ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

คู่มือผลข้างเคียงจากการทำ Alti-T Lifting — ตั้งแต่ปฏิกิริยาทั่วไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

คู่มือผลข้างเคียงจากการทำ Alti-T Lifting — ตั้งแต่ปฏิกิริยาทั่วไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

คู่มือผลข้างเคียงจากการทำ Alti-T Lifting — ตั้งแต่ปฏิกิริยาทั่วไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

ผลข้างเคียงของ Altite — มาทำความเข้าใจข้อแตกต่างระหว่างอาการทั่วไปที่สามารถหายได้เองภายใน 1-2 วัน กับสัญญาณเตือนที่ต้องรีบเข้ามาปรึกษาคุณหมอกันค่ะ

หลายคนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการยกกระชับด้วย Alltite RF มักจะกังวลมากที่สุดว่า "จะมีผลข้างเคียงอะไรบ้างไหม?" ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยนะคะว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพียงปฏิกิริยาชั่วคราวที่ไม่รุนแรงค่ะ แต่ก็มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งการรู้ล่วงหน้าไว้ก่อนก็ช่วยให้เราเข้ารับบริการได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้นค่ะ

 

การทำ Alltite RF คืออะไร

Alltite คือนวัตกรรมการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด (non-invasive) ที่จะส่งพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ลงไปถึงชั้นผิวแท้ (dermis) เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ โดยจัดอยู่ในกลุ่ม Monopolar*/Bipolar RF ซึ่งตอนทำคุณหมอจะปรับระดับความลึกและพลังงานให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณ เช่น โหนกแก้ม แก้มส่วนกลาง หรือกรอบหน้าค่ะ

*Monopolar RF: คือนวัตกรรมการส่งพลังงาน RF ลึกเข้าไปในชั้นผิวด้วยขั้วพลังงานเดี่ยว ซึ่งจะกระตุ้นได้ลึกถึงชั้นผิวแท้ได้มากกว่าแนว Bipolar ค่ะ

เนื่องจากจัดอยู่ในหมวดหมู่การกระตุ้นคอลลาเจนแบบไม่ผ่าตัด ผลข้างเคียงจึงมีความคล้ายคลึงกับการทำเครื่อง RF หรือ HIFU ตัวอื่นๆ ค่ะ แต่อาจจะแตกต่างกันไปบ้างขึ้นอยู่กับบริเวณและระดับพลังงานที่ใช้ค่ะ

สรุปหัวใจสำคัญง่ายๆ 2 ข้อดังนี้ค่ะ:

  • เป็นนวัตกรรมที่ใช้พลังงาน (Energy-based device) — เมื่อส่งพลังงานความร้อนลงสู่ผิว ก็มักจะเกิดปฏิกิริยาชั่วคราวตามมาเป็นธรรมดาค่ะ

  • พักฟื้นสั้นมาก (Short downtime) — มีระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าหัตถการแบบผ่าตัดอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

สองข้อนี้จะช่วยบอกลักษณะของผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นค่ะ ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงนั้นต่ำมาก แต่อาการเล็กๆ น้อยๆ หลังทำนั้นมักจะเกิดขึ้นได้เกือบทุกคนเป็นเวลาประมาณ 1-2 วันค่ะ

올타이트 RF 는 어떤 시술인가요

 

 

อาการทั่วไปที่พบได้บ่อย — จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน

อาการเหล่านี้เป็นอาการที่พบบ่อยในช่วง 1-7 วันหลังทำ Alltite ค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะหายได้เองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพบแพทย์ค่ะ:

อาการ

ความถี่ที่พบ

ระยะเวลาฟื้นตัวปกติ

ผิวแดงเล็กน้อยทันทีหลังทำ

บ่อยมาก

ไม่กี่ชั่วโมง - 1 วัน

รู้สึกยิบๆ หรืออุ่นร้อนบริเวณที่ทำ

บ่อย

1-3 วัน

อาการบวมชั่วคราว

บ่อย

2-5 วัน

ผิวแห้งบริเวณที่ทำ

บางครั้ง

3-7 วัน

รอยช้ำจางๆ

บางครั้ง

5-10 วัน

อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองตามธรรมชาติ เพียงแค่หมั่นบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอหลังทำค่ะ

흔한 반응 — 1~2일 안에 가라앉아요

 

 

ผลข้างเคียงที่พบได้ยาก — สัญญาณเตือนและวิธีรับมือ

แม้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังทำ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลนะคะ:

  • มีอาการบวมนานกว่า 2 สัปดาห์ — ซึ่งถือว่านานกว่าระยะเวลาฟื้นตัวปกติทั่วไป

  • รู้สึกเจ็บปวดบริเวณที่ทำมากขึ้นเรื่อยๆ — ซึ่งปกติแล้วอาการเจ็บควรจะต้องค่อยๆ ลดลง

  • สีผิวบริเวณที่ทำเปลี่ยนไป (เช่น เกิดรอยดำหรือรอยด่างขาว) — เกิดปัญหารอยดำหลังทำหรือสีผิวจางลง

  • รู้สึกเป็นก้อนหรือผิวไม่เรียบเนียน — อาจเกิดขึ้นได้ยากจากระดับความลึก/พลังงานที่ใช้

  • รู้สึกชาบริเวณที่ทำนานกว่า 1 สัปดาห์ — อาจมีผลกระทบต่อเส้นประสาทชั่วคราว

  • มีไข้สูง หรือผิวแดงอักเสบรุนแรง — อาจเกิดจากการติดเชื้อ

ในกรณีต่อไปนี้ ต้องรีบพบแพทย์ทันที:

  • มีรอยไหม้หรือตุ่มน้ำพองบริเวณที่ทำ

  • สายตาผิดปกติกะทันหันหลังทำได้ไม่กี่วัน (ในกรณีที่ทำบริเวณรอบดวงตา)

  • รูปหน้าหรือการแสดงสีหน้าดูไม่สมมาตร (สงสัยว่าอาจส่งผลต่อเส้นประสาทใบหน้า)

ตามคู่มือความปลอดภัยในการทำหัตถการระบุไว้ว่า หากพบอาการผิดปกติใดๆ ควรติดต่อปรึกษาแพทย์ผู้ออกแบบการรักษาโดยเร็วที่สุดค่ะ

드문 부작용 — 주의 신호와 대응

 

 

ตรวจสอบตัวเองก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง

มีบางกรณีที่ไม่แนะนำให้ทำ Alltite RF หรืออาจจำเป็นต้องปรับลดระดับพลังงานลงค่ะ ดังนั้น การแจ้งข้อมูลเหล่านี้ในการปรึกษาก่อนทำหัตถการจึงสำคัญมากๆ ค่ะ:

  • อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร — เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ แนะนำให้เลื่อนการทำออกไปก่อนค่ะ

  • ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์การแพทย์ที่ฝังในร่างกาย — ถือเป็นข้อห้ามทั่วไปสำหรับการทำหัตถการกลุ่ม RF

  • มีอาการอักเสบหรือสิวอักเสบรุนแรงบริเวณที่จะทำ — อาจเป็นการรบกวนผิวมากเกินไป

  • มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นคีลอยด์ง่าย — จำเป็นต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น

  • เคยทำหัตถการแบบลึกหรือแบบมีแผลอื่นๆ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา — ต้องคำนึงถึงระยะเวลาพักฟื้นที่ทับซ้อนกัน

  • อยู่ระหว่างรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด วิตามินอีโดสสูง หรือยาแอสไพริน — อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยช้ำ

  • ผิวหนังไหม้แดดหรือมีปัญหารอยดำเข้มขึ้นอย่างรุนแรง — ควรรอให้ผิวฟื้นตัวดีก่อนเริ่มทำ

  • ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ — จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์

หากท่านมีอาการในข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น โปรดให้แพทย์เป็นผู้ประเมินความเหมาะสมในการทำหัตถการและปรับระดับพลังงานให้อีกครั้งนะคะ

부작용 위험을 낮추는 사전 체크

 

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. หลังทำต้องเว้นการแต่งหน้าไปกี่วันคะ?

A. โดยปกติแล้ว สามารถแต่งหน้าอ่อนๆ ได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นหลังทำเลยค่ะ อย่างไรก็ตาม หากผิวบริเวณที่ทำยังคงมีอาการระคายเคืองอยู่ เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้งดการแต่งหน้าเข้มๆ ประมาณ 1-2 วันนะคะ และเริ่มทาครีมกันแดดอย่างพิถีพิถันตั้งแต่วันถัดไปได้เลยค่ะ

Q. ออกกำลังกายหรือเข้าซาวน่าได้ตั้งแต่ตอนไหนคะ?

A. ควรงดการออกกำลังกายอย่างหักโหม การเข้าซาวน่า สตรีม และการอาบน้ำอุ่นจัดประมาณ 5-7 วันหลังทำค่ะ หากผิวหนังยังรู้สึกอุ่นร้อนอยู่แล้วได้รับความร้อนเพิ่มเติม อาจทำให้ผิวฟื้นตัวได้ช้าลงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำได้ค่ะ

Q. สังเกตเห็นผลข้างเคียงแล้ว จำเป็นต้องรีบกลับไปโรงพยาบาลที่ทำทันทีเลยไหมคะ?

A. หากเป็นอาการแดงหรือบวมทั่วไป ผิวจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้เอง จึงแนะนำให้เฝ้าสังเกตอาการดูก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ แต่หากมีอาการบวมนานเกินหนึ่งสัปดาห์ รู้สึกเป็นก้อน สีผิวเปลี่ยนไป หรือใบหน้าดูไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด การติดต่อโรงพยาบาลที่ทำเพื่อเข้ารับการตรวจโดยเร็วที่สุดจะปลอดภัยที่สุดค่ะ สำหรับอาการฉุกเฉิน (เช่น ความผิดปกติในการมองเห็น หรือมีอาการปวดรุนแรง) กรุณาติดต่อห้องฉุกเฉินหรือทางคลินิกที่ดูแลโดยทันทีค่ะ

ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นนะคะ การประเมินความเหมาะสมในการทำหัตถการและการรับมือกับผลข้างเคียงเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเพื่อความถูกต้องที่สุดค่ะ

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1