเยอะเลยครับ
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจและสรุปความแตกต่างให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ
Q. Radiesse และ Sculptra
ทำงานด้วยหลักการเดียวกันไหมคะ?
A. ไม่ใช่ครับ ทั้งสองตัวนี้มีส่วนประกอบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
และมีวิธีการกระตุ้นคอลลาเจนที่แตกต่างกันด้วยครับ
หมอเขียนอธิบายรายละเอียดไว้ในบทความนี้แล้วครับ
Q. ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์ที่ดี
ทั้งสองตัวนี้ต้องฉีดซ้ำหลายๆ ครั้งไหมคะ?
A. สำหรับ Sculptra โดยปกติแล้วแนะนำให้ทำต่อเนื่องหลายเซสชันครับ
ส่วน Radiesse นั้น เพียงแค่การรักษาแค่ครั้งเดียว
ก็สามารถช่วยเติมเต็มวอลลุ่มให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้นได้ทันทีครับ
เลื่อนลงไปอ่านคำแนะนำสำหรับแต่ละเคสที่ด้านล่างได้เลยครับ
Q. โอกาสในการเกิดผลข้างเคียง
ของทั้งสองตัวนี้พอๆ กันไหมคะ?
A. มีบางจุดที่คล้ายกันครับ
แต่บริเวณที่ต้องระวังและเงื่อนไขในการทำของแต่ละตัวจะต่างกันออกไป
หมอแนะนำให้ลองอ่านส่วนนี้แบบละเอียดๆ กันดูนะครับ
เริ่มต้นที่ส่วนประกอบก็ไม่เหมือนกันแล้วครับ
— ทำไมเราถึงไม่ควรจัดสองตัวนี้
ไว้ในกลุ่มเดียวกัน

นี่เป็นจุดสำคัญที่คนไข้เข้าใจผิดกันบ่อยมากๆ ครับ
นอกจากจุดร่วมที่ว่าทั้ง Radiesse และ Sculptra มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกันแล้ว
ส่วนประกอบหลักของทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ
ส่วนประกอบหลักของ Radiesse คือ
**Calcium Hydroxylapatite (CaHA)** ครับ
ซึ่งเป็นสารที่มีความคล้ายคลึงกับส่วนประกอบในกระดูกและฟันของเรา
โดยอนุภาคขนาดเล็กนี้จะทำหน้าที่เสมือนฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มในทันที
ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบๆ
สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาด้วยครับ
จุดเด่นคือช่วยเติมเต็มวอลลุ่มได้ทันที
หลังทำเสร็จ คนไข้ก็สามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้เลยครับ
ส่วนประกอบหลักของ Sculptra คือ
**Poly-L-Lactic Acid (PLLA)** ครับ
ซึ่งเป็นสารประเภทเดียวกับที่ใช้ในไหมละลายทางการแพทย์
เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย ตัวยาจะค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติ
พร้อมกับเข้าไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)
ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่คอยสร้างคอลลาเจนนั่นเองครับ
ตัวนี้หลังฉีดเสร็จจะยังไม่เห็นวอลลุ่มที่เต็มขึ้นในทันทีนะครับ
แต่จะอาศัยกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย
ค่อยๆ เผยผิวอิ่มฟูอย่างเป็นธรรมชาติทีละนิดครับ
หัวข้อ | Radiesse | Sculptra |
ส่วนประกอบหลัก | Calcium Hydroxylapatite (CaHA) | Poly-L-Lactic Acid (PLLA) |
ผลลัพธ์การเติมเต็มทันที | มี (เห็นผลทันที) | ไม่มี (ค่อยๆ เห็นผลลัพธ์ทีละน้อย) |
กลไกการกระตุ้นคอลลาเจน | กระตุ้นบริเวณเนื้อเยื่อรอบอนุภาคยา | เข้าไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์โดยตรง |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | เห็นผลลัพธ์ชัดเจนใน 1~2 ครั้ง | ปกติแนะนำ 2~4 ครั้ง (เว้นระยะตามแพทย์สั่ง) |
ระยะเวลาของผลลัพธ์ | 12~18 เดือน (ตามเกณฑ์มาตรฐาน) | 2 ปีขึ้นไป (หลังคอลลาเจนฟื้นฟูเต็มที่) |
บริเวณหลักที่เหมาะสม | แก้ม, กรอบหน้า, หลังมือ, ลำคอ ฯลฯ | แก้มตอบ, ขมับ, บริเวณใบหน้าที่สูญเสียปริมาตรโดยรวม |
เทียบกันชัดๆ คุณเหมาะกับตัวไหนมากกว่ากัน
— ลองเช็กจากลิสต์รายเคส
ต่อไปนี้ดูนะครับ

ต้องบอกว่าคำถามที่ว่า "ตัวไหนดีกว่ากันคะ?" เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากครับ
เพราะสภาพผิวและโครงหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย
ถึงแม้จะต้องประเมินเป็นรายบุคคล
แต่หมอขอสรุปแนวทางแบ่งตามความเหมาะสมคร่าวๆ ดังนี้เพื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นนะครับ
[เคสที่เหมาะกับ Radiesse มากกว่า]
1 ต้องการเห็นผลลัพธ์การเติมเต็มอย่างรวดเร็ว
2 มีสัดส่วนที่มีปัญหาขาดวอลลุ่มชัดเจน
และต้องการปรับรูปทรงเฉพาะจุด (แก้ม, กรอบหน้า, หลังมือ)
3 ปัญหาหลักคือเรื่องหน้าตอบ แก้มตอบ มากกว่าเรื่องผิวหย่อนคล้อย
4 ตารางงานค่อนข้างแน่น ไม่ค่อยสะดวกเดินทางมาคลินิกบ่อยๆ
[เคสที่เหมาะกับ Sculptra มากกว่า]
1 ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป
ไม่อยากให้ใครดูออกว่าไปทำอะไรมา
2 มีความรู้สึกว่าผิวหน้าโดยรวมขาดความยืดหยุ่น
และใบหน้าดูโทรม ซูบตอบในวงกว้าง
3 เน้นการฟื้นฟูผิว คืนความอ่อนเยาว์ด้วยคอลลาเจนของตัวเองในระยะยาว
มากกว่าการเห็นผลลัพธ์แบบปุบปับ
4 พึงพอใจกับการค่อยๆ สวยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีเดียว
แต่อยากฝากจุดสำคัญไว้เรื่องหนึ่งครับ
สำหรับ Sculptra นั้น กว่าจะเริ่มสังเกตเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
จำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างคอลลาเจนอยู่หลายเดือนเลยครับ
ดังนั้นการปรับทำความเข้าใจร่วมกันก่อนทำจึงสำคัญมากจริงๆ ครับ
บ่อยครั้งที่มีคนไข้แวะมาปรึกษาหมอแล้วบอกว่า
"เพิ่งฉีดมาแต่ยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ"
ซึ่งพอเช็กดูพบว่าเป็นช่วงระหว่างเซสชันแรกๆ ของการทำ Sculptra อยู่พอดี
บันทึกประสบการณ์ตรงของหมอวี ยองจิน:
จากประสบการณ์ดูแลคนไข้ของหมอ หลายๆ ท่านมักจะรู้สึกชอบบ่นว่า
"ทำไมรอบแรกแล้วยังนิ่งๆ อยู่เลย" หลังจากฉีด Sculptra เซสชันแรกไปครับ
ตรงนี้หมอขอชี้แจงเลยว่า ไม่ใช่เพราะการรักษาล้มเหลวหรือแปลกอะไรนะครับ
แต่มันคือกลไกการทำงานตามปกติของตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เลยครับ
เพราะร่างกายของเราต้องใช้เวลาในการค่อยๆ สร้างและสะสมคอลลาเจนขึ้นมานั่นเองครับ
และอีกเรื่องสำคัญที่หมอละเลยไม่ได้และอยากเตือนให้ทราบก็คือ
หากฉีด Sculptra ในบริเวณที่มีไขมันน้อยมากๆ หรือผิวบางมาก
และฉีดในชั้นที่ตื้นจนเกินไป
ก็อาจจะมีโอกาสเกิดตุ่มนูนหนาหนาแน่น (nodule) ใต้ผิวหนังขึ้นมาได้ครับ
การเลือกระดับความลึกของการฉีดที่เหมาะสมรวมถึงสัดส่วนการเจือจางยา
จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด
ซึ่งนี่เป็นส่วนที่ต้องอาศัยฝีมือ ประสบการณ์ และความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการรักษาโดยตรงเลยครับ
ส่วนทางฝั่ง Radiesse แม้จะมีข้อดีเรื่องการเติมเต็มวอลลุ่มทันที
แต่ถ้าแพทย์ฉีดตื้นใกล้ผิวหนังชั้นบนมากจนเกินไป
ก็อาจเกิดรอยขาวจากตัวยา สะท้อนให้เห็นผ่านผิวหนังบางๆ ได้เช่นกันครับ
จุดพึงระวังเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หมอจะประเมินและอธิบายให้คนไข้เข้าใจก่อนทำการรักษาทุกครั้งครับ
คุยกันตรงๆ ข้อจำกัดและผลข้างเคียง
ที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ

แน่นอนว่าทุกหัตถการย่อมไม่มีอะไรที่มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียวนะครับ
ทั้ง Radiesse และ Sculptra ต่างก็มีโอกาส
เกิดผลข้างเคียงที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ (Irreversible Side Effects) อยู่ด้วยครับ
อย่างฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid หากไม่พอใจเรายังสามารถใช้เอนไซม์ (Hyaluronidase) ในการฉีดสลายออกได้
แต่สำหรับสารกระตุ้นสองคู่นี้
เมื่อฉีดเข้าไปเรียบร้อยแล้ว จะไม่มีสลายยาให้ออกไปได้ทันทีเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไปครับ
หมอคิดว่านี่เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญมากและคนไข้ควรรับทราบไว้ครับ
ดังนั้น สำหรับท่านที่เพิ่งเคยเริ่มทำหัตถการเป็นครั้งแรก
หรือยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำฟิลเลอร์มาก่อน
หมอมักจะแนะนำให้ลองเริ่มจากกลุ่ม Hyaluronic Acid เพื่อดูรูปทรงและระดับความพึงพอใจดูก่อน
แล้วค่อยพิจารณาขยับไปทำการรักษากลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนครับ
ในส่วนของปัญหาตุ่มนูนหนาจาก Sculptra
ปัจจุบันเราสามารถป้องกันและลดโอกาสเกิดได้สูงมากๆ ผ่านเทคนิคการละลายยาและการกู้ระดับชั้นผิวที่ฉีด
แต่ก็ต้องจดไว้ว่าไม่มีทางทำให้โอกาสเกิดเป็น 0% ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
สำหรับ Radiesse นั้น บริเวณที่มีการกระจุกตัวของเส้นเลือดค่อนข้างเยอะ
(เช่น จมูก หรือ ระหว่างคิ้ว) จะต้องให้แพทย์ทำการรักษาด้วยความระมัดระวังสูงสุดอย่างยิ่งครับ
และอีกจุดหนึ่งก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายครับ ^^..
เนื่องจาก Sculptra ต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายเซสชัน
งบประมาณโดยรวมรวมแล้วจึงค่อนข้างสูงทีเดียวครับ
ในขณะที่ตัว Radiesse เอง ก็จัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีราคาสูงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของผลลัพธ์จากการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อเพื่อฟื้นฟูผิวของตนเอง
สองตัวนี้ก็ตอบโจทย์และให้ผลลัพธ์ความอ่อนเยาว์ที่แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปได้อย่างโดดเด่นมากครับ
สำหรับคนไข้ที่มีเป้าหมายผิวในแบบที่แมตช์กัน
หมอมองว่าเป็นการลงทุนกับผิวพรรณที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผลมากๆ ครับ
สรุปใจความสำคัญ
Radiesse ได้ทั้งงานเติมเต็มวอลลุ่มทันที + กระตุ้นคอลลาเจน
Sculptra เน้นสร้างและสะสมคอลลาเจนแบบค่อยเป็นค่อยไป
ด้วยส่วนประกอบ ความเร็วในการเห็นผล และจำนวนเซสชันที่ห่างกัน
คนไข้จึงจำเป็นต้องเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมสอดรับกับความต้องการของผิวพรรณตนเองที่สุดครับ
แล้วเราสามารถดีไซน์
ฉีดทั้งสองตัวร่วมกันได้ไหมคะ?

ทำได้แน่นอนครับ
แม้ว่าเทคนิคการรักษาจะมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่เราสามารถใช้ Radiesse ในการช่วย
เติมเต็มและปรับแต่งวอลลุ่มในส่วนที่อยากแก้ไขเร่งด่วน
ควบคู่ไปกับการใช้ Sculptra เพื่อค่อยๆ สร้างฐานคอลลาเจนให้ผิวสวยแน่น สุขภาพดีในระยะยาว
ซึ่งเป็นการรักษาร่วมกันแบบ Multi-layered approach ที่ให้ผลลัพธ์ออกมาดีงามมากๆ ครับ
แต่อยากเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่การเอาตัวยามาผสมรวมกันมั่วๆ นะครับ
แต่คือการวางแผนแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ของตัวยาในแต่ละชั้นผิวและพื้นที่ผิวอย่างชาญฉลาดโดยแพทย์ครับ
แต่ถ้าให้หมอพูดตรงๆ
หมอก็คงไม่แนะนำให้คนไข้ทุกคนทำคู่นี้พร้อมกันไปซะหมดหรอกครับ
เพราะยังมีอีกหลายๆ เคสที่เพียงแค่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่ง
ก็สามารถตอบโจทย์ความงามและปรับความมั่นใจได้ดีมากๆ อยู่แล้ว
การทำหัตถการคู่ร่วมกันย่อมส่งผลให้งบประมาณการรักษาขยับสูงขึ้นตามไปด้วยครับ
สิ่งสำคัญที่สุดจึงเป็นการกลับมาประเมินร่วมกันในตอนแรกครับว่า
โครงสร้างใบหน้าและปัญหาผิวที่คนไข้กังวลอยู่ตอนนี้คือตรงจุดไหนกันแน่
เพราะหากปัญหาเด่นเกิดจากการที่วอลลุ่มไขมันหายไป ผิวหย่อนคล้อยสูญเสียความกระชับ
หรือเกิดจากทั้งสองส่วนรวมกัน
วิธีการและแนวทางเลือกในการรักษาของหมอก็จะปรับเปลี่ยนไปตามเป้าหมายของคนไข้ครับ
ดังนั้น เวลามาให้คำปรึกษา หมอจะนิยมประเมินจุดกังวลของคนไข้ให้ละเอียดก่อน
เพื่อวิเคราะห์ว่าระหว่าง Radiesse หรือ Sculptra ทางไหนจะตอบโจทย์คนไข้ได้คุ้มค่า
และคุ้มงบประมาณที่สุด
หรือมีความจำเป็นจริงๆ ไหมที่ต้องใช้วิธีการทำควบคู่กัน
แล้วค่อยอธิบายเปรียบเทียบในแต่ละเคสให้เห็นภาพชัดเจนที่สุดครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ในเมื่อ Radiesse และ Sculptra
ต่างก็กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน
สุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันไม่ต่างกันใช่ไหมคะ?
A. แตกต่างกันแน่นอนครับ โดย Radiesse จะใช้ประสิทธิภาพของอนุภาค CaHA
เพื่อเติมเต็มวอลลุ่มให้เห็นความนูนเต็มทันที และเร่งกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน
ส่วน Sculptra คอลลาเจนจะถูกสร้างขึ้นด้วยกลไกจากการสลายของตัวยา PLLA เพื่อไปปลุกไฟโบรบลาสต์
ดังนั้น ทั้งความเร็วในการเปลี่ยนแปลงและระยะเวลาการทำงานของตัวยา
จึงมีความเฉพาะตัวที่ต่างกันอย่างลิบลับเลยครับ
Q2. เคยได้ยินบางคนพูดว่าฉีด Sculptra แล้ว
ผิวเป็นก้อนไตปุ่มนูน (nodule) ขึ้นมา
ปัญหานี้พบหมอได้บ่อยขนาดไหนครับ?
A. หากทางแพทย์ทำการวิเคราะห์ระดับความเจือจางของยากับเลือกชั้นผิวที่ฉีดได้ถูกต้องตรงกลุ่ม
ก็จะช่วยลดและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจนแทบไม่เจอปัญหานี้เลยครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ถึงขั้นการันตีว่าเป็น 0% เสมอไปครับ
ดังนั้น การเลือกใช้บริการคลินิกที่มีคุณหมอเปี่ยมด้วยทักษะประสบการณ์สูง
แล้วแวะมานั่งพูดคุยประเมินกันก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดครับ
Q3. ถ้าเกิดฉีด Radiesse หรือ Sculptra ไปแล้ว
แต่ดันรู้สึกไม่ค่อยถูกใจกับผลลัพธ์ที่ได้
เราจะฉีดสลายออกไปเหมือนฟิลเลอร์ได้ไหมคะ?
A. สำหรับสารประเภทกระตุ้นคอลลาเจนทั้งสองรุ่นนี้ จะแตกต่างกับฟิลเลอร์แบบดั้งเดิม
คือ ไม่มียาฉีดสลายเฉพาะจุดให้หายไปเหมือนตัวทำฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid ครับ
นั่นเป็นเหตุผลหลักๆ ที่หมอกล่าวไปว่า ถ้าใครยังไม่มีประสบการณ์ทำกลุ่มฟิลเลอร์ปรับรูปหน้ามาก่อน
หมอก็มักจะมีตัวเลือกในการทดลองรักษากลุ่ม Hyaluronic Acid เพื่อสร้างสไตล์และเช็กทรงหน้าผิวดูก่อน
ซึ่งช่วยแต่งหน้าให้มั่นใจได้ง่ายขึ้นและลดความเครียดไปได้มากด้วยครับ
หากคนไข้ยังมีคำถามและข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่า
อยากปรึกษาเกี่ยวกับสไตล์ผิวและโครงสร้างหน้า ทักมาคุยทาง LINE ได้แบบสบายๆ เลยนะครับ
หมอวี ยองจิน พร้อมให้คำแนะนำอย่างเต็มที่และจริงใจครับ
✦ คอนเทนต์ที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
จองคิว Potenza แล้ว ต้องหยุดเรตินอลกับแว็กซ์ก่อนกี่วัน
ก่อนทำ Potenza ควรวางมือจากเรตินอล กรดผลัดเซลล์ผิว การแว็กซ์ และผลิตภัณฑ์ทาผิวสีแทนล่วงหน้ากี่วัน รวมกรอบเวลานับถอยหลังและสิ่งที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนถึงคิว

ยกกระชับ
มีงานสำคัญต้องถ่ายรูป ควรทำ Oligio X ล่วงหน้ากี่สัปดาห์?
วางแผนทำ Oligio X ก่อนวันงานหรือวันถ่ายรูป ควรนับถอยหลังกี่สัปดาห์ถึงจะพอดี ชวนดูไทม์ไลน์หลังทำแต่ละช่วง พร้อมข้อควรระวังและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

ผิว
여름 지나 스킨부스터, 언제 시작하면 좋을까요
지금 피부가 회복 모드인지 자극 모드인지로 스킨부스터 시작 시점을 판단하는 방법과 상담 전 자가 점검 항목을 정리했어요.

ผิว
샤워와 세안 물 온도, 어느 정도가 좋을까요
뜨거운 물이 피지막에 어떻게 작용하는지부터 손등으로 미온수를 가늠하는 방법까지, 매일 반복되는 씻기 습관을 순서대로 정리했어요.

ยกกระชับ
ร่องแก้มและมุมปากตก Sofwave ช่วยได้แค่ไหน เช็กก่อนตัดสินใจ
เงาร่องแก้มและมุมปากอาจมาจากผิวหย่อนหรือวอลลุ่มที่ลดลง บทความนี้อธิบายว่า Sofwave ลงลึกถึงชั้นไหน คาดหวังอะไรได้ที่กลางใบหน้า และเมื่อไหร่ควรเลือกฟิลเลอร์ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ขมับยุบฉีด Sculptra ต้องแบ่งกี่ครั้ง เว้นระยะเท่าไหร่ถึงพอดี
ขมับยุบไม่ได้มาจากการผอมลงอย่างเดียว บทความนี้อธิบายว่าทำไม Sculptra ถึงต้องแบ่งฉีดหลายครั้ง เว้นระยะกี่สัปดาห์ และระหว่างรอควรสังเกตอะไรก่อนตัดสินใจ



