
เซลล์ดีเอ็ม vs Rejuran, สำหรับใบหน้าตอบลึก คำตอบต่างกัน
เซลล์ดีเอ็ม vs Rejuran, สำหรับใบหน้าตอบลึก คำตอบต่างกัน
เซลล์ดีเอ็ม vs Rejuran, สำหรับใบหน้าตอบลึก คำตอบต่างกัน
Celldiom vs Rejuran ทั้งคู่เป็น skin booster เหมือนกัน แต่ตัวหนึ่งช่วยเติมคอลลาเจนโดยตรง ส่วนอีกตัวจะกระตุ้นการฟื้นฟูผิว ถ้าใบหน้าดูตอบหรือยุบ การเลือกจะต่างกันไป

Cellrediem vs Rejuran,
หน้าโทรมตอบคนละแบบ
ขอสรุปให้ก่อนเลยนะคะ/ครับ
Cellrediem กับ Rejuran
แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม skin booster เหมือนกัน,
แต่ตัวหนึ่งเติมคอลลาเจน
อีกตัวกระตุ้นการฟื้นฟูผิว
เป็นหัตถการคนละแนวกันเลยค่ะ/ครับ
ในบทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าทำไม

ชื่อคล้ายกัน แต่
จริงๆ แล้วเป็นคนละหมวดกันค่ะ/ครับ
Cellrediem คือ skin booster ประเภท
'collagen filler' ที่ฉีดคอลลาเจนจากมนุษย์เข้าไปโดยตรง
ส่วน Rejuran ใช้ชิ้นส่วน DNA ของปลาแซลมอน
เพื่อกระตุ้นให้ผิว
ฟื้นฟูตัวเองเป็น booster แบบ regenerative
Cellrediem คือฝั่งที่ 'เติมวัตถุดิบให้ตรงๆ',
ส่วน Rejuran คือ
'กดสวิตช์ให้ผิวเริ่มสร้างเอง' ค่ะ/ครับ

ทำไมเป็น skin booster เหมือนกัน
แต่ผลลัพธ์ถึงต่างกันล่ะ?
"ถ้าหน้าตอบ ดูเหมือนยุบลงเพราะไขมันบนใบหน้าลด Cellrediem จะเหมาะกว่า,
ถ้าอยากปรับผิวสัมผัสและความยืดหยุ่นเป็นหลัก
Rejuran จะได้เปรียบมากกว่า
ลองดูว่าตัวเอง 'ขาดวัตถุดิบ'
หรือ 'สัญญาณกระตุ้น' กันแน่"
— หมอวี ยองจิน (คลินิก Beautystone ฮงแด)
ส่วนผสม PN ใน Rejuran จะกระตุ้นไฟโบรบลาสต์
ส่งสัญญาณให้สร้างคอลลาเจนใหม่
สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผิวของเราเป็นคนสร้างเอง
ในทางกลับกัน Cellrediem
จะเติมคอลลาเจนที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์เข้าไปโดยตรง
พอเติมวัตถุดิบลงไปในช่องว่าง
วอลุ่มก็จะขึ้นทันที
ไม่นานมานี้มีคุณผู้หญิงวัย 41 ปีมาปรึกษาค่ะ/ครับ,
บริเวณใต้โหนกแก้มตอบลงไปมาก
และกำลังลังเลว่าจะทำ Rejuran 4 ครั้งดีไหม
สำหรับเคสแบบนี้ Cellrediem
จะตอบโจทย์ได้ตรงกว่า Rejuran ค่ะ/ครับ
ถ้าทิศทางไม่ตรง
ต่อให้ทำครบ 4 ครั้งก็อาจยังไม่พอใจ

Cellrediem vs Rejuran,
ลองเช็กดูว่าตัวเองเข้ากับแบบไหน
หัวข้อเปรียบเทียบ | Cellrediem | Rejuran |
ส่วนประกอบหลัก | atelocollagen (ฉีดโดยตรง) | PN (กระตุ้นการฟื้นฟู) |
กลไกการทำงาน | เติมวัตถุดิบ (เติมเต็มส่วนที่ว่าง) | กระตุ้นสัญญาณ (ให้ร่างกายสร้างเอง) |
เคสที่แนะนำ | แก้ม/ขมับตอบ, ผิวดูแห้งโทรม | ผิวสัมผัส, ริ้วรอยเล็กๆ, รูขุมขน |
ช่วงที่รู้สึกผล | หลังทำทันที~2 สัปดาห์ (เห็นไว) | ประมาณครั้งที่ 3 เป็นต้นไป (ค่อยๆ ดีขึ้น) |
ถ้ามีเนื้อบนใบหน้าพออยู่แล้ว
แต่ผิวหยาบและรูขุมขนดูกว้าง
Rejuran จะเหมาะกว่า Cellrediem มากค่ะ/ครับ
แต่ถ้ากังวลทั้งเรื่องหน้าโทรมและความหย่อนคล้อยไปพร้อมกัน
บางครั้งการผสมสองตัวเข้าด้วยกันก็ช่วยเสริมผลลัพธ์ได้ดี
3 คำถามที่เจอบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. ทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหม?
ผลจะซ้ำกันหรือเปล่า?
ไม่ซ้ำกันค่ะ/ครับ ทั้งสองหัตถการช่วยเสริมกันได้
เติมวอลุ่มด้วย Cellrediem
แล้วค่อยเพิ่มการฟื้นฟูด้วย Rejuran
จะช่วยให้ความพึงพอใจสูงกว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว
Q2. เรื่องค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้ง
แบบไหนหนักกว่ากัน?
Cellrediem มักเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 1~2 ครั้ง
จึงคาดการณ์ค่าใช้จ่ายรวมได้ค่อนข้างง่าย
Rejuran มักวางแผนพื้นฐานไว้ที่ 4 ครั้ง
จึงอาจมีค่าใช้จ่ายสะสมมากกว่า
Q3. ผิวแพ้ง่าย ควรเลือกแบบไหนปลอดภัยกว่า?
ถ้าหน้าแดงง่ายและไวต่อการระคายเคือง
Cellrediem จะระคายเคืองน้อยกว่า
ส่วน Rejuran เมื่อ PN เริ่มเข้าที่
อาจมีรอยแดงชั่วคราว
หรือมีผิวเป็นคล้ายเม็ดๆ (embossing) อยู่ได้หลายวัน
ดังนั้นต้องดูสภาพผิวในวันนั้นด้วยนะคะ/ครับ
ถ้าวันนี้จะเอากลับไปคิดอย่างเดียว
— ให้แยกก่อนว่าใบหน้าของเรา 'ขาดวัตถุดิบ'
หรือ 'สัญญาณหยุดทำงาน'
แค่นี้ก่อนค่ะ/ครับ
ในบทความถัดไป
จะเล่าเรื่อง 'วิธีจัดระยะคอมโบ Cellrediem กับ Rejuran'
ให้ฟังกันนะคะ/ครับ
ขอจบไว้เท่านี้โดย หมอวี ยองจิน
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

Cellrediem vs Rejuran,
หน้าโทรมตอบคนละแบบ
ขอสรุปให้ก่อนเลยนะคะ/ครับ
Cellrediem กับ Rejuran
แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม skin booster เหมือนกัน,
แต่ตัวหนึ่งเติมคอลลาเจน
อีกตัวกระตุ้นการฟื้นฟูผิว
เป็นหัตถการคนละแนวกันเลยค่ะ/ครับ
ในบทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าทำไม

ชื่อคล้ายกัน แต่
จริงๆ แล้วเป็นคนละหมวดกันค่ะ/ครับ
Cellrediem คือ skin booster ประเภท
'collagen filler' ที่ฉีดคอลลาเจนจากมนุษย์เข้าไปโดยตรง
ส่วน Rejuran ใช้ชิ้นส่วน DNA ของปลาแซลมอน
เพื่อกระตุ้นให้ผิว
ฟื้นฟูตัวเองเป็น booster แบบ regenerative
Cellrediem คือฝั่งที่ 'เติมวัตถุดิบให้ตรงๆ',
ส่วน Rejuran คือ
'กดสวิตช์ให้ผิวเริ่มสร้างเอง' ค่ะ/ครับ

ทำไมเป็น skin booster เหมือนกัน
แต่ผลลัพธ์ถึงต่างกันล่ะ?
"ถ้าหน้าตอบ ดูเหมือนยุบลงเพราะไขมันบนใบหน้าลด Cellrediem จะเหมาะกว่า,
ถ้าอยากปรับผิวสัมผัสและความยืดหยุ่นเป็นหลัก
Rejuran จะได้เปรียบมากกว่า
ลองดูว่าตัวเอง 'ขาดวัตถุดิบ'
หรือ 'สัญญาณกระตุ้น' กันแน่"
— หมอวี ยองจิน (คลินิก Beautystone ฮงแด)
ส่วนผสม PN ใน Rejuran จะกระตุ้นไฟโบรบลาสต์
ส่งสัญญาณให้สร้างคอลลาเจนใหม่
สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ก็คือผิวของเราเป็นคนสร้างเอง
ในทางกลับกัน Cellrediem
จะเติมคอลลาเจนที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์เข้าไปโดยตรง
พอเติมวัตถุดิบลงไปในช่องว่าง
วอลุ่มก็จะขึ้นทันที
ไม่นานมานี้มีคุณผู้หญิงวัย 41 ปีมาปรึกษาค่ะ/ครับ,
บริเวณใต้โหนกแก้มตอบลงไปมาก
และกำลังลังเลว่าจะทำ Rejuran 4 ครั้งดีไหม
สำหรับเคสแบบนี้ Cellrediem
จะตอบโจทย์ได้ตรงกว่า Rejuran ค่ะ/ครับ
ถ้าทิศทางไม่ตรง
ต่อให้ทำครบ 4 ครั้งก็อาจยังไม่พอใจ

Cellrediem vs Rejuran,
ลองเช็กดูว่าตัวเองเข้ากับแบบไหน
หัวข้อเปรียบเทียบ | Cellrediem | Rejuran |
ส่วนประกอบหลัก | atelocollagen (ฉีดโดยตรง) | PN (กระตุ้นการฟื้นฟู) |
กลไกการทำงาน | เติมวัตถุดิบ (เติมเต็มส่วนที่ว่าง) | กระตุ้นสัญญาณ (ให้ร่างกายสร้างเอง) |
เคสที่แนะนำ | แก้ม/ขมับตอบ, ผิวดูแห้งโทรม | ผิวสัมผัส, ริ้วรอยเล็กๆ, รูขุมขน |
ช่วงที่รู้สึกผล | หลังทำทันที~2 สัปดาห์ (เห็นไว) | ประมาณครั้งที่ 3 เป็นต้นไป (ค่อยๆ ดีขึ้น) |
ถ้ามีเนื้อบนใบหน้าพออยู่แล้ว
แต่ผิวหยาบและรูขุมขนดูกว้าง
Rejuran จะเหมาะกว่า Cellrediem มากค่ะ/ครับ
แต่ถ้ากังวลทั้งเรื่องหน้าโทรมและความหย่อนคล้อยไปพร้อมกัน
บางครั้งการผสมสองตัวเข้าด้วยกันก็ช่วยเสริมผลลัพธ์ได้ดี
3 คำถามที่เจอบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. ทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ไหม?
ผลจะซ้ำกันหรือเปล่า?
ไม่ซ้ำกันค่ะ/ครับ ทั้งสองหัตถการช่วยเสริมกันได้
เติมวอลุ่มด้วย Cellrediem
แล้วค่อยเพิ่มการฟื้นฟูด้วย Rejuran
จะช่วยให้ความพึงพอใจสูงกว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว
Q2. เรื่องค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้ง
แบบไหนหนักกว่ากัน?
Cellrediem มักเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 1~2 ครั้ง
จึงคาดการณ์ค่าใช้จ่ายรวมได้ค่อนข้างง่าย
Rejuran มักวางแผนพื้นฐานไว้ที่ 4 ครั้ง
จึงอาจมีค่าใช้จ่ายสะสมมากกว่า
Q3. ผิวแพ้ง่าย ควรเลือกแบบไหนปลอดภัยกว่า?
ถ้าหน้าแดงง่ายและไวต่อการระคายเคือง
Cellrediem จะระคายเคืองน้อยกว่า
ส่วน Rejuran เมื่อ PN เริ่มเข้าที่
อาจมีรอยแดงชั่วคราว
หรือมีผิวเป็นคล้ายเม็ดๆ (embossing) อยู่ได้หลายวัน
ดังนั้นต้องดูสภาพผิวในวันนั้นด้วยนะคะ/ครับ
ถ้าวันนี้จะเอากลับไปคิดอย่างเดียว
— ให้แยกก่อนว่าใบหน้าของเรา 'ขาดวัตถุดิบ'
หรือ 'สัญญาณหยุดทำงาน'
แค่นี้ก่อนค่ะ/ครับ
ในบทความถัดไป
จะเล่าเรื่อง 'วิธีจัดระยะคอมโบ Cellrediem กับ Rejuran'
ให้ฟังกันนะคะ/ครับ
ขอจบไว้เท่านี้โดย หมอวี ยองจิน
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ
พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน

ยกกระชับ
ระยะเวลาคงผลลัพธ์ของ Shurink: ความแตกต่างระหว่างคนที่อยู่ได้ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ที่อยู่ได้แค่ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน ความต่างไม่ได้อยู่ที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่ความลึกในการยิง

ผิว
"ทำเลเซอร์ฝ้าบ่อย ๆ จะหายเร็วขึ้นใช่ไหม?" — คำถามที่ได้รับเมื่อวาน
รอบการทำเลเซอร์ฝ้า: ทำไมเว้น 3 สัปดาห์ถึงช่วยจางได้ดีกว่า 1 สัปดาห์ พร้อมสรุปกลไกที่การทำถี่เกินไปอาจทำให้สีเข้มขึ้น และความแตกต่างของรอบการดูแลฝ้าจากการตั้งครรภ์

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ขมับ: ทำไม 1cc ถึงทำให้กรอบหน้าดูเปลี่ยนไป
ฟิลเลอร์ขมับให้ผลลัพธ์ได้ แม้เพียง 1–2cc ก็อาจทำให้ภาพรวมแนวกรามดูเปลี่ยนไปได้ เราจะอธิบายเรื่องอาการบวมในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และเกณฑ์ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ให้เข้าใจกันค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Shurink 4.5mm และเหตุผลที่คนมีแก้มเยอะกับคนผอมให้ผลต่างกัน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ 4.5 มม. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความลึก แต่ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เราสรุปไว้ให้แล้วว่าทำไมใบหน้าที่ค่อนข้างผอมถึงเสียเปรียบ และบริเวณไหนที่เห็นผลดี

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Sculptra vs Juvelook: ความต่างของตัวยา จำนวนครั้ง และระยะเวลาเห็นผล
ความแตกต่างของสารตั้งต้นระหว่าง Sculptra และ Juvelook คือ PLLA กับ PDLLA ค่ะ/ครับ จำนวนครั้งในการทำและระยะเวลาที่เห็นผลก็แตกต่างกัน ทำให้เกณฑ์ในการเลือกก็ไม่เหมือนกันด้วย
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
