ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร

รู้ไหมคะว่า Botox ที่ดังเรื่องลดริ้วรอย ตอนแรกถูกวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นยาพิษ? นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงเลยค่ะ จากสารพิษโบทูลินัมสู่การพัฒนามาเป็นยารักษาโรค และกลายมาเป็นหัตถการความงามในที่สุด

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม ย้อนรอยเส้นทางกว่าจะมาเป็น โบท็อกซ์ (Botox)

📚 เจาะลึกเรื่องโบท็อกซ์ · สารบัญ

1. โบท็อกซ์คืออะไร?
   ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์  บทความปัจจุบัน
   └─ 1.2 หลักการทำงาน

2. ประเภทของโบท็อกซ์
   └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ (Botox·Dysport·Nabota·Coretox)

3. บริเวณที่ทำหัตถการ
   ├─ 3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก)
   └─ 3.2 ปรับรูปหน้า (ลดกราม·น่อง·ต่อมน้ำลาย)

4. ข้อควรรู้
   ├─ 4.1 ระยะเวลาในการเห็นผล
   ├─ 4.2 ผลข้างเคียง
   └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
📚 เจาะลึกเรื่องโบท็อกซ์ · สารบัญ

1. โบท็อกซ์คืออะไร?
   ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์  บทความปัจจุบัน
   └─ 1.2 หลักการทำงาน

2. ประเภทของโบท็อกซ์
   └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ (Botox·Dysport·Nabota·Coretox)

3. บริเวณที่ทำหัตถการ
   ├─ 3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก)
   └─ 3.2 ปรับรูปหน้า (ลดกราม·น่อง·ต่อมน้ำลาย)

4. ข้อควรรู้
   ├─ 4.1 ระยะเวลาในการเห็นผล
   ├─ 4.2 ผลข้างเคียง
   └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย

🔗 ไปยังบทความอื่น

โบท็อกซ์คืออะไร?1.2 หลักการทำงาน

ประเภทของโบท็อกซ์2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ (Botox·Dysport·Nabota·Coretox)

บริเวณที่ทำหัตถการ3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก) · 3.2 ปรับรูปหน้า (ลดกราม·น่อง·ต่อมน้ำลาย)

ข้อควรรู้4.1 ระยะเวลาในการเห็นผล · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย

ขอสรุปให้ฟังสั้นๆ ก่อนเลยค่ะว่า จริงๆ แล้ว "โบท็อกซ์" เคยเป็นสารพิษมาก่อน! ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเราจะคุ้นเคยกับน้องในฐานะหัตถการยอดฮิตที่ช่วยลบเลือนริ้วรอยและลดขนาดกราม แต่ในตอนที่ถูกค้นพบครั้งแรก โบท็อกซ์เป็นสารพิษร้ายแรงที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษเฉียบพลันเลยทีเดียวค่ะ กว่าที่สารพิษตัวร้ายจะกลายมาเป็นพระเอกในวงการบิวตี้ได้นั้น บอกเลยว่ามีเส้นทางที่น่าสนใจมากๆ เลยละคะ



จุดเริ่มต้นจาก "ไส้กรอก"

ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 คุณหมอชาวเยอรมันชื่อ ยุสตินุส เคอร์เนอร์ (Justinus Kerner) ได้สังเกตพบผู้ป่วยหลายรายที่ล้มป่วยลงหลังจากรับประทานไส้กรอกที่บูดเสีย เขาได้ทำการศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นระบบและขนานนามมันว่าเป็น "พิษจากไส้กรอก" (Sausage Poisoning) เป็นคนแรก แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสารพิษนี้ทำให้ระบบประสาทเป็นอัมพาตได้อย่างไร แต่เขาก็เป็นคนแรกที่บันทึกอาการของโรคนี้ไว้อย่างแม่นยำค่ะ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1895 เอมิล ฟาน แอร์เมงเก็ม (Émile van Ermengem) นักจุลชีววิทยาชาวเบลเยียม ได้ทำการสืบสวนคดีอาหารเป็นพิษครั้งใหญ่และได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุ ซึ่งเขาตั้งชื่อมันว่า Clostridium botulinum โดยคำนี้มีที่มาจากภาษาละตินที่แปลว่า 'ไส้กรอก' (botulus) นั่นเองค่ะ และนี่ก็คือช่วงเวลาแรกที่ตัวตนที่แท้จริงของสารพิษนี้ถูกเปิดเผยออกมา

Clostridium botulinum: เป็นแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจนที่พบได้ทั่วไปในดินและอาหาร แบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสารพิษทำลายประสาทที่รุนแรงมากจนทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ แต่สารพิษที่ผ่านการสกัดและทำให้บริสุทธิ์แล้วนี่แหละค่ะที่กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักของโบท็อกซ์ในปัจจุบัน


소시지에서 시작된 이야기



จากอาวุธสงครามสู่ยารักษาโรค

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เริ่มหันมาศึกษา Botulinum Toxin เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพ เนื่องจากมันมีพิษที่ร้ายแรงมากๆ แต่ใครจะเชื่อล่ะคะว่าการวิจัยในครั้งนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 - 1980 จักษุแพทย์ อลัน สก็อตต์ (Alan Scott) ได้ริเริ่มนำสารพิษนี้มาใช้รักษาโรคตาเข (Strabismus) เป็นครั้งแรก โดยการฉีดสารพิษในปริมาณที่น้อยมากๆ เข้าไปในกล้ามเนื้อตาที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ผลปรากฏว่ามันช่วยยับยั้งการทำงานที่มากเกินไปของเส้นประสาท และช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งตัวมากเกินไปได้ชั่วคราว การทดลองในครั้งนี้ถูกยกย่องให้เป็น เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ที่เปิดโอกาสให้มีการนำ Botulinum Toxin มาใช้ในการรักษาโรคเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้น ข้อบ่งชี้ในการรักษาก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าแค่โรคทางสายตาค่ะ เริ่มแรกถูกนำไปใช้รักษาโรคทางจักษุวิทยาและประสาทวิทยา เช่น โรคตาเข, อาการตากระตุก (Blepharospasm) ที่ตากระตุกเองโดยไม่ตั้งใจ และอาการเกร็งของใบหน้าครึ่งซีก ต่อมาในทศวรรษ 1990 ก็ขยายไปสู่การรักษาภาวะกล้ามเนื้อเกร็งตัวในเด็กสมองพิการ (Cerebral Palsy), โรคคอเอียง (Cervical Dystonia ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้คอบิดเกร็ง), โรคไมเกรนเรื้อรัง, ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ไปจนถึงภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive Bladder) หลักการทำงานเหมือนกันคือการฉีดในปริมาณน้อยมากๆ ลงในจุดที่ถูกต้องเพื่อตัดการส่งสัญญาณประสาทชั่วคราว ซึ่งได้รับการยอมรับทางการแพทย์ในหลากหลายสาขา ไม่ใช่แค่เรื่องของความงามเท่านั้นค่ะ


무기 연구에서 의약품으로



"ริ้วรอยหายไปเฉยเลย!" ความบังเอิญที่เปลี่ยนโลกบิวตี้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โบท็อกซ์เข้ามาสู่วงการความงามนั้นเกิดขึ้นจากความบังเอิญล้วนๆ เลยค่ะ ในทศวรรษที่ 1980 จักษุแพทย์หญิงชาวแคนาดาชื่อ ยีน แครูเทอร์ส (Jean Carruthers) กำลังรักษาคนไข้ที่มีอาการตากระตุกอยู่ แต่อยู่ๆ คนไข้ก็เดินมาบอกเธอว่า "คุณหมอคะ ริ้วรอยรอบดวงตาของฉันหายไปหมดเลยค่ะ" หลังจากนั้นเธอจึงร่วมมือกับคุณหมอ อลิสแตร์ แครูเทอร์ส (Alastair Carruthers) สามีของเธอซึ่งเป็นแพทย์ผิวหนัง เพื่อทำการศึกษาเอฟเฟกต์สุดว้าวนี้อย่างเป็นระบบ

งานวิจัยที่ทั้งคู่ตีพิมพ์ร่วมกันในปี ค.ศ. 1992 ถือเป็นเอกสารทางการฉบับแรกที่เสนอความเป็นไปได้ในการใช้ Botulinum Toxin เพื่อจุดประสงค์ด้านความงามต่อวงการแพทย์ นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่เปิดประตูจากหัตถการรักษาอาการตากระตุก สู่การเป็นนวัตกรรมเสริมความงามยอดฮิตในคลินิกผิวหนังและศัลยกรรมความงามจนถึงทุกวันนี้ค่ะ




ผ่านการรับรองจาก FDA สู่สายตาคนทั้งโลก

เมื่องานวิจัยของ อลัน สก็อตต์ ถูกนำมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ บริษัท Allergan ก็ได้รับ ※ การอนุมัติจาก FDA ในปี ค.ศ. 1989 สำหรับนำไปใช้รักษาโรคตาเขและอาการตากระตุก และนี่คือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ที่เราคุ้นหูกันดีในชื่อ Botox® ค่ะ

FDA 승인 (การรับรองจาก FDA): คณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาและเครื่องมือแพทย์ก่อนอนุญาตให้วางจำหน่าย ในเกาหลีใต้จะมีหน่วยงาน MFDS คอยดูแลทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันนี้ค่ะ

กว่าที่โบท็อกซ์จะได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อความงามก็ต้องรออีก 13 ปีต่อมา คือในปี ค.ศ. 2002 โดยเริ่มอนุญาตให้ใช้รักษาริ้วรอยระหว่างคิ้วเป็นจุดแรก หลังจากนั้น ข้อบ่งใช้สำหรับริ้วรอยแต่ละจุด เช่น ริ้วรอยหางตา (รอยตีนกา) และริ้วรอยหน้าผาก ก็ทยอยได้รับการอนุมัติเพิ่มเติมตามลำดับ ในปี 2013 มีการเพิ่มข้อบ่งใช้สำหรับรอยตีนกา, ปี 2017 สำหรับริ้วรอยหน้าผาก และในปี 2024 นี้เองที่เพิ่งมีการเพิ่มข้อบ่งใช้สำหรับโบท็อกซ์คอ (Platysma) เข้ามา นอกเหนือจากความงามแล้ว การขยายขอบเขตการรักษาไปในด้านการแพทย์ เช่น ไมเกรนเรื้อรัง, ภาวะเหงื่อออกมากเกินไป, ตาเข, ตากระตุก และภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็ง ทำให้ Botulinum Toxin กลายเป็นหนึ่งในตัวยาที่ใช้งานได้หลากหลายและอเนกประสงค์ที่สุดในโลกตัวหนึ่งเลยค่ะ

สำหรับในประเทศเกาหลีใต้ โบท็อกซ์ผ่านการรับรองจากอย.เกาหลี (MFDS) และเริ่มนำเข้ามาใช้ในปี 1995 ก่อนจะเริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างมากตามคลินิกผิวหนังและศัลยกรรมย่านคังนัมในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ในปัจจุบัน ขอบเขตการรักษากว้างขวางขึ้นมาก ครอบคลุมไปถึงการฉีดลดกราม, ลดน่อง และการยับยั้งการหลั่งเหงื่อที่มากเกินไป ทำให้กลายเป็นหนึ่งในหัตถการสำหรับตัวเลือกเดี่ยวๆ (Single Procedure) ที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในตลาดความงามทั่วโลกในขณะนี้เลยค่ะ

สกัดสารพิษ → วิจัยโรคอาหารเป็นพิษ → วิจัยทางการทหาร → รักษาทางจักษุวิทยา → หัตถการความงาม เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางการเดินทางที่ยาวนานกว่า 150 ปีเลยทีเดียวค่ะ


FDA 승인, 그리고 전 세계로



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ชื่อ Botox มีที่มาจากไหนคะ?

เป็นชื่อที่ย่อมาจากคำว่า Botulinum Toxin ค่ะ โดยบริษัท Allergan ได้จดทะเบียนการค้าสำหรับชื่อนี้ และในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นชื่อแบรนด์แล้ว ผู้คนยังนิยมใช้คำนี้เรียกแทนตัวหัตถการลดริ้วรอยไปโดยปริยายเสมือนเป็นคำสามัญทั่วไปเลยค่ะ

Q. การฉีดสารพิษเข้าร่างกายแบบนี้ ปลอดภัยจริงๆ เหรอคะ?

A. คีย์เวิร์ดสำคัญอยู่ที่ "ปริมาณ" ค่ะ Botulinum Toxin หากใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ จะส่งผลเพียงแค่บล็อกสัญญาณประสาทชั่วคราวเท่านั้น และจะค่อยๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติภายในเวลาไม่กี่เดือน ความปลอดภัยของตัวยาภายใต้ความเข้มข้นที่ผ่านการอนุมัติจาก FDA ได้รับการพิสูจน์และยืนยันผ่านการใช้งานจริงมานานหลายสิบปีแล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำการฉีดและการควบคุมปริมาณยาอย่างแม่นยำค่ะ

Q. โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์แตกต่างกันอย่างไรคะ?

โบท็อกซ์จะทำงานโดยการลดการขยับของกล้ามเนื้อเพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย ส่วนฟิลเลอร์จะเป็นการเติมเต็มสารเข้าไปเพื่อเพิ่มปริมาตร (Volume) ให้กับบริเวณที่ฟีบหรือยุบตัวลง เนื่องจากทั้งสองหัตถการมีหลักการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับปัญหาและผลลัพธ์ที่คนไข้ต้องการเป็นหลักค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม ย้อนรอยเส้นทางกว่าจะมาเป็น โบท็อกซ์ (Botox)

📚 เจาะลึกเรื่องโบท็อกซ์ · สารบัญ

1. โบท็อกซ์คืออะไร?
   ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของโบท็อกซ์  บทความปัจจุบัน
   └─ 1.2 หลักการทำงาน

2. ประเภทของโบท็อกซ์
   └─ 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ (Botox·Dysport·Nabota·Coretox)

3. บริเวณที่ทำหัตถการ
   ├─ 3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก)
   └─ 3.2 ปรับรูปหน้า (ลดกราม·น่อง·ต่อมน้ำลาย)

4. ข้อควรรู้
   ├─ 4.1 ระยะเวลาในการเห็นผล
   ├─ 4.2 ผลข้างเคียง
   └─ 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย

🔗 ไปยังบทความอื่น

โบท็อกซ์คืออะไร?1.2 หลักการทำงาน

ประเภทของโบท็อกซ์2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ (Botox·Dysport·Nabota·Coretox)

บริเวณที่ทำหัตถการ3.1 ริ้วรอย (หน้าผาก·ระหว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก) · 3.2 ปรับรูปหน้า (ลดกราม·น่อง·ต่อมน้ำลาย)

ข้อควรรู้4.1 ระยะเวลาในการเห็นผล · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย

ขอสรุปให้ฟังสั้นๆ ก่อนเลยค่ะว่า จริงๆ แล้ว "โบท็อกซ์" เคยเป็นสารพิษมาก่อน! ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเราจะคุ้นเคยกับน้องในฐานะหัตถการยอดฮิตที่ช่วยลบเลือนริ้วรอยและลดขนาดกราม แต่ในตอนที่ถูกค้นพบครั้งแรก โบท็อกซ์เป็นสารพิษร้ายแรงที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษเฉียบพลันเลยทีเดียวค่ะ กว่าที่สารพิษตัวร้ายจะกลายมาเป็นพระเอกในวงการบิวตี้ได้นั้น บอกเลยว่ามีเส้นทางที่น่าสนใจมากๆ เลยละคะ



จุดเริ่มต้นจาก "ไส้กรอก"

ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 คุณหมอชาวเยอรมันชื่อ ยุสตินุส เคอร์เนอร์ (Justinus Kerner) ได้สังเกตพบผู้ป่วยหลายรายที่ล้มป่วยลงหลังจากรับประทานไส้กรอกที่บูดเสีย เขาได้ทำการศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นระบบและขนานนามมันว่าเป็น "พิษจากไส้กรอก" (Sausage Poisoning) เป็นคนแรก แม้ว่าในตอนนั้นเขาจะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสารพิษนี้ทำให้ระบบประสาทเป็นอัมพาตได้อย่างไร แต่เขาก็เป็นคนแรกที่บันทึกอาการของโรคนี้ไว้อย่างแม่นยำค่ะ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1895 เอมิล ฟาน แอร์เมงเก็ม (Émile van Ermengem) นักจุลชีววิทยาชาวเบลเยียม ได้ทำการสืบสวนคดีอาหารเป็นพิษครั้งใหญ่และได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุ ซึ่งเขาตั้งชื่อมันว่า Clostridium botulinum โดยคำนี้มีที่มาจากภาษาละตินที่แปลว่า 'ไส้กรอก' (botulus) นั่นเองค่ะ และนี่ก็คือช่วงเวลาแรกที่ตัวตนที่แท้จริงของสารพิษนี้ถูกเปิดเผยออกมา

Clostridium botulinum: เป็นแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจนที่พบได้ทั่วไปในดินและอาหาร แบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสารพิษทำลายประสาทที่รุนแรงมากจนทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ แต่สารพิษที่ผ่านการสกัดและทำให้บริสุทธิ์แล้วนี่แหละค่ะที่กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักของโบท็อกซ์ในปัจจุบัน


소시지에서 시작된 이야기



จากอาวุธสงครามสู่ยารักษาโรค

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เริ่มหันมาศึกษา Botulinum Toxin เพื่อนำไปพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพ เนื่องจากมันมีพิษที่ร้ายแรงมากๆ แต่ใครจะเชื่อล่ะคะว่าการวิจัยในครั้งนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 - 1980 จักษุแพทย์ อลัน สก็อตต์ (Alan Scott) ได้ริเริ่มนำสารพิษนี้มาใช้รักษาโรคตาเข (Strabismus) เป็นครั้งแรก โดยการฉีดสารพิษในปริมาณที่น้อยมากๆ เข้าไปในกล้ามเนื้อตาที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ผลปรากฏว่ามันช่วยยับยั้งการทำงานที่มากเกินไปของเส้นประสาท และช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งตัวมากเกินไปได้ชั่วคราว การทดลองในครั้งนี้ถูกยกย่องให้เป็น เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ที่เปิดโอกาสให้มีการนำ Botulinum Toxin มาใช้ในการรักษาโรคเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้น ข้อบ่งชี้ในการรักษาก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าแค่โรคทางสายตาค่ะ เริ่มแรกถูกนำไปใช้รักษาโรคทางจักษุวิทยาและประสาทวิทยา เช่น โรคตาเข, อาการตากระตุก (Blepharospasm) ที่ตากระตุกเองโดยไม่ตั้งใจ และอาการเกร็งของใบหน้าครึ่งซีก ต่อมาในทศวรรษ 1990 ก็ขยายไปสู่การรักษาภาวะกล้ามเนื้อเกร็งตัวในเด็กสมองพิการ (Cerebral Palsy), โรคคอเอียง (Cervical Dystonia ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้คอบิดเกร็ง), โรคไมเกรนเรื้อรัง, ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ไปจนถึงภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive Bladder) หลักการทำงานเหมือนกันคือการฉีดในปริมาณน้อยมากๆ ลงในจุดที่ถูกต้องเพื่อตัดการส่งสัญญาณประสาทชั่วคราว ซึ่งได้รับการยอมรับทางการแพทย์ในหลากหลายสาขา ไม่ใช่แค่เรื่องของความงามเท่านั้นค่ะ


무기 연구에서 의약품으로



"ริ้วรอยหายไปเฉยเลย!" ความบังเอิญที่เปลี่ยนโลกบิวตี้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โบท็อกซ์เข้ามาสู่วงการความงามนั้นเกิดขึ้นจากความบังเอิญล้วนๆ เลยค่ะ ในทศวรรษที่ 1980 จักษุแพทย์หญิงชาวแคนาดาชื่อ ยีน แครูเทอร์ส (Jean Carruthers) กำลังรักษาคนไข้ที่มีอาการตากระตุกอยู่ แต่อยู่ๆ คนไข้ก็เดินมาบอกเธอว่า "คุณหมอคะ ริ้วรอยรอบดวงตาของฉันหายไปหมดเลยค่ะ" หลังจากนั้นเธอจึงร่วมมือกับคุณหมอ อลิสแตร์ แครูเทอร์ส (Alastair Carruthers) สามีของเธอซึ่งเป็นแพทย์ผิวหนัง เพื่อทำการศึกษาเอฟเฟกต์สุดว้าวนี้อย่างเป็นระบบ

งานวิจัยที่ทั้งคู่ตีพิมพ์ร่วมกันในปี ค.ศ. 1992 ถือเป็นเอกสารทางการฉบับแรกที่เสนอความเป็นไปได้ในการใช้ Botulinum Toxin เพื่อจุดประสงค์ด้านความงามต่อวงการแพทย์ นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่เปิดประตูจากหัตถการรักษาอาการตากระตุก สู่การเป็นนวัตกรรมเสริมความงามยอดฮิตในคลินิกผิวหนังและศัลยกรรมความงามจนถึงทุกวันนี้ค่ะ




ผ่านการรับรองจาก FDA สู่สายตาคนทั้งโลก

เมื่องานวิจัยของ อลัน สก็อตต์ ถูกนำมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ บริษัท Allergan ก็ได้รับ ※ การอนุมัติจาก FDA ในปี ค.ศ. 1989 สำหรับนำไปใช้รักษาโรคตาเขและอาการตากระตุก และนี่คือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ที่เราคุ้นหูกันดีในชื่อ Botox® ค่ะ

FDA 승인 (การรับรองจาก FDA): คณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาและเครื่องมือแพทย์ก่อนอนุญาตให้วางจำหน่าย ในเกาหลีใต้จะมีหน่วยงาน MFDS คอยดูแลทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันนี้ค่ะ

กว่าที่โบท็อกซ์จะได้รับการอนุมัติให้ใช้เพื่อความงามก็ต้องรออีก 13 ปีต่อมา คือในปี ค.ศ. 2002 โดยเริ่มอนุญาตให้ใช้รักษาริ้วรอยระหว่างคิ้วเป็นจุดแรก หลังจากนั้น ข้อบ่งใช้สำหรับริ้วรอยแต่ละจุด เช่น ริ้วรอยหางตา (รอยตีนกา) และริ้วรอยหน้าผาก ก็ทยอยได้รับการอนุมัติเพิ่มเติมตามลำดับ ในปี 2013 มีการเพิ่มข้อบ่งใช้สำหรับรอยตีนกา, ปี 2017 สำหรับริ้วรอยหน้าผาก และในปี 2024 นี้เองที่เพิ่งมีการเพิ่มข้อบ่งใช้สำหรับโบท็อกซ์คอ (Platysma) เข้ามา นอกเหนือจากความงามแล้ว การขยายขอบเขตการรักษาไปในด้านการแพทย์ เช่น ไมเกรนเรื้อรัง, ภาวะเหงื่อออกมากเกินไป, ตาเข, ตากระตุก และภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็ง ทำให้ Botulinum Toxin กลายเป็นหนึ่งในตัวยาที่ใช้งานได้หลากหลายและอเนกประสงค์ที่สุดในโลกตัวหนึ่งเลยค่ะ

สำหรับในประเทศเกาหลีใต้ โบท็อกซ์ผ่านการรับรองจากอย.เกาหลี (MFDS) และเริ่มนำเข้ามาใช้ในปี 1995 ก่อนจะเริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างมากตามคลินิกผิวหนังและศัลยกรรมย่านคังนัมในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ในปัจจุบัน ขอบเขตการรักษากว้างขวางขึ้นมาก ครอบคลุมไปถึงการฉีดลดกราม, ลดน่อง และการยับยั้งการหลั่งเหงื่อที่มากเกินไป ทำให้กลายเป็นหนึ่งในหัตถการสำหรับตัวเลือกเดี่ยวๆ (Single Procedure) ที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในตลาดความงามทั่วโลกในขณะนี้เลยค่ะ

สกัดสารพิษ → วิจัยโรคอาหารเป็นพิษ → วิจัยทางการทหาร → รักษาทางจักษุวิทยา → หัตถการความงาม เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางการเดินทางที่ยาวนานกว่า 150 ปีเลยทีเดียวค่ะ


FDA 승인, 그리고 전 세계로



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ชื่อ Botox มีที่มาจากไหนคะ?

เป็นชื่อที่ย่อมาจากคำว่า Botulinum Toxin ค่ะ โดยบริษัท Allergan ได้จดทะเบียนการค้าสำหรับชื่อนี้ และในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นชื่อแบรนด์แล้ว ผู้คนยังนิยมใช้คำนี้เรียกแทนตัวหัตถการลดริ้วรอยไปโดยปริยายเสมือนเป็นคำสามัญทั่วไปเลยค่ะ

Q. การฉีดสารพิษเข้าร่างกายแบบนี้ ปลอดภัยจริงๆ เหรอคะ?

A. คีย์เวิร์ดสำคัญอยู่ที่ "ปริมาณ" ค่ะ Botulinum Toxin หากใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ จะส่งผลเพียงแค่บล็อกสัญญาณประสาทชั่วคราวเท่านั้น และจะค่อยๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติภายในเวลาไม่กี่เดือน ความปลอดภัยของตัวยาภายใต้ความเข้มข้นที่ผ่านการอนุมัติจาก FDA ได้รับการพิสูจน์และยืนยันผ่านการใช้งานจริงมานานหลายสิบปีแล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำการฉีดและการควบคุมปริมาณยาอย่างแม่นยำค่ะ

Q. โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์แตกต่างกันอย่างไรคะ?

โบท็อกซ์จะทำงานโดยการลดการขยับของกล้ามเนื้อเพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย ส่วนฟิลเลอร์จะเป็นการเติมเต็มสารเข้าไปเพื่อเพิ่มปริมาตร (Volume) ให้กับบริเวณที่ฟีบหรือยุบตัวลง เนื่องจากทั้งสองหัตถการมีหลักการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับปัญหาและผลลัพธ์ที่คนไข้ต้องการเป็นหลักค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร

โครงหน้า&วอลลุ่ม

จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร

รู้ไหมคะว่า Botox ที่ดังเรื่องลดริ้วรอย ตอนแรกถูกวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นยาพิษ? นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงเลยค่ะ จากสารพิษโบทูลินัมสู่การพัฒนามาเป็นยารักษาโรค และกลายมาเป็นหัตถการความงามในที่สุด

เมื่อเราฉีดโบท็อกซ์ จะเกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อของเรากันแน่นะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีด botox แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อของเรากันแน่นะ

ที่ริ้วรอยดูตึงเรียบเนียนขึ้น เป็นเพราะกล้ามเนื้อหยุดเคลื่อนไหวชั่วคราวค่ะ มาทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Botox ที่เข้าไปออกฤทธิ์บริเวณจุดประสานประสานกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) กันค่ะ

Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ

โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) ตัวเดียวกัน แต่ทำไมถึงมีหลายยี่ห้อนะ? วันนี้มาดูสรุปเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละแบรนด์, วิธีคำนวณยูนิต (unit), และจุดที่เหมาะในการฉีดของแต่ละยี่ห้อกันค่ะ

โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน

ทำไมฉีดโบกัสหน้าผากแล้วคิ้วตก? ทำไมโบกัสตรงระหว่างคิ้วถึงได้ผลดีมากๆ? — เจาะลึกกลไกและข้อควรระวังในแต่ละจุดกันค่ะ

โบท็อกซ์กรามและน่อง ช่วยปรับโหมดโครงสร้างและกรอบรูปหน้าของคุณอย่างไร?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์กรามและน่อง ช่วยปรับรูปหน้าและรูปร่างให้เปลี่ยนไปได้อย่างไร

การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์มีหลักการทำงานอย่างไร? อธิบายการทำงานของแต่ละส่วนและผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กล้ามเนื้อเคี้ยว (masseter) บริเวณกราม ไปจนถึงกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius)

โบท็อกซ์อยู่ได้นานแค่ไหน ทำไมแต่ละคนถึงได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ? แล้วทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เท่ากัน

ที่เคยได้ยินว่า โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นาน 3-6 เดือน แต่ทำไมสำหรับบางคนถึงรู้สึกว่าสั้นกว่านั้น? เรามีคำตอบเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาความปัง ทั้งระบบเผาผลาญของร่างกาย ปริมาณยาที่ใช้ บริเวณที่ฉีด รวมถึงความถี่ในการทำซ้ำซ้อนค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1