
โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน
โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน
โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน
ทำไมฉีดโบกัสหน้าผากแล้วคิ้วตก? ทำไมโบกัสตรงระหว่างคิ้วถึงได้ผลดีมากๆ? — เจาะลึกกลไกและข้อควรระวังในแต่ละจุดกันค่ะ
โบท็อกซ์หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังต่างกันอย่างไร
📚 เจาะลึกโบท็อกซ์ · สารบัญซีรีส์ 1. โบท็อกซ์คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ └─ 1.2 กลไกการออกฤทธิ์ 2. ประเภทของโบท็อกซ์ └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox) 3. บริเวณที่ฉีด ├─ 3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก) ← บทความนี้ └─ 3.2 ปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายหน้ากกหู) 4. ข้อควรรู้ ├─ 4.1 ระยะเวลาผลลัพธ์ ├─ 4.2 ผลข้างเคียง └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
📚 เจาะลึกโบท็อกซ์ · สารบัญซีรีส์ 1. โบท็อกซ์คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ └─ 1.2 กลไกการออกฤทธิ์ 2. ประเภทของโบท็อกซ์ └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox) 3. บริเวณที่ฉีด ├─ 3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก) ← บทความนี้ └─ 3.2 ปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายหน้ากกหู) 4. ข้อควรรู้ ├─ 4.1 ระยะเวลาผลลัพธ์ ├─ 4.2 ผลข้างเคียง └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่นๆ
โบท็อกซ์คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ · 1.2 กลไกการออกฤทธิ์
ประเภทของโบท็อกซ์ — 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox)
บริเวณที่ฉีด — 3.2 ปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายหน้ากกหู)
ข้อควรรู้ — 4.1 ระยะเวลาผลลัพธ์ · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
สรุปสั้นๆ เลยนะคะ ก่อนจะฉีดโบท็อกซ์ สิ่งสำคัญพอๆ กับคำถามที่ว่า "ฉีดตรงไหน" ก็คือ "ฉีดปริมาณเท่าไหร่ และฉีดอย่างไร" ค่ะ เพราะต่อให้เป็นบริเวณหน้าผากเหมือนกัน แต่ละคนก็มีความสูงของหน้าผากและตำแหน่งกล้ามเนื้อที่ต่างกัน หากกะปริมาณยูนิตหรือตำแหน่งเข็มคลาดเคลื่อนไปนิดเดียว ก็อาจทำให้คิ้วตกหรือแสดงสีหน้าดูแข็งทื่อไม่เป็นธรรมชาติได้เลยค่ะ การรู้ความต่างของแต่ละจุดไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้เราปรึกษาคุณหมอได้ละเอียดยิ่งขึ้นค่ะ
ริ้วรอยหน้าผาก — ต้องประเมินระดับความสูงของคิ้วควบคู่กัน
ริ้วรอยแนวนอนบริเวณหน้าผาก เกิดจากการหดตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อหน้าผากที่เรียกว่า ※ Frontalis ค่ะ พอดึงยาโบท็อกซ์ไปคลายกล้ามเนื้อมัดนี้ ริ้วรอยก็จะเรียบเนียนขึ้น แต่ประเด็นคือกล้ามเนื้อมัดนี้ยังมีหน้าที่ช่วยยกคิ้วขึ้นด้วยค่ะ
กล้ามเนื้อ Frontalis: กล้ามเนื้อแผ่นบางๆ ที่คลุมทั่วบริเวณหน้าผาก เป็นกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์ที่ใช้ในการเลิกคิ้วขึ้น และทำให้เกิดริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผาก
ถ้าฉีดมากเกินไป อาจทำให้คิ้วดูตกลงมาและรู้สึกหนักๆ บริเวณเปลือกตาได้ค่ะ ซึ่งนี่คือสาเหตุที่บางคนบ่นว่า "ตาดูเล็กลง" หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากนั่นเองค่ะ
โดยปกติแล้ว คุณหมอจะไม่ฉีดสุ่มสี่สุ่มห้าทั่วหน้าผาก แต่จะประเมินจากระยะห่างระหว่างคิ้วและการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อ ดีไซน์ตำแหน่งการจิ้มเข็ม ค่ะ สำหรับใครที่เดิมทีเป็นคนคิ้วต่ำอยู่แล้ว โดยทั่วไปคุณหมอจะเริ่มฉีดโบท็อกซ์หน้าผากด้วยปริมาณยูนิตแบบเซฟๆ ไว้ก่อนค่ะ

ริ้วรอยระหว่างคิ้ว — จุดแรกที่ได้รับการรับรองจาก FDA
รอยย่นแนวตั้งระหว่างคิ้ว (เลข 11 ระหว่างคิ้ว) เป็นจุดแรกที่คุณหมอทั่วโลกนิยมฉีด และได้รับการรับรองจาก FDA เพื่อความงามเป็นจุดแรกเลยค่ะ รอยย่นนี้เกิดจากการทำงานหนักเกินไปของกล้ามเนื้อคู่ขมวดคิ้วอย่าง ※ Corrugator และ Procerus ซึ่งมักทำให้เราดูหน้าบึ้ง ดูกังวล หรือเหมือนคนโกรธตลอดเวลาค่ะ
กล้ามเนื้อ Corrugator / Procerus: กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าสองมัดที่ขยับร่วมกันเวลาเราขมวดคิ้ว โดยกล้ามเนื้อ Corrugator จะดึงหัวคิ้วเข้าหากัน ส่วน Procerus จะดึงผิวบริเวณระหว่างคิ้วลงด้านล่าง
บริเวณนี้เป็นจุดที่ฉีดได้อย่างแม่นยำค่อนข้างง่าย และส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อรอบข้างน้อยกว่าบริเวณหน้าผาก โอกาสเกิดผลข้างเคียงจึงค่อนข้างต่ำค่ะ แต่ถ้าใครมีระยะห่างระหว่างคิ้วแคบมากๆ หรือหัวคิ้วตกลงมาอยู่แล้ว คุณหมอก็จะวางตำแหน่งเข็มด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ

ริ้วรอยรอบดวงตา (หางตา) — งานละเอียดเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ริ้วรอยหางตาเวลาหัวเราะ (หรือรอยตีนกา) เกิดจากการหดตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่เรียกว่า Orbicularis Oculi ค่ะ ซึ่งโบท็อกซ์จะตอบสนองได้ดีเยี่ยมในระยะเริ่มต้นที่ริ้วรอยปรากฏเฉพาะตอนยิ้มหรือหยีตาเท่านั้น
รอบดวงตาเป็นบริเวณที่มีกลุ่มกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ รวมกันอยู่อย่างหนาแน่น ดีกรีระวางตำแหน่งเข็มและปริมาณยาจึงต้องเป๊ะมากๆ ค่ะ ถ้าฉีดลึกหรือชิดหัวตาเกินไป อาจทำให้หนังตาตกได้ หรือถ้าฉีดเยอะเกินไป เวลาหัวเราะรอบดวงตาจะไม่ขยับเลยจนดูเกร็งและไม่เป็นธรรมชาติ หากต้องการความเนียนเป็นธรรมชาติ แนะนำเริ่มจากปริมาณยูนิตน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยมาเติมเก็บรายละเอียดเพิ่มในรอบเช็กอัปจะดีที่สุดค่ะ

มุมปากและร่องแก้ม — ศาสตร์แห่งสมดุลของการดึงขึ้นและดึงลง
รอยยิ้มและการแสดงสีหน้าบริเวณรอบปาก เกิดจากสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อดึงขึ้นและกล้ามเนื้อดึงลงค่ะ หากกล้ามเนื้อดึงมุมปากลง (Depressor anguli oris - DAO) ทำงานมากเกินไป มุมปากจะดูคว่ำลง ทำให้ใบหน้าดูเศร้าหรือบึ้งตึงตลอกเวลา การฉีดโบท็อกซ์ปริมาณเล็กน้อยที่กล้ามเนื้อมัดนี้ จะช่วยลดแรงดึงลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อดึงมุมปากขึ้น (Levator anguli oris) ทำงานเด่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มุมปากจึงดูยกขึ้นนิดๆ ซึ่งในคลินิกเกาหลีจะเรียกโปรแกรมนี้ว่า "โบท็อกซ์ยกมุมปาก" ค่ะ
สำหรับร่องแก้มที่เป็นรอยลึกจากข้างจมูกลงมาถึงมุมปาก จุดนี้เพียงแค่โบท็อกซ์อย่างเดียวอาจจะยังไขปัญหาได้ไม่ตรงจุดเสียทีเดียวค่ะ เนื่องจากรอยพับร่องแก้มมักเกิดจากผิวหนังหย่อนคล้อยและไขมันที่เคลื่อนตัวตามวัย มากกว่าการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปจึงมักทำควบคู่กับฟิลเลอร์หรือการทำหัตถการยกกระชับ (lifting) ค่ะ อย่างไรก็ตาม หากใครที่มีกล้ามเนื้อปีกจมูกและริมฝีปากบน (Levator labii superioris alaeque nasi) ทำงานแรงเกินไปจนดึงร่องแก้มส่วนบนและริมฝีปากขึ้นสูงขณะยิ้ม การฉีดโบท็อกซ์ปริมาณไมโครเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อมัดนี้ ก็จะช่วยเสริมให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้นได้ค่ะ และเทคนิคนี้ยังช่วยแก้ปัญหา "ยิ้มเห็นเหงือก (gummy smile)" ได้อีกด้วยนะคะ
หัตถการรอบปากต้องการความละเอียดและแม่นยำสูงกว่าบริเวณหน้าผากหรือระหว่างคิ้วหลายเท่าเลยค่ะ เพราะหากใช้ปริมาณยามากเกินไปนิดเดียว อาจส่งผลต่อการออกเสียง พูดไม่ชัด หรือเวลากลืนน้ำแล้วไหลออกมุมปาก รวมถึงปากเบี้ยวได้ ดังนั้นคุณหมอจึงมักเริ่มฉีดด้วยปริมาณที่น้อยมากๆ เช่น ข้างละ 1~2U เท่านั้นค่ะ

จุดประสงค์ไม่ใช่การแช่แข็งกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์ถาวร
สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสามบริเวณคือ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตขยับไม่ได้เลย นะคะ แต่เป็นการลดการหดเกร็งที่มากเกินไป เพื่อไม่ให้เราแสดงอารมณ์จนเกิดริ้วรอยลึก แต่หน้ายังต้องขยับและยิ้มได้ตามปกติค่ะ
หลังฉีดโบท็อกซ์ ทั้งสามจุดนี้จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ค่อยๆ ตึงขึ้นใน 2-3 วัน และจะเห็นผลลัพธ์เต็มที่ชัดเจนที่สุดในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ ดังนั้นถ้าหลังฉีดไปวันแรกๆ แล้วยังรู้สึกว่าริ้วรอยไม่หายไปหมด ก็ถือเป็นเรื่องปกติมากๆ ไม่ต้องกังวลนะคะ สำหรับปริมาณยูนิตเริ่มต้นโดยทั่วไป ระหว่างคิ้วจะใช้อยู่ที่ประมาณ 20U, หน้าผากประมาณ 10-20U และหางตาข้างละประมาณ 8-12U ทั้งนี้ปริมาณจะปรับเปลี่ยนไปตามความหนาแน่นของมัดกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการแสดงสีหน้าของแต่ละบุคคลค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตาที่ดีเยี่ยม ควรให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นวิชวลสกินแบบธรรมชาติจนคนอื่นจับโป๊ะไม่ได้ว่าไปฉีดมาค่ะ ก่อนเข้าพบคุณหมอ แนะนำให้ลองส่องกระจกและสังเกตว่าริ้วรอยตรงไหนที่กวนใจเราที่สุดตอนแสดงสีหน้า เพื่อจะได้สื่อสารปรึกษากับคุณหมอได้อย่างตรงจุดที่สุดนะคะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ถ้าฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วเกิดคิ้วตก ต้องทำอย่างไรดีคะ?
ไม่ต้องกังวลค่ะ เมื่อตัวยาค่อยๆ หมดฤทธิ์ คิ้วจะกลับมายกได้เป็นปกติเหมือนเดิม โดยทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นและกลับสู่สภาพเดิมภายใน 3-6 เดือนค่ะ และในการฉีดครั้งต่อไปให้แจ้งคุณหมอเพื่อปรับตำแหน่งเข็มหรือลดปริมาณยูนิตลงเพื่อเลี่ยงปัญหานี้ค่ะ
Q. สามารถฉีดบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตาพร้อมกันในวันเดียวเลยได้ไหมคะ?
ทำได้แน่นอนค่ะ สาวๆ หนุ่มๆ ส่วนใหญ่นิยมรวมสามจุดนี้เป็นเซ็ตฉีดพร้อมกันในครั้งเดียวเลยค่ะ แต่สำหรับใครที่เพิ่งเข้าวงการฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก จะแบ่งฉีดทีละ 1-2 จุดก่อนเพื่อดูการตอบสนองของผิว แล้วค่อยมาเติมจุดที่เหลือทีหลังก็เป็นสเต็ปที่ดีค่ะ
Q. ยิ่งฉีดบ่อยๆ ริ้วรอยจะยิ่งหายไปได้ดีขึ้นจริงไหมคะ?
การฉีดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้กำลังการหดตัวของกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ริ้วรอยใหม่เกิดขึ้นช้าลงได้ค่ะ แต่ถ้าเพิ่งฉีดไปไม่นานแล้วรู้สึกว่าเหมือนไม่เห็นผลเลย อาจต้องปรึกษาคุณหมอว่าปริมาณยูนิตน้อยไป แบรนด์ยาไม่เหมาะกับเรา หรือเป็นเพราะปัญหาโครงสร้างความหย่อนคล้อยของผิวชั้นบนร่วมด้วยค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
โบท็อกซ์หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังต่างกันอย่างไร
📚 เจาะลึกโบท็อกซ์ · สารบัญซีรีส์ 1. โบท็อกซ์คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ └─ 1.2 กลไกการออกฤทธิ์ 2. ประเภทของโบท็อกซ์ └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox) 3. บริเวณที่ฉีด ├─ 3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก) ← บทความนี้ └─ 3.2 ปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายหน้ากกหู) 4. ข้อควรรู้ ├─ 4.1 ระยะเวลาผลลัพธ์ ├─ 4.2 ผลข้างเคียง └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่นๆ
โบท็อกซ์คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ · 1.2 กลไกการออกฤทธิ์
ประเภทของโบท็อกซ์ — 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox)
บริเวณที่ฉีด — 3.2 ปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายหน้ากกหู)
ข้อควรรู้ — 4.1 ระยะเวลาผลลัพธ์ · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
สรุปสั้นๆ เลยนะคะ ก่อนจะฉีดโบท็อกซ์ สิ่งสำคัญพอๆ กับคำถามที่ว่า "ฉีดตรงไหน" ก็คือ "ฉีดปริมาณเท่าไหร่ และฉีดอย่างไร" ค่ะ เพราะต่อให้เป็นบริเวณหน้าผากเหมือนกัน แต่ละคนก็มีความสูงของหน้าผากและตำแหน่งกล้ามเนื้อที่ต่างกัน หากกะปริมาณยูนิตหรือตำแหน่งเข็มคลาดเคลื่อนไปนิดเดียว ก็อาจทำให้คิ้วตกหรือแสดงสีหน้าดูแข็งทื่อไม่เป็นธรรมชาติได้เลยค่ะ การรู้ความต่างของแต่ละจุดไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้เราปรึกษาคุณหมอได้ละเอียดยิ่งขึ้นค่ะ
ริ้วรอยหน้าผาก — ต้องประเมินระดับความสูงของคิ้วควบคู่กัน
ริ้วรอยแนวนอนบริเวณหน้าผาก เกิดจากการหดตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อหน้าผากที่เรียกว่า ※ Frontalis ค่ะ พอดึงยาโบท็อกซ์ไปคลายกล้ามเนื้อมัดนี้ ริ้วรอยก็จะเรียบเนียนขึ้น แต่ประเด็นคือกล้ามเนื้อมัดนี้ยังมีหน้าที่ช่วยยกคิ้วขึ้นด้วยค่ะ
กล้ามเนื้อ Frontalis: กล้ามเนื้อแผ่นบางๆ ที่คลุมทั่วบริเวณหน้าผาก เป็นกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์ที่ใช้ในการเลิกคิ้วขึ้น และทำให้เกิดริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผาก
ถ้าฉีดมากเกินไป อาจทำให้คิ้วดูตกลงมาและรู้สึกหนักๆ บริเวณเปลือกตาได้ค่ะ ซึ่งนี่คือสาเหตุที่บางคนบ่นว่า "ตาดูเล็กลง" หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากนั่นเองค่ะ
โดยปกติแล้ว คุณหมอจะไม่ฉีดสุ่มสี่สุ่มห้าทั่วหน้าผาก แต่จะประเมินจากระยะห่างระหว่างคิ้วและการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อ ดีไซน์ตำแหน่งการจิ้มเข็ม ค่ะ สำหรับใครที่เดิมทีเป็นคนคิ้วต่ำอยู่แล้ว โดยทั่วไปคุณหมอจะเริ่มฉีดโบท็อกซ์หน้าผากด้วยปริมาณยูนิตแบบเซฟๆ ไว้ก่อนค่ะ

ริ้วรอยระหว่างคิ้ว — จุดแรกที่ได้รับการรับรองจาก FDA
รอยย่นแนวตั้งระหว่างคิ้ว (เลข 11 ระหว่างคิ้ว) เป็นจุดแรกที่คุณหมอทั่วโลกนิยมฉีด และได้รับการรับรองจาก FDA เพื่อความงามเป็นจุดแรกเลยค่ะ รอยย่นนี้เกิดจากการทำงานหนักเกินไปของกล้ามเนื้อคู่ขมวดคิ้วอย่าง ※ Corrugator และ Procerus ซึ่งมักทำให้เราดูหน้าบึ้ง ดูกังวล หรือเหมือนคนโกรธตลอดเวลาค่ะ
กล้ามเนื้อ Corrugator / Procerus: กล้ามเนื้อแสดงสีหน้าสองมัดที่ขยับร่วมกันเวลาเราขมวดคิ้ว โดยกล้ามเนื้อ Corrugator จะดึงหัวคิ้วเข้าหากัน ส่วน Procerus จะดึงผิวบริเวณระหว่างคิ้วลงด้านล่าง
บริเวณนี้เป็นจุดที่ฉีดได้อย่างแม่นยำค่อนข้างง่าย และส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อรอบข้างน้อยกว่าบริเวณหน้าผาก โอกาสเกิดผลข้างเคียงจึงค่อนข้างต่ำค่ะ แต่ถ้าใครมีระยะห่างระหว่างคิ้วแคบมากๆ หรือหัวคิ้วตกลงมาอยู่แล้ว คุณหมอก็จะวางตำแหน่งเข็มด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ

ริ้วรอยรอบดวงตา (หางตา) — งานละเอียดเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ริ้วรอยหางตาเวลาหัวเราะ (หรือรอยตีนกา) เกิดจากการหดตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่เรียกว่า Orbicularis Oculi ค่ะ ซึ่งโบท็อกซ์จะตอบสนองได้ดีเยี่ยมในระยะเริ่มต้นที่ริ้วรอยปรากฏเฉพาะตอนยิ้มหรือหยีตาเท่านั้น
รอบดวงตาเป็นบริเวณที่มีกลุ่มกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ รวมกันอยู่อย่างหนาแน่น ดีกรีระวางตำแหน่งเข็มและปริมาณยาจึงต้องเป๊ะมากๆ ค่ะ ถ้าฉีดลึกหรือชิดหัวตาเกินไป อาจทำให้หนังตาตกได้ หรือถ้าฉีดเยอะเกินไป เวลาหัวเราะรอบดวงตาจะไม่ขยับเลยจนดูเกร็งและไม่เป็นธรรมชาติ หากต้องการความเนียนเป็นธรรมชาติ แนะนำเริ่มจากปริมาณยูนิตน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยมาเติมเก็บรายละเอียดเพิ่มในรอบเช็กอัปจะดีที่สุดค่ะ

มุมปากและร่องแก้ม — ศาสตร์แห่งสมดุลของการดึงขึ้นและดึงลง
รอยยิ้มและการแสดงสีหน้าบริเวณรอบปาก เกิดจากสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อดึงขึ้นและกล้ามเนื้อดึงลงค่ะ หากกล้ามเนื้อดึงมุมปากลง (Depressor anguli oris - DAO) ทำงานมากเกินไป มุมปากจะดูคว่ำลง ทำให้ใบหน้าดูเศร้าหรือบึ้งตึงตลอกเวลา การฉีดโบท็อกซ์ปริมาณเล็กน้อยที่กล้ามเนื้อมัดนี้ จะช่วยลดแรงดึงลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อดึงมุมปากขึ้น (Levator anguli oris) ทำงานเด่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มุมปากจึงดูยกขึ้นนิดๆ ซึ่งในคลินิกเกาหลีจะเรียกโปรแกรมนี้ว่า "โบท็อกซ์ยกมุมปาก" ค่ะ
สำหรับร่องแก้มที่เป็นรอยลึกจากข้างจมูกลงมาถึงมุมปาก จุดนี้เพียงแค่โบท็อกซ์อย่างเดียวอาจจะยังไขปัญหาได้ไม่ตรงจุดเสียทีเดียวค่ะ เนื่องจากรอยพับร่องแก้มมักเกิดจากผิวหนังหย่อนคล้อยและไขมันที่เคลื่อนตัวตามวัย มากกว่าการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปจึงมักทำควบคู่กับฟิลเลอร์หรือการทำหัตถการยกกระชับ (lifting) ค่ะ อย่างไรก็ตาม หากใครที่มีกล้ามเนื้อปีกจมูกและริมฝีปากบน (Levator labii superioris alaeque nasi) ทำงานแรงเกินไปจนดึงร่องแก้มส่วนบนและริมฝีปากขึ้นสูงขณะยิ้ม การฉีดโบท็อกซ์ปริมาณไมโครเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อมัดนี้ ก็จะช่วยเสริมให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้นได้ค่ะ และเทคนิคนี้ยังช่วยแก้ปัญหา "ยิ้มเห็นเหงือก (gummy smile)" ได้อีกด้วยนะคะ
หัตถการรอบปากต้องการความละเอียดและแม่นยำสูงกว่าบริเวณหน้าผากหรือระหว่างคิ้วหลายเท่าเลยค่ะ เพราะหากใช้ปริมาณยามากเกินไปนิดเดียว อาจส่งผลต่อการออกเสียง พูดไม่ชัด หรือเวลากลืนน้ำแล้วไหลออกมุมปาก รวมถึงปากเบี้ยวได้ ดังนั้นคุณหมอจึงมักเริ่มฉีดด้วยปริมาณที่น้อยมากๆ เช่น ข้างละ 1~2U เท่านั้นค่ะ

จุดประสงค์ไม่ใช่การแช่แข็งกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์ถาวร
สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสามบริเวณคือ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตขยับไม่ได้เลย นะคะ แต่เป็นการลดการหดเกร็งที่มากเกินไป เพื่อไม่ให้เราแสดงอารมณ์จนเกิดริ้วรอยลึก แต่หน้ายังต้องขยับและยิ้มได้ตามปกติค่ะ
หลังฉีดโบท็อกซ์ ทั้งสามจุดนี้จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ค่อยๆ ตึงขึ้นใน 2-3 วัน และจะเห็นผลลัพธ์เต็มที่ชัดเจนที่สุดในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ค่ะ ดังนั้นถ้าหลังฉีดไปวันแรกๆ แล้วยังรู้สึกว่าริ้วรอยไม่หายไปหมด ก็ถือเป็นเรื่องปกติมากๆ ไม่ต้องกังวลนะคะ สำหรับปริมาณยูนิตเริ่มต้นโดยทั่วไป ระหว่างคิ้วจะใช้อยู่ที่ประมาณ 20U, หน้าผากประมาณ 10-20U และหางตาข้างละประมาณ 8-12U ทั้งนี้ปริมาณจะปรับเปลี่ยนไปตามความหนาแน่นของมัดกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการแสดงสีหน้าของแต่ละบุคคลค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตาที่ดีเยี่ยม ควรให้ผลลัพธ์ที่แลดูเป็นวิชวลสกินแบบธรรมชาติจนคนอื่นจับโป๊ะไม่ได้ว่าไปฉีดมาค่ะ ก่อนเข้าพบคุณหมอ แนะนำให้ลองส่องกระจกและสังเกตว่าริ้วรอยตรงไหนที่กวนใจเราที่สุดตอนแสดงสีหน้า เพื่อจะได้สื่อสารปรึกษากับคุณหมอได้อย่างตรงจุดที่สุดนะคะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ถ้าฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วเกิดคิ้วตก ต้องทำอย่างไรดีคะ?
ไม่ต้องกังวลค่ะ เมื่อตัวยาค่อยๆ หมดฤทธิ์ คิ้วจะกลับมายกได้เป็นปกติเหมือนเดิม โดยทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นและกลับสู่สภาพเดิมภายใน 3-6 เดือนค่ะ และในการฉีดครั้งต่อไปให้แจ้งคุณหมอเพื่อปรับตำแหน่งเข็มหรือลดปริมาณยูนิตลงเพื่อเลี่ยงปัญหานี้ค่ะ
Q. สามารถฉีดบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตาพร้อมกันในวันเดียวเลยได้ไหมคะ?
ทำได้แน่นอนค่ะ สาวๆ หนุ่มๆ ส่วนใหญ่นิยมรวมสามจุดนี้เป็นเซ็ตฉีดพร้อมกันในครั้งเดียวเลยค่ะ แต่สำหรับใครที่เพิ่งเข้าวงการฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก จะแบ่งฉีดทีละ 1-2 จุดก่อนเพื่อดูการตอบสนองของผิว แล้วค่อยมาเติมจุดที่เหลือทีหลังก็เป็นสเต็ปที่ดีค่ะ
Q. ยิ่งฉีดบ่อยๆ ริ้วรอยจะยิ่งหายไปได้ดีขึ้นจริงไหมคะ?
การฉีดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้กำลังการหดตัวของกล้ามเนื้อลดลง ทำให้ริ้วรอยใหม่เกิดขึ้นช้าลงได้ค่ะ แต่ถ้าเพิ่งฉีดไปไม่นานแล้วรู้สึกว่าเหมือนไม่เห็นผลเลย อาจต้องปรึกษาคุณหมอว่าปริมาณยูนิตน้อยไป แบรนด์ยาไม่เหมาะกับเรา หรือเป็นเพราะปัญหาโครงสร้างความหย่อนคล้อยของผิวชั้นบนร่วมด้วยค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร
รู้ไหมคะว่า Botox ที่ดังเรื่องลดริ้วรอย ตอนแรกถูกวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นยาพิษ? นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงเลยค่ะ จากสารพิษโบทูลินัมสู่การพัฒนามาเป็นยารักษาโรค และกลายมาเป็นหัตถการความงามในที่สุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด botox แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อของเรากันแน่นะ
ที่ริ้วรอยดูตึงเรียบเนียนขึ้น เป็นเพราะกล้ามเนื้อหยุดเคลื่อนไหวชั่วคราวค่ะ มาทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Botox ที่เข้าไปออกฤทธิ์บริเวณจุดประสานประสานกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) ตัวเดียวกัน แต่ทำไมถึงมีหลายยี่ห้อนะ? วันนี้มาดูสรุปเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละแบรนด์, วิธีคำนวณยูนิต (unit), และจุดที่เหมาะในการฉีดของแต่ละยี่ห้อกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน
ทำไมฉีดโบกัสหน้าผากแล้วคิ้วตก? ทำไมโบกัสตรงระหว่างคิ้วถึงได้ผลดีมากๆ? — เจาะลึกกลไกและข้อควรระวังในแต่ละจุดกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามและน่อง ช่วยปรับรูปหน้าและรูปร่างให้เปลี่ยนไปได้อย่างไร
การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์มีหลักการทำงานอย่างไร? อธิบายการทำงานของแต่ละส่วนและผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กล้ามเนื้อเคี้ยว (masseter) บริเวณกราม ไปจนถึงกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius)

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ? แล้วทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เท่ากัน
ที่เคยได้ยินว่า โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นาน 3-6 เดือน แต่ทำไมสำหรับบางคนถึงรู้สึกว่าสั้นกว่านั้น? เรามีคำตอบเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาความปัง ทั้งระบบเผาผลาญของร่างกาย ปริมาณยาที่ใช้ บริเวณที่ฉีด รวมถึงความถี่ในการทำซ้ำซ้อนค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
