รีจูรัน ฮีลเลอร์ ตอนแรกหมอก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน
รีจูรัน ฮีลเลอร์ ตอนแรกหมอก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน
รีจูรัน ฮีลเลอร์ ตอนแรกหมอก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน
ทำไมรีจูรัน ฮีลเลอร์เน้นที่การฟื้นฟู กลไก PN และผลจริงในคลินิก ไม่ใช่คำตอบของทุกผิว
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
รีจูรัน healer ตอนแรกหมอก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้นเหมือนกันครับ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว
มีคนไข้วัยทำงานอายุ 30 ปลายๆ ท่านหนึ่งเข้ามาปรึกษาครับ
"คุณหมอคะ ฉันฉีด รีจูรัน ไป 5 ครั้งแล้ว
แต่ดูจากรูปถ่ายแล้วไม่ค่อยเห็นความต่างเลยค่ะ"
เธอพูดด้วยสีหน้ากังวลปนเศร้า
แต่พอหมอได้ลองสัมผัสผิวดู ปรากฏว่าเนื้อสัมผัสและพิกเมนต์ผิวของเธอเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนครับ
นี่แหละครับคือจุดที่น่ากำกวมที่สุดของ รีจูรัน
พอคำว่า 'การฟื้นฟูผิว' (Regeneration) ถูกนำมาใช้กันจนเกร่อ
ว่ามันช่วยฟื้นฟูอะไรและยังไงกันแน่
ทำให้ทั้งคนไข้และตัวหมอเองก็เคยสับสนอยู่พักใหญ่เหมือนกันครับ

รีจูรัน healer ต่างจากสายฉีดหน้าใส ฉ่ำวาว และ skin booster อื่นๆ ตรงไหน?
รีจูรัน healer คือการฉีดสาร PN (Polynucleotide) ที่สกัดจาก DNA ของปลาแซลมอน
เข้าไปที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ของผิวโดยตรงครับ
ต่างจากฉีดหน้าใสกลุ่ม Hyaluronic Acid ทั่วไป
เพราะ รีจูรัน ไม่ใช่หัตถการที่เน้น 'เติมเต็มน้ำ' หรือความชุ่มชื้นโดยตรง
แต่เป็นการส่งสัญญาณกระตุ้น
ให้เซลล์ผิวซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ครับ
<22">เพราะฉะนั้น หลังทำทันที ความรู้สึกที่ว่าผิวจะดู 'ดิวอี้ ฉ่ำน้ำ'
อาจจะดูน้อยกว่าการฉีดหน้าใสแบบเติมน้ำทั่วไปเล็กน้อยครับ
พูดกันตรงๆ ตอนแรกหมอเองยังแอบคิดเลยครับว่า
"ทำไมตัวนี้ผลลัพธ์มันดูเรียบๆ นิ่งๆ จังนะ?"
ทำไม รีจูรัน healer ถึงโดดเด่นเรื่อง 'การซ่อมแซมและฟื้นฟูผิว' ได้ดีที่สุด?
"ทำไม รีจูรัน healer ถึงเก่งเรื่องฟื้นฟูผิว? เจาะลึกกลไกโดยแพทย์ผิวหนังเกาหลี"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮงแด)
นี่คือส่วนที่หลายคนมักเข้าใจผิดกันครับ
PN ไม่ใช่แค่ 'ส่วนผสมที่ดี' ทั่วไป
แต่เป็นโพลีนิวคลีโอไทด์สายโมเลกุลต่ำที่มีลำดับเบส
ตรงกับ DNA ของมนุษย์เรามากกว่า 95% เลยครับ
ถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?
ก็เพราะว่าเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ในร่างกายเรา
สามารถนำชิ้นส่วนนี้ไปใช้เป็นวัตถุดิบซ่อมแซม DNA ของตัวเอง
ได้อย่างสมบูรณ์แบบและรวดเร็วที่สุดนั่นเองครับ
มีเคสคนไข้อายุ 40 ต้นๆ ที่มาพบหมอเมื่อเดือนก่อน
เคยไปทำหัตถการกลุ่ม skin booster จากคลินิกอื่นมา
มากกว่า 10 ครั้งแล้ว
แต่ปัญหารูขุมขนกว้างและผิวไม่เรียบเนียนรอบๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม
หมอเลยช่วยวางแผนทำ รีจูรัน ให้ 3 ครั้ง
โดยติดตามผลทุกๆ 4 สัปดาห์
หลังจากนั้น ผิวบริเวณโหนกแก้มของคนไข้
ก็เริ่มเรียบเนียนละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

ในทางการแพทย์แล้ว
รีจูรัน จะต้องฉีดสาร PN ขนาด 50-300kDa
เข้าไปที่ความลึกประมาณ 1.5 - 2 มม. ในชั้นหนังแท้
ซึ่งเป็นชั้นที่เซลล์ไฟโบรบลาสต์ทำงานไหวตัว
และแอคทีฟมากที่สุดครับ
ถ้าฉีดตื้นเกินไป ก็จะกระตุ้นแค่ชั้นหนังกำพร้าด้านบน
แต่ถ้าฉีดลึกเกินไป ตัวยาก็จะกระจายตัวหายไปหมดโดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ
ดังนั้น รีจูรัน จึงเป็นหัตถการที่ 'ฝีมือในการฉีดลงชั้นผิวที่ถูกต้อง'
มีความสำคัญไม่แพ้ตัวยาเลยครับ

อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกปุ๊บได้ปั๊บนะครับ
กระบวนการฟื้นฟูผิวนั้นต้องใช้เวลา
ดังนั้น การคาดหวังความเปลี่ยนแปลงแบบเห็นผลฉับพลัน
จากการทำเพียงแค่ครั้งเดียวจึงเป็นเรื่องยากครับ
โดยปกติแล้ว แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3~4 ครั้ง
ถึงเริ่มจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเมื่อส่องกระจกด้วยตัวเอง
และการทำซ้ำในระยะเวลาที่ห่างกันทุกๆ 1 เดือน
จะสอดคล้องกับวงจรการผลัดเซลล์ผิว (Turnover cycle) ของไฟโบรบลาสต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
รีจูรัน ไม่ใช่หัตถการเพื่อ 'เติมเต็ม'
แต่คือหัตถการเพื่อ 'ซ่อมแซม'
ดังนั้น แทนที่จะได้ผิวฉ่ำวาวแวบเดียว
มันจะโดดเด่นในเรื่องของ เนื้อสัมผัสผิว ความยืดหยุ่น และรูขุมขน
ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปครับ
รีจูรัน healer เหมาะกับใคร และไม่แนะนำสำหรับใคร?
ถึงแม้ในแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป
แต่ปกติแล้วหมอจะแบ่งกลุ่มง่ายๆ ไว้ประมาณนี้ครับ
กลุ่มประเภทผิว | ระดับความเหมาะสมของ รีจูรัน | ความเห็นจากหมอวี |
|---|---|---|
วัย 30-40 ปี ที่มีริ้วรอยเล็กๆ และผิวหยาบกร้าน | เหมาะสมมากที่สุด | เป็นกลุ่มที่ผลลัพธ์พึงพอใจสูงที่สุด |
ผู้ที่มีความกังวลเรื่องรอยแผลเป็นจากสิว และผิวไม่เรียบเนียน | เหมาะสม (แต่ต้องทำร่วมกับโปรแกรมอื่น) | ควรทำคู่กับเลเซอร์ควบคู่กันไปจึงจะเห็นผลชัดเจน |
อยากได้ความฉ่ำวาวและชุ่มชื้นแบบเร่งด่วนทันที | เหมาะสมน้อยกว่า | ทำกลุ่มสกินบูสเตอร์ฉีดน้ำให้ผิว (Mul-gwang) จะดีกว่า |
มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยรุนแรง หรือต้องการเติมเต็มวอลลุ่ม | ไม่เหมาะสม | ทำโปรแกรมยกกระชับ (Lifting) หรือฉีดฟิลเลอร์ก่อนจะตรงจุดกว่า |

3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ รีจูรัน healer ที่หมอเจอบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. หลังทำแล้วหน้ามีรอยนูนเหมือนตุ่มมดกัดเต็มไปหมด จะเป็นอะไรไหมคะ?
A. นั่นเป็นอาการปกติอย่างยิ่งครับ
เนื่องจาก รีจูรัน เป็นเทคนิคการฝากตัวยาไว้ในชั้นหนังแท้
เพื่อให้ผิวค่อยๆ ดูดซึมตัวยาไปใช้อย่างช้าๆ
ดังนั้น ในช่วง 2-3 วันแรกหลังทำ
จะสามารถมองเห็นรอยนูนตุ่มเข็ม (Embossing) ได้ครับ
โดยทั่วไปตุ่มเหล่านี้จะเริ่มยุบและเรียบเนียนลงในวันที่ 3
และจางหายไปเกือบทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ครับ
หากคุณมีตารางงานหรือนัดสำคัญ
หมอแนะนำให้เผื่อเวลามาทำล่วงหน้าอย่างน้อย 5 วันนะครับ
Q2. ควรทำบ่อยแค่ไหน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานเท่าไหร่คะ?
A. คอร์สพื้นฐานแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 4 สัปดาห์ครับ
หลังจากจบคอร์สแล้ว สามารถมาทำเพื่อ maintenance ผิว
ทุกๆ 3-4 เดือนครั้งได้เลยครับ
หลายๆ ท่านชอบพูดว่าทำไปแค่ครั้งเดียว
แล้วรู้สึก "ไม่เห็นผลเลย"
บอกตามตรงเลยว่า การทำแค่ครั้งเดียวมันยากที่จะประเมินผลได้ชัดเจนครับ
เพราะการซ่อมแซมผิวคือกระบวนการฟื้นฟูที่ต้องใช้วิธีสะสมผลลัพธ์ครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างไหมคะ?
A. อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือรอยช้ำและอาการบวมเล็กน้อยครับ
ซึ่งปกติแล้วจะยุบลงได้เองภายใน 2-5 วัน
อย่างไรก็ตาม หากท่านใดมีประวัติแพ้โปรตีนจากปลาแซลมอน
กรุณาแจ้งให้หมอทราบก่อนเริ่มรับบริการเสมอนะครับ
สำหรับสตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร
รวมถึงผู้ที่มีภาวะผิวคีลอยด์ง่าย (Keloid)
หมอไม่แนะนำให้ทำหัตถการนี้ครับ
และในวันแรกหลังทำ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า ออกกำลังกายหนักๆ และงดดื่มแอลกอฮอล์
อย่างน้อยเป็นเวลา 1 วันจะดีที่สุดครับ
หากใครเลือกไม่ถูกว่าควรใช้ความเข้มข้นตัวไหนดี ส่งรูปถ่ายสภาพผิวมาทาง LINE ให้หมอช่วยดูก่อนได้เลยครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์นะครับ ผม หมอวี ยองจิน ครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. Q1. หลังทำแล้วมีรอยนูน ๆ แบบนี้ ปกติไหม?
A. นั่นเป็นเรื่องปกติครับ รีจูรันเป็นวิธีที่ทิ้งตัวยาไว้ในชั้นหนังแท้เพื่อให้ค่อยๆ ดูดซึม ดังนั้นภายใน 2-3 วันหลังทำหัตถการ รอยฉีดจะมองเห็นได้
Q. Q2. ต้องทำกี่ครั้ง และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
A. โดยปกติจะทำ 3–4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นสามารถมารับการดูแลรักษาได้ทุกๆ 3–4 เดือน
Q. Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังใด ๆ ไหม?
A. อาการที่พบบ่อยที่สุดคือรอยช้ำและอาการบวม โดยทั่วไปจะยุบลงภายใน 2–5 วัน หากคุณมีอาการแพ้โปรตีนปลาแซลมอน กรุณาแจ้งให้เราทราบก่อนทำหัตถการ
Q. การฉีด รีจูรัน healer ควรฉีดเข้าไปที่ผิวหนังชั้นแท้ (dermis) ในความลึกระดับไหนถึงจะสำคัญที่สุดครับ?
A. ชั้นผิวหนังแท้ ความลึก 1.5~2 มม. เป็นชั้นที่ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ทำงานได้ดีที่สุด การฉีดลงไปในความลึกระดับนี้จึงสำคัญมากๆ ครับ ถ้าตื้นเกินไปก็จะกระตุ้นแค่ผิวหนังชั้นนอก แต่ถ้าลึกเกินไปผลลัพธ์ก็จะกระจายตัวออกไป ดังนั้น การเลือกตำแหน่งความลึกที่ฉีดจึงเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์เลยครับ
รีจูรัน healer ตอนแรกหมอก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้นเหมือนกันครับ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว
มีคนไข้วัยทำงานอายุ 30 ปลายๆ ท่านหนึ่งเข้ามาปรึกษาครับ
"คุณหมอคะ ฉันฉีด รีจูรัน ไป 5 ครั้งแล้ว
แต่ดูจากรูปถ่ายแล้วไม่ค่อยเห็นความต่างเลยค่ะ"
เธอพูดด้วยสีหน้ากังวลปนเศร้า
แต่พอหมอได้ลองสัมผัสผิวดู ปรากฏว่าเนื้อสัมผัสและพิกเมนต์ผิวของเธอเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนครับ
นี่แหละครับคือจุดที่น่ากำกวมที่สุดของ รีจูรัน
พอคำว่า 'การฟื้นฟูผิว' (Regeneration) ถูกนำมาใช้กันจนเกร่อ
ว่ามันช่วยฟื้นฟูอะไรและยังไงกันแน่
ทำให้ทั้งคนไข้และตัวหมอเองก็เคยสับสนอยู่พักใหญ่เหมือนกันครับ

รีจูรัน healer ต่างจากสายฉีดหน้าใส ฉ่ำวาว และ skin booster อื่นๆ ตรงไหน?
รีจูรัน healer คือการฉีดสาร PN (Polynucleotide) ที่สกัดจาก DNA ของปลาแซลมอน
เข้าไปที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ของผิวโดยตรงครับ
ต่างจากฉีดหน้าใสกลุ่ม Hyaluronic Acid ทั่วไป
เพราะ รีจูรัน ไม่ใช่หัตถการที่เน้น 'เติมเต็มน้ำ' หรือความชุ่มชื้นโดยตรง
แต่เป็นการส่งสัญญาณกระตุ้น
ให้เซลล์ผิวซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ครับ
<22">เพราะฉะนั้น หลังทำทันที ความรู้สึกที่ว่าผิวจะดู 'ดิวอี้ ฉ่ำน้ำ'
อาจจะดูน้อยกว่าการฉีดหน้าใสแบบเติมน้ำทั่วไปเล็กน้อยครับ
พูดกันตรงๆ ตอนแรกหมอเองยังแอบคิดเลยครับว่า
"ทำไมตัวนี้ผลลัพธ์มันดูเรียบๆ นิ่งๆ จังนะ?"
ทำไม รีจูรัน healer ถึงโดดเด่นเรื่อง 'การซ่อมแซมและฟื้นฟูผิว' ได้ดีที่สุด?
"ทำไม รีจูรัน healer ถึงเก่งเรื่องฟื้นฟูผิว? เจาะลึกกลไกโดยแพทย์ผิวหนังเกาหลี"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮงแด)
นี่คือส่วนที่หลายคนมักเข้าใจผิดกันครับ
PN ไม่ใช่แค่ 'ส่วนผสมที่ดี' ทั่วไป
แต่เป็นโพลีนิวคลีโอไทด์สายโมเลกุลต่ำที่มีลำดับเบส
ตรงกับ DNA ของมนุษย์เรามากกว่า 95% เลยครับ
ถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?
ก็เพราะว่าเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ในร่างกายเรา
สามารถนำชิ้นส่วนนี้ไปใช้เป็นวัตถุดิบซ่อมแซม DNA ของตัวเอง
ได้อย่างสมบูรณ์แบบและรวดเร็วที่สุดนั่นเองครับ
มีเคสคนไข้อายุ 40 ต้นๆ ที่มาพบหมอเมื่อเดือนก่อน
เคยไปทำหัตถการกลุ่ม skin booster จากคลินิกอื่นมา
มากกว่า 10 ครั้งแล้ว
แต่ปัญหารูขุมขนกว้างและผิวไม่เรียบเนียนรอบๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม
หมอเลยช่วยวางแผนทำ รีจูรัน ให้ 3 ครั้ง
โดยติดตามผลทุกๆ 4 สัปดาห์
หลังจากนั้น ผิวบริเวณโหนกแก้มของคนไข้
ก็เริ่มเรียบเนียนละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

ในทางการแพทย์แล้ว
รีจูรัน จะต้องฉีดสาร PN ขนาด 50-300kDa
เข้าไปที่ความลึกประมาณ 1.5 - 2 มม. ในชั้นหนังแท้
ซึ่งเป็นชั้นที่เซลล์ไฟโบรบลาสต์ทำงานไหวตัว
และแอคทีฟมากที่สุดครับ
ถ้าฉีดตื้นเกินไป ก็จะกระตุ้นแค่ชั้นหนังกำพร้าด้านบน
แต่ถ้าฉีดลึกเกินไป ตัวยาก็จะกระจายตัวหายไปหมดโดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ
ดังนั้น รีจูรัน จึงเป็นหัตถการที่ 'ฝีมือในการฉีดลงชั้นผิวที่ถูกต้อง'
มีความสำคัญไม่แพ้ตัวยาเลยครับ

อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกปุ๊บได้ปั๊บนะครับ
กระบวนการฟื้นฟูผิวนั้นต้องใช้เวลา
ดังนั้น การคาดหวังความเปลี่ยนแปลงแบบเห็นผลฉับพลัน
จากการทำเพียงแค่ครั้งเดียวจึงเป็นเรื่องยากครับ
โดยปกติแล้ว แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3~4 ครั้ง
ถึงเริ่มจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเมื่อส่องกระจกด้วยตัวเอง
และการทำซ้ำในระยะเวลาที่ห่างกันทุกๆ 1 เดือน
จะสอดคล้องกับวงจรการผลัดเซลล์ผิว (Turnover cycle) ของไฟโบรบลาสต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
รีจูรัน ไม่ใช่หัตถการเพื่อ 'เติมเต็ม'
แต่คือหัตถการเพื่อ 'ซ่อมแซม'
ดังนั้น แทนที่จะได้ผิวฉ่ำวาวแวบเดียว
มันจะโดดเด่นในเรื่องของ เนื้อสัมผัสผิว ความยืดหยุ่น และรูขุมขน
ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปครับ
รีจูรัน healer เหมาะกับใคร และไม่แนะนำสำหรับใคร?
ถึงแม้ในแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป
แต่ปกติแล้วหมอจะแบ่งกลุ่มง่ายๆ ไว้ประมาณนี้ครับ
กลุ่มประเภทผิว | ระดับความเหมาะสมของ รีจูรัน | ความเห็นจากหมอวี |
|---|---|---|
วัย 30-40 ปี ที่มีริ้วรอยเล็กๆ และผิวหยาบกร้าน | เหมาะสมมากที่สุด | เป็นกลุ่มที่ผลลัพธ์พึงพอใจสูงที่สุด |
ผู้ที่มีความกังวลเรื่องรอยแผลเป็นจากสิว และผิวไม่เรียบเนียน | เหมาะสม (แต่ต้องทำร่วมกับโปรแกรมอื่น) | ควรทำคู่กับเลเซอร์ควบคู่กันไปจึงจะเห็นผลชัดเจน |
อยากได้ความฉ่ำวาวและชุ่มชื้นแบบเร่งด่วนทันที | เหมาะสมน้อยกว่า | ทำกลุ่มสกินบูสเตอร์ฉีดน้ำให้ผิว (Mul-gwang) จะดีกว่า |
มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยรุนแรง หรือต้องการเติมเต็มวอลลุ่ม | ไม่เหมาะสม | ทำโปรแกรมยกกระชับ (Lifting) หรือฉีดฟิลเลอร์ก่อนจะตรงจุดกว่า |

3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ รีจูรัน healer ที่หมอเจอบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. หลังทำแล้วหน้ามีรอยนูนเหมือนตุ่มมดกัดเต็มไปหมด จะเป็นอะไรไหมคะ?
A. นั่นเป็นอาการปกติอย่างยิ่งครับ
เนื่องจาก รีจูรัน เป็นเทคนิคการฝากตัวยาไว้ในชั้นหนังแท้
เพื่อให้ผิวค่อยๆ ดูดซึมตัวยาไปใช้อย่างช้าๆ
ดังนั้น ในช่วง 2-3 วันแรกหลังทำ
จะสามารถมองเห็นรอยนูนตุ่มเข็ม (Embossing) ได้ครับ
โดยทั่วไปตุ่มเหล่านี้จะเริ่มยุบและเรียบเนียนลงในวันที่ 3
และจางหายไปเกือบทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ครับ
หากคุณมีตารางงานหรือนัดสำคัญ
หมอแนะนำให้เผื่อเวลามาทำล่วงหน้าอย่างน้อย 5 วันนะครับ
Q2. ควรทำบ่อยแค่ไหน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานเท่าไหร่คะ?
A. คอร์สพื้นฐานแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 4 สัปดาห์ครับ
หลังจากจบคอร์สแล้ว สามารถมาทำเพื่อ maintenance ผิว
ทุกๆ 3-4 เดือนครั้งได้เลยครับ
หลายๆ ท่านชอบพูดว่าทำไปแค่ครั้งเดียว
แล้วรู้สึก "ไม่เห็นผลเลย"
บอกตามตรงเลยว่า การทำแค่ครั้งเดียวมันยากที่จะประเมินผลได้ชัดเจนครับ
เพราะการซ่อมแซมผิวคือกระบวนการฟื้นฟูที่ต้องใช้วิธีสะสมผลลัพธ์ครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างไหมคะ?
A. อาการที่พบได้บ่อยที่สุดคือรอยช้ำและอาการบวมเล็กน้อยครับ
ซึ่งปกติแล้วจะยุบลงได้เองภายใน 2-5 วัน
อย่างไรก็ตาม หากท่านใดมีประวัติแพ้โปรตีนจากปลาแซลมอน
กรุณาแจ้งให้หมอทราบก่อนเริ่มรับบริการเสมอนะครับ
สำหรับสตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร
รวมถึงผู้ที่มีภาวะผิวคีลอยด์ง่าย (Keloid)
หมอไม่แนะนำให้ทำหัตถการนี้ครับ
และในวันแรกหลังทำ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า ออกกำลังกายหนักๆ และงดดื่มแอลกอฮอล์
อย่างน้อยเป็นเวลา 1 วันจะดีที่สุดครับ
หากใครเลือกไม่ถูกว่าควรใช้ความเข้มข้นตัวไหนดี ส่งรูปถ่ายสภาพผิวมาทาง LINE ให้หมอช่วยดูก่อนได้เลยครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์นะครับ ผม หมอวี ยองจิน ครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. Q1. หลังทำแล้วมีรอยนูน ๆ แบบนี้ ปกติไหม?
A. นั่นเป็นเรื่องปกติครับ รีจูรันเป็นวิธีที่ทิ้งตัวยาไว้ในชั้นหนังแท้เพื่อให้ค่อยๆ ดูดซึม ดังนั้นภายใน 2-3 วันหลังทำหัตถการ รอยฉีดจะมองเห็นได้
Q. Q2. ต้องทำกี่ครั้ง และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
A. โดยปกติจะทำ 3–4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นสามารถมารับการดูแลรักษาได้ทุกๆ 3–4 เดือน
Q. Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังใด ๆ ไหม?
A. อาการที่พบบ่อยที่สุดคือรอยช้ำและอาการบวม โดยทั่วไปจะยุบลงภายใน 2–5 วัน หากคุณมีอาการแพ้โปรตีนปลาแซลมอน กรุณาแจ้งให้เราทราบก่อนทำหัตถการ
Q. การฉีด รีจูรัน healer ควรฉีดเข้าไปที่ผิวหนังชั้นแท้ (dermis) ในความลึกระดับไหนถึงจะสำคัญที่สุดครับ?
A. ชั้นผิวหนังแท้ ความลึก 1.5~2 มม. เป็นชั้นที่ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ทำงานได้ดีที่สุด การฉีดลงไปในความลึกระดับนี้จึงสำคัญมากๆ ครับ ถ้าตื้นเกินไปก็จะกระตุ้นแค่ผิวหนังชั้นนอก แต่ถ้าลึกเกินไปผลลัพธ์ก็จะกระจายตัวออกไป ดังนั้น การเลือกตำแหน่งความลึกที่ฉีดจึงเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์เลยครับ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1









