รู้ไหมว่า Botox ดังเรื่องริ้วรอย แต่แรกเริ่มวิจัยเป็นยาพิษ? จากโบทูลินัมสู่ยาและความงาม

Author
Wi Young-jin · Chief director
→
🔗 ไปยังบทความอื่น ๆ
Botox คืออะไร? — 1.2 หลักการทำงาน
ประเภท — 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox)
บริเวณที่ฉีด — 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก, หว่างคิ้ว, หางตา, รอบริมฝีปาก) · 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม, น่อง, ต่อมน้ำลายใต้หู)
สิ่งที่ควรรู้ — 4.1 ระยะเวลาของผลลัพธ์ · 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 8 คำถามที่พบบ่อย
สรุปให้ฟังง่าย ๆ เลยก็คือ เดิมทีเดียวนั้น Botox ไวรัสตัวนี้เคยเป็นยาพิษมาก่อนครับ แม้ว่าตอนนี้เราจะคุ้นเคยกับมันในฐานะหัตถการรักษาริ้วรอยและลดขนาดกรามไปแล้ว แต่ตอนที่ถูกค้นพบครั้งแรก มันเป็นสารพิษร้ายแรงที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ ซึ่งเส้นทางการเดินทางเปลี่ยนจากสารพิษสยองขวัญมาสู่ตัวเอกของวงการความงามนั้น น่าสนใจมาก ๆ เลยครับ
เรื่องเล่าที่เริ่มต้นจากไส้กรอก
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นายแพทย์ ยุสตินุส เคอร์เนอร์ (Justinus Kerner) แพทย์ชาวเยอรมัน ได้สังเกตเห็นผู้ป่วยจำนวนมากที่ล้มป่วยลงหลังจากรับประทานไส้กรอกที่เสียแล้ว เขาได้ทำการศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นระบบ และได้อธิบายถึงแนวคิดเรื่อง "สารพิษจากไส้กรอก" เป็นครั้งแรก แม้เขาจะยังไม่เข้าใจกลไกการทำงานที่ทำให้ระบบประสาทเป็นอัมพาต แต่เขาเป็นบุคคลแรกที่บันทึกอาการของโรคได้อย่างแม่นยำครับ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1895 เอมิล แวน เออร์เมนเก็ม (Émile van Ermengem) นักจุลชีววิทยาชาวเบลเยียม ได้ทำการสืบสวนคดีอาหารเป็นพิษครั้งใหญ่และได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุ ※ เชื้อนี้ได้รับชื่อว่า Clostridium botulinum ซึ่งมีที่มาจากคำภาษาละตินว่า 'ไส้กรอก (botulus)' นั่นเองครับ และนี่คือช่วงเวลาแรกที่ตัวตนที่แท้จริงของสารพิษนี้ถูกเปิดเผยออกมา
Clostridium botulinum*: แบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนซึ่งพบได้ในดินและอาหาร เป็นแบคทีเรียที่ผลิตสารพิษทำลายประสาทอย่างรุนแรงทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ แต่สารพิษที่ผ่านกรรมวิธีทำให้บริสุทธิ์แล้ว จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต Botox ครับ

จากงานวิจัยอาวุธ สู่ยารักษาโรค
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เริ่มศึกษา Botulinum Toxin เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพ เนื่องจากมันมีพิษที่ร้ายแรงมาก ๆ ทว่า งานวิจัยชิ้นนั้นกลับดำเนินไปในทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิดครับ
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 อลัน สก็อตต์ (Alan Scott) จักษุแพทย์ ได้ริเริ่มนำสารพิษนี้มาใช้ในการรักษาอาการตาเขเป็นครั้งแรก โดยทดลองฉีดในปริมาณที่น้อยมาก ๆ เข้าไปในกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา ซึ่งช่วยยับยั้งการทำงานที่มากเกินไปของเส้นประสาทได้ ผลลัพธ์คือกล้ามเนื้อที่หดตัวเกร็งมากเกินไปจะคลายตัวลงชั่วขณะ การทดลองครั้งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็น เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ที่เปิดโอกาสในการนำ Botulinum Toxin มาใช้เพื่อการรักษาโรคเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้น ข้อบ่งชี้ในการรักษาก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าขอบเขตของจักษุวิทยา โดยเริ่มต้นจากโรคทางจักษุวิทยาและประสาทวิทยา เช่น ตาเข, ตากระตุก (อาการเปลือกตาสั่นโดยไม่ตั้งใจ) และอาการเกร็งของใบหน้าครึ่งซีก จากนั้นในทศวรรษที่ 1990 ข้อบ่งชี้ก็ก้าวหน้าไปถึงการรักษาอาการกล้ามเนื้อเกร็งในเด็กที่เป็นโรคสมองพิการ (Cerebral Palsy), โรคคอบิด (Cervical Dystonia), ไมเกรนเรื้อรัง, ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ไปจนถึงภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive Bladder) หลักการเดียวกันนี้คือการบล็อกสัญญาณประสาทชั่วคราวด้วยการฉีดปริมาณน้อยนิดในจุดที่แม่นยำ ไม่เพียงแต่ใช้ในด้านความงามเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับทางคลินิกในหลากหลายสาขาการแพทย์อีกด้วยครับ

"ริ้วรอยหายไป" การค้นพบโดยบังเอิญ
จุดเปลี่ยนที่นำไปสู่หัตถการเพื่อความงามนั้นเกิดขึ้นจากความบังเอิญครับ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 จีน แคร์รูเธอร์ส (Jean Carruthers) จักษุแพทย์ชาวแคนาดา ขณะที่กำลังรักษาผู้ป่วยที่มีอาการตากระตุกอยู่นั้น ได้ยินคนไข้พูดว่า "ริ้วรอยรอบดวงตาหายไปด้วยเลยค่ะ" จากจุดนั้น เธอจึงเริ่มทำการศึกษาผลลัพธ์นี้อย่างเป็นระบบร่วมกับ อลิสแตร์ แคร์รูเธอร์ส (Alastair Carruthers) สามีของเธอซึ่งเป็นแพทย์ผิวหนัง
บทความวิจัยที่ทั้งสองคนร่วมกันตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1992 ถือเป็นเอกสารฉบับแรกที่เสนอความเป็นไปได้ในการใช้ Botulinum Toxin เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความงามต่อวงการแพทย์อย่างเป็นทางการ และนี่คือการค้นพบที่เปิดทางจากการรักษาอาการตากระตุก ไปสู่หัตถการความงามในคลินิกผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่งในปัจจุบันครับ

การอนุมัติจาก FDA และความนิยมทั่วโลก
เมื่อการวิจัยของ อลัน สก็อตต์ ถูกพัฒนาเชิงพาณิชย์ บริษัท Allergan ก็ได้รับการอนุมัติจาก FDA* ในปี ค.ศ. 1989 เพื่อใช้ในการรักษาตาเขและตากระตุก และนี่คือการถือกำเนิดอย่างเป็นทางการของ Botox® ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันครับ
FDA approved*: องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) เป็นผู้ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลของยาหรือเครื่องมือแพทย์ก่อนอนุญาตให้จัดจำหน่าย ซึ่งในเกาหลีใต้จะมีหน่วยงาน MFDS ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกันนี้ครับ
ส่วนการอนุมัติเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความงามนั้นเกิดขึ้นตามมาในอีก 13 ปีให้หลัง คือในปี ค.ศ. 2002 โดยเริ่มต้นอนุมัติสำหรับรักษาริ้วรอยระหว่างคิ้วเป็นอันดับแรก จากนั้น ข้อบ่งชี้สำหรับส่วนอื่น ๆ เช่น ริ้วรอยรอบดวงตาและริ้วรอยที่หน้าผาก ก็ทยอยขยายขอบเขตขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2013 เพิ่มการรักษาจุดด่างดำริ้วรอยหางตา (Crow's feet), ปี 2017 เพิ่มริ้วรอยหน้าผาก และในปี 2024 ได้เพิ่มข้อบ่งชี้สำหรับบริเวณลำคอ (Platysma) นอกเหนือจากด้านความงามแล้ว การเพิ่มข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น ไมเกรนเรื้อรัง, เหงื่อออกมากผิดปกติ, ตาเข, ตากระตุก และภาวะกล้ามเนื้อเกร็งตัวผิดปกติ ทำให้ Botulinum Toxin กลายเป็นหนึ่งในยาที่มีประโยชน์รอบด้านมากที่สุดในบรรดายาเดี่ยวทั้งหมดครับ
ในเกาหลีใต้ ยานี้ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเกาหลีในปี 1995 และเริ่มแพร่หลายอย่างมากในช่วงกลางทศวรรษที่ 2000 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่คลินิกผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่งในย่านกังนัม ปัจจุบันขอบเขตการรักษาได้ครอบคลุมไปถึงการลดกราม, ลดน่อง, และยับยั้งการหลั่งเหงื่อที่มากเกินไป จนกลายเป็นหนึ่งในหัตถการยอดนิยมอันดับต้น ๆ ในตลาดความงามทั่วโลก
จากสารพิษ → การวิจัยเรื่องอาหารเป็นพิษ → การศึกษาทางการทหาร → การรักษาทางจักษุวิทยา → สู่หัตถการความงาม เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางการเดินทางที่ยาวนานกว่า 150 ปีเลยทีเดียวครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. ชื่อ Botox มีที่มาจากไหนครับ?
เป็นชื่อที่ย่อมาจากอักษรตัวแรกของคำว่า Botulinum Toxin ครับ บริษัท Allergan เป็นผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นทั้งชื่อแบรนด์และคำสามัญทั่วไปที่ผู้คนใช้เรียกแทนตัวหัตถการนี้ไปแล้วครับ
Q. การฉีดสารพิษเข้าไปในร่างกายปลอดภัยจริง ๆ เหรอคะ?
"ปริมาณ" คือหัวใจสำคัญครับ ในปริมาณที่น้อยมาก ๆ Botulinum Toxin จะมีผลเพียงแค่การบล็อกสัญญาณประสาทชั่วคราวเท่านั้น และจะสลายตัวไปเองตามธรรมชาติภายในเวลาไม่กี่เดือน ความปลอดภัยของมันได้รับการยืนยันมานานหลายทศวรรษภายใต้เกณฑ์ความเข้มข้นที่ได้รับการรับรองจาก FDA ทั้งนี้ เทคนิคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการปรับปริมาณยาที่แม่นยำถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
Q. Botox กับ Filler แตกต่างกันอย่างไรครับ?
Botox ทำงานโดยการลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเพื่อลดริ้วรอย ขณะที่ Filler ทำงานโดยการเติมเต็มปริมาตรเพื่อยกกระชับและเติมเต็มส่วนที่ตอบหรือยุบตัวลง เนื่องจากทั้งสองหัตถการมีหลักการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับผลลัพธ์และจุดประสงค์ที่ต้องการแก้ไขครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?
หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ



