
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
ทำไมหลังทำทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นผล แต่ผ่านไป 1 เดือนผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? และทำไมแม้ตัวยา PDLLA จะสลายไปแล้ว แต่คอลลาเจนยังคงอยู่? — ถ้าเข้าใจหลักการทำงานแล้วจะร้องอ๋อเลยค่ะ
Juvelook ทำงานอย่างไรในผิวของเรากันแน่? มาเจาะลึกกันค่ะ
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) ← บทความปัจจุบัน 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam) 3. การจับคู่ทำทรีตเมนต์ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่ with Potenza (RF + Pumping Tip) 4. การเปรียบเทียบและการเลือก ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นหนังแท้ (Intradermal)
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) ← บทความปัจจุบัน 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam) 3. การจับคู่ทำทรีตเมนต์ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่ with Potenza (RF + Pumping Tip) 4. การเปรียบเทียบและการเลือก ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นหนังแท้ (Intradermal)
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam)
การจับคู่ทำทรีตเมนต์ — 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) · 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)
การเปรียบเทียบและการเลือก — 4.1 Juvelook vs Rejuran · 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นหนังแท้ (Intradermal)
ขอสรุปสั้น ๆ ก่อนเลยนะคะว่า Juvelook จะเข้ามาสั่งการให้ผิวของเราทำงานสองอย่างพร้อมกันค่ะ โดย Hyaluronic Acid (HA) จะทำหน้าที่เติมความชุ่มชื้นและสร้างวอลลุ่มแบบเบา ๆ ให้เห็นผลลัพธ์ ทันที ส่วน PDLLA จะคอยกระตุ้นผิวให้สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา อย่างช้า ๆ ในช่วงเวลาหลายเดือน จุดเด่นสำคัญของ Juvelook ก็คือการที่กลไกทั้งสองช่วงเวลานี้ทำงานควบคู่กันไปในการฉีดเพียงครั้งเดียวนี่แหละค่ะ
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นทันที — หน้าที่ของ HA
ความเปลี่ยนแปลงที่คุณเห็นในกระจกทันทีหลังทำเสร็จ เกือบทั้งหมดเป็นผลมาจาก ※ Hyaluronic Acid (HA) ค่ะ ตัว HA นี้เป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่มีอยู่ในผิวของเราอยู่แล้ว ซึ่ง HA ที่นำมาใช้ในการรักษาจะถูกปรับขนาดโมเลกุลและความหนืดเพื่อให้สามารถฉีดเข้าไปในผิวได้ค่ะ
Hyaluronic Acid (HA): เป็นสารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ที่มีคุณสมบัติหนืดและยืดหยุ่นสูง สามารถดึงดูดน้ำได้มากกว่าน้ำหนักของตัวเองหลายร้อยเท่า เมื่อฉีดเข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) จะช่วยกักเก็บน้ำในบริเวณนั้น ทำให้ผิวดูมีวอลลุ่มขึ้นชั่วคราวและช่วยปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้นทันทีค่ะ
HA ใน Juvelook จะช่วยให้ผิวดูเนียนละเอียดและโกลว์ใสขึ้นทันทีหลังทำ อย่างไรก็ตาม ตัว HA เองสามารถสลายตัวได้ตามธรรมชาติด้วยเอนไซม์ (Hyaluronidase) ภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่ก่อนที่มันจะสลายตัวไปหมด คอลลาเจนที่กระตุ้นโดย PDLLA จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ในบริเวณนั้น ทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ — หน้าที่ของ PDLLA
PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) เป็นสารกลุ่มสังเคราะห์โพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ใช้ทำไหมละลายและอุปกรณ์การแพทย์ที่ฝังในร่างกายมาอย่างยาวนาน จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยค่ะ ตัวนี้จะค่อย ๆ สลายตัวในผิวอย่างช้า ๆ ใช้เวลาประมาณ 12 ถึง 24 เดือน และในระหว่างที่กำลังสลายตัว มันจะทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการส่ง ※ สัญญาณกระตุ้นผิวอย่างเป็นระบบ เพื่อเปิดสวิตช์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ
การกระตุ้นอย่างเป็นระบบ: เป็นการกระตุ้นในระดับไมโครเพื่อให้ร่างกายของเรารู้สึกว่า "มีบางอย่างอยู่ตรงนี้ และเราต้องมาจัดการฟื้นฟูมันนะ" ซึ่งไม่ใช่การทำร้ายผิวในระดับรุนแรงเหมือนเป็นแผล ดังนั้นจึงไม่มีการเกิดพังผืดหรือแผลเป็น มีเพียงแต่การสร้างคอลลาเจนใหม่ที่เนียนนุ่มเท่านั้นค่ะ
บทวิเคราะห์แบบครอบคลุมล่าสุดเกี่ยวกับกลไกการทำงานของ PDLLA ในทางตลึงผิวหนัง เผยว่า การกระตุ้นนี้ทำงานผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ค่ะ
1. การเปลี่ยนรูปแบบของ Macrophage: เซลล์ภูมิคุ้มกัน (Macrophage) ที่เข้ามาตรวจสอบ PDLLA จะเปลี่ยนจากโหมดอักเสบ (M1) ไปเป็นโหมดกระตุ้นการฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว (M2) ซึ่งในกระบวนการนี้ สัญญาณต้านการอักเสบ (IL-10) จะเพิ่มสูงขึ้น 2. การกระตุ้นสเต็มเซลล์: สัญญาณที่ส่งมาจาก M2 Macrophage จะไปปลุกสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมัน (ASC) ให้ตื่นขึ้น เพื่อสร้าง Growth Factors (TGF-β, FGF2) ที่จำเป็นในการผลิตคอลลาเจนใหม่ 3. กระบวนการสร้างคอลลาเจนจาก Fibroblast: เซลล์สร้างเส้นใยผิว (Fibroblast) จะรับสัญญาณดังกล่าวแล้วเริ่มสังเคราะห์คอลลาเจน Type 1 และ Type 3 ขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกัน เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายคอลลาเจน (MMP) ก็จะลดลง ทำให้คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่สะสมตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่ถูกทำลายกระจัดกระจายไปค่ะ

ทำไมผลลัพธ์ถึงอยู่ได้นานถึง 12~24 เดือน?
หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกทึ่งว่าฉีดแค่ครั้งเดียวทำไมผลลัพธ์ถึงอยู่ได้ยาวนานเป็นปี ๆ แต่หลักการทำงานของมันเรียบง่ายมากค่ะ เป็นเพราะอนุภาค PDLLA ไม่ได้สลายไปพร้อมกันทั้งหมดในทีเดียว แต่จะค่อย ๆ สลายตัวอย่างช้าที่สุด และในระหว่างกระบวนการนี้ ขั้นตอนการกระตุ้นทั้ง 3 สเต็ปข้างต้นจะทำงานอย่าง ต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าผิวของคุณจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาทีละนิดในทุก ๆ วัน ตลอดระยะเวลาปีกว่าเลยล่ะค่ะ
จากการศึกษาทดลองในสัตว์พบว่า หลังฉีด PDLLA ไปแล้ว 8 สัปดาห์ ผลลัพธ์ในการสร้างคอลลาเจนจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุด และพบการแสดงออกของคอลลาเจน Type 1 สูงกว่ากลุ่มที่ฉีด Hyaluronic Acid เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วยค่ะ หากฉีดแค่ HA พอสารสลายตัวไปเอฟเฟกต์ก็หมดลง แต่เมื่อใช้คู่กับ PDLLA ผิวชั้นในจะหนาตัวขึ้นจริงและคงความฟูแน่นไว้ได้ค่ะ
ข้อแตกต่างตรงนี้เองที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างฟิลเลอร์ทั่วไปกับ Juvelook ค่ะ เพราะฟิลเลอร์จะทำหน้าที่แค่เข้าไปเติมพื้นที่ให้เต็มและคงตัวอยู่ตรงนั้น เมื่อสลายไปผิวก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ Juvelook จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างผิวให้ดีขึ้นจริง ๆ ก่อนที่จะสลายตัวจากเราไปค่ะ
ความปลอดภัยและข้อจำกัด
PDLLA สามารถสลายตัวในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ และจะขับออกนอกร่างกายในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำค่ะ การที่ตัวสารไม่หลงเหลือตกค้างถาวรในร่างกาย ถือเป็นระบบเซฟตี้ที่สำคัญมากสำหรับหัตถการความงาม อย่างไรก็ตาม หากฉีดผิดชั้นผิว หรือฉีดผิดตำแหน่ง ก็อาจทำให้เกิด ตุ่มนูน (Nodule) หรือเกิดความ ขรุขระ บริเวณผิวได้ เนื่องจากการเกาะกลุ่มกันของตัวยาในจุดเดียวจนกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนมากเกินไปค่ะ
เพื่อลดความเสี่ยงนี้ ทางแบรนด์ Vaim จึงได้ออกแบบไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ปรับขนาดอณูให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณใบหน้าค่ะ เช่น Juvelook รุ่น eye สำหรับรอบดวงตา จะมีโมเลกุลขนาดเล็กจิ๋วและสลายตัวได้เร็วกว่า เพื่อลดโอกาสการเกิดตุ่มไตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนรุ่น Juvelook Volume สำหรับเติมเต็มความฟู จะมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่าเพื่อเน้นการทำงานในชั้นผิวที่ลึกขึ้น ซึ่งรายละเอียดของขนาดโมเลกุลนี้ เราจะมาเจาะลึกกันในบทความถัดไปนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. หลังฉีด Juvelook ทันที จะแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลยจริงไหมคะ?
ด้วยส่วนผสมของ HA ผิวจะดูมีความชุ่มชื้นอิ่มน้ำและเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่หลังทำเสร็จเลยค่ะ แต่การฟื้นฟูผิวอย่างเต็มรูปแบบจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในช่วง 1 ถึง 3 เดือนหลังจากนั้น เมื่อร่างกายสร้างคอลลาเจนสะสมขึ้นมาแล้ว รีวิวประเภทที่ว่า "พอผ่านไปเดือนนึง ผิวก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย" ก็เป็นเพราะกลไกในช่วงเวลานี้นี่เองค่ะ
Q. PDLLA จะสลายตัวไปหมดจริง ๆ ใช่ไหมคะ?
ใช่ค่ะ PDLLA จะสลายตัวและขับออกทางลมหายใจและปัสสาวะในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ โดยจะถูกดูดซึมและสลายตัวไปจนเกือบหมดภายใน 12 ถึง 24 เดือน ไม่ตกค้างอยู่ในร่างกายตลอดไปเหมือนฟิลเลอร์ถาวร ซึ่งนี่เป็นข้อดีข้อใหญ่ในเรื่องของความปลอดภัยเลยค่ะ
Q. ถ้าหมดฤทธิ์แล้ว ผิวจะกลับไปแย่เหมือนเดิมไหมคะ?
จะไม่กลับไปเท่าเดิม 100% ค่ะ เพราะคอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่โดย PDLLA นั้นได้กลายเป็นโครงสร้างผิวจริง ๆ ของเราไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการร่วงโรยตามธรรมชาติของผิวตามอายุยังคงดำเนินต่อเรื่อย ๆ คนไข้หลายท่านที่อยากรักษาผิวให้เด็กและฟูแน่นแบบนี้ตลอดไป จึงมักจะกลับมาฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 ปีค่ะ
บทความแนะนำที่น่าอ่านควบคู่กัน
Juvelook ทำงานอย่างไรในผิวของเรากันแน่? มาเจาะลึกกันค่ะ
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) ← บทความปัจจุบัน 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam) 3. การจับคู่ทำทรีตเมนต์ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่ with Potenza (RF + Pumping Tip) 4. การเปรียบเทียบและการเลือก ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นหนังแท้ (Intradermal)
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam)
การจับคู่ทำทรีตเมนต์ — 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) · 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)
การเปรียบเทียบและการเลือก — 4.1 Juvelook vs Rejuran · 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นหนังแท้ (Intradermal)
ขอสรุปสั้น ๆ ก่อนเลยนะคะว่า Juvelook จะเข้ามาสั่งการให้ผิวของเราทำงานสองอย่างพร้อมกันค่ะ โดย Hyaluronic Acid (HA) จะทำหน้าที่เติมความชุ่มชื้นและสร้างวอลลุ่มแบบเบา ๆ ให้เห็นผลลัพธ์ ทันที ส่วน PDLLA จะคอยกระตุ้นผิวให้สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา อย่างช้า ๆ ในช่วงเวลาหลายเดือน จุดเด่นสำคัญของ Juvelook ก็คือการที่กลไกทั้งสองช่วงเวลานี้ทำงานควบคู่กันไปในการฉีดเพียงครั้งเดียวนี่แหละค่ะ
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นทันที — หน้าที่ของ HA
ความเปลี่ยนแปลงที่คุณเห็นในกระจกทันทีหลังทำเสร็จ เกือบทั้งหมดเป็นผลมาจาก ※ Hyaluronic Acid (HA) ค่ะ ตัว HA นี้เป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่มีอยู่ในผิวของเราอยู่แล้ว ซึ่ง HA ที่นำมาใช้ในการรักษาจะถูกปรับขนาดโมเลกุลและความหนืดเพื่อให้สามารถฉีดเข้าไปในผิวได้ค่ะ
Hyaluronic Acid (HA): เป็นสารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ที่มีคุณสมบัติหนืดและยืดหยุ่นสูง สามารถดึงดูดน้ำได้มากกว่าน้ำหนักของตัวเองหลายร้อยเท่า เมื่อฉีดเข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) จะช่วยกักเก็บน้ำในบริเวณนั้น ทำให้ผิวดูมีวอลลุ่มขึ้นชั่วคราวและช่วยปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้นทันทีค่ะ
HA ใน Juvelook จะช่วยให้ผิวดูเนียนละเอียดและโกลว์ใสขึ้นทันทีหลังทำ อย่างไรก็ตาม ตัว HA เองสามารถสลายตัวได้ตามธรรมชาติด้วยเอนไซม์ (Hyaluronidase) ภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่ก่อนที่มันจะสลายตัวไปหมด คอลลาเจนที่กระตุ้นโดย PDLLA จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ในบริเวณนั้น ทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ — หน้าที่ของ PDLLA
PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) เป็นสารกลุ่มสังเคราะห์โพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ใช้ทำไหมละลายและอุปกรณ์การแพทย์ที่ฝังในร่างกายมาอย่างยาวนาน จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยค่ะ ตัวนี้จะค่อย ๆ สลายตัวในผิวอย่างช้า ๆ ใช้เวลาประมาณ 12 ถึง 24 เดือน และในระหว่างที่กำลังสลายตัว มันจะทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการส่ง ※ สัญญาณกระตุ้นผิวอย่างเป็นระบบ เพื่อเปิดสวิตช์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ
การกระตุ้นอย่างเป็นระบบ: เป็นการกระตุ้นในระดับไมโครเพื่อให้ร่างกายของเรารู้สึกว่า "มีบางอย่างอยู่ตรงนี้ และเราต้องมาจัดการฟื้นฟูมันนะ" ซึ่งไม่ใช่การทำร้ายผิวในระดับรุนแรงเหมือนเป็นแผล ดังนั้นจึงไม่มีการเกิดพังผืดหรือแผลเป็น มีเพียงแต่การสร้างคอลลาเจนใหม่ที่เนียนนุ่มเท่านั้นค่ะ
บทวิเคราะห์แบบครอบคลุมล่าสุดเกี่ยวกับกลไกการทำงานของ PDLLA ในทางตลึงผิวหนัง เผยว่า การกระตุ้นนี้ทำงานผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ค่ะ
1. การเปลี่ยนรูปแบบของ Macrophage: เซลล์ภูมิคุ้มกัน (Macrophage) ที่เข้ามาตรวจสอบ PDLLA จะเปลี่ยนจากโหมดอักเสบ (M1) ไปเป็นโหมดกระตุ้นการฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว (M2) ซึ่งในกระบวนการนี้ สัญญาณต้านการอักเสบ (IL-10) จะเพิ่มสูงขึ้น 2. การกระตุ้นสเต็มเซลล์: สัญญาณที่ส่งมาจาก M2 Macrophage จะไปปลุกสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมัน (ASC) ให้ตื่นขึ้น เพื่อสร้าง Growth Factors (TGF-β, FGF2) ที่จำเป็นในการผลิตคอลลาเจนใหม่ 3. กระบวนการสร้างคอลลาเจนจาก Fibroblast: เซลล์สร้างเส้นใยผิว (Fibroblast) จะรับสัญญาณดังกล่าวแล้วเริ่มสังเคราะห์คอลลาเจน Type 1 และ Type 3 ขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกัน เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายคอลลาเจน (MMP) ก็จะลดลง ทำให้คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่สะสมตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่ถูกทำลายกระจัดกระจายไปค่ะ

ทำไมผลลัพธ์ถึงอยู่ได้นานถึง 12~24 เดือน?
หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกทึ่งว่าฉีดแค่ครั้งเดียวทำไมผลลัพธ์ถึงอยู่ได้ยาวนานเป็นปี ๆ แต่หลักการทำงานของมันเรียบง่ายมากค่ะ เป็นเพราะอนุภาค PDLLA ไม่ได้สลายไปพร้อมกันทั้งหมดในทีเดียว แต่จะค่อย ๆ สลายตัวอย่างช้าที่สุด และในระหว่างกระบวนการนี้ ขั้นตอนการกระตุ้นทั้ง 3 สเต็ปข้างต้นจะทำงานอย่าง ต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าผิวของคุณจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาทีละนิดในทุก ๆ วัน ตลอดระยะเวลาปีกว่าเลยล่ะค่ะ
จากการศึกษาทดลองในสัตว์พบว่า หลังฉีด PDLLA ไปแล้ว 8 สัปดาห์ ผลลัพธ์ในการสร้างคอลลาเจนจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุด และพบการแสดงออกของคอลลาเจน Type 1 สูงกว่ากลุ่มที่ฉีด Hyaluronic Acid เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วยค่ะ หากฉีดแค่ HA พอสารสลายตัวไปเอฟเฟกต์ก็หมดลง แต่เมื่อใช้คู่กับ PDLLA ผิวชั้นในจะหนาตัวขึ้นจริงและคงความฟูแน่นไว้ได้ค่ะ
ข้อแตกต่างตรงนี้เองที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างฟิลเลอร์ทั่วไปกับ Juvelook ค่ะ เพราะฟิลเลอร์จะทำหน้าที่แค่เข้าไปเติมพื้นที่ให้เต็มและคงตัวอยู่ตรงนั้น เมื่อสลายไปผิวก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ Juvelook จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างผิวให้ดีขึ้นจริง ๆ ก่อนที่จะสลายตัวจากเราไปค่ะ
ความปลอดภัยและข้อจำกัด
PDLLA สามารถสลายตัวในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ และจะขับออกนอกร่างกายในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำค่ะ การที่ตัวสารไม่หลงเหลือตกค้างถาวรในร่างกาย ถือเป็นระบบเซฟตี้ที่สำคัญมากสำหรับหัตถการความงาม อย่างไรก็ตาม หากฉีดผิดชั้นผิว หรือฉีดผิดตำแหน่ง ก็อาจทำให้เกิด ตุ่มนูน (Nodule) หรือเกิดความ ขรุขระ บริเวณผิวได้ เนื่องจากการเกาะกลุ่มกันของตัวยาในจุดเดียวจนกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนมากเกินไปค่ะ
เพื่อลดความเสี่ยงนี้ ทางแบรนด์ Vaim จึงได้ออกแบบไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ปรับขนาดอณูให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณใบหน้าค่ะ เช่น Juvelook รุ่น eye สำหรับรอบดวงตา จะมีโมเลกุลขนาดเล็กจิ๋วและสลายตัวได้เร็วกว่า เพื่อลดโอกาสการเกิดตุ่มไตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนรุ่น Juvelook Volume สำหรับเติมเต็มความฟู จะมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่าเพื่อเน้นการทำงานในชั้นผิวที่ลึกขึ้น ซึ่งรายละเอียดของขนาดโมเลกุลนี้ เราจะมาเจาะลึกกันในบทความถัดไปนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. หลังฉีด Juvelook ทันที จะแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลยจริงไหมคะ?
ด้วยส่วนผสมของ HA ผิวจะดูมีความชุ่มชื้นอิ่มน้ำและเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่หลังทำเสร็จเลยค่ะ แต่การฟื้นฟูผิวอย่างเต็มรูปแบบจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในช่วง 1 ถึง 3 เดือนหลังจากนั้น เมื่อร่างกายสร้างคอลลาเจนสะสมขึ้นมาแล้ว รีวิวประเภทที่ว่า "พอผ่านไปเดือนนึง ผิวก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย" ก็เป็นเพราะกลไกในช่วงเวลานี้นี่เองค่ะ
Q. PDLLA จะสลายตัวไปหมดจริง ๆ ใช่ไหมคะ?
ใช่ค่ะ PDLLA จะสลายตัวและขับออกทางลมหายใจและปัสสาวะในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ โดยจะถูกดูดซึมและสลายตัวไปจนเกือบหมดภายใน 12 ถึง 24 เดือน ไม่ตกค้างอยู่ในร่างกายตลอดไปเหมือนฟิลเลอร์ถาวร ซึ่งนี่เป็นข้อดีข้อใหญ่ในเรื่องของความปลอดภัยเลยค่ะ
Q. ถ้าหมดฤทธิ์แล้ว ผิวจะกลับไปแย่เหมือนเดิมไหมคะ?
จะไม่กลับไปเท่าเดิม 100% ค่ะ เพราะคอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่โดย PDLLA นั้นได้กลายเป็นโครงสร้างผิวจริง ๆ ของเราไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการร่วงโรยตามธรรมชาติของผิวตามอายุยังคงดำเนินต่อเรื่อย ๆ คนไข้หลายท่านที่อยากรักษาผิวให้เด็กและฟูแน่นแบบนี้ตลอดไป จึงมักจะกลับมาฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 ปีค่ะ
บทความแนะนำที่น่าอ่านควบคู่กัน
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด


ผิว
Juvelook มีต้นกำเนิดมาจากไหน ทําความรู้จักผลิตภัณฑ์จากเกาหลีที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งยุคของ คอลลาเจน บูสเตอร์
Sculptra 에서 아쉬웠던 부분을 한국의 Juvelook이 어떻게 채워줬을까요? HA 결합으로 즉각적인 효과와 장기적인 콜라겐 재생을 동시에 선사하는 K-beauty skin booster 이야기를 만나보세요.


ผิว
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
ทำไมหลังทำทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นผล แต่ผ่านไป 1 เดือนผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? และทำไมแม้ตัวยา PDLLA จะสลายไปแล้ว แต่คอลลาเจนยังคงอยู่? — ถ้าเข้าใจหลักการทำงานแล้วจะร้องอ๋อเลยค่ะ


โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Face 3 แบบ — Original, Volume, skin booster แตกต่างกันอย่างไร
Juvelook (30μm), Juvelook Volume (ประมาณ 40μm) และ Juvelook skin ทั้ง 3 แบบนี้มีความแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุลและความเข้มข้นค่ะ วันนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียวเลยว่า ควรใช้ไลน์ไหนกับบริเวณไหนดีนะ


ร่างกาย
Juvelook Volume (Glam) และ Juvelook Eye — สองไลน์พิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรอบดวงตาและผิวกาย
สำหรับรอยคล้ำและริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาต้อง Juvelook Eye ส่วนปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณสะโพกและต้นขาต้อง Juvelook Glam นี่คือไลน์อัพสุดพิเศษของ Juvelook ที่คุณควรทำความรู้จักต่อจากโปรแกรมดูแลผิวหน้า 3 ขั้นตอนค่ะ


ผิว
CureJet + Juvelook — วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวแบบไม่ต้องใช้เข็ม
สำหรับรอยแผลเป็นสิวชนิดหลุมลึก ทั้งแบบ 롤링 (rolling scar) และ 박스카 (boxcar scar) การจับคู่กันของ CureJet + Juvelook ถือว่าตอบโจทย์มากๆ ค่ะ เมื่อเทียบกับการทำ 서브시전 (subcision) ด้วยเข็มแบบเดิมแล้ว ระดับความเจ็บ (VAS) ลดลงจาก 5.4 เหลือเพียง 2.9 แถมยังช่วยลด downtime แบบไม่มีรอยช้ำกวนใจอีกด้วย


ผิว
Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก
สำหรับรอยแผลเป็นหลุมลึกแบบกล่อง (boxcar) และแผลเป็นคีลอยด์หดรัดแบบผสม การรักษาด้วย Micro-needling ร่วมกับ Juvelook เป็นคู่ที่เข้ากันได้ดีมากเลยค่ะ โดยหลักการทำงานจะช่วยกระตุ้นทั้งกระบวนการรักษาแผล (wound healing) ควบคู่ไปกับการกระตุ้นของสาร PDLLA พร้อมๆ กัน
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
