ฟิลเลอร์สะโพกบุ๋มใช้ปริมาณเยอะและแบ่งทำเป็นรอบ สรุปราคาแต่ละแบบ ระยะผล และสิ่งที่ต้องเช็กก่อนทำ
เวลาที่สาว ๆ สนใจ “ฟิลเลอร์สะโพกบุ๋ม (Hip Dip Filler)” สิ่งที่สงสัยและสับสนกันมากที่สุดก็คือ "ต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วจะเติมเต็มได้แค่ไหน" ขอสรุปตรงนี้เลยค่ะว่า ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ปริมาณ และประเภทของฟิลเลอร์ที่ใช้ ซึ่งปกติไม่ใช่การทำครั้งเดียวจบ แต่จะเป็นแนวทำเป็นรายครั้ง (session) เพื่อค่อย ๆ เติมเต็มให้ดูเรียบเนียนละมุนตาค่ะ
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยรวบรวมข้อมูลการรักษาของ Beautystone เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นค่ะ
ฟิลเลอร์สะโพกบุ๋มเติมตรงไหน และทำอย่างไรบ้าง
สะโพกบุ๋ม (Hip dip) คือส่วนเว้าด้านข้างสะโพกที่ยุบตัวเข้าไป ซึ่งเป็นโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ แต่หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลเวลาแต่งตัวที่เห็นด้านข้างเว้าแหว่งไป เลยเลือกที่จะปรึกษาคุณหมอเพื่อเติมเต็มจุดนี้ค่ะ
หัวใจสำคัญของการเติมฟิลเลอร์บริเวณนี้มี 2 ข้อหลัก ๆ ค่ะ:
บริเวณกว้างและมีความลึกต่างกัน — ต่างจากฟิลเลอร์ใบหน้า เพราะต้องใช้ปริมาณ cc ที่เยอะมาก ๆ ค่ะ
ฟิลเลอร์แบบสลายตัวได้ VS คอลลาเจน บูสเตอร์ — ตัวเลือกจะต่างกันชัดเจน — กลุ่ม HA เป็นฟิลเลอร์แบบสลายตัว ส่วนกลุ่ม PCL/PLLA จะเน้นกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ
การทำบริเวณนี้ถือเป็นงานสเกลค่อนข้างใหญ่ใน กลุ่มการปรับแต่งรูปทรงด้วยฟิลเลอร์ เลยก็ว่าได้ค่ะ
cc (cubic centimeter)*: หน่วยปริมาตรของฟิลเลอร์ 1cc = 1mL. ปกติฟิลเลอร์หน้าจะใช้ประมาณ 0.5~2cc แต่ละข้างของสะโพกบุ๋มอาจต้องใช้ถึง 5~20cc เลยทีเดียวค่ะ

ราคาค่าบริการ — ข้างเดียว VS สองข้าง และแยกตามประเภทฟิลเลอร์
ราคาของการฉีดฟิลเลอร์สะโพกบุ๋มค่อนข้างกว้าง ขึ้นอยู่กับขนาดของบริเวณที่ฉีดและประเภทฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ โดยเฉลี่ยแล้ว (ต่อหนึ่งข้าง):
ประเภทฟิลเลอร์ | ปริมาณแนะนำต่อข้าง | ราคาต่อ 1cc (เฉลี่ย) | ราคารวมต่อข้าง (เฉลี่ย) |
|---|---|---|---|
HA (ไฮยาลูโรนิก, สำหรับปริมาณมาก) | 10~20cc | ประมาณ 3~5 แสนวอน | ประมาณ 3~10 ล้านวอน |
PCL คอลลาเจน บูสเตอร์ | 8~15cc | ประมาณ 4~7 แสนวอน | ประมาณ 3.2~10.5 ล้านวอน |
ฉีดไขมัน (ทางเลือกแทนฟิลเลอร์) | ไขมันตัวเอง | ประเมินราคาเฉพาะบุคคล | แยกต่างหาก |
ในกรณีที่ทำพร้อมกันทั้งสองข้าง อาจมีการปรับราคาให้เป็นแพ็กเกจค่ะ แต่เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีขนาดใหญ่ การประเมินราคาจึงแตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใบหน้าทั่วไป ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการเข้าพบคุณหมอเพื่อวัดสัดส่วนจริงและประเมินปริมาณที่คุณจำเป็นต้องใช้ค่ะ
เนื่องจากปริมาณแนะนำจะขึ้นอยู่กับสรีระและโครงกระดูกของแต่ละคน ตัวเลขข้างต้นจึงเป็นเพียงไกด์ไลน์ในระดับทั่วไปเท่านั้นนะคะ

ผลลัพธ์ — ทำครั้งเดียวแล้วจะเต็มขึ้นแค่ไหน
การฉีดฟิลเลอร์สะโพกบุ๋มมักจะไม่เติมให้เต็มทั้งหมดในครั้งเดียว แต่จะแบ่งทำเป็นรอบ ๆ ด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ:
เพื่อรูปทรงที่สวยเป็นธรรมชาติที่สุด — หากใส่ปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว ผลลัพธ์อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติและดูแข็งได้ค่ะ
กระจายระยะเวลาฟื้นตัว — บริเวณที่มีพื้นที่ใหญ่ หลังทำอาจมีอาการบวมหน่วง ๆ ประมาณ 1~2 สัปดาห์
ตรวจสอบความพึงพอใจในแต่ละระดับ — ดูผลลัพธ์จากการทำครั้งแรกก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเติมเพิ่มอีกเท่าไหร่
ขั้นตอนการทำโดยทั่วไปในแต่ละรอบ:
รอบที่ 1 — ฉีดประมาณ 60~70% ของปริมาณที่แนะนำ เพื่อปรับทรงให้เข้าที่อย่างเป็นธรรมชาติและประเมินสัดส่วน
รอบที่ 2 (ถ้าจำเป็น, หลังทำ 4~8 สัปดาห์) — เติมอีก 30~40% เพื่อปรับแก้ดีเทลเล็ก ๆ น้อยๆ ให้เป๊ะยิ่งขึ้น
ตรวจเช็กความคงตัว (กรณี HA หลังทำ 6~12 เดือน) — ดูอัตราการสลายตัวเพื่อตัดสินใจเติมเพิ่มรักษาทรง
ระยะเวลาผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับประเภทฟิลเลอร์ที่เลือกค่ะ โดย กลุ่ม HA จะอยู่ได้ประมาณ 6~12 เดือน (ยิ่งบริเวณนั้นขยับบ่อยจะสลายเร็วขึ้น) ส่วน PCL คอลลาเจน บูสเตอร์ มักจะอยู่ได้นานถึง 12~24 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญ ความหนักในการออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวเป็นหลักค่ะ

เช็กก่อนทำ — ใครที่เหมาะหรือไม่เหมาะสมกับการทำบ้าง
ฟิลเลอร์สะโพกบุ๋มอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะคะ ควรตรวจสอบข้อห้ามและข้อควรระวังเหล่านี้ล่วงหน้าค่ะ:
สถานะ / อาการ | ข้อแนะนำ |
|---|---|
กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร | เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ |
มีอาการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะทำ | ไม่แนะนำให้ทำในช่วงนี้ |
มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นนูนง่าย (คีลอยด์) | เสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นหรือพังผืดใต้ผิว |
กำลังทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด | เสี่ยงต่ออาการช้ำ แดง และบวมได้ง่าย |
เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune diseases) | คาดเดาปฏิกิริยาหลังทำได้ยาก |
กรณีที่ต้องปรึกษาคุณหมอโดยละเอียดทันที:
เคยมีประวัติแพ้ฟิลเลอร์หรือมีผลข้างเคียงจากฟิลเลอร์บริเวณอื่นมาก่อน
เคยได้รับสารเติมเต็มแบบถาวร (เช่น ซิลิโคนเหลว) บริเวณที่จะฉีดมาก่อน
มีประวัติการแพ้ต่าง ๆ (โดยเฉพาะยาชา หรือสารประกอบ HA)
ไกด์ไลน์ความปลอดภัยในการทำหัตถการความงามแบบไม่ต้องผ่าตัด แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำทุกครั้งค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. ฉีดครั้งเดียวแล้วอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ HA จะอยู่ได้ประมาณ 6~12 เดือน ส่วน PCL คอลลาเจน บูสเตอร์ จะอยู่ได้นาน 12~24 เดือนค่ะ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามระบบเผาผลาญ การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัว และกิจกรรมการออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่มีการเผาผลาญไว อาจต้องการการเติมเพิ่มภายในเวลา 1 ปีค่ะ
Q. หลังทำเสร็จ พักฟื้นนานไหม กลับไปออกกำลังกายได้เมื่อไหร่คะ?
A. วันรุ่งขึ้นหลังทำ ก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลยค่ะ แต่แนะนำให้เลี่ยงการออกกำลังกายที่เน้นช่วงสะโพกและก้นหนัก ๆ (เช่น สควอช, เลนจ์) เป็นเวลา 1~2 สัปดาห์ รวมถึงควรเลี่ยงการนวดตัวแรง ๆ สปา ซาวน่า และการประคบร้อนประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อความปลอดภัยค่ะ
Q. สามารถฉีดพร้อมกันทั้งสองข้างในครั้งเดียวเลยได้ไหมคะ?
A. ทำได้ค่ะ แต่คนไข้บางท่านเลือกที่จะทำทีละข้างเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัวและระยะเวลาบวมช้ำ แนะนำให้พูดคุยกับคุณหมอเพื่อประเมินตารางเวลาและวันหยุดพักฟื้นของตัวคุณเองนะคะ
*ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อเป็นความรู้ทั่วไป หากต้องการทราบว่าเหมาะกับตัวคุณหรือไม่ แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงค่ะ*

ยกกระชับ
ทำไมหลังทำหัตถการ อาการบวมตอนเช้าดูหนักกว่าตอนกลางคืน?
ทำไมตื่นเช้ามาหน้าบวมกว่าตอนกลางคืนหลังทำหัตถการ พร้อมวิธีดูแลและสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

ยกกระชับ
หลังทำ Ulthera Prime ล้างหน้าแต่งหน้าออกกำลังกายได้เมื่อไหร่
หลังทำ Ulthera Prime ล้างหน้า แต่งหน้า ออกกำลังกายได้เมื่อไหร่ มาดูไทม์ไลน์และวิธีดูแลผิวกันค่ะ

ผู้ชาย
Onda Lifting ควรเว้นระยะกี่สัปดาห์ก่อนทำครั้งต่อไปดี?
อยากทำ Onda Lifting ซ้ำ ควรเว้นระยะนานแค่ไหน? อ่านเกณฑ์วางแผนเว้นระยะก่อนตัดสินใจนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Thermage ทำให้แก้มตอบและหน้าตอบจริงไหม? แยกข่าวลือกับความจริง
Thermage ทำให้แก้มตอบและหน้าซูบจริงไหม แยกข่าวลือกับกลไกจริงและสิ่งที่ควรเช็กก่อนทำ

ผิว
Potenza ทำแล้วหน้าแดงกี่วัน ดาวน์ไทม์นานไหม?
หลังทำ Potenza รอยแดงและดาวน์ไทม์มักอยู่กี่วัน สรุปกลไกการฟื้นตัว ความต่างของอาการ และวิธีดูแล

ยกกระชับ
Onda Lifting เจ็บไหม? ไม่ทาครีมชาก็ทนได้จริงไหม
Onda Lifting เจ็บน้อยกว่า HIFU จริงไหม? ทำครีมชาจำเป็นไหม? อ่านก่อนตัดสินใจนะคะ



