ฟูลเฟซฟิลเลอร์ Juvederm MD Codes: ความชำนาญใช้รหัสสำคัญกว่าสินค้า เรียนรู้กลยุทธ์สมดุลใบหน้า
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

แวะอ่านตรงนี้ก่อนสักนิดนะครับ
Q. ฉีดฟิลเลอร์ทั่วหน้า (Full-face filler) แค่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดีๆ
ผลลัพธ์ก็จะออกมาดีเลยใช่ไหมคะ?
A. จริงๆ แล้วเรื่องของผลิตภัณฑ์ยังไม่สำคัญเท่ากับ
ฉีดตรงไหน ปริมาณเท่าไหร่ และต้องฉีดตามลำดับขั้นตอนอย่างไรครับ
ซึ่ง Juvederm MD Codes ก็คือระบบ
ที่จัดระเบียบ 'ลำดับและหลักการ' เหล่านั้นได้อย่างเป็นระบบนั่นเองครับ
Q. ถ้าฉีดแบบ Full-face
หน้าจะดูบวมเกินไปไหมคะ?
A. ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณทั้งหมดที่ใช้ครับ แต่อยู่ที่กลยุทธ์การกระจายตัวยา
หากออกแบบใบหน้าโดยอิงตามหลัก MD Codes
ก็จะสามารถสร้างมิติที่ดูสวยเป็นธรรมชาติได้แน่นอนครับ
ข้อมูลเจาะลึกสุดพิเศษจาก
หมอวี ยองจิน
สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ทั่วหน้า (Full-face filler) เพื่อปรับสมดุลของใบหน้าทั้งหมด
ความเชี่ยวชาญในเรื่อง Juvederm MD Codes ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ครับ
มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การออกแบบโครงหน้าเฉพาะบุคคล
โดยทีมแพทย์ของ Beautystone กันนะครับ

Juvederm MD Codes คืออะไร?
Juvederm MD Codes คือ
แนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐานสากลซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Allergan สำหรับระบุ
จุดฉีด, ความลึก และปริมาณยาที่เหมาะสม
ของแต่ละบริเวณบนใบหน้าครับ
ซึ่งจะต่างจากการฉีดแบบทั่วไปที่แค่ใส่ฟิลเลอร์ไปที่แก้มหรือร่องแก้มเฉยๆ
แต่ระบบนี้จะแบ่งย่อยใบหน้าออกเป็น 'โค้ด (Codes)' หลายสิบจุด
เพื่อกำหนดมุมและระดับความลึกที่เหมาะสมที่สุดในการฉีดครับ
พูดกันตามตรงเลยก็คือ มากกว่าตัวผลิตภัณฑ์เอง
ความแม่นยำในการนำระบบโค้ดนี้มาใช้จริง
คือหัวใจสำคัญที่จะตัดสินผลลัพธ์ของการรักษาเลยครับ

ทำไม 'ฉีดตรงไหน และลำดับอย่างไร'
ถึงเป็นหัวใจสำคัญ
ของการฉีดเทคนิค Full-face
เป็นเรื่องที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆ ครับ
ว่าสาเหตุที่ทำให้การฉีดฟิลเลอร์ทั่วหน้า (Full-face filler) ออกมาดูพัง
ไม่ใช่แค่เพราะ "ฉีดเยอะเกินไป" เท่านั้นนะครับ
แต่การคำนวณสัดส่วนที่ผิดพลาด, ระดับความลึกที่ฉีดไม่ถูกต้อง
หรือการฉีดสลับลำดับขั้นตอนของแต่ละตำแหน่งต่างหาก
ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดครับ
ตัวอย่างเช่น หากเราเลือกเติมวอลลุ่มที่แก้มก่อน
บางครั้งเทคนิคนี้จะไปช่วยพยุงและคลายลึกร่องแก้ม
ให้ดูจางลงได้โดยอัตโนมัติเลยครับ
ในทางกลับกัน ถ้าเลือกเติมที่ร่องแก้มก่อนเป็นอันดับแรก
แก้มอาจจะดูหนาหนักและหย้อยลง
แถมยังทำให้ไลน์ใบหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติอีกด้วยครับ
จุดแข็งของระบบ MD Codes จึงอยู่ตรงที่
มีการกำหนดมาตรฐานไว้แล้วว่าในแต่ละจุด
ควรฉีดลึกระดับไหน และต้องใช้ปริมาณกี่ cc ครับ
อย่างไรก็ตาม MD Codes เป็นเพียงแค่ 'โครงร่างไกด์ไลน์' เท่านั้นนะครับ
สิ่งสำคัญคือต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญระดับสูงของแพทย์ในการนำมาปรับใช้
ให้เข้ากับโครงกระดูกและความหนาของผิวของคนไข้แต่ละรายด้วยครับ
สรุปใจความสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
การรักษาแบบ Full-face filler คือขั้นตอนการออกแบบ
"ลำดับการฉีด, ระดับความลึก และปริมาณยาที่ใช้"
ไปพร้อมๆ กันในคราวเดียวครับ
ซึ่งความเชี่ยวชาญของแพทย์จะวัดกันที่ความสามารถในการ 'ถอดรหัส' ไกด์ไลน์นี้
แล้วนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เข้ากับใบหน้าของคนไข้ได้อย่างตรงจุดที่สุดครับ

วิธีวิเคราะห์และแก้ปัญหา
ตามประเภทรูปหน้าของคุณ
ประเภทรูปหน้า | ปัญหาหลักที่กังวล | กลยุทธ์การรักษาด้วย MD Codes |
เน้นสูญเสียมิติ (Volume Loss) | แก้มตอบ, ขมับยุบ | เติมเต็มชั้นลึกก่อนเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้า |
เน้นมีความหย่อนคล้อย | ร่องแก้มลึก, ร่องมุมปากตก (Marionette line) | ยกกระชับใบหน้าส่วนกลางก่อน แล้วจึงค่อยเก็บรายละเอียดริ้วรอย |
เน้นโครงหน้าไม่เท่ากัน | ใบหน้าซ้ายขวาไม่สมมาตร, กรอบหน้าไม่ชัดเจน | ปรับความสมมาตรของใบหน้า แล้วจึงค่อยปรับแนวกรอบหน้าส่วนล่าง |
ใบหน้ามีอายุโดยรวม | หน้าตาดูเหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ และดูโทรม | ออกแบบมิติใบหน้าทีละสเต็ป ตั้งแต่ส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง |
ในกรณีที่คนไข้ท่านเดียวมีปัญหาซ้ำซ้อนกัน 2-3 ประเภท
หัวใจสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญ
ว่าควรเลือกแก้ไขปัญหาตรงจุดไหนก่อนครับ
คนไข้หลายคนที่เคยไปทำที่อื่นมาหลายครั้งแล้วรู้สึกยังไม่ค่อยพอใจ
แต่พอได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคลที่นี่ แล้วออกปากชมว่า "ดูสวยเป็นธรรมชาติมาก"
ก็เป็นเพราะความละเอียดใส่ใจในการดีไซน์ที่แตกต่างกันนี่เองครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. สามารถใช้ฟิลเลอร์แบรนด์อื่นร่วมกัน
นอกเหนือจาก Juvederm ได้ไหมคะ?
ได้แน่นอนครับ เนื่องจากแต่ละตำแหน่งบนใบหน้า
ต้องการความยืดหยุ่นและความหนาแน่นของเนื้อฟิลเลอร์ที่แตกต่างกัน
แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Juvederm เอง ก็ยังต้องมีการผสมผสานหลากหลายรุ่นเข้าด้วยกันครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่
และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
ราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนจุดที่ฉีดและปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ครับ
โดยส่วนใหญ่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 12 ถึง 18 เดือน
และในกรณีที่ฉีดในชั้นผิวระดับลึก ผลลัพธ์ก็อาจอยู่ยาวนานได้เกือบถึง 2 ปีเลยครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างครับ?
อาจมีอาการเขียวช้ำหรือบวมได้เล็กน้อยประมาณ 3-7 วันหลังทำครับ
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเลือกรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง
และมีความคุ้นเคยกับโครงสร้างของเส้นเลือดบนใบหน้าเป็นอย่างดีเพื่อความปลอดภัยครับ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความน่าสนใจที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน
▶Celluofill DM vs รีจูรัน HB เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับผิวเรา?
▶PN ส่วนผสมหลักใน รีจูรัน คืออะไรกันแน่??? [สรุปย่อจากงานวิจัยวิชาการ 2 ฉบับ]

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



