ริ้วรอยเรียบเพราะกล้ามเนื้อหยุดขยับ มาเข้าใจหลักการ Botox ที่ออกฤทธิ์ที่รอยต่อประสาท-กล้ามเนื้อ

Author
Wi Young-jin · Chief director
→
🔗 ไปยังบทความอื่น ๆ
โบท็อกซ์คืออะไร? — 1.1 ประวัติศาสตร์ของโบท็อกซ์
ยี่ห้อต่าง ๆ — 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox)
บริเวณที่ฉีด — 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก, ระหว่างคิ้ว, หางตา, รอบปาก) · 3.2 ปรับรูปหน้า (กราม, น่อง, ต่อมน้ำลายใต้ใบหู)
สิ่งที่ควรรู้ — 4.1 ระยะเวลาของผลลัพธ์ · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ก่อนเลยนะครับ โบท็อกซ์ไม่ได้เข้าไปตัดหรือทำลายกล้ามเนื้อครับ แต่จะทำหน้าที่บล็อกสัญญาณที่ส่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว เมื่อสัญญาณถูกบล็อก กล้ามเนื้อก็จะไม่สามารถขยับได้ ส่งผลให้ริ้วรอยดูเรียบเนียนขึ้น หรือขนาดกล้ามเนื้อลดเล็กลงนั่นเองครับ ซึ่งถ้าคุณทำความเข้าใจขั้นตอนการทำงานตรงนี้ ก็จะเข้าใจได้ทันทีเลยครับว่าทำไมผลลัพธ์ถึงค่อย ๆ สลายไปเองหลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง
เริ่มจากหลักการทำงานของกล้ามเนื้อกันก่อน
กล้ามเนื้อที่เราควบคุมขยับได้เองตามใจชอบ จะต้องได้รับสัญญาณที่ส่งมาจากระบบประสาทก่อนครับ สัญญาณที่เริ่มจากสมองจะวิ่งผ่านเส้นประสาทสั่งการลงมา และจะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า Acetylcholine* ออกมาตรงบริเวณที่ระบบประสาทเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Junction*) ครับ
Neuromuscular Junction*: คือช่องว่างขนาดเล็กมากที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างปลายประสาทกับกล้ามเนื้อ เพื่อส่งผ่านสัญญาณ โดยกล้ามเนื้อจะขยับได้เมื่อมีสารเคมีส่งผ่านช่องว่างนี้ครับ
Acetylcholine*: คือสารเคมีที่ใช้ในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทไปยังกล้ามเนื้อ เพื่อสั่งให้กล้ามเนื้อ "ขยับ" ครับ
เมื่อ Acetylcholine ไปจับกับตัวรับบนพื้นผิวกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อก็จะหดตัว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราขมวดคิ้วหรือตอนกัดฟันแน่น ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นผ่าน กระบวนการส่งสัญญาณจากระบบประสาทสู่กล้ามเนื้อ นี้ทั้งสิ้นครับ

วิธีที่โบท็อกซ์เข้ามาแทรกแซง
สารโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) จะเข้ามาขัดขวางกระบวนการส่งสาร Acetylcholine นี้ครับ อธิบายให้ชัดขึ้นคือ ตัวยาจะเข้าไปตัดโปรตีนที่จำเป็นต่อการปล่อยสาร Acetylcholine ที่ปลายประสาท (นั่นคือโปรตีน SNAP-25) เมื่อโปรตีนนี้เสื่อมสภาพ ปลายประสาทจึงไม่สามารถส่ง Acetylcholine ออกไปได้ครับ
ผลลัพธ์ก็คือ สัญญาณส่งมาถึงปลายประสาทแล้วก็จริง แต่ไม่สามารถส่งต่อไปยังกล้ามเนื้อได้ ตัวกล้ามเนื้อเองจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอะไรเลยนะครับ แต่เพราะไม่ได้รับคำสั่ง ก็เลยขยับไม่ได้ครับ ถ้านิยามให้เข้าใจง่ายขึ้น แทนที่จะเรียกว่าอัมพาต ให้มองว่าเป็น "ภาวะที่สัญญาณการสื่อสารโดนบล็อก" จะตรงจุดที่สุดครับ

ทำไมผลลัพธ์ถึงอยู่ได้แค่ 3 - 6 เดือน?
ปลายประสาทที่โปรตีน SNAP-25 ถูกทำลายจากโบท็อกซ์จะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ครับ แต่ร่างกายของเราจะสร้างเส้นประสาทใหม่ขึ้นมาเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้ออีกครั้ง โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ที่เส้นประสาทจะงอกปลายใหม่และเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้ออีกครั้ง และอาจยาวนานถึง 6 เดือนขึ้นอยู่กับแต่ละส่วนและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลครับ
จุดนี้เองที่อธิบายว่าทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เท่ากัน คนที่มีระบบเผาผลาญดี (Metabolism สูง) หรือขยับกล้ามเนื้อบ่อย ๆ เส้นประสาทใหม่ก็จะงอกขึ้นมาได้ไวขึ้น ทำให้โบท็อกซ์หมดฤทธิ์เร็วขึ้นตามไปด้วยครับ ในทางกลับกัน เวลามาฉีดซ้ำ บางคนอาจรู้สึกว่าระยะห่างในการฉีดแต่ละครั้งยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับครั้งแรก เพราะกล้ามเนื้อเริ่มคุ้นชินกับการไม่ได้ใช้งานจากการฉีดซ้ำ ๆ ส่งผลให้แรงหดตัวโดยรวมของกล้ามเนื้อค่อย ๆ อ่อนแรงลงครับ

ทำไมโบท็อกซ์ไม่แพร่กระจายไปทั่วร่างกาย
หลายคนมักกังวลว่า "มันเป็นสารพิษไม่ใช่เหรอ แล้วจะไม่แพร่กระจายไปทั่วร่างกายเหรอ?"
ในกรณีของอาหารเป็นพิษตามธรรมชาติที่อันตรายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยครับ สารพิษที่ได้รับจากการกินอาหารจะซึมเข้าสู่กระแสเลือดและไปถึงกล้ามเนื้อช่วยหายใจ (กะบังลมและกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง) ทำให้บล็อกสัญญาณจนไม่สามารถหายใจได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเชื้อโบทูลินัมจากอาหารเป็นพิษถึงเป็นอันตรายถึงชีวิต และในขณะเดียวกัน โครงสร้างเดียวกันนี้ก็คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมเวชศาสตร์ความงามถึงมีความปลอดภัยสูงมาก เพราะตัวยาปริมาณน้อยมาก ๆ ที่ฉีดเข้าไปในผิวหนัง จะส่งผลเฉพาะจุดกล้ามเนื้อตรงนั้น และไม่มีช่องทางที่จะแพร่กระจายไปถึงกล้ามเนื้อช่วยหายใจได้เลยครับ
อย่างไรก็ตาม หากนวดทุบแรง ๆ ทันทีหลังฉีด หรือฉีดปริมาณยา (Unit) มากเกินไปในบริเวณแคบ ๆ ตัวยาอาจซึมไปโดนกล้ามเนื้อรอบข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียง เช่น หนังตาตก ได้ครับ คำว่า "รัศมีการกระจายตัวของยา" จึงมีที่มาจากตรงนี้ และนี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการคำนวณปริมาณยาและระดับความลึกในการฉีดอย่างแม่นยำ จึงเป็นหัวใจหลักของความปลอดภัยครับ

การฉีดซ้ำช่วยให้กล้ามเนื้อเล็กลงเองได้จริง
แม้การบล็อกสัญญาณจะเกิดขึ้นชั่วคราว แต่จะทิ้งผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่านั้นไว้กับกล้ามเนื้อครับ กล้ามเนื้อต่าง ๆ หากไม่ได้ใช้งานตามธรรมชาติตัวกล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ ฝ่อตัวลง ดังนั้น กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเป็นเวลาหลายเดือนจากฤทธิ์โบท็อกซ์ ขนาดและปริมาตรก็จะค่อย ๆ ลดเล็กลงครับ เหตุผลที่การฉีดโบท็อกซ์กรามได้ผลดีมากในคนที่มีปัญหาชอบนอนกัดฟัน และเหตุผลที่คนที่มาฉีดซ้ำเป็นประจำใช้ปริมาณยาที่ค่อย ๆ น้อยลงเรื่อย ๆ แล้วยังเห็นผลดี ก็มาจากผลลัพธ์ของการฝ่อตัว (Atrophy*) นี้เองครับ
Atrophy*: เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อมีขนาดและกำลังลดลงเนื่องจากไม่ได้ใช้งาน ไม่ใช่ความเสียหายถาวรนะครับ เมื่อกลับมาใช้งานขยับเขยื้อนตามปกติ กล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมตามกาลเวลาครับ
เมื่อสัญญาณประสาทฟื้นตัวเต็มที่และกล้ามเนื้อเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง ภาวะกล้ามเนื้อฝ่อตัวนี้ก็จะค่อย ๆ คลายออก อย่างไรก็ตาม อัตราการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อจะช้ากว่าการเชื่อมต่อใหม่ของสัญญาณประสาท ดังนั้น แม้จะหยุดฉีดไปแล้ว แต่ในหลาย ๆ เคส รูปกล้ามเนื้อที่เรียวเล็กและบางลงก็จะยังคงอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีเลยครับ
แต่ว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ก็มีรัศมีการกระจายตัวของยาที่แตกต่างกันออกไปนะครับ สำหรับรายละเอียดตรงนี้ เราจะมาเจาะลึกเปรียบเทียบในบทความถัดไปที่สรุปคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละแบรนด์กันครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าจะเกร็งหรือแสดงอารมณ์ไม่ได้ไหมคะ?
หากฉีดในปริมาณยาและชั้นผิวที่ถูกต้องแม่นยำ จะช่วยลดเฉพาะการแสดงอารมณ์ที่มากเกินไป (เช่น ขมวดคิ้วแน่น) แต่การขยับและแสดงออกทางสีหน้าตามธรรมชาติจะยังคงอยู่ปกติครับ อาการหน้าเกร็ง แข็งตึง มักเกิดจากการใช้ปริมาณยาที่มากเกินไปหรือตำแหน่งที่ฉีดไม่ถูกต้อง ซึ่งจุดนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้รักษาเป็นสำคัญครับ
Q. เมื่อโบท็อกซ์สลายตัวหมดแล้ว กล้ามเนื้อจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหมคะ?
ใช่ครับ เมื่อระบบประสาทสร้างการเชื่อมต่อขึ้นมาใหม่ การทำงานของกล้ามเนื้อจะกลับมาเป็นปกติ ผลลัพธ์ที่เป็นการชั่วคราวถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นของโบท็อกซ์ครับ หากท่านต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร อาจต้องพิจารณาวิธีการผ่าตัดตกแต่งเพิ่มเติมครับ
Q. ถ้าฉีดโบท็อกซ์บ่อย ๆ จะทำให้ดื้อยาไหมคะ?
ไม่ได้แปลว่ากล้ามเนื้อเกิดความต้านทานนะครับ แต่มีความเป็นไปได้ที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราจะสร้างแอนติบอดี (สารต้าน) ต่อท็อกซินนี้ขึ้นมา ซึ่งโอกาสดื้อยาจะสูงขึ้นหากฉีดปริมาณโดสสูง ๆ หรือฉีดบ่อยเกินไปโดยไม่เว้นระยะ สำหรับการฉีดเพื่อความงามทั่วไปในปริมาณปกติ ถือว่าโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยเสียทีเดียว
บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?
หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ



