ลดน้ำหนักแล้วหน้ายังดูใหญ่ อาจไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นพื้นที่ว่างบนใบหน้า เช็กเองที่บ้านว่ามาจากกล้ามเนื้อ ความหย่อน หรือไขมัน พร้อมแนวทางดูแลตรงจุด
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

เคยไหมคะ เวลาส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า ตา จมูก ปาก ก็ดูโอเคอยู่นะ แต่ทำไมใบหน้าโดยรวมยังดูใหญ่กว่าที่ใจอยากให้เป็น บางคนคุมอาหารมาหลายเดือน ตัวเลขบนตาชั่งลดลงไปจริง เสื้อผ้าหลวมขึ้นแล้วด้วย แต่พอถ่ายรูปหมู่ทีไร กรอบหน้าก็ยังดูกว้างเหมือนเดิม จนเริ่มสงสัยว่าตัวเองลดน้ำหนักผิดวิธีหรือเปล่า
จริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ใบหน้าดูใหญ่ หลายครั้งไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไขมันอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "พื้นที่ว่าง" บนใบหน้า คือเนื้อที่โล่ง ๆ รอบ ๆ ตา จมูก ปาก ที่ดูกว้างเกินสัดส่วน ซึ่งการลดน้ำหนักช่วยได้เพียงบางส่วน เพราะต้นเหตุอาจเป็นกล้ามเนื้อบดเคี้ยวที่ขยายตัว ความหย่อนคล้อยของชั้นเนื้อเยื่อ หรือไขมันเฉพาะจุด ที่ต้องดูแลกันคนละแบบ บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูวิธีเช็กด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ว่าพื้นที่ว่างบนหน้าของคุณมาจากอะไร พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลให้ตรงจุดค่ะ
พื้นที่ว่างบนใบหน้าคืออะไร ทำไมลดน้ำหนักแล้วหน้ายังดูใหญ่?
พื้นที่ว่างบนใบหน้า หมายถึงเนื้อที่โล่งที่อยู่รอบและระหว่างอวัยวะบนหน้า เช่น ช่วงข้างตา ช่วงแก้ม และช่วงระหว่างมุมปากกับแนวกราม ถ้าเนื้อที่ตรงนี้กว้างเกินสัดส่วน สายตาคนที่มองจะแปลผลออกมาว่า หน้าใหญ่ ทันที ถึงแม้ตัวเลขบนตาชั่งจะลดลงไปแล้วก็ตาม เพราะสิ่งที่ตาเรามองคือสัดส่วนของช่องว่าง ไม่ใช่น้ำหนักตัว
โครงหน้าของคนเอเชียมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้เกิดพื้นที่ว่างได้ง่ายกว่า คือใบหน้าส่วนกลางค่อนข้างแบน โหนกแก้มกว้างออกด้านข้าง มุมกรามล่างค่อนข้างเด่น และผิวหนังกับชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนากว่าโครงหน้าแบบตะวันตก ผลที่ตามมาคือกรอบหน้าไม่คมเท่า แสงตกกระทบแล้วไม่ค่อยเกิดเงาที่ช่วยสร้างมิติ ใบหน้าจึงดูแบนและกว้างขึ้นโดยเฉพาะในภาพถ่ายมุมตรง
พูดง่าย ๆ คือ ลองนึกภาพการแขวนรูปบนผนังห้องนะคะ ถ้าเว้นขอบรอบรูปไว้กว้างมาก ตัวรูปจะดูเล็กลงและผนังจะดูโล่ง แต่ถ้าจัดระยะขอบให้พอดี รูปใบเดิมจะดูเด่นขึ้นทันทีทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนรูปเลย ใบหน้าก็ทำงานคล้ายกัน เราไม่จำเป็นต้องไปแตะ ตา จมูก ปาก เลย แค่จัดระเบียบพื้นที่ว่างรอบ ๆ ให้เข้าที่ กรอบหน้าก็ดูคมขึ้นและใบหน้าดูเล็กลงได้
สัญญาณที่พอสังเกตได้เองว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่พื้นที่ว่างมากกว่าน้ำหนักตัว มีประมาณนี้
ถ่ายรูปมุมเฉียงแล้วดูโอเค แต่พอถ่ายมุมตรงกลับรู้สึกว่าหน้ากว้างขึ้นชัดเจน
น้ำหนักลดลงหลายกิโลกรัม แขนขาเล็กลงแล้ว แต่กรอบหน้าไม่ได้เรียวขึ้นตามสัดส่วนตัว
ช่วงบ่ายหรือวันที่พักผ่อนน้อย หน้าดูตกและกรอบหน้าไม่คมเท่าตอนเช้า
เวลานอนราบแล้วส่องกระจก รู้สึกว่าใบหน้าดูเรียวกว่าตอนยืนอย่างเห็นได้ชัด
จุดที่ต่างจากแนวคิดความงามฝั่งตะวันตกคือทิศทางการดูแล ฝั่งตะวันตกมักเน้นการเติมวอลลุ่ม (Volume) เข้าไปเพื่อสร้างมิติให้ใบหน้า แต่การจัดระเบียบพื้นที่ว่างของคนเอเชียมักเดินสวนทางกัน คือส่วนที่เกินต้องลดลง ส่วนที่หย่อนคล้อยต้องยกกระชับขึ้น เพื่อให้เส้นกรอบหน้ากลับมาชัดและใบหน้าดูมีมิติขึ้นเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการไดเอทอย่างเดียวถึงไม่ค่อยตอบโจทย์ การลดน้ำหนักลดได้เฉพาะปริมาณไขมัน แต่ขนาดของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวและเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยไปแล้ว แทบไม่เปลี่ยนตามน้ำหนักตัว บางคนที่ลดน้ำหนักเร็วมากยังพบว่าใบหน้าดูโทรมลงด้วยซ้ำ เพราะไขมันที่เคยพยุงผิวไว้หายไปพร้อมกัน แต่ชั้นเนื้อเยื่อยังหย่อนอยู่เท่าเดิม
เช็กเองที่บ้าน พื้นที่ว่างของคุณมาจากกล้ามเนื้อ ความหย่อน หรือไขมัน?
วิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำเองได้ที่บ้านคือการแยกว่าเนื้อที่ตรงนั้นเป็น กล้ามเนื้อ ความหย่อนคล้อย หรือ ไขมัน เพราะทั้งสามอย่างอยู่คนละชั้นและให้ความรู้สึกตอนสัมผัสไม่เหมือนกัน ลองทำตามตารางด้านล่างหน้ากระจกในที่ที่มีแสงสว่างพอ แล้วจดไว้ว่าข้อไหนตรงกับตัวเองบ้างนะคะ
วิธีทดสอบ | สิ่งที่สังเกตได้ | สาเหตุที่เป็นไปได้ |
|---|---|---|
กัดฟันแน่น ๆ แล้วใช้ปลายนิ้วแตะที่มุมกราม | มีก้อนแข็งนูนขึ้นมาชัดเจนตอนเกร็ง และยุบลงเมื่อผ่อน | กล้ามเนื้อบดเคี้ยว Masseter ขยายตัว |
คลำเบา ๆ จากใต้ติ่งหูลงมาถึงใต้คาง | รู้สึกหนา แน่น และหนัก แต่ไม่ใช่ก้อนไขมันนุ่ม | ต่อมน้ำลายโต Salivary Gland Hypertrophy |
นอนราบแล้วส่องกระจก หรือใช้มือดันแก้มขึ้นเบา ๆ | ใบหน้าดูเรียวขึ้นชัดเจนเมื่อนอนหรือเมื่อดันขึ้น | เนื้อเยื่อชั้น SMAS เริ่มหย่อนคล้อย |
หยิบผิวใต้คางขึ้นมาเบา ๆ ด้วยสองนิ้ว | จับได้เป็นเนื้อนุ่มหนา และอยู่ที่เดิมไม่ว่าจะนอนหรือยืน | ไขมันสะสมเฉพาะจุด |
Masseter คือกล้ามเนื้อบดเคี้ยวที่เชื่อมจากโหนกแก้มลงมาถึงมุมกรามล่าง คนที่นอนกัดฟัน ชอบเคี้ยวของแข็ง เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อย หรือเครียดแล้วขบกรามโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อมัดนี้จะหนาขึ้นได้เหมือนกล้ามเนื้อแขนของคนที่ยกน้ำหนักเป็นประจำ ทำให้มุมกรามดูเหลี่ยมและกว้างออกทั้งที่ไม่ได้อ้วนขึ้นเลย
ส่วน SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) คือชั้นพังผืดใต้ผิวหนังที่หุ้มกล้ามเนื้อใบหน้าเอาไว้ เป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงในการทำเฟซลิฟต์ เมื่ออายุมากขึ้นและถูกแรงโน้มถ่วงดึงลงทุกวัน ชั้นนี้จะค่อย ๆ หย่อนตัว เนื้อเยื่อด้านบนจึงไหลลงมากองอยู่ที่แนวกราม ทำให้กรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิมและเกิดพื้นที่ว่างช่วงล่างของใบหน้า

ข้อดีของการเช็กเองคือทำซ้ำได้และไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้ไว้ก่อน
การเช็กเองช่วยจับทิศทางได้ แต่บอกสัดส่วนที่แน่นอนไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่มีมากกว่าหนึ่งสาเหตุปนกัน
อาการบวมน้ำจากการนอนดึกหรือกินเค็มจัด อาจทำให้ผลที่เช็กเพี้ยนไป ควรเช็กซ้ำในวันที่พักผ่อนเพียงพอ
ก้อนหรือความหนาที่โตเร็ว กดแล้วเจ็บ หรือเป็นข้างเดียวชัดเจน ไม่ควรสรุปเอง ควรให้แพทย์ตรวจก่อนเสมอ
ถ่ายรูปเก็บไว้ในระยะและแสงเดิมทุกครั้ง จะช่วยให้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงได้แม่นกว่าการจำด้วยความรู้สึก
แนะนำให้จดผลที่ได้เป็นข้อ ๆ ไว้ในโทรศัพท์ เช่น มุมกรามมีก้อนตอนกัดฟัน ใต้คางจับได้เป็นเนื้อนุ่ม แต่พอนอนแล้วหน้าดูเรียวขึ้นด้วย ข้อมูลชุดนี้จะช่วยให้การพูดคุยกับคุณหมอตรงประเด็นขึ้นมาก เพราะแพทย์จะเห็นภาพว่าคุณสังเกตอะไรได้บ้างในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่การตรวจในห้องตรวจครั้งเดียวอาจไม่เห็น
แต่ละสาเหตุ ต้องดูแลต่างกันอย่างไร?
คำตอบสั้น ๆ คือ กล้ามเนื้อต้องลดขนาด ความหย่อนคล้อยต้องยกกระชับ และไขมันเฉพาะจุดต้องสลาย ทั้งสามอย่างทำงานคนละชั้นผิว จึงใช้วิธีเดียวแทนกันไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวินิจฉัยสาเหตุจึงต้องมาก่อนการเลือกชื่อหัตถการเสมอ
พื้นที่ว่างจากกล้ามเนื้อ : มักดูแลด้วยโบท็อกซ์ (Botox) ฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยว หลักการคือลดสัญญาณประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อทำงานลงชั่วคราว กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานน้อยลงจึงค่อย ๆ เล็กลงตามธรรมชาติ โดยทั่วไปมักเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ราวสัปดาห์ที่ 2-4 และผลมักอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
พื้นที่ว่างจากความหย่อนคล้อย : กลุ่มนี้ไม่ควรสลายเนื้อออก เพราะยิ่งลดปริมาณเนื้อ ใบหน้าอาจยิ่งดูตอบและโทรมลง แนวทางที่เหมาะกว่าคือการยกกระชับด้วยพลังงาน เช่น Ulthera ซึ่งเป็นเครื่อง MFU-V ที่ส่งพลังงานอัลตราซาวด์แบบโฟกัสลงไปที่ชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผลมักค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 2-3 เดือนแรก
พื้นที่ว่างจากไขมันเฉพาะจุด : เช่น ไขมันใต้คางหรือกระพุ้งแก้มที่ลดน้ำหนักแล้วก็ไม่ยอมลง มักดูแลด้วยการฉีดสลายไขมันเฉพาะตำแหน่ง (เมโสแฟต) ซึ่งเน้นจัดการเฉพาะบริเวณเล็ก ๆ ที่ตกค้างอยู่ ไม่ใช่การลดไขมันทั้งใบหน้า
เหตุผลที่ต้องแยกให้ชัดคือ ถ้าเลือกไม่ตรงกับสาเหตุ ผลที่ได้มักไม่คุ้มกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไป เช่น คนที่กล้ามเนื้อกรามหนามากแต่ไปทำแต่ทรีตเมนต์ยกกระชับ กรอบหน้าก็ยังกว้างเหมือนเดิม หรือคนที่ปัญหาหลักคือความหย่อนคล้อยแต่ไปฉีดสลายไขมันซ้ำ ๆ ใบหน้าอาจดูโทรมลงกว่าเดิม ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดจากตัวหัตถการไม่ดี แต่เกิดจากการจับคู่ผิดฝั่งระหว่างสาเหตุกับวิธีแก้

อีกเรื่องที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือความคาดหวังเรื่องเวลา หัตถการกลุ่มนี้ไม่ได้เปลี่ยนโครงหน้าภายในวันเดียว โบท็อกซ์ต้องรอให้กล้ามเนื้อลดการทำงานลงก่อน การยกกระชับต้องรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ส่วนการสลายไขมันต้องรอให้ร่างกายค่อย ๆ กำจัดออกไปเอง ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลตัวเองหลังทำ
เหมาะกับใคร : คนที่รู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเท่าเดิม ลดน้ำหนักแล้วใบหน้าไม่เรียวลงตามสัดส่วนตัว มีมุมกรามที่ดูเหลี่ยมจากการขบกรามหรือนอนกัดฟัน หรืออยากปรับรูปหน้าโดยที่ยังไม่อยากผ่าตัด กลุ่มนี้มักได้ประโยชน์จากการวางแผนแบบแยกสาเหตุมากกว่าการเลือกโปรแกรมตามที่คนอื่นรีวิว เพราะโครงหน้าและพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ผลข้างเคียงที่ควรรู้ และใครที่ยังไม่เหมาะกับหัตถการเหล่านี้
หัตถการปรับรูปหน้าแบบไม่ผ่าตัดถือว่ามีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีอาการใด ๆ เลย อาการที่พบได้บ่อยคือรอยแดง บวมเล็กน้อย หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดรุนแรง หรือมีไข้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
โบท็อกซ์ลดกราม : อาจมีรอยจ้ำเลือดจุดเล็ก ๆ ตรงตำแหน่งเข็ม บางคนรู้สึกเคี้ยวไม่ค่อยมีแรงในช่วงสัปดาห์แรก ซึ่งมักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายปรับตัว
การยกกระชับด้วยพลังงาน : ระหว่างทำอาจรู้สึกร้อนหรือจี๊ดเป็นจังหวะในบางตำแหน่ง หลังทำอาจมีรอยแดงหรือกดเจ็บเล็กน้อยประมาณ 1-2 วัน
การฉีดสลายไขมันเฉพาะจุด : มักมีอาการบวมและกดเจ็บบริเวณที่ฉีดในช่วง 3-7 วันแรก ควรงดนวดกดแรงบริเวณนั้นตามที่แพทย์แนะนำ
ส่วนกลุ่มที่ยังไม่เหมาะจะเข้ารับหัตถการ หรือควรแจ้งข้อมูลกับแพทย์ให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ ได้แก่
กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีการติดเชื้อ ผื่น หรือแผลอักเสบบริเวณที่จะทำหัตถการ
มีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น Myasthenia Gravis
เคยแพ้ยาชา หรือแพ้ส่วนประกอบของยาที่จะใช้
เคยฉีดสารเสริมชนิดที่สลายตัวยากบริเวณใบหน้า หรือมีเครื่องกระตุ้นหัวใจ สำหรับหัตถการที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ
มีโรคประจำตัวที่ยังควบคุมได้ไม่ดี เช่น เบาหวานที่ระดับน้ำตาลสูงมาก หรือภาวะเลือดออกง่าย
การแจ้งประวัติยาที่ใช้อยู่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม หรืออาหารเสริมอย่างน้ำมันปลาและวิตามินอี เพราะมีผลต่อโอกาสเกิดรอยช้ำหลังทำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลว่าควรเว้นระยะก่อนทำ ปรับปริมาณ หรือเลือกวิธีอื่นที่เหมาะกว่า และไม่ควรตัดสินใจซื้อคอร์สจากโฆษณาโดยยังไม่ได้รับการตรวจประเมินหน้างานก่อน
ถ้ามีหลายสาเหตุปนกัน ควรเริ่มจากอะไรก่อน?
โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มจากการยกกระชับฐานที่หย่อนคล้อยก่อน แล้วค่อยลดขนาดกล้ามเนื้อส่วนเกิน และปิดท้ายด้วยการเก็บรายละเอียดไขมันเฉพาะจุด เพราะเมื่อโครงสร้างชั้นล่างเข้าที่แล้ว การประเมินว่ายังเหลืออะไรต้องแก้อีกจะแม่นยำขึ้นมาก ในความเป็นจริงคนไข้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุเดียวแบบชัด ๆ แต่มักมีทั้งกล้ามเนื้อกราม แก้มที่เริ่มหย่อน และไขมันใต้คางปนกันในสัดส่วนต่างกันไป
ขั้นที่ 1 จัดการความหย่อนคล้อยก่อน เพื่อให้เนื้อเยื่อกลับเข้าตำแหน่งและกรอบหน้าเริ่มชัดขึ้น
ขั้นที่ 2 ลดขนาดกล้ามเนื้อที่ขยายตัว เพื่อให้มุมกรามดูนุ่มลงและใบหน้าดูเรียวขึ้น
ขั้นที่ 3 เก็บไขมันเฉพาะจุดที่ยังเหลืออยู่ เช่น ใต้คาง เพื่อให้เส้นขากรรไกรดูสะอาดตา
เหตุผลที่ไม่ได้แนะนำให้ทำทุกอย่างพร้อมกันในวันเดียวเสมอไป คือเรื่องอาการบวมและระยะพักฟื้นที่ซ้อนทับกัน จนประเมินยากว่าผลที่เห็นมาจากขั้นตอนไหน หัตถการที่ลงคนละชั้นผิวสามารถทำในวันเดียวกันได้ในหลายกรณี แต่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลว่าควรแบ่งทำเป็นรอบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและตารางชีวิตของแต่ละคนด้วย
ระหว่างรอผลจากหัตถการ การดูแลตัวเองที่บ้านก็ช่วยไม่ให้พื้นที่ว่างกลับมาเร็วเกินไป ลองปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ควบคู่ไปด้วย
ลดการเคี้ยวของแข็งและหมากฝรั่ง รวมถึงคอยสังเกตตัวเองว่าขบกรามอยู่หรือเปล่าเวลาเครียดหรือจ้องจอนาน ๆ
นอนให้เพียงพอและลดอาหารรสเค็มจัด เพราะอาการบวมน้ำทำให้กรอบหน้าดูกว้างขึ้นได้ในระยะสั้น
ทาครีมกันแดดทุกวัน เพราะรังสียูวีเป็นตัวเร่งการสลายคอลลาเจนที่ทำให้ผิวหย่อนเร็วขึ้น
ดูแลล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่หย่อนมาก จะรักษาความกระชับได้ง่ายกว่ารอจนกรอบหน้าเปลี่ยนไปแล้ว
สรุปสั้น ๆ ใบหน้าที่ดูใหญ่มักเป็นเรื่องของพื้นที่ว่างมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง และพื้นที่ว่างนั้นเกิดได้จากกล้ามเนื้อ ความหย่อนคล้อย หรือไขมัน ซึ่งต้องดูแลกันคนละแบบ การเช็กเบื้องต้นด้วยตัวเองช่วยให้จับทิศทางได้ก่อน แล้วค่อยให้แพทย์ประเมินสัดส่วนที่แท้จริงอีกครั้ง ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจนะคะ
หากคุณกำลังกังวลว่าลดน้ำหนักเท่าไหร่ใบหน้าก็ยังดูใหญ่อยู่ดี ลองเช็กตามตารางด้านบนแล้วเก็บคำตอบไว้คุยกับคุณหมอนะคะ ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เรามีบริการปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอเพื่อประเมินพื้นที่ว่างบนใบหน้าของคุณได้เลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
เช็กเองที่บ้านแล้วเลือกหัตถการเองเลยดีไหม?
การเช็กเองช่วยจับทิศทางได้ดี แต่ยังไม่ควรใช้แทนการตรวจโดยแพทย์นะคะ เพราะคนส่วนใหญ่มีทั้งกล้ามเนื้อ ความหย่อนคล้อย และไขมันปนกันในสัดส่วนที่ต่างกัน ซึ่งสัดส่วนนี้เองที่เป็นตัวกำหนดว่าควรเริ่มจากขั้นไหนก่อน แนะนำให้เก็บผลที่เช็กไว้ไปคุยกับคุณหมอ เพื่อคลำตรวจและประเมินร่วมกันอีกครั้งค่ะ
ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง?
โดยทั่วไปมักเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรก ในช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 หลังฉีดค่ะ แต่คนที่กล้ามเนื้อหนามากอาจต้องทำต่อเนื่องราว 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะตามที่แพทย์ประเมิน จำนวนครั้งและปริมาณยาขึ้นอยู่กับความหนาของกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการขบกรามของแต่ละบุคคล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลนะคะ
ทำลิฟติ้งยกกระชับ เจ็บไหม?
ระหว่างทำมักรู้สึกร้อนหรือจี๊ดเป็นจังหวะในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวบางหรืออยู่ใกล้กระดูก ระดับความรู้สึกแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ แพทย์อาจใช้ยาชาแบบทาหรือปรับระดับพลังงานให้เหมาะกับความทนของแต่ละคน หลังทำอาจมีรอยแดงหรือกดเจ็บเล็กน้อยประมาณ 1-2 วัน ซึ่งมักหายได้เองนะคะ
การจัดระเบียบพื้นที่ว่างบนใบหน้า เหมาะกับใครบ้าง?
เหมาะกับคนที่รู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเท่าเดิม ลดน้ำหนักแล้วใบหน้าไม่เรียวลงตามสัดส่วนตัว หรือมีมุมกรามที่ดูเหลี่ยมจากการขบกรามค่ะ ส่วนคนที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีการติดเชื้อบริเวณใบหน้า หรือมีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อนเสมอนะคะ

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



