ทำไมฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วคิ้วตก? ทำไมระหว่างคิ้วถึงได้ผลดี? เจาะลึกกลไกและข้อควรระวังแต่ละจุด

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
🔗 ย้ายไปยังบทความอื่น
โบท็อกซ์คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ · 1.2 หลักการทำงาน
ประเภท — 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ (Botox · Dysport · Nabota · Coretox)
บริเวณที่ฉีด — 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม · น่อง · ต่อมน้ำลายใต้หู)
ข้อควรรู้ — 4.1 ระยะเวลาของผลลัพธ์ · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 คำถามที่พบบ่อย 8 ข้อ
ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยว่า ก่อนจะฉีดโบท็อกซ์ สิ่งที่สำคัญพอๆ กับ "ฉีดตรงไหน" ก็คือ "ฉีดปริมาณเท่าไหร่ และฉีดอย่างไร" ครับ เพราะต่อให้เป็นบริเวณหน้าผากเหมือนกัน แต่ละคนก็มีความสูงของหน้าผากและตำแหน่งกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน หากคำนวณปริมาณยูนิตหรือปักเข็มผิดตำแหน่งไปเพียงนิดเดียว ก็อาจทำให้คิ้วตกหรือแสดงสีหน้าได้ไม่เป็นธรรมชาติได้ครับ การศึกษาความแตกต่างของแต่ละบริเวณไว้ก่อน จะช่วยให้เราสามารถปรึกษาคุณหมอได้อย่างละเอียดและตรงจุดมากขึ้นเวลาไปคลินิกครับ
ริ้วรอยหน้าผาก — ต้องประเมินระดับความสูงของคิ้วควบคู่กันไปด้วย
ริ้วรอยแนวนอนบริเวณหน้าผาก เกิดจากการหดตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อหน้าผากที่เรียกว่า Frontalis* เมื่อเราใช้โบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อมัดนี้ ริ้วรอยก็จะเรียบเนียนขึ้น แต่ประเด็นสำคัญคือ กล้ามเนื้อมัดนี้ยังมีหน้าที่ช่วยยกคิ้วขึ้นด้วยครับ
*Frontalis: กล้ามเนื้อแผ่นบางๆ ที่ครอบคลุมบริเวณหน้าผากทั้งหมด เป็นกล้ามเนื้อแสดงสีหน้าที่มีหน้าที่ยกคิ้วขึ้น หรือทำให้เกิดริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผาก
หากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้คิ้วตกและรู้สึกหนักอึ้งบริเวณเปลือกตาได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนรู้สึกว่า "ตาดูเล็กลง" หลังจากฉีดโบท็อกซ์หน้าผากครับ
โดยทั่วไปแล้ว คุณหมอจะไม่ประเมินแค่หน้าผากโดยรวม แต่จะดูจากระยะห่างระหว่างคิ้ว รวมถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อ กำหนดตำแหน่งที่จะฉีด ครับ สำหรับใครที่คิ้วค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ปกติคุณหมอมักจะเริ่มฉีดโบท็อกซ์หน้าผากด้วยปริมาณยูนิตที่น้อยๆ ดูก่อนเพื่อความปลอดภัยครับ

ริ้วรอยระหว่างคิ้ว — บริเวณแรกที่ได้รับการรับรองจาก FDA
ริ้วรอยแนวตั้งระหว่างคิ้ว (รอยย่นรูปเลข 11 ระหว่างคิ้ว) เป็นบริเวณแรกที่ได้รับการรับรองจาก FDA เพื่อใช้ในวงการความงามครับ ริ้วรอยนี้เกิดจากการทำงานหนักเกินไปของกล้ามเนื้อที่ใช้ขมวดคิ้ว ได้แก่ กล้ามเนื้อ Corrugator และ Procerus* ซึ่งมักทำให้ใบหน้าดูบึ้งตึง โกรธ หรือดูเหนื่อยล้าตลอดเวลา
*Corrugator/Procerus: กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าสองมัดที่ทำงานร่วมกันเวลาเราขมวดคิ้ว โดยกล้ามเนื้อ Corrugator จะดึงหัวคิ้วทั้งสองข้างเข้ามาเจอกันตรงกลาง ส่วนกล้ามเนื้อ Procerus จะดึงบริเวณระหว่างคิ้วส่วนบนลงมาด้านล่าง
บริเวณนี้ถือเป็นจุดที่สามารถฉีดได้อย่างแม่นยำค่อนข้างง่าย และส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อรอบข้างน้อยกว่าบริเวณหน้าผาก โอกาสเกิดผลข้างเคียงจึงค่อนข้างต่ำครับ อย่างไรก็ตาม หากระยะห่างระหว่างคิ้วกับตาค่อนข้างแคบ หรือหัวคิ้วตกอยู่แล้ว ก็จำเป็นต้องเลือกตำแหน่งการฉีดอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษครับ

ริ้วรอยรอบดวงตา — หากต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ริ้วรอยรอบดวงตาเวลาเรายิ้ม (ริ้วรอยตีนกา) เกิดจากการหดตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi) การฉีดโบท็อกซ์จะได้ผลดีที่สุดในระยะแรกเริ่ม ที่ริ้วรอยจะปรากฏขึ้นเฉพาะเวลาที่ยิ้มหรือหยีตา และหายไปได้เองเมื่อหยุดแสดงสีหน้าครับ
เนื่องจากกล้ามเนื้อรอบดวงตามีความละเอียดและเรียงตัวชิดกันมาก การกำหนดตำแหน่งและปริมาณยาจึงต้องอาศัยฝีมือที่ประณีตมากครับ หากฉีดลึกเข้าไปด้านในมากเกินไป อาจทำให้เปลือกตาตกได้ และหากฉีดมากเกินไป เวลาอารมณ์ดีหรือยิ้ม ตาจะแข็งทื่อจนดูเกร็งและไม่เป็นธรรมชาติ หากต้องการผลลัพธ์ที่ "ดูเป็นธรรมชาติ" แนะนำให้เริ่มต้นด้วยปริมาณน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยมาดูผลลัพธ์เพื่อเติมเพิ่มในภายหลังจะดีที่สุดครับ

มุมปากและร่องแก้ม — ความสมดุลระหว่างการยกขึ้นและการดึงลง
การแสดงสีหน้าบริเวณรอบปากเกิดจากการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อดึงขึ้นและดึงลงครับ หากกล้ามเนื้อมุมปากดึงลง (Depressor anguli oris, DAO) ทำงานมากเกินไป จะทำให้มุมปากดูตก ส่งผลให้ใบหน้าดูเศร้าหรือดูล้าคล้ายกำลังโกรธ การฉีดโบท็อกซ์ปริมาณเล็กน้อยที่กล้ามเนื้อมัดนี้เพื่อลดการทำงาน จะช่วยให้กล้ามเนื้อมุมปากดึงขึ้น (Levator anguli oris) ทำงานได้เด่นชัดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้มุมปากดูยกขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นหัตถการที่เรียกว่า "โบท็อกซ์ลิฟต์มุมปาก" นั่นเองครับ
ส่วนร่องแก้มที่เป็นเส้นลึกลากจากข้างจมูกลงมาถึงมุมปากนั้น เป็นบริเวณที่การฉีดโบท็อกซ์เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนนัก เนื่องจากริ้วรอยร่องแก้มมักเกิดจากการหย่อนคล้อยของผิวหนังและไขมันมากกว่าการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปคุณหมอจึงมักแนะนำให้ทำร่วมกับฟิลเลอร์หรือหัตถการยกกระชับอื่นๆ ครับ อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่มีกล้ามเนื้อปีกจมูกและริมฝีปากบน (Levator labii superioris alaeque nasi) ทำงานแรงเกินไปจนดึงร่องแก้มส่วนบนขึ้นไป การฉีดโบท็อกซ์ปริมาณเล็กน้อยที่กล้ามเนื้อมัดนี้ก็อาจช่วยปรับรูปหน้าให้ดีขึ้นได้ และยังรวมถึงการช่วยแก้ไขปัญหา "ยิ้มเห็นเหงือก (gummy smile)" ซึ่งใช้กล้ามเนื้อมัดเดียวกันนี้ด้วยครับ
การฉีดบริเวณรอบปากต้องการความละเอียดแม่นยำมากกว่าบริเวณระหว่างคิ้วหรือหน้าผากมากครับ เพราะหากใช้ปริมาณยามากเกินไปเพียงนิดเดียว ก็อาจทำให้พูดไม่ชัด ออกเสียงลำบาก หรือปากเบี้ยวได้ ปกติคุณหมอมักจะเริ่มต้นด้วยปริมาณที่น้อยมากๆ เช่น 1-2 ยูนิตต่อข้างเท่านั้นครับ

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง
สิ่งสำคัญสำหรับทั้งสามบริเวณที่กล่าวมาคือ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตหรือขยับไม่ได้เลย แต่เป็นการช่วยลดการหดตัวที่มากเกินไป เพื่อให้ริ้วรอยจางลง โดยที่ยังคงสามารถแสดงสีหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติอยู่ครับ
ผลลัพธ์จากทั้งสามบริเวณมักจะค่อยๆ เริ่มเห็นผลหลังฉีดประมาณ 2-3 วัน และจะเห็นผลลัพธ์สูงสุดที่ประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้น หากรู้สึกว่า "เพิ่งฉีดเสร็จใหม่ๆ แล้วยังไม่ค่อยเห็นผล" ก็ถือเป็นเรื่องปกติครับ สำหรับปริมาณยูนิตเริ่มต้นมาตรฐาน โดยทั่วไปบริเวณระหว่างคิ้วจะใช้อยู่ที่ประมาณ 20 ยูนิต, หน้าผากประมาณ 10-20 ยูนิต และรอบดวงตาข้างละประมาณ 8-12 ยูนิต ทั้งนี้จะปรับเปลี่ยนไปตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการแสดงสีหน้าของแต่ละบุคคลครับ
ผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์บริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และรอบดวงตาที่ดีเยี่ยม คือผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติจน "ดูไม่ออกว่าฉีดมา" ก่อนเข้ารับบริการ ลองส่องกระจกดูว่าเวลาเราแสดงสีหน้าแบบไหนที่ทำให้เห็นริ้วรอยกวนใจมากที่สุด เพื่อช่วยให้สามารถสื่อสารกับคุณหมอได้อย่างตรงจุดดียิ่งขึ้นนะครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. ถ้าฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วคิ้วตก ต้องทำอย่างไรดี?
เมื่อโบท็อกซ์เริ่มหมดฤทธิ์ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติเองครับ โดยทั่วไปจะฟื้นตัวภายใน 3-6 เดือน ในการฉีดครั้งต่อไปเพียงแค่แจ้งคุณหมอเพื่อปรับปริมาณยูนิตหรือตำแหน่งการฉีด ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหานี้ซ้ำได้ครับ
Q. สามารถฉีดบริเวณระหว่างคิ้ว หน้าผาก และรอบดวงตาพร้อมกันในครั้งเดียวได้ไหม?
ทำได้ครับ หลายๆ คนก็นิยมฉีดทั้งสามบริเวณร่วมกันในเซสชันเดียวเลยครับ แต่หากเป็นการฉีดครั้งแรก อาจเลือกแบ่งฉีดทีละ 1-2 บริเวณก่อนเพื่อรอดูผลลัพธ์ แล้วค่อยมาเติมจุดอื่นเพิ่มทีหลังได้ครับ
Q. ยิ่งฉีดบ่อย ริ้วรอยจะยิ่งตึงและหายไปถาวรเลยไหม?
การฉีดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจะช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อโดยรวมให้ชะลอลง ส่งผลให้ริ้วรอยใหม่เกิดได้ช้าขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกว่าฉีดแล้วไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์ อาจจำเป็นต้องประเมินซ้ำว่าปริมาณยูนิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม่เหมาะสม หรือปัญหาเกิดจากโครงสร้างผิวชั้นนอกที่ต้องการการดูแลด้วยหัตถการอื่นร่วมด้วยครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
ฉีดโบท็อกซ์กับฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวกันได้ไหมนะ?
จากสารพิษสู่หัตถการความงามยอดฮิต ย้อนรอยต้นกำเนิดของโบท็อกซ์

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?
หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ



