
Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) ตัวเดียวกัน แต่ทำไมถึงมีหลายยี่ห้อนะ? วันนี้มาดูสรุปเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละแบรนด์, วิธีคำนวณยูนิต (unit), และจุดที่เหมาะในการฉีดของแต่ละยี่ห้อกันค่ะ
โบท็อกซ์·Dysport·Nabota ทั้งสามตัวเป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันต่างกันยังไงนะ
📚 เจาะลึกโบท็อกซ์ · สารบัญซีรีส์ 1. โบท็อกซ์คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ └─ 1.2 หลักการทำงาน 2. ประเภท └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (โบท็อกซ์·Dysport·Nabota·Coretox) ← บทความปัจจุบัน 3. บริเวณที่ทำหัตถการ ├─ 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·รอบดวงตา·รอบริมฝีปาก) └─ 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายใต้หู) 4. ข้อควรรู้ ├─ 4.1 ระยะเวลาเห็นผล ├─ 4.2 ผลข้างเคียง └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
📚 เจาะลึกโบท็อกซ์ · สารบัญซีรีส์ 1. โบท็อกซ์คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ └─ 1.2 หลักการทำงาน 2. ประเภท └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (โบท็อกซ์·Dysport·Nabota·Coretox) ← บทความปัจจุบัน 3. บริเวณที่ทำหัตถการ ├─ 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·รอบดวงตา·รอบริมฝีปาก) └─ 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายใต้หู) 4. ข้อควรรู้ ├─ 4.1 ระยะเวลาเห็นผล ├─ 4.2 ผลข้างเคียง └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
🔗 ไปยังบทความอื่น
โบท็อกซ์คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ · 1.2 หลักการทำงาน
บริเวณที่ทำหัตถการ — 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·รอบดวงตา·รอบริมฝีปาก) · 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายใต้หู)
ข้อควรรู้ — 4.1 ระยะเวลาเห็นผล · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
ขอสรุปสั้นๆ ให้ฟังก่อนนะคะ ว่าจุดกำเนิดของส่วนผสมนั้นมาจากที่เดียวกันเลยค่ะ ทั้งหมดต่างก็เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดมาจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium Botulinum เหมือนกัน แต่เนื่องจากผู้ผลิตคนละเจ้า และใช้วิธีการสกัดที่ต่างกัน ทำให้ค่าการแปลงหน่วย (Unit) ของยา, ขอบเขตการกระจายตัว หรือระยะเวลาการออกฤทธิ์มีความแตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ การที่เรารู้ว่าหัตถการแบบไหนจะเหมาะกับผลิตภัณฑ์ตัวใด จะช่วยให้คุณสามารถปรึกษากับคุณหมอได้อย่างมั่นใจและได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจที่สุดค่ะ
ทำไมถึงมีหลายชื่อจังเลยนะ
ยุคแรกเริ่มเลย บริษัท Allergan จากอเมริกาเป็นผู้ที่สกัด Botulinum Toxin Type A ออกมาทำเป็นยารักษาโรคและเสริมความงามรายแรกค่ะ โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Botox® (โบท็อกซ์) หลังจากนั้น บริษัทยารายใหญ่อื่นๆ ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส, เยอรมนี และเกาหลีใต้ ก็ได้หันมาพัฒนาโปรตีนที่คล้ายคลึงกันนี้ จนทำให้มีแบรนด์โบท็อกซ์ให้เลือกหลากหลายอย่างในปัจจุบันค่ะ
ปัจจุบัน แบรนด์โบท็อกซ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในคลินิกเกาหลีจะมีอยู่ 5 ตัวหลักๆ ค่ะ:
Botox® (โบท็อกซ์): ผลิตโดย Allergan (ปัจจุบันคือ AbbVie) แบรนด์ออริจินัลสุดคลาสสิกที่มีผลงานวิจัยและการศึกษาทั่วโลกรองรับมากที่สุดค่ะ
Dysport®: ผลิตโดย Ipsen จากฝรั่งเศส (ยุโรป) มีจุดเด่นคือวงการกระจายตัวของยาที่ค่อนข้างกว้างค่ะ
Nabota™: ผลิตโดย Daewoong Pharmaceutical แบรนด์เกาหลีแท้ๆ ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยทั้งจาก US FDA และ อย.ของเกาหลี (KFDA)
Xeomin®: ผลิตโดย Merz Aesthetics จากเยอรมนี โดดเด่นด้วยโมเลกุลที่บริสุทธิ์ ปราศจากโปรตีนเจือปน (Complexing Proteins)
Coretox®: ผลิตโดย Medytox แบรนด์เกาหลี สกัดเอาเฉพาะโปรตีนส่วนที่เป็นระบบประสาทที่บริสุทธิ์ออก และไม่ใช้ Human Serum Albumin (HSA) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการดื้อยาหรือการติดเชื้อค่ะ

เพราะหน่วยวัดต่างกัน การเทียบปริมาณยาเลยไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ละแบรนด์จะใช้วิธีวัดค่า ※ หน่วย (Unit, U) ที่แตกต่างกันค่ะ ตัวอย่างเช่น Botox 20U กับ Dysport 60U จะให้ผลลัพธ์ในการทำงานที่ใกล้เคียงกันเลยค่ะ หากดูแค่ตัวเลขอาจคิดว่า Dysport ได้ปริมาณเยอะกว่าถึง 3 เท่า แต่แท้จริงแล้วให้ประสิทธิภาพเท่าๆ กันค่ะ
Unit (U): คือค่าที่ใช้วัดความแรงในการออกฤทธิ์ของ Botulinum Toxin ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีการกำหนดค่าที่แตกต่างกันไป จึงไม่แนะนำให้เอาตัวเลขยูนิตมาเปรียบเทียบกันตรงๆ ค่ะ
เนื่องจากไม่มีหน่วยวัดมาตรฐานที่เป็นสากล การแปลงหรือคำนวณสัดส่วนของแต่ละยี่ห้อจึงเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ โดยส่วนใหญ่จะนิยมคำนวณสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ Botox 1U ≈ Dysport 2.5~3U ส่วน Botox และ Xeomin จะคำนวณแบบ 1:1 ใกล้เคียงกันเลยค่ะ ด้วยเหตุนี้ เวลาเปลี่ยนยี่ห้อ ปริมาณยูนิตที่ใช้ย่อมเปลี่ยนไปด้วย การแจ้งคุณหมอว่า "ครั้งก่อนฉีดตัวไหนมา" จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพื่อดีไซน์การรักษาที่ปลอดภัยค่ะ

ขอบเขตการกระจายตัวของยาต่างกัน
Dysport จะมีคุณสมบัติในการกระจายตัวค่อนข้างกว้างค่ะ จึงเหมาะกับบริเวณที่ต้องการให้ยาแผ่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรอบราบเรียบ เช่น บริเวณริ้วรอยหน้าผาก หรือบริเวณกล้ามเนื้อน่อง ในทางกลับกัน สำหรับบริเวณที่แคบมากๆ เช่น รอบดวงตา เราอาจไม่ต้องการให้ยากระจายไปโดนกล้ามเนื้อมัดอื่น คุณหมอจึงต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากในการคำนวณปริมาณและกำหนดจุดฉีดอย่างแม่นยำค่ะ
ส่วน Botox ออริจินัล และ Nabota จะกระจายตัวแคบกว่า จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมเมื่อต้องโฟกัสในจุดที่ต้องการความแม่นยำสูงค่ะ
Xeomin เป็นท็อกซินบริสุทธิ์ที่ไม่มีโปรตีนหุ้ม (Complexing Proteins) จึงมีรายงานว่ามีโอกาสเกิดการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารต้านทาน (ดื้อยา) ได้น้อยมากตามทฤษฎี สำหรับลูกค้าท่านใดที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ เป็นเวลานาน แล้วรู้สึกว่าได้ผลลดลงกว่าเมื่อก่อน คุณหมอหลายคนมักจะแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้ Xeomin จาก Merz เป็นอีกหนึ่งทางเลือกค่ะ
Coretox ของเกาหลีก็ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้คอนเซปต์ "โบท็อกซ์สูตรลดโอกาสการดื้อยา" เช่นเดียวกันค่ะ เป็นผลิตภัณฑ์ตัวที่สามที่พัฒนาโดย Medytox โดยนำโปรตีนขนาด 900kDa มาสกัดเอาโปรตีนที่ไม่ใช่สารสื่อประสาทออก เหลือเพียง Neurotoxin บริสุทธิ์ขนาด 150kDa เท่านั้น และเลือกใช้ส่วนผสมอื่นแทนอัลบูมินที่มาจากสัตว์เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรค เนื่องจากราคาเป็นมิตรและคุ้มค่ากว่าแบรนด์ออริจินัลหรือ Xeomin ตัวนี้จึงกลายเป็นทางเลือกที่มาแรงมากๆ สำหรับลูกค้าที่วางแผนจะทำหัตถการต่อเนื่องในระยะยาวค่ะ

ไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวไหน "ดีที่สุด" แบบครอบจักรวาล
การเลือกผลิตภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด จุดประสงค์ และระยะเวลาของผลลัพธ์ที่คุณต้องการค่ะ แถมร่างกายของแต่ละคนก็ยังตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นความคิดที่ว่า "Nabota ถูกกว่า Botox แปลว่า Nabota ดีกว่า" หรือ "Botox เป็นตัวออริจินัล ยังไงก็ต้องดีที่สุดแน่นอน" จึงเป็นการเปรียบเทียบที่เรียบง่ายเกินไปและอาจไม่ถูกต้องเสมอไปค่ะ
เรื่องของราคา เราก็ต้องมองที่สัดส่วนปริมาณยูนิตควบคู่กันไปด้วยค่ะ ตัวอย่างเช่น หากเทียบปริมาณยูนิตเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เท่ากันในบริเวณเดียวกัน แบรนด์ Botox จะมีราคาสูงที่สุด รองลงมาคือ Nabota และ Xeomin ส่วน Dysport เมื่อมีการคำนวณสัดส่วนตัวยาแล้ว บ่อยครั้งที่ราคาจะขยับเข้ามาใกล้เคียงกันค่ะ นอกจากนี้ระยะเวลาเริ่มออกฤทธิ์ก็ต่างกันเล็กน้อย โดย Dysport มักจะมีรายงานว่าเริ่มเห็นผลภายใน 2~3 วัน ในขณะที่ Botox และ Nabota จะใช้เวลาประมาณ 4~7 วันค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคลินิกที่คุณหมอสามารถบรีฟและอธิบายให้คุณเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมถึงเลือกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ให้กับจุดที่คุณกังวล หากคลินิกไหนตอบได้อย่างชัดเจนว่า "ใช้แบรนด์อะไร และจะฉีดให้กี่ยูนิต" พร้อมอธิบายเหตุผลหลักการแพทย์ได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ คลินิกนั้นก็ถือว่าน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้มากเลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. Nabota เป็นของเกาหลี ประสิทธิภาพจะดีสู้แบรนด์ออริจินัลได้เหรอคะ?
Nabota เป็นแบรนด์เกาหลีที่ผ่านการรับรองจาก US FDA ของสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่อยากให้มองในแง่ของความเป็นต้นตำรับหรือยาเลียนแบบนะคะ แนะนำให้เข้าใจว่าแต่ละแบรนด์ต่างก็ผ่านการทดสอบทางคลินิกและการรับรองด้านความปลอดภัยอย่างเป็นเอกเทศที่ได้มาตรฐานระดับสากลค่ะ
Q. เคยฉีดโบท็อกซ์มาก่อนแล้วรู้สึกว่าระยะหลังๆ ผลลัพธ์เริ่มลดลง ถ้าเปลี่ยนแบรนด์จะช่วยไหมคะ?
ในบางเคสสามารถช่วยได้ค่ะ หากการทำหัตถการติดต่อกันเป็นเวลานานจนร่างกายเริ่มต่อต้านตัวยา การเปลี่ยนไปใช้แบรนด์กลุ่มบริสุทธิ์เพื่อหลบเลี่ยงสารกระตุ้นอาจช่วยกู้ผลลัพธ์ให้กลับมาดีขึ้นได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้คุณหมอช่วยประเมินและหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนเปลี่ยนยีนเสมอนะคะ
Q. ทำไมผลิตภัณฑ์แบรนด์เดียวกัน แต่ละคลินิกถึงตั้งราคาต่างกันมากเลยคะ?
ถึงแม้จะเป็นแบรนด์เดียวกัน แต่ปริมาณยูนิต (Unit) ที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันค่ะ เช่น โปรแกรมฉีดริ้วรอยหน้าผาก "1 บริเวณ" บางร้านอาจจะใช้แค่ 20U แต่บางร้านอาจจะใช้ 40U ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและราคาโดยตรง แนะนำให้เช็กปริมาณยูนิตที่จะได้รับจริงก่อนตัดสินใจทำนะคะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
โบท็อกซ์·Dysport·Nabota ทั้งสามตัวเป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันต่างกันยังไงนะ
📚 เจาะลึกโบท็อกซ์ · สารบัญซีรีส์ 1. โบท็อกซ์คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ └─ 1.2 หลักการทำงาน 2. ประเภท └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (โบท็อกซ์·Dysport·Nabota·Coretox) ← บทความปัจจุบัน 3. บริเวณที่ทำหัตถการ ├─ 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·รอบดวงตา·รอบริมฝีปาก) └─ 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายใต้หู) 4. ข้อควรรู้ ├─ 4.1 ระยะเวลาเห็นผล ├─ 4.2 ผลข้างเคียง └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
🔗 ไปยังบทความอื่น
โบท็อกซ์คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์ · 1.2 หลักการทำงาน
บริเวณที่ทำหัตถการ — 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·รอบดวงตา·รอบริมฝีปาก) · 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายใต้หู)
ข้อควรรู้ — 4.1 ระยะเวลาเห็นผล · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
ขอสรุปสั้นๆ ให้ฟังก่อนนะคะ ว่าจุดกำเนิดของส่วนผสมนั้นมาจากที่เดียวกันเลยค่ะ ทั้งหมดต่างก็เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดมาจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium Botulinum เหมือนกัน แต่เนื่องจากผู้ผลิตคนละเจ้า และใช้วิธีการสกัดที่ต่างกัน ทำให้ค่าการแปลงหน่วย (Unit) ของยา, ขอบเขตการกระจายตัว หรือระยะเวลาการออกฤทธิ์มีความแตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ การที่เรารู้ว่าหัตถการแบบไหนจะเหมาะกับผลิตภัณฑ์ตัวใด จะช่วยให้คุณสามารถปรึกษากับคุณหมอได้อย่างมั่นใจและได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจที่สุดค่ะ
ทำไมถึงมีหลายชื่อจังเลยนะ
ยุคแรกเริ่มเลย บริษัท Allergan จากอเมริกาเป็นผู้ที่สกัด Botulinum Toxin Type A ออกมาทำเป็นยารักษาโรคและเสริมความงามรายแรกค่ะ โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Botox® (โบท็อกซ์) หลังจากนั้น บริษัทยารายใหญ่อื่นๆ ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส, เยอรมนี และเกาหลีใต้ ก็ได้หันมาพัฒนาโปรตีนที่คล้ายคลึงกันนี้ จนทำให้มีแบรนด์โบท็อกซ์ให้เลือกหลากหลายอย่างในปัจจุบันค่ะ
ปัจจุบัน แบรนด์โบท็อกซ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในคลินิกเกาหลีจะมีอยู่ 5 ตัวหลักๆ ค่ะ:
Botox® (โบท็อกซ์): ผลิตโดย Allergan (ปัจจุบันคือ AbbVie) แบรนด์ออริจินัลสุดคลาสสิกที่มีผลงานวิจัยและการศึกษาทั่วโลกรองรับมากที่สุดค่ะ
Dysport®: ผลิตโดย Ipsen จากฝรั่งเศส (ยุโรป) มีจุดเด่นคือวงการกระจายตัวของยาที่ค่อนข้างกว้างค่ะ
Nabota™: ผลิตโดย Daewoong Pharmaceutical แบรนด์เกาหลีแท้ๆ ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยทั้งจาก US FDA และ อย.ของเกาหลี (KFDA)
Xeomin®: ผลิตโดย Merz Aesthetics จากเยอรมนี โดดเด่นด้วยโมเลกุลที่บริสุทธิ์ ปราศจากโปรตีนเจือปน (Complexing Proteins)
Coretox®: ผลิตโดย Medytox แบรนด์เกาหลี สกัดเอาเฉพาะโปรตีนส่วนที่เป็นระบบประสาทที่บริสุทธิ์ออก และไม่ใช้ Human Serum Albumin (HSA) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการดื้อยาหรือการติดเชื้อค่ะ

เพราะหน่วยวัดต่างกัน การเทียบปริมาณยาเลยไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ละแบรนด์จะใช้วิธีวัดค่า ※ หน่วย (Unit, U) ที่แตกต่างกันค่ะ ตัวอย่างเช่น Botox 20U กับ Dysport 60U จะให้ผลลัพธ์ในการทำงานที่ใกล้เคียงกันเลยค่ะ หากดูแค่ตัวเลขอาจคิดว่า Dysport ได้ปริมาณเยอะกว่าถึง 3 เท่า แต่แท้จริงแล้วให้ประสิทธิภาพเท่าๆ กันค่ะ
Unit (U): คือค่าที่ใช้วัดความแรงในการออกฤทธิ์ของ Botulinum Toxin ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีการกำหนดค่าที่แตกต่างกันไป จึงไม่แนะนำให้เอาตัวเลขยูนิตมาเปรียบเทียบกันตรงๆ ค่ะ
เนื่องจากไม่มีหน่วยวัดมาตรฐานที่เป็นสากล การแปลงหรือคำนวณสัดส่วนของแต่ละยี่ห้อจึงเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ โดยส่วนใหญ่จะนิยมคำนวณสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ Botox 1U ≈ Dysport 2.5~3U ส่วน Botox และ Xeomin จะคำนวณแบบ 1:1 ใกล้เคียงกันเลยค่ะ ด้วยเหตุนี้ เวลาเปลี่ยนยี่ห้อ ปริมาณยูนิตที่ใช้ย่อมเปลี่ยนไปด้วย การแจ้งคุณหมอว่า "ครั้งก่อนฉีดตัวไหนมา" จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพื่อดีไซน์การรักษาที่ปลอดภัยค่ะ

ขอบเขตการกระจายตัวของยาต่างกัน
Dysport จะมีคุณสมบัติในการกระจายตัวค่อนข้างกว้างค่ะ จึงเหมาะกับบริเวณที่ต้องการให้ยาแผ่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรอบราบเรียบ เช่น บริเวณริ้วรอยหน้าผาก หรือบริเวณกล้ามเนื้อน่อง ในทางกลับกัน สำหรับบริเวณที่แคบมากๆ เช่น รอบดวงตา เราอาจไม่ต้องการให้ยากระจายไปโดนกล้ามเนื้อมัดอื่น คุณหมอจึงต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากในการคำนวณปริมาณและกำหนดจุดฉีดอย่างแม่นยำค่ะ
ส่วน Botox ออริจินัล และ Nabota จะกระจายตัวแคบกว่า จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมเมื่อต้องโฟกัสในจุดที่ต้องการความแม่นยำสูงค่ะ
Xeomin เป็นท็อกซินบริสุทธิ์ที่ไม่มีโปรตีนหุ้ม (Complexing Proteins) จึงมีรายงานว่ามีโอกาสเกิดการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารต้านทาน (ดื้อยา) ได้น้อยมากตามทฤษฎี สำหรับลูกค้าท่านใดที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ เป็นเวลานาน แล้วรู้สึกว่าได้ผลลดลงกว่าเมื่อก่อน คุณหมอหลายคนมักจะแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้ Xeomin จาก Merz เป็นอีกหนึ่งทางเลือกค่ะ
Coretox ของเกาหลีก็ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้คอนเซปต์ "โบท็อกซ์สูตรลดโอกาสการดื้อยา" เช่นเดียวกันค่ะ เป็นผลิตภัณฑ์ตัวที่สามที่พัฒนาโดย Medytox โดยนำโปรตีนขนาด 900kDa มาสกัดเอาโปรตีนที่ไม่ใช่สารสื่อประสาทออก เหลือเพียง Neurotoxin บริสุทธิ์ขนาด 150kDa เท่านั้น และเลือกใช้ส่วนผสมอื่นแทนอัลบูมินที่มาจากสัตว์เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรค เนื่องจากราคาเป็นมิตรและคุ้มค่ากว่าแบรนด์ออริจินัลหรือ Xeomin ตัวนี้จึงกลายเป็นทางเลือกที่มาแรงมากๆ สำหรับลูกค้าที่วางแผนจะทำหัตถการต่อเนื่องในระยะยาวค่ะ

ไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวไหน "ดีที่สุด" แบบครอบจักรวาล
การเลือกผลิตภัณฑ์จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด จุดประสงค์ และระยะเวลาของผลลัพธ์ที่คุณต้องการค่ะ แถมร่างกายของแต่ละคนก็ยังตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นความคิดที่ว่า "Nabota ถูกกว่า Botox แปลว่า Nabota ดีกว่า" หรือ "Botox เป็นตัวออริจินัล ยังไงก็ต้องดีที่สุดแน่นอน" จึงเป็นการเปรียบเทียบที่เรียบง่ายเกินไปและอาจไม่ถูกต้องเสมอไปค่ะ
เรื่องของราคา เราก็ต้องมองที่สัดส่วนปริมาณยูนิตควบคู่กันไปด้วยค่ะ ตัวอย่างเช่น หากเทียบปริมาณยูนิตเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เท่ากันในบริเวณเดียวกัน แบรนด์ Botox จะมีราคาสูงที่สุด รองลงมาคือ Nabota และ Xeomin ส่วน Dysport เมื่อมีการคำนวณสัดส่วนตัวยาแล้ว บ่อยครั้งที่ราคาจะขยับเข้ามาใกล้เคียงกันค่ะ นอกจากนี้ระยะเวลาเริ่มออกฤทธิ์ก็ต่างกันเล็กน้อย โดย Dysport มักจะมีรายงานว่าเริ่มเห็นผลภายใน 2~3 วัน ในขณะที่ Botox และ Nabota จะใช้เวลาประมาณ 4~7 วันค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกคลินิกที่คุณหมอสามารถบรีฟและอธิบายให้คุณเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมถึงเลือกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ให้กับจุดที่คุณกังวล หากคลินิกไหนตอบได้อย่างชัดเจนว่า "ใช้แบรนด์อะไร และจะฉีดให้กี่ยูนิต" พร้อมอธิบายเหตุผลหลักการแพทย์ได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ คลินิกนั้นก็ถือว่าน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้มากเลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. Nabota เป็นของเกาหลี ประสิทธิภาพจะดีสู้แบรนด์ออริจินัลได้เหรอคะ?
Nabota เป็นแบรนด์เกาหลีที่ผ่านการรับรองจาก US FDA ของสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่อยากให้มองในแง่ของความเป็นต้นตำรับหรือยาเลียนแบบนะคะ แนะนำให้เข้าใจว่าแต่ละแบรนด์ต่างก็ผ่านการทดสอบทางคลินิกและการรับรองด้านความปลอดภัยอย่างเป็นเอกเทศที่ได้มาตรฐานระดับสากลค่ะ
Q. เคยฉีดโบท็อกซ์มาก่อนแล้วรู้สึกว่าระยะหลังๆ ผลลัพธ์เริ่มลดลง ถ้าเปลี่ยนแบรนด์จะช่วยไหมคะ?
ในบางเคสสามารถช่วยได้ค่ะ หากการทำหัตถการติดต่อกันเป็นเวลานานจนร่างกายเริ่มต่อต้านตัวยา การเปลี่ยนไปใช้แบรนด์กลุ่มบริสุทธิ์เพื่อหลบเลี่ยงสารกระตุ้นอาจช่วยกู้ผลลัพธ์ให้กลับมาดีขึ้นได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้คุณหมอช่วยประเมินและหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนเปลี่ยนยีนเสมอนะคะ
Q. ทำไมผลิตภัณฑ์แบรนด์เดียวกัน แต่ละคลินิกถึงตั้งราคาต่างกันมากเลยคะ?
ถึงแม้จะเป็นแบรนด์เดียวกัน แต่ปริมาณยูนิต (Unit) ที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันค่ะ เช่น โปรแกรมฉีดริ้วรอยหน้าผาก "1 บริเวณ" บางร้านอาจจะใช้แค่ 20U แต่บางร้านอาจจะใช้ 40U ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและราคาโดยตรง แนะนำให้เช็กปริมาณยูนิตที่จะได้รับจริงก่อนตัดสินใจทำนะคะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร
รู้ไหมคะว่า Botox ที่ดังเรื่องลดริ้วรอย ตอนแรกถูกวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นยาพิษ? นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงเลยค่ะ จากสารพิษโบทูลินัมสู่การพัฒนามาเป็นยารักษาโรค และกลายมาเป็นหัตถการความงามในที่สุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด botox แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อของเรากันแน่นะ
ที่ริ้วรอยดูตึงเรียบเนียนขึ้น เป็นเพราะกล้ามเนื้อหยุดเคลื่อนไหวชั่วคราวค่ะ มาทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Botox ที่เข้าไปออกฤทธิ์บริเวณจุดประสานประสานกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) ตัวเดียวกัน แต่ทำไมถึงมีหลายยี่ห้อนะ? วันนี้มาดูสรุปเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละแบรนด์, วิธีคำนวณยูนิต (unit), และจุดที่เหมาะในการฉีดของแต่ละยี่ห้อกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน
ทำไมฉีดโบกัสหน้าผากแล้วคิ้วตก? ทำไมโบกัสตรงระหว่างคิ้วถึงได้ผลดีมากๆ? — เจาะลึกกลไกและข้อควรระวังในแต่ละจุดกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามและน่อง ช่วยปรับรูปหน้าและรูปร่างให้เปลี่ยนไปได้อย่างไร
การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์มีหลักการทำงานอย่างไร? อธิบายการทำงานของแต่ละส่วนและผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กล้ามเนื้อเคี้ยว (masseter) บริเวณกราม ไปจนถึงกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius)

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ? แล้วทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เท่ากัน
ที่เคยได้ยินว่า โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นาน 3-6 เดือน แต่ทำไมสำหรับบางคนถึงรู้สึกว่าสั้นกว่านั้น? เรามีคำตอบเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาความปัง ทั้งระบบเผาผลาญของร่างกาย ปริมาณยาที่ใช้ บริเวณที่ฉีด รวมถึงความถี่ในการทำซ้ำซ้อนค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
