โปรไฟล์ข้างยุบใช้ฟิลเลอร์ หน้าถูกกลบเพราะกรอบเหลี่ยมใช้โบท็อกซ์ พร้อมลำดับเมื่อทำทั้งสองร่วมกัน

Author
Wi Young-jin · Chief director
→
เวลาส่องกระจกดูรูปมุมข้างของตัวเองแล้วรู้สึกว่าคางหลบเข้าไปข้างในนิดหน่อย จนเริ่มอยากหาข้อมูลเพื่อปรึกษาคุณหมอใช่ไหมคะ พอค้นหาข้อมูลดูก็จะเจอคำว่า "ฟิลเลอร์คาง" กับ "โบท็อกซ์ลดกราม" ขึ้นมาคู่กันตลอด จนทำให้หลายคนสับสนว่าหน้าแบบเราเหมาะกับหัตถการไหนกันแน่
ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยครับว่า ถึงจะเป็นปัญหา "คางสั้น" เหมือนกัน แต่ต้องดูว่าความสั้นนั้นเกิดจากอะไร วิธีแก้ไขด้วยฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์จึงจะแตกต่างกัน สำหรับคนที่มีกระดูกคางสั้นจนทำให้มองมุมข้างแล้วคางดูถอยเข้าไป การฉีดฟิลเลอร์มักจะ ตอบโจทย์มากกว่า ครับ ส่วนคนที่มีกล้ามเนื้อเคี้ยว (Masseter) โตจนทำให้กรอบหน้าดูเป็นเหลี่ยมและบดบังช่วงคางจนดูสั้น กรณีนี้การโบท็อกซ์มักจะเป็นวิธีที่ตรงจุดมากกว่าครับ
ภายใต้คำว่า "คางสั้น" อาจแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลักๆ ครับ
เวลาเรามองใบหน้าด้านข้าง จะมีเส้นสมมติที่ลากเชื่อมระหว่างปลายจมูก-ริมฝีปาก-ปลายคาง (ที่มักเรียกกันว่า E-line) หากปลายคางอยู่ลึกเกินเส้นนี้เข้าไป จะทำให้ใบหน้าด้านข้างดูไม่มีมิติ ซึ่งปัญหาคางสั้นนี้แบ่งออกเป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ ครับ
อย่างแรกคือ ตัวกระดูกคางเองยื่นออกมาไม่พอ ซึ่งคนกลุ่มนี้เมื่อมองจากด้านหน้าจะเห็นว่าคางค่อนข้างกลมและสั้นอย่างชัดเจน อย่างที่สองคือ มีกล้ามเนื้อเคี้ยว* หรือเนื้อแก้มล่างหนา ทำให้กรอบหน้าดูเป็นทรงเหลี่ยม ส่งผลให้คางดูสั้นและจมหายไปเมื่อเทียบกับส่วนอื่น คนกลุ่มนี้มองหน้าตรงกรอบหน้าจะดูชัด แต่พอมองมุมข้างคางจะดูถอยหรือดูไม่เด่นครับ
กล้ามเนื้อเคี้ยว*: คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร เริ่มตั้งแต่บริเวณใต้โหนกแก้มลงไปถึงมุมกราม หากกล้ามเนื้อนี้พัฒนาจนหนาตัวขึ้น จะทำให้หน้าดูเป็นเหลี่ยม ซึ่งเราสามารถลดขนาดลงได้ด้วยโบท็อกซ์ครับ

ถ้าเป็นกรณีที่กระดูกคางสั้น เริ่มต้นวาดทรงสวยด้วยฟิลเลอร์ 1cc ครับ
ในกรณีที่กระดูกคางยื่นออกมาไม่พอ เราสามารถใช้ฟิลเลอร์ช่วยเพิ่มวอลลุ่มบริเวณปลายคางด้านหน้าเพื่อปรับแนวกระดูกและเส้นมุมข้างให้สวยงามขึ้นได้ครับ โดยทั่วไปจะเริ่มที่ประมาณ 1cc และหากจำเป็นก็สามารถเติมเพิ่มอีกประมาณ 0.5cc เพื่อเก็บรายละเอียดได้ เหตุผลที่ไม่แนะนำให้ฉีดทีละเยอะๆ ในครั้งเดียว เพราะมีเคสรีวิวจำนวนมากที่พิสูจน์แล้วว่าปริมาณ 1cc เป็นขนาดที่ช่วยวาดรูปทรงคางให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด หากใส่มากเกินไปอาจทำให้หน้าตรงดูยาวเกินไปหรือทรงคางดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติได้ครับ
การฉีดฟิลเลอร์จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ และจะค่อยๆ เซ็ตตัวเข้าที่เห็นรูปทรงเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1-2 สัปดาห์ ระยะเวลาคงผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ที่เลือกใช้ แต่โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 8-18 เดือนครับ สำหรับการทำครั้งแรก แนะนำให้ฉีดแบบเซฟๆ ไว้ก่อนที่ 1cc แล้วค่อยกลับมาเช็กกระจกดูอีกทีหลังจากนั้น 1 เดือน หากรู้สึกว่ายังไม่พอค่อยเติมเพิ่ม จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดครับ

แต่ถ้าคางโดนบังเพราะกรามเหลี่ยม โบท็อกซ์จะเริ่มเห็นผลหลังผ่านไป 1 สัปดาห์ครับ
สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อเคี้ยวหนาจนหน้าดูเหลี่ยม หากเราฝืนแก้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์คางเพิ่มเข้าไปอย่างเดียว กรอบหน้าด้านตรงก็ยังคงดูเป็นเหลี่ยมอยู่ดี ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูขัดตาและไม่เป็นธรรมชาติครับ กรณีนี้จะเหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อลงก่อน โดยทั่วไปจะเริ่มต้นที่ประมาณ 25-50 ยูนิตต่อข้าง ขึ้นอยู่กับขนาดและความหนาของกล้ามเนื้อแต่ละบุคคลครับ
โบท็อกซ์จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำนะครับ แต่จะเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อเคี้ยวค่อยๆ นิ่มลงและเล็กลงหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ และจะเห็นผลลัพธ์ปรับรูปหน้าชัดเจนที่สุดในช่วง 4-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นขนาดจะค่อยๆ กลับคืนมาอย่างช้าๆ ในเวลาประมาณ 3-6 เดือนครับ การฉีดครั้งแรกควรเริ่มในปริมาณที่พอดีๆ ก่อน เพราะหากฉีดมากเกินไปอาจส่งผลให้แรงเคี้ยวลดลง หรือทำให้แสดงสีหน้าได้ไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นรอให้ผ่านไป 4-6 สัปดาห์แล้วค่อยประเมินซ้ำว่าต้องเติมเพิ่มไหมจะดีที่สุดครับ

บ่อยครั้งที่เราพบว่าการทำควบคู่กันทั้งคู่ ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
มีลูกค้าหลายท่านเลยครับที่ประสบปัญหาหน้าตรงดูเหลี่ยมและมุมข้างคางก็สั้นด้วย ในกรณีนี้ แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามเพื่อปรับกรอบหน้าตรงให้เรียวลงก่อน จากนั้นรอประมาณ 4-6 สัปดาห์ให้รูปหน้าเข้าที่ แล้วค่อยมาดูมุมข้างเพื่อดีไซน์เติมฟิลเลอร์คางเพิ่มเข้าไปครับ การตัดสินใจปริมาณฟิลเลอร์หลังจากเห็นผลลัพธ์ของโบท็อกซ์แล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้คางดูยาวหรือใหญ่เกินไปได้เป็นอย่างดีครับ
หากสลับลำดับโดยการฉีดฟิลเลอร์ก่อน แล้วค่อยทำโบท็อกซ์ทีหลัง การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อกรามที่ลดลงในภายหลัง อาจสอดคล้องกับทรงคางที่วาดไว้ตอนแรกจนดูแปลกตาไปได้ครับ ดังนั้น แทนที่จะทำทุกอย่างพร้อมกันในวันเดียว การเลือกทำโบท็อกซ์ → ติดตามผล 4-6 สัปดาห์ → แล้วค่อยเติมฟิลเลอร์ จะช่วยลดโอกาสในการต้องตามแก้แก้ซ้ำได้ดีกว่าครับ คีย์เวิร์ดสำคัญคือ ค่อยๆ ปรับทีละสเต็ป ไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจทำทั้งหมดในครั้งเดียวครับ

2 สิ่งที่ควรเตรียมไว้คุยตอนปรึกษาคุณหมอ
ตอนไปปรึกษาที่คลินิก แนะนำให้เตรียมรูปถ่ายหน้าตรงและรูปถ่ายมุมข้างของตัวเองไปด้วยนะครับ เพราะคุณหมอจำเป็นต้องประเมินจากทั้งสองมุมมอง—ดูว่าหน้าตรงมีกรามเหลี่ยมชัดไหม และมุมข้างคางยื่นออกมาได้ระดับหรือยัง—เพื่อใช้ออกแบบแผนการรักษาที่แม่นยำครับ หลายๆ คนที่มองแต่กระจกด้านตรง มักจะโฟกัสแต่เรื่องกรามหนาจนมองข้ามปัญหาคางถอยด้านข้างไปครับ
อย่างที่สองคือ หากมีพฤติกรรมชอบนอนกัดฟัน หรือชอบกัดฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว ควรแจ้งให้คุณหมอทราบด้วยนะครับ เพราะสำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อกรามโตจากพฤติกรรมเหล่านี้ กล้ามเนื้อกรามอาจจะกลับมาโตเร็วขึ้นหลังฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งอาจจำเป็นต้องปรับรอบการฉีดให้ถี่ขึ้น หรือพิจารณาใส่เมาท์การ์ด (night guard) ควบคู่ไปด้วยครับ ทั้งนี้ บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ สำหรับการเลือกหัตถการที่เหมาะกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล แนะนำให้เข้าพบและปรึกษาแพทย์โดยตรงเพื่อประเมินอย่างละเอียดนะครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ฟิลเลอร์คางนิยมใช้ฟิลเลอร์ประเภทไหนครับ?
A. มักจะใช้ฟิลเลอร์ประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ที่มีความหนาแน่นและคงตัวสูง (Hard cohesion) ครับ เนื่องจากบริเวณคางต้องการการยกพยุงและขึ้นทรงที่คมชัด การใช้ฟิลเลอร์ที่มีเนื้อโบลัสตั้งทรงได้ดีจะให้ผลลัพธ์ที่สวยและอยู่ตัวได้นานกว่าฟิลเลอร์เนื้อนิ่มครับ เวลาปรึกษาคุณหมอ แนะนำให้เน้นสอบถามเรื่องความยืดหยุ่น เนื้อสัมผัส และระยะเวลาคงผลลัพธ์ของรุ่นฟิลเลอร์ มากกว่าจำแค่ชื่อแบรนด์ครับ
Q. รู้สึกว่าโบท็อกซ์ลดกรามรอบนี้ผลลัพธ์ไม่ปังเท่าครั้งแรกๆ แบบนี้เรียกว่าดื้อยาหรือเปล่าคะ?
A. มีโอกาสเป็นไปได้แต่พบได้ไม่บ่อยครับ โดยส่วนใหญ่อาการดื้อยามักเกิดกับผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยเกินไป (เว้นระยะสั้นเกินไป) หรือได้รับปริมาณยูนิตที่มากเกินไปในแต่ละครั้ง ดังนั้น การเว้นระยะเวลาในการฉีดให้อยู่ที่ประมาณ 3-6 เดือน และไม่ฉีดปริมาณมากเกินความจำเป็นตั้งแต่ครั้งแรก จะช่วยป้องกันภาวะดื้อยาและปลอดภัยต่อผลลัพธ์ในระยะยาวมากที่สุดครับ
Q. ทำครั้งหนึ่งแล้ว ต้องกลับมาทำซ้ำบ่อยแค่ไหนครับ?
A. สำหรับฟิลเลอร์คาง หลายคนนิยมกลับมาเติมแต่งทรงอีกครั้งทุกๆ 8-18 เดือนครับ ส่วนโบท็อกซ์ลดกราม รอบการฉีดทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณทุกๆ 4-6 เดือน ทั้งนี้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน (เช่น ชอบนอนกัดฟัน หรือชอบทานอาหารเหนียวเคี้ยวเคี้ยวยาก) เป็นหลักนะครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?
หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ



