
ประเภทของโบท็อกซ์ ขนาดโปรตีน 900kDa vs 150kDa มีผลต่อการดื้อโบท็อกซ์
ประเภทของโบท็อกซ์ ขนาดโปรตีน 900kDa vs 150kDa มีผลต่อการดื้อโบท็อกซ์
ประเภทของโบท็อกซ์ ขนาดโปรตีน 900kDa vs 150kDa มีผลต่อการดื้อโบท็อกซ์
เวลาจะเลือกโบท็อกซ์ ดูแค่ราคาอย่างเดียวใช่ไหม? 900kDa กับ 150kDa แค่ขนาดโปรตีนก็ทำให้ความเสี่ยงการดื้อยาต่างกันได้ และยังส่งผลถึงรอบเวลาที่ต้องกลับมาฉีดซ้ำด้วย

ชนิดของโบท็อกซ์,
ต่างกันที่ขนาดโปรตีน 900kDa vs 150kDa
ทำให้ความดื้อยาต่างกัน
เมื่อวันพุธสัปดาห์ที่แล้ว มีลูกค้าวัย 29 ปีที่ฉีดโบท็อกซ์ตัวเดิมมา
ต่อเนื่อง 5 ปี มาพบที่ห้องตรวจค่ะ
"คุณหมอ ช่วงนี้ฤทธิ์หมดเร็วมากเลยค่ะ
นี่คือดื้อยาหรือเปล่าคะ?" เขาถามมาแบบนี้,
ซึ่งคำถามนี้ผมได้ยินบ่อยมากระหว่างตรวจคนไข้เหมือนกัน
ถ้าจะตอบให้ชัด ต้องเริ่มจากชนิดของโบท็อกซ์ก่อน

Xeomin·Coretox,
ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อ
โบท็อกซ์คือยาฉีดที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์จากสารพิษต่อระบบประสาท
เพื่อไปบล็อกสัญญาณการหดตัวของกล้ามเนื้อ
ผลิตภัณฑ์ในเกาหลีแบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่มค่ะ
Nabota·Liztox ฯลฯ เป็น
โปรตีนคอมเพล็กซ์ขนาด 900kDa,
ส่วน Xeomin·Coretox คือการแยกเอาส่วนนี้ออกไป
เหลือเป็นพิษบริสุทธิ์ขนาด 150kDa
ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น
แต่โครงสร้างระดับโมเลกุลต่างกันไปเลย

ทำไมบางคนเกิดดื้อยา
แต่บางคนไม่เกิด?
"ความต่างระหว่าง 900kDa กับ 150kDa คือ
แค่ 'มี/ไม่มีโปรตีนคอมเพล็กซ์' เท่านั้นค่ะ
ยิ่งโปรตีนมีขนาดใหญ่ โอกาสที่ภูมิคุ้มกันจะ
มองว่าเป็นแอนติเจนจากภายนอกยิ่งสูง
และโอกาสเกิดความดื้อยาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย"
— หมอวี ยองจิน (คลินิก Beautystone ฮงแด)
ในมุมของระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งโปรตีนมีขนาดใหญ่เท่าไร
โอกาสถูกมองว่าเป็นแอนติเจนจากภายนอกก็ยิ่งสูงขึ้น
พอร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมา
โบท็อกซ์ก็จะถูกทำให้เป็นกลางก่อนจะไปถึงกล้ามเนื้อ
นั่นแหละคือสิ่งที่เราเรียกว่า 'ความดื้อยา'
ลูกค้าที่มาพบเมื่อเดือนที่แล้ว
ฉีดผลิตภัณฑ์ 900kDa ทุก 3 เดือน
แต่ระยะที่เห็นผลสั้นลงจาก 8 สัปดาห์เหลือ 4 สัปดาห์แล้ว
ผมเลยบอกว่า "พัก 6 เดือน แล้วค่อยลองเปลี่ยนผลิตภัณฑ์"
และปฏิเสธการทำหัตถการไป
ถ้าสงสัยดื้อยา สิ่งแรกคือหยุดก่อน
แล้วรอให้ภูมิคุ้มกันค่อย ๆ สงบลง

ชนิดของโบท็อกซ์,
เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง
ถ้าเห็นเป็นตารางแบบนี้จะเข้าใจง่ายขึ้นค่ะ
รายการ | กลุ่ม 900kDa | กลุ่ม 150kDa |
ผลิตภัณฑ์หลัก | Nabota, Liztox, Allergan | Xeomin, Coretox |
โปรตีนคอมเพล็กซ์ | มี | ไม่มี |
ความเสี่ยงดื้อยา | ค่อนข้างสูง | ค่อนข้างต่ำ |
เหมาะกับ | ฉีดครั้งคราว/เป็นบางครั้ง | ใช้ระยะยาวทุก 3 เดือน |
ถ้าคุณฉีดปีละ 1-2 ครั้งก่อนมีงานสำคัญ
เลือกแบบไหนก็แทบไม่ต่างกันมาก
แต่ถ้าเป็นการฉีดกรามเหลี่ยม
อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน
เพื่อระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า ผมแนะนำฝั่ง 150kDa ค่ะ
ถ้ารู้สึกว่าออกฤทธิ์สั้นลงแล้วรีบย่นระยะเป็นทุก 2 เดือน
ความเสี่ยงการเกิดแอนติบอดีจะยิ่งสูงขึ้น ต้องระวัง
3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. จากผลิตภัณฑ์ที่ฉีดอยู่ตอนนี้
สามารถเปลี่ยนชนิดได้ไหม?
ได้ค่ะ เปลี่ยนได้ แต่จังหวะเวลาสำคัญมาก
ถ้าฤทธิ์ยังอยู่ได้ดี 3-4 เดือน
ก็เปลี่ยนตอนครั้งถัดไปได้เลย,
แต่ถ้าเริ่มสงสัยว่าดื้อยาแล้ว
พักประมาณ 6 เดือนจะปลอดภัยกว่า
Q2. ราคาต่างกันมากไหม
ของแพงกว่าดีกว่าจริงหรือเปล่า?
ราคาต่อหน่วยไม่ได้แปลว่าจะ
ให้ผลลัพธ์ดีกว่าเสมอไป
ไม่ใช่ว่าแบรนด์แพงจะดีกว่าเสมอไป แต่ต้องดูว่า
ในรูปแบบการฉีดของตัวคุณเอง
ผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนน้อยจะเหมาะกว่าไหม
ตรงนี้สำคัญกว่า
Q3. ผลข้างเคียงหรือข้อควรระวัง
ต่างกันตามชนิดไหม?
รอยช้ำหรือบวมหลังทำ โดยมากไม่ได้ขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์
แต่ขึ้นกับประสบการณ์ของผู้ฉีดและการปรับโดส
มากกว่า
แค่ทำตามข้อควรระวังทั่วไป เช่น
ไม่เอนตัวนอนหรือนวดบริเวณที่ฉีด ก็พอค่ะ
ถ้าจะจำกลับไปเพียงข้อเดียว
— โบท็อกซ์ไม่ได้ต่างกันที่แบรนด์
แต่ต่างกันที่ 'ขนาดของโปรตีน'
บทความถัดไป
ฉันจะเล่าเรื่อง 'ถ้าสงสัยดื้อยา
ควรเว้นช่วงพักนานแค่ไหน'
ให้ฟังค่ะ
แค่นี้ก่อนนะคะ หมอวี ยองจิน
อ่านเพิ่มเติม

ชนิดของโบท็อกซ์,
ต่างกันที่ขนาดโปรตีน 900kDa vs 150kDa
ทำให้ความดื้อยาต่างกัน
เมื่อวันพุธสัปดาห์ที่แล้ว มีลูกค้าวัย 29 ปีที่ฉีดโบท็อกซ์ตัวเดิมมา
ต่อเนื่อง 5 ปี มาพบที่ห้องตรวจค่ะ
"คุณหมอ ช่วงนี้ฤทธิ์หมดเร็วมากเลยค่ะ
นี่คือดื้อยาหรือเปล่าคะ?" เขาถามมาแบบนี้,
ซึ่งคำถามนี้ผมได้ยินบ่อยมากระหว่างตรวจคนไข้เหมือนกัน
ถ้าจะตอบให้ชัด ต้องเริ่มจากชนิดของโบท็อกซ์ก่อน

Xeomin·Coretox,
ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อ
โบท็อกซ์คือยาฉีดที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์จากสารพิษต่อระบบประสาท
เพื่อไปบล็อกสัญญาณการหดตัวของกล้ามเนื้อ
ผลิตภัณฑ์ในเกาหลีแบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่มค่ะ
Nabota·Liztox ฯลฯ เป็น
โปรตีนคอมเพล็กซ์ขนาด 900kDa,
ส่วน Xeomin·Coretox คือการแยกเอาส่วนนี้ออกไป
เหลือเป็นพิษบริสุทธิ์ขนาด 150kDa
ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น
แต่โครงสร้างระดับโมเลกุลต่างกันไปเลย

ทำไมบางคนเกิดดื้อยา
แต่บางคนไม่เกิด?
"ความต่างระหว่าง 900kDa กับ 150kDa คือ
แค่ 'มี/ไม่มีโปรตีนคอมเพล็กซ์' เท่านั้นค่ะ
ยิ่งโปรตีนมีขนาดใหญ่ โอกาสที่ภูมิคุ้มกันจะ
มองว่าเป็นแอนติเจนจากภายนอกยิ่งสูง
และโอกาสเกิดความดื้อยาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย"
— หมอวี ยองจิน (คลินิก Beautystone ฮงแด)
ในมุมของระบบภูมิคุ้มกัน ยิ่งโปรตีนมีขนาดใหญ่เท่าไร
โอกาสถูกมองว่าเป็นแอนติเจนจากภายนอกก็ยิ่งสูงขึ้น
พอร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมา
โบท็อกซ์ก็จะถูกทำให้เป็นกลางก่อนจะไปถึงกล้ามเนื้อ
นั่นแหละคือสิ่งที่เราเรียกว่า 'ความดื้อยา'
ลูกค้าที่มาพบเมื่อเดือนที่แล้ว
ฉีดผลิตภัณฑ์ 900kDa ทุก 3 เดือน
แต่ระยะที่เห็นผลสั้นลงจาก 8 สัปดาห์เหลือ 4 สัปดาห์แล้ว
ผมเลยบอกว่า "พัก 6 เดือน แล้วค่อยลองเปลี่ยนผลิตภัณฑ์"
และปฏิเสธการทำหัตถการไป
ถ้าสงสัยดื้อยา สิ่งแรกคือหยุดก่อน
แล้วรอให้ภูมิคุ้มกันค่อย ๆ สงบลง

ชนิดของโบท็อกซ์,
เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง
ถ้าเห็นเป็นตารางแบบนี้จะเข้าใจง่ายขึ้นค่ะ
รายการ | กลุ่ม 900kDa | กลุ่ม 150kDa |
ผลิตภัณฑ์หลัก | Nabota, Liztox, Allergan | Xeomin, Coretox |
โปรตีนคอมเพล็กซ์ | มี | ไม่มี |
ความเสี่ยงดื้อยา | ค่อนข้างสูง | ค่อนข้างต่ำ |
เหมาะกับ | ฉีดครั้งคราว/เป็นบางครั้ง | ใช้ระยะยาวทุก 3 เดือน |
ถ้าคุณฉีดปีละ 1-2 ครั้งก่อนมีงานสำคัญ
เลือกแบบไหนก็แทบไม่ต่างกันมาก
แต่ถ้าเป็นการฉีดกรามเหลี่ยม
อย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน
เพื่อระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า ผมแนะนำฝั่ง 150kDa ค่ะ
ถ้ารู้สึกว่าออกฤทธิ์สั้นลงแล้วรีบย่นระยะเป็นทุก 2 เดือน
ความเสี่ยงการเกิดแอนติบอดีจะยิ่งสูงขึ้น ต้องระวัง
3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. จากผลิตภัณฑ์ที่ฉีดอยู่ตอนนี้
สามารถเปลี่ยนชนิดได้ไหม?
ได้ค่ะ เปลี่ยนได้ แต่จังหวะเวลาสำคัญมาก
ถ้าฤทธิ์ยังอยู่ได้ดี 3-4 เดือน
ก็เปลี่ยนตอนครั้งถัดไปได้เลย,
แต่ถ้าเริ่มสงสัยว่าดื้อยาแล้ว
พักประมาณ 6 เดือนจะปลอดภัยกว่า
Q2. ราคาต่างกันมากไหม
ของแพงกว่าดีกว่าจริงหรือเปล่า?
ราคาต่อหน่วยไม่ได้แปลว่าจะ
ให้ผลลัพธ์ดีกว่าเสมอไป
ไม่ใช่ว่าแบรนด์แพงจะดีกว่าเสมอไป แต่ต้องดูว่า
ในรูปแบบการฉีดของตัวคุณเอง
ผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนน้อยจะเหมาะกว่าไหม
ตรงนี้สำคัญกว่า
Q3. ผลข้างเคียงหรือข้อควรระวัง
ต่างกันตามชนิดไหม?
รอยช้ำหรือบวมหลังทำ โดยมากไม่ได้ขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์
แต่ขึ้นกับประสบการณ์ของผู้ฉีดและการปรับโดส
มากกว่า
แค่ทำตามข้อควรระวังทั่วไป เช่น
ไม่เอนตัวนอนหรือนวดบริเวณที่ฉีด ก็พอค่ะ
ถ้าจะจำกลับไปเพียงข้อเดียว
— โบท็อกซ์ไม่ได้ต่างกันที่แบรนด์
แต่ต่างกันที่ 'ขนาดของโปรตีน'
บทความถัดไป
ฉันจะเล่าเรื่อง 'ถ้าสงสัยดื้อยา
ควรเว้นช่วงพักนานแค่ไหน'
ให้ฟังค่ะ
แค่นี้ก่อนนะคะ หมอวี ยองจิน
อ่านเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
ผลข้างเคียงของเลเซอร์โทนนิ่ง: ทำไมต้องหยุดทันทีหากผิวแดงขึ้นทันที
ผิวแดงทันทีหลังเลเซอร์โทนนิ่ง เป็นสัญญาณว่าใช้พลังงานมากเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือมีรอยแดงจางๆ หลังประมาณ 5–10 นาที และถ้าแดงทันที ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีคล้ำกลับมา (rebound hyperpigmentation) จะสูงขึ้น

ผิว
ราคาค่ารักษาฝ้าด้วยเลเซอร์: ทำไมการทำโทนนิ่ง 50,000 วอนถึงอาจไม่คุ้ม
ราคาเลเซอร์ฝ้า 1 ครั้งประมาณ 50,000~150,000 วอน เหตุผลที่ 600 ช็อตราคา 120,000 วอนให้ผลลัพธ์ดีกว่า 1500 ช็อตราคา 50,000 วอน รวมถึงกับดักของการทำ toning ราคาถูกแบบไม่จำกัดครั้ง สรุปให้แบบมุมมองในห้องตรวจค่ะ

ผิว
การรักษาฝ้า ก่อนจะลบเม็ดสี ต้องควบคุมการอักเสบให้ได้ก่อน
วิธีรักษาฝ้า ถ้าทำแต่เลเซอร์โทนนิ่งซ้ำ ๆ แล้วยังไม่จาง อาจต้องจัดการเรื่องการอักเสบก่อน ไม่ใช่แค่เม็ดสี โดยดูตามเกณฑ์สะสมทุก 4 สัปดาห์

ผิว
รอบการทำเลเซอร์โทนนิ่ง: ความเข้าใจผิดว่าการทำทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่า
เลเซอร์โทนนิ่งทำทุกสัปดาห์จะถี่ไปไหมคะ? การเว้นระยะ 2–3 สัปดาห์จะเหมาะกับการผลัดเปลี่ยนของเมลานินมากกว่า และถ้ายิงทุกสัปดาห์ ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีเข้มสะสมจะเพิ่มขึ้น

ผิว
พูดตรงๆ นะครับ เมื่อ 5 ปีก่อนผมเองก็ไม่ได้ทำเลเซอร์โทนนิ่งฝ้าลักษณะนี้
ผลลัพธ์ของการทำ toning รักษาฝ้า ไม่ได้แปลว่าทำสัปดาห์ละครั้งแล้วจะดีที่สุด ระยะห่าง 2–3 สัปดาห์ และการลดพลังงานลงอีกหนึ่งระดับ คือเหตุผลที่ช่วยให้เม็ดสีคงตัวและนิ่งขึ้นมากกว่า

ผิว
Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ
พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
