แนะนำ skin booster: 30 ต้น ๆ เลือกรีจูรัน 40+ เลือก Belotero Revive พร้อมลำดับคอมโบสำหรับคนอยากทำคู่

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว มีพนักงานออฟฟิศวัย 30 ต้นๆ
ท่านหนึ่งเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจครับ
"เพื่อนบอกว่าฉีด รีจูรัน แล้วดีมากเลย
แต่พี่สาวหนูบอกว่า Belotero Revive ดีกว่า
ตกลงหนูควรฉีดตัวไหนดีคะ?"
นี่เป็นคำถามที่หมอได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจช่วงนี้เลยครับ
จริงๆ แล้วทั้งสองตัวเป็นหัตถการที่ดีมากทั้งคู่
แต่จุดที่ออกฤทธิ์และผลลัพธ์ที่ได้นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

ดูเหมือนเป็น skin booster เหมือนกันใช่ไหมคะ?
แต่หลักการทำงาน (Principle) ต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
skin booster เป็นคำเรียกโดยรวมของหัตถการที่ฉีดตัวยาเข้าสู่ชั้นผิว
เพื่อช่วยฟื้นฟูและยกระดับสภาพผิวให้ดีขึ้นครับ
รีจูรัน มีส่วนประกอบหลักคือ PN ซึ่งเป็นสารสกัดจาก DNA ของปลาแซลมอน
ส่วน Belotero Revive จะมีเบสเป็นไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA)
เมื่อส่วนผสมต่างกัน หน้าที่และการทำงานภายในชั้นผิวก็ต่างกันไปด้วยครับ

ทำไมบางคนทำแล้วเห็นผลชัดเจน
แต่บางคนกลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง?
"ถ้าคุณอยู่ในวัย 30 ต้นๆ ที่เริ่มมีปัญหารูขุมขนกว้างและริ้วรอยเล็กๆ
แนะนำ รีจูรัน (ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิว)
แต่ถ้าเป็นวัย 40 ขึ้นไปที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำและรอยแดง
แนะนำ Belotero Revive (ช่วยเติมความฉ่ำวาว โกลว์ใส)
ในกรณีที่ต้องการแก้ไขทั้งสองอย่าง แนะนำให้ฉีด รีจูรัน 3 ครั้งก่อน
แล้วค่อยตามด้วย Belotero Revive จะเป็นสูตรที่เห็นผลดีและคุ้มค่าที่สุดครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)
การเลือก skin booster ก็คล้ายกับการเลือกอาหารเสริมครับ
ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ก่อนว่าผิวของเรากำลังขาดอะไร ถึงจะได้คำตอบที่ถูกต้อง
สาร PN ใน รีจูรัน จะเข้าไปฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสียหายโดยตรง
จึงตอบโจทย์ได้ดีเยี่ยมสำหรับบริเวณที่ 'โครงสร้างผิว' มีปัญหา
เช่น รูขุมขนกว้าง หรือริ้วรอยตื้นๆ ครับ
ในทางกลับกัน สาร HA ใน Belotero Revive
ทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็กคอยดูดซับและกักเก็บน้ำ
จึงช่วยแก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ หยาบกร้าน
และช่วยเพิ่มความฉ่ำโกลว์ (glass skin) คืนความเปล่งปลั่งให้ผิวครับ
อย่างเคสคนไข้วัย 38 ปีที่มาหาหมอเมื่อเดือนก่อน เธอมีปัญหากังวลเรื่องรูขุมขนกว้าง
แต่ที่ผ่านมากลับไปเลือกทำแต่หัตถการกลุ่มเติมความฉ่ำวาวอย่างเดียว
ก็เลยรู้สึกว่าทำแล้วไม่ค่อยเห็นผลครับ
หมอเลยแนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาแนะนำเป็นตัว รีจูรัน แทน หลังจากทำไป 2 ครั้ง
เธอบอกหมออย่างตื่นเต้นว่า "รอบนี้เห็นผลต่างจากเดิมชัดเจนเลยค่ะ" หมอจำได้แม่นเลยครับ

ไกด์ไลน์แนะนำตามช่วงวัยและปัญหาผิว
ถ้าอย่างนั้น ผิวของเราเหมาะกับแบบไหนกันนะ?
ประเภทผิว | ปัญหาผิวหลัก | สูตรที่แนะนำ |
ช่วงวัย 20 ปลายๆ ~ 30 ต้นๆ | รูขุมขนกว้าง, ริ้วรอยเล็กๆ, รอยแผลเป็น | รีจูรัน 3~4 ครั้ง |
ช่วงวัย 30 กลางๆ ~ ปลายๆ | มีปัญหาทั้งโครงสร้างผิว + สภาพผิวหมองคล้ำ | รีจูรัน 3 ครั้ง → Belotero Revive 1~2 ครั้ง |
ช่วงวัย 40 ขึ้นไป | ผิวหมองคล้ำ, รอยแดง, ขาดความฉ่ำวาว | เน้น Belotero Revive เป็นหลัก (เสริม รีจูรัน ตามความจำเป็น) |
ต้องการผิวสวยก่อนวันสำคัญ | อยากผิวดูล็อคความฉ่ำโกลว์ด่วนภายใน 2 สัปดาห์ | Belotero Revive เดี่ยวๆ |
เวลาคนไข้มาตรวจที่คลินิก หมอจะประเมินจากเกณฑ์มาตรฐาน 5 ข้อ
รวมถึงความหนาของชั้นผิวและแนวโน้มการเกิดรอยแดง เพื่อประเมินสูตรที่เหมาะสมที่สุดทันทีครับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่กำลังตั้งครรภ์
หรือมีผิวหนังอักเสบที่กำลังกำเริบอยู่ หมอแนะนำให้เลื่อนการทำออกไปก่อนนะครับ
และเนื่องจากหัตถการกลุ่มนี้ต้องอาศัย "การสะสมและฟื้นฟูของตัวยา" ในชั้นผิวเป็นหลัก
หากใครที่คาดหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงแบบสวยปังในข้ามคืนจากการทำเพียงครั้งเดียว
อาจจะยังไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไหร่ครับ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว
น่าจะเริ่มสงสัยเรื่องเหล่านี้กันใช่ไหมคะ?
Q1. สามารถรับการรักษาทั้งสองแบบพร้อมกันได้ไหมคะ?
ได้แน่นอนครับ
แต่หมอไม่ค่อยแนะนำให้ทำพร้อมกันในวันเดียวกันนะครับ
วิธีที่ดีที่สุดคือทำ รีจูรัน ให้ครบ 3 ครั้ง เพื่อปรับปรุง "โครงสร้างผิว" ให้แข็งแรงก่อน
จากนั้นค่อยตามด้วย Belotero Revive
เพื่อเติมเสกผิวให้ "โกลว์ใสฉ่ำวาว" แบบดับเบิ้ลครับ
Q2. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และต้องทำไปตลอดชีวิตเลยไหมคะ?
หลังจากทำ รีจูรัน ครบ 4 ครั้ง ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนครับ
ส่วน Belotero Revive จะคงอยู่ได้ประมาณ 3~4 เดือนครับ
หลังจากสร้างฐานผิวที่ดีในตอนแรกแล้ว แนะนำให้มาทำซ้ำเพื่อ maintain
ทุกๆ 4~6 เดือน
เพียงเท่านี้ก็สามารถคงสภาพผิวที่ดีที่สุดไว้ได้ตลอดแล้วครับ
Q3. มีผลข้างเคียงอย่างเช่น รอยช้ำ หรือผิวเป็นตุ่มนูนแดง (Nodule) ไหมคะ?
เนื่องจากเป็นหัตถการที่ใช้เข็มในการส่งตัวยาเข้าสู่ผิว
จึงอาจเกิดรอยช้ำขนาดเล็กมากๆ (micro-bruising) ได้บ้างเล็กน้อยครับ
ส่วนอาการตุ่มนูนอาจเกิดขึ้นได้หากฉีดตัวยาในระดับความลึกที่ไม่พอดี
แต่โดยปกติแล้วจะค่อยๆ ยุบตัวลงและหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์ครับ
เพียงว่างเว้นจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเข้าซาวน่าในวันแรกที่ทำ
ก็ช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้ไปได้เยอะมากเลยครับ
สิ่งที่หมออยากฝากไว้ให้คิดในวันนี้มีเพียงข้อเดียวเท่านั้นครับ
— ลองสังเกตก่อนว่าความกังวลของคุณคือเรื่อง "โครงสร้างผิว"
หรือเรื่อง "สภาพผิวโดยรวมที่ขาดการบำรุง" กันแน่
จุดนั้นจะเป็นตัวตัดสินว่าคุณเหมาะกับ รีจูรัน หรือ Belotero Revive ครับ
ในบทความถัดไป
หมอจะมาเจาะลึกเรื่อง 'จังหวะเวลาในการขยับจาก รีจูรัน ไปทำ Belotero Revive' ให้ฟังกันต่อนะครับ
รอติดตามกันได้เลยครับ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

ผิว
ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?
เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ยกกระชับ
จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?
ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

ผิว
Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี
จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

ผิว
ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?
คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี
ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

ยกกระชับ
หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่
ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด



