
รีวิว Thermage ไม่เห็นผล มักเพราะจำนวนช็อต
รีวิว Thermage ไม่เห็นผล มักเพราะจำนวนช็อต
รีวิว Thermage ไม่เห็นผล มักเพราะจำนวนช็อต
70% ของรีวิว Thermage ไม่เห็นผล มาจากช็อตน้อย ต่ำกว่า 600 ช็อตไม่ถึงจุดกระตุ้นคอลลาเจน เห็นแค่ผิวเงา
รีวิวที่บอกว่า Thermage ไม่เห็นผล สาเหตุจริงมักเป็นเพราะจำนวนช็อต

คุณคงเคยค้นหาและเจอรีวิวแนว "ทำ Thermage แล้วไม่เห็นผล" มาก่อนใช่ไหมคะ ก่อนทำแล้วใจสั่นเป็นเรื่องปกติเลย เพราะทั้งราคาแพง เจ็บ และผลลัพธ์ก็ดูไม่ชัด ใคร ๆ ก็ต้องลังเลเป็นธรรมดา
แต่ทำไมทั้งที่เป็นหัตถการเดียวกัน บางคนหน้าดูยกขึ้น แต่บางคนกลับเห็นแค่วิ้ง ๆ ผิวใส ๆ แล้วจบ ความต่างนี้เกิดจากอะไร หมอเก่งไหม ผิวเสื่อมมากแค่ไหน? มีส่วนบ้างค่ะ แต่ถ้าดูจากข้อมูล คำตอบที่เจอบ่อยกว่าคือเรื่องง่าย ๆ เลย นั่นคือจำนวนช็อต
สรุปสั้น ๆ. รีวิวที่บอกว่า "ไม่เห็นผล" ประมาณ 70% มักเกิดจากช็อตไม่พอ ถ้าทำทั่วหน้าไม่ถึง 600 ช็อต ส่วนใหญ่จะยังไม่ถึงจุดที่ทำให้คอลลาเจนหดตัวได้เต็มที่ จึงมักเห็นแค่ผิวดูเงา ๆ อยู่ 1–2 สัปดาห์แล้วก็หายไป
ทำไมตัวเลข 600 ช็อตถึงสำคัญ
Thermage เป็นหัตถการที่ส่งพลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุ RF* ลงไปในชั้นลึกของผิว เพื่อช่วยให้คอลลาเจนหดตัวและกระชับขึ้น
*RF: คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) เป็นวิธีที่ส่งความร้อนไปถึงชั้นหนังแท้ เพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนเกิดการเปลี่ยนแปลงและหดตัว*
โดยทั่วไปจุดที่ถือว่าเพียงพอจะอยู่แถว ๆ 600 ช็อต ถ้ามองใบหน้าทั้งหมดเป็น 100% แล้วต่ำกว่า 600 ช็อต ความร้อน RF จะสัมผัสได้แค่เป็นจุด ๆ และสัญญาณให้คอลลาเจนหดตัวจะส่งไปไม่ทั่วโครงสร้างคอลลาเจนทั้งใบหน้า ผลที่ได้จึงมักเป็นแค่ผิวเงาและรู้สึกตึงนิด ๆ อยู่ประมาณ 1–2 สัปดาห์แล้วหายไป
ผิวเงาแบบนี้ทำให้หลายคนเข้าใจว่าได้ผล แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นเพียงผลจากความร้อนและการเปลี่ยนแปลงของความชื้นในผิวมากกว่า ถ้าหลังทำหน้าเรียบขึ้นและรู้สึกตึงเล็กน้อยก็มักจะเผลอคิดว่า "เห็นผลแล้ว" แต่การยกกระชับจริง ๆ จะเป็นการที่แนวหย่อนคล้อยค่อย ๆ ยกขึ้นตามเวลา และมักเกิดในคนที่ได้พลังงานถึงระดับที่เหมาะสมเท่านั้น

แล้วทำไมบางคลินิกบอกว่า 300 ช็อตก็พอ
เพราะเรื่องราคาไงคะ หัว tip* ของแท้ 1 ชิ้นจะมีจำนวนช็อตกำหนดไว้ และต้นทุนนี้ก็ถูกสะท้อนอยู่ในค่าทำหัตถการโดยตรง ถ้าทำเต็ม 600 ช็อตกับทำแค่ 300 ช็อต ราคาที่คนไข้จ่ายต่างกันเป็นหลักหลายหมื่นบาทเลย
*tip: เป็นอะไหล่แบบใช้ครั้งเดียวที่ใส่กับเครื่อง Thermage หัวของแท้จะถูกจำกัดจำนวนครั้งในการยิงไว้ตามที่กำหนด*
ดังนั้นบางแพ็กเกจจึงถูกจัดแบบ "หน้าผาก+แก้ม+กรอบหน้า รวม 300 ช็อต" ต้นทุนถูกลงก็จริง แต่เพราะยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น จึงมักจบด้วยรีวิวว่า "ไม่เห็นผล" คำพูดที่ว่า ราคาครึ่งหนึ่ง ผลก็มักต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง มักมาจากตรงนี้เอง
หลายคนเข้าใจว่าถ้าแบ่งยิงเป็นจุด ๆ จะได้ผลดีกว่า แต่จริง ๆ การหดตัวของคอลลาเจนเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ ถ้าแบ่งช็อตน้อยไปในบริเวณแคบ ๆ การเปลี่ยนแปลงของเส้นกรอบหน้าทั้งหมดจะไม่ชัด โดยเฉพาะถ้ากระจุกตัวแค่ช่วงโหนกแก้ม แต่กรอบหน้ายังเดิมอยู่ ก็อาจทำให้หน้าดูไม่บาลานซ์ได้ แม้จะเป็น 600 ช็อตเท่ากัน แต่ถ้าจัดสรรตามรูปแบบความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ดี ผลลัพธ์ก็มักน่าพอใจกว่า

แล้วคนที่ทำเกิน 600 ช็อตแต่ยังไม่พอใจล่ะ
ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะประเมินผลเร็วเกินไปค่ะ Thermage จะเริ่มเห็นกระบวนการรีโมเดลคอลลาเจนชัดขึ้นตั้งแต่ประมาณเดือนที่ 3 และมักเห็นผลเต็มที่แถวเดือนที่ 6
ช่วง 1–2 สัปดาห์หลังทำ ความร้อนอาจดึงความชื้นออกไป ทำให้ผิวดูแห้งหรือโทรมกว่าปกติได้ และในช่วง 1 เดือนแรกการเปลี่ยนแปลงยังไม่ชัดพอ จึงทำให้รู้สึกว่า "ไม่ค่อยต่าง" แต่เส้นกรอบหน้าจริง ๆ จะค่อย ๆ ชัดขึ้นหลังจากเดือนที่ 3 เป็นต้นไป ถ้ารีบเขียนรีวิวก่อนถึงช่วงนี้ คะแนนติดลบก็มักจะเยอะเป็นธรรมดา
อีกอย่างหนึ่งคือ การรีโมเดลคอลลาเจนไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่จบในครั้งเดียว ถ้ามองที่ช่วง 1 ปี ผลของเส้นกรอบหน้าที่เห็นชัดในเดือนที่ 6 จะเหลือประมาณ 50% และในเดือนที่ 12 จะเหลือราว 20% เท่านั้น ถ้าคิดว่าจะทำครั้งเดียวแล้วจบ ความพึงพอใจก็มักลดลง แต่คนที่ทำต่อเนื่องปีละครั้งมักได้เส้นกรอบหน้าที่สวยที่สุด เวลาดูรีวิวก็ควรแยกคนที่ "ทำครั้งเดียวแล้วหยุด" ออกจากคนที่ "ทำต่อเนื่องทุกปี" ด้วยนะคะ

ก่อนทำควรเช็กอะไรบ้าง
ก่อนเทียบราคา สิ่งที่ควรดูเป็นอันดับแรกคือจำนวนช็อตและการยืนยันของแท้ ถ้าจะทำทั่วหน้า จำนวนพื้นฐานควรอยู่ที่ 600 ช็อตขึ้นไป และถ้ามีบริเวณที่เริ่มหย่อน เช่น โหนกแก้มหรือกรอบหน้า อาจต้องเพิ่มช็อตในจุดนั้น
การยืนยันของแท้ดูได้จากในใบยินยอมทำหัตถการว่ามีการระบุหมายเลขซีเรียลของ tip หรือไม่ คลินิกบางแห่งอาจนำหัวของแท้กลับมาใช้ซ้ำ หรือใช้หัว compatible ที่ไม่ใช่ของแท้ ซึ่งต่อให้จำนวนช็อตเท่ากัน พลังงานก็อาจไม่พอจนไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น
สุดท้าย หลังทำควรรอดูผลอย่างน้อย 3 เดือนก่อนตัดสินใจอ่านรีวิว หากดูแค่รีวิว 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือนแล้วเชื่อทันที ทั้งรีวิวของตัวเองและการตัดสินใจครั้งถัดไปก็อาจตกหลุมเดิมได้ง่าย ถ้าจ่ายเงินเท่ากัน การรอให้เห็นผลครบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ คือวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. 600 ช็อตเป็นตัวเลขตายตัวไหม
A. ไม่ได้ตายตัวค่ะ ขึ้นอยู่กับขนาดใบหน้า ระดับความหย่อน และการเลือกทำแต่ละบริเวณ แต่ถ้าต้องการผลทั่วหน้า 600 ช็อตถือเป็นจุดเริ่มต้นที่พบบ่อย
Q2. ถ้าเป็น 600 ช็อตเท่ากัน แต่หมอคนละคน ผลจะต่างกันไหม
A. ต่างค่ะ แม้จำนวนช็อตเท่ากัน แต่ผลลัพธ์จะต่างตามความลึกที่ยิงและการกระจายช็อตไปยังจุดต่าง ๆ 600 ช็อตที่จัดลงในบริเวณที่เริ่มหย่อนอย่างเหมาะสม มักได้ผลดีกว่า 900 ช็อตที่กระจายทั่ว ๆ
Q3. ถ้าไม่ดูเรื่องช่วงเวลา จะประเมินรีวิวว่าไม่เห็นผลได้ไหม
A. ช่วงเวลาเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดก็จริง แต่ยังต้องดูด้วยว่าเป็นของแท้ไหม หมอทำเองหรือไม่ และการกระจายช็อตถูกต้องหรือเปล่า จึงจะประเมินได้แม่นยำที่สุด แนะนำให้ให้น้ำหนักกับรีวิวหลังเดือนที่ 3 เป็นต้นไปค่ะ
รีวิวที่บอกว่า Thermage ไม่เห็นผล สาเหตุจริงมักเป็นเพราะจำนวนช็อต

คุณคงเคยค้นหาและเจอรีวิวแนว "ทำ Thermage แล้วไม่เห็นผล" มาก่อนใช่ไหมคะ ก่อนทำแล้วใจสั่นเป็นเรื่องปกติเลย เพราะทั้งราคาแพง เจ็บ และผลลัพธ์ก็ดูไม่ชัด ใคร ๆ ก็ต้องลังเลเป็นธรรมดา
แต่ทำไมทั้งที่เป็นหัตถการเดียวกัน บางคนหน้าดูยกขึ้น แต่บางคนกลับเห็นแค่วิ้ง ๆ ผิวใส ๆ แล้วจบ ความต่างนี้เกิดจากอะไร หมอเก่งไหม ผิวเสื่อมมากแค่ไหน? มีส่วนบ้างค่ะ แต่ถ้าดูจากข้อมูล คำตอบที่เจอบ่อยกว่าคือเรื่องง่าย ๆ เลย นั่นคือจำนวนช็อต
สรุปสั้น ๆ. รีวิวที่บอกว่า "ไม่เห็นผล" ประมาณ 70% มักเกิดจากช็อตไม่พอ ถ้าทำทั่วหน้าไม่ถึง 600 ช็อต ส่วนใหญ่จะยังไม่ถึงจุดที่ทำให้คอลลาเจนหดตัวได้เต็มที่ จึงมักเห็นแค่ผิวดูเงา ๆ อยู่ 1–2 สัปดาห์แล้วก็หายไป
ทำไมตัวเลข 600 ช็อตถึงสำคัญ
Thermage เป็นหัตถการที่ส่งพลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุ RF* ลงไปในชั้นลึกของผิว เพื่อช่วยให้คอลลาเจนหดตัวและกระชับขึ้น
*RF: คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) เป็นวิธีที่ส่งความร้อนไปถึงชั้นหนังแท้ เพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนเกิดการเปลี่ยนแปลงและหดตัว*
โดยทั่วไปจุดที่ถือว่าเพียงพอจะอยู่แถว ๆ 600 ช็อต ถ้ามองใบหน้าทั้งหมดเป็น 100% แล้วต่ำกว่า 600 ช็อต ความร้อน RF จะสัมผัสได้แค่เป็นจุด ๆ และสัญญาณให้คอลลาเจนหดตัวจะส่งไปไม่ทั่วโครงสร้างคอลลาเจนทั้งใบหน้า ผลที่ได้จึงมักเป็นแค่ผิวเงาและรู้สึกตึงนิด ๆ อยู่ประมาณ 1–2 สัปดาห์แล้วหายไป
ผิวเงาแบบนี้ทำให้หลายคนเข้าใจว่าได้ผล แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นเพียงผลจากความร้อนและการเปลี่ยนแปลงของความชื้นในผิวมากกว่า ถ้าหลังทำหน้าเรียบขึ้นและรู้สึกตึงเล็กน้อยก็มักจะเผลอคิดว่า "เห็นผลแล้ว" แต่การยกกระชับจริง ๆ จะเป็นการที่แนวหย่อนคล้อยค่อย ๆ ยกขึ้นตามเวลา และมักเกิดในคนที่ได้พลังงานถึงระดับที่เหมาะสมเท่านั้น

แล้วทำไมบางคลินิกบอกว่า 300 ช็อตก็พอ
เพราะเรื่องราคาไงคะ หัว tip* ของแท้ 1 ชิ้นจะมีจำนวนช็อตกำหนดไว้ และต้นทุนนี้ก็ถูกสะท้อนอยู่ในค่าทำหัตถการโดยตรง ถ้าทำเต็ม 600 ช็อตกับทำแค่ 300 ช็อต ราคาที่คนไข้จ่ายต่างกันเป็นหลักหลายหมื่นบาทเลย
*tip: เป็นอะไหล่แบบใช้ครั้งเดียวที่ใส่กับเครื่อง Thermage หัวของแท้จะถูกจำกัดจำนวนครั้งในการยิงไว้ตามที่กำหนด*
ดังนั้นบางแพ็กเกจจึงถูกจัดแบบ "หน้าผาก+แก้ม+กรอบหน้า รวม 300 ช็อต" ต้นทุนถูกลงก็จริง แต่เพราะยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น จึงมักจบด้วยรีวิวว่า "ไม่เห็นผล" คำพูดที่ว่า ราคาครึ่งหนึ่ง ผลก็มักต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง มักมาจากตรงนี้เอง
หลายคนเข้าใจว่าถ้าแบ่งยิงเป็นจุด ๆ จะได้ผลดีกว่า แต่จริง ๆ การหดตัวของคอลลาเจนเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ ถ้าแบ่งช็อตน้อยไปในบริเวณแคบ ๆ การเปลี่ยนแปลงของเส้นกรอบหน้าทั้งหมดจะไม่ชัด โดยเฉพาะถ้ากระจุกตัวแค่ช่วงโหนกแก้ม แต่กรอบหน้ายังเดิมอยู่ ก็อาจทำให้หน้าดูไม่บาลานซ์ได้ แม้จะเป็น 600 ช็อตเท่ากัน แต่ถ้าจัดสรรตามรูปแบบความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ดี ผลลัพธ์ก็มักน่าพอใจกว่า

แล้วคนที่ทำเกิน 600 ช็อตแต่ยังไม่พอใจล่ะ
ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะประเมินผลเร็วเกินไปค่ะ Thermage จะเริ่มเห็นกระบวนการรีโมเดลคอลลาเจนชัดขึ้นตั้งแต่ประมาณเดือนที่ 3 และมักเห็นผลเต็มที่แถวเดือนที่ 6
ช่วง 1–2 สัปดาห์หลังทำ ความร้อนอาจดึงความชื้นออกไป ทำให้ผิวดูแห้งหรือโทรมกว่าปกติได้ และในช่วง 1 เดือนแรกการเปลี่ยนแปลงยังไม่ชัดพอ จึงทำให้รู้สึกว่า "ไม่ค่อยต่าง" แต่เส้นกรอบหน้าจริง ๆ จะค่อย ๆ ชัดขึ้นหลังจากเดือนที่ 3 เป็นต้นไป ถ้ารีบเขียนรีวิวก่อนถึงช่วงนี้ คะแนนติดลบก็มักจะเยอะเป็นธรรมดา
อีกอย่างหนึ่งคือ การรีโมเดลคอลลาเจนไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่จบในครั้งเดียว ถ้ามองที่ช่วง 1 ปี ผลของเส้นกรอบหน้าที่เห็นชัดในเดือนที่ 6 จะเหลือประมาณ 50% และในเดือนที่ 12 จะเหลือราว 20% เท่านั้น ถ้าคิดว่าจะทำครั้งเดียวแล้วจบ ความพึงพอใจก็มักลดลง แต่คนที่ทำต่อเนื่องปีละครั้งมักได้เส้นกรอบหน้าที่สวยที่สุด เวลาดูรีวิวก็ควรแยกคนที่ "ทำครั้งเดียวแล้วหยุด" ออกจากคนที่ "ทำต่อเนื่องทุกปี" ด้วยนะคะ

ก่อนทำควรเช็กอะไรบ้าง
ก่อนเทียบราคา สิ่งที่ควรดูเป็นอันดับแรกคือจำนวนช็อตและการยืนยันของแท้ ถ้าจะทำทั่วหน้า จำนวนพื้นฐานควรอยู่ที่ 600 ช็อตขึ้นไป และถ้ามีบริเวณที่เริ่มหย่อน เช่น โหนกแก้มหรือกรอบหน้า อาจต้องเพิ่มช็อตในจุดนั้น
การยืนยันของแท้ดูได้จากในใบยินยอมทำหัตถการว่ามีการระบุหมายเลขซีเรียลของ tip หรือไม่ คลินิกบางแห่งอาจนำหัวของแท้กลับมาใช้ซ้ำ หรือใช้หัว compatible ที่ไม่ใช่ของแท้ ซึ่งต่อให้จำนวนช็อตเท่ากัน พลังงานก็อาจไม่พอจนไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น
สุดท้าย หลังทำควรรอดูผลอย่างน้อย 3 เดือนก่อนตัดสินใจอ่านรีวิว หากดูแค่รีวิว 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือนแล้วเชื่อทันที ทั้งรีวิวของตัวเองและการตัดสินใจครั้งถัดไปก็อาจตกหลุมเดิมได้ง่าย ถ้าจ่ายเงินเท่ากัน การรอให้เห็นผลครบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ คือวิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. 600 ช็อตเป็นตัวเลขตายตัวไหม
A. ไม่ได้ตายตัวค่ะ ขึ้นอยู่กับขนาดใบหน้า ระดับความหย่อน และการเลือกทำแต่ละบริเวณ แต่ถ้าต้องการผลทั่วหน้า 600 ช็อตถือเป็นจุดเริ่มต้นที่พบบ่อย
Q2. ถ้าเป็น 600 ช็อตเท่ากัน แต่หมอคนละคน ผลจะต่างกันไหม
A. ต่างค่ะ แม้จำนวนช็อตเท่ากัน แต่ผลลัพธ์จะต่างตามความลึกที่ยิงและการกระจายช็อตไปยังจุดต่าง ๆ 600 ช็อตที่จัดลงในบริเวณที่เริ่มหย่อนอย่างเหมาะสม มักได้ผลดีกว่า 900 ช็อตที่กระจายทั่ว ๆ
Q3. ถ้าไม่ดูเรื่องช่วงเวลา จะประเมินรีวิวว่าไม่เห็นผลได้ไหม
A. ช่วงเวลาเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดก็จริง แต่ยังต้องดูด้วยว่าเป็นของแท้ไหม หมอทำเองหรือไม่ และการกระจายช็อตถูกต้องหรือเปล่า จึงจะประเมินได้แม่นยำที่สุด แนะนำให้ให้น้ำหนักกับรีวิวหลังเดือนที่ 3 เป็นต้นไปค่ะ
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
ทำหัตถการในโซล เลือกย่านฮงแดหรือคังนัมดีกว่ากัน — คู่มือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทั้งราคาและความสะดวกในการเข้าถึงก็สำคัญนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณหมอเจ้าของคลินิกเป็นผู้ตรวจและดูแลเองหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าไปที่ที่รับคนไข้ต่างชาติ ก็จะช่วยเช็กความแตกต่างทางกายวิภาคได้ด้วย

ยกกระชับ
ผลข้างเคียงของ Ulthera พูดตามตรง แม้แต่ฉันเมื่อ 5 ปีก่อนก็ยังไม่รู้
ผลข้างเคียงของ Ulthera ที่น่ากลัวกว่ารอยช้ำหรืออาการบวม คือมุมปากไม่สมมาตร เพราะความลึก 4.5 มม. จะผ่านใกล้กับแขนงของเส้นประสาท

ผิว
รูขุมขนที่เลเซอร์แก้ไม่ได้ Potenza RF ต่างกันไหม?
เลเซอร์กับไมโครนีดเดิล RF ทำงานกับรูขุมขนคนละแบบ ต่างกันที่ส่งพลังงานไปชั้นผิวหรือชั้นหนังแท้

ผิว
เลือกคลินิกผิวหนังฮงแด ฉันดูก่อนว่า 'หมอตรวจเอง'
คลินิกผิวหนังในฮงแดมีเยอะจนเลือกยาก เราสรุปเหตุผลและวิธีเช็กว่าหมอตรวจเองจริงไหมไว้แล้ว

ยกกระชับ
เลือกคลินิกในมาโพทำ Thermage ให้ได้ผล ควรดูอะไร?
เลือกคลินิกผิวหนังในมาโพ มีเกณฑ์สำคัญกว่าทำเลที่ตั้ง เราสรุปเช็กลิสต์ทำ Thermage ไม่ให้เสียดายทีหลัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?
Juvelook, Sculptra, PRP, ฟิลเลอร์ ดูคล้ายกัน แต่ทำงานต่างกัน ความต่าง collagen booster กับ filler
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
