สรุปมาให้แล้วค่ะ! ความเหมือนและความต่างระหว่าง Oligio และ Thermage ทำไมถึงเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 2-3 เดือน พร้อมข้อมูลเรื่องความเจ็บและระยะเวลาในการคงผลลัพธ์
เวลาที่สาวๆ หาข้อมูลเครื่อง Oligio ก็มักจะเจอกับคำว่า “Thermage สัญชาติเกาหลี” พ่วงท้ายมาเสมอ จนหลายคนอาจจะเริ่มคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็สามารถทำเครื่องนี้แทน Thermage ได้ในราคาที่น่ารักกว่าใช่ไหมน้า?” หรือบางคนก็เลือกตัดสินใจจากราคาเป็นหลักเลย
ถ้าให้สรุปตรงนี้เลย สำหรับ Oligio และ Thermage นั้น ใช้หลักการเดียวกันจริงค่ะ (Monopolar RF) แต่ทว่า “หลักการเดียวกัน” ไม่ได้แปลว่า “ผลลัพธ์จะเหมือนกันเป๊ะๆ” เสมอไปนะคะ เพราะทั้งเจเนอเรชันของเครื่อง, ค่าพลังงาน, การออกแบบหัวทิป (Tip) รวมถึงการตั้งค่าตอนรักษาของแต่ละเครื่องมีความแตกต่างกัน ดังนั้นหากมองว่าทั้งสองเครื่องเกรดเดียวกันแล้วเทียบเฉพาะราคาก็อาจจะไม่ตรงจุดเสียทีเดียวค่ะ
การทำงานของ Oligio
Oligio คือเครื่องยกกระชับด้วยคลื่น Monopolar RF* ที่คิดค้นและผลิตในเกาหลีค่ะ โดยจะมีการแปะแผ่นสื่อพลังงานไว้ที่แผ่นหลัง แล้วใช้หัวทิปสัมผัสลงบนผิวหน้า เพื่อส่งผ่านพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงเข้าไปกระตุ้นความร้อนในชั้นผิวแท้ (Dermis)
เมื่อชั้นผิวแท้ได้รับความร้อนจนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม จะเกิดการเปลี่ยนแปลง 2 อย่างควบคู่กันค่ะ อย่างแรกคือ พันธะไฮโดรเจนถูกตัดขาด ทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที ผิวจึงดูตึงกระชับขึ้นนิดหน่อยทันหลังทำทันที และอย่างที่สองคือ กระบวนการ คอลลาเจน再生 (Collagen Regeneration)* จะค่อยๆ เริ่มทำงานขึ้นอย่างช้าๆ ผลลัพธ์จึงเป็นฟีลแบบ “ตึงขึ้นเล็กน้อยทันทีหลังทำ + ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งดูดีขึ้นเรื่อยๆ” นั่นเองค่ะ
* Monopolar RF: เป็นการส่งกระแสคลื่นวิทยุไปในทิศทางเดียว เพื่อสร้างความร้อนลึกถึงชั้นผิวแท้ โดยหัวใจสำคัญคือการปกป้องผิวชั้นนอกด้วยระบบทำความเย็น (Cooling) ในขณะที่ส่งความร้อนเข้าไปสะสมเฉพาะในชั้นผิวแท้ค่ะ
* คอลลาเจน再生 (Collagen Regeneration): เป็นกระบวนการที่ผิวได้รับความร้อนกระตุ้น จนเกิดกลไกฟื้นฟูตัวเองเพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยจะเริ่มทำงานหลังจากทำไปไม่กี่วัน และค่อยๆ เติมเต็มผิวให้อิ่มฟูตลอดช่วงไม่กี่เดือนหลังจากนั้นค่ะ

จุดเหมือนและจุดต่างระหว่าง Oligio กับ Thermage
จุดที่เหมือนกันนั้นชัดเจนมากค่ะ เพราะทั้งสองเครื่องต่างใช้คลื่น Monopolar RF ในการส่งความร้อนไปกระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นแท้เหมือนกัน จึงช่วยแก้ปัญหาผิวคล้ายๆ กัน เช่น ผิวขาดความยืดหยุ่น, รูขุมขนกว้าง และริ้วรอยเล็กๆ ค่ะ
ข้อเปรียบเทียบ | Thermage | Oligio |
|---|---|---|
หลักการทำงาน | Monopolar RF | Monopolar RF (เหมือนกัน) |
จุดเด่น | เป็นเครื่องออริจินัล ยอดนิยมสะสมมาหลายเจเนอเรชัน | เครื่องสัญชาติเกาหลี ราคาเข้าถึงง่าย สบายกระเป๋า |
ระดับความเจ็บ | ค่อนข้างเจ็บกว่า มักต้องทำร่วมกับการแปะยาชา | มีระบบ Cooling และระบบสั่น ช่วยลดความเจ็บ บางรายไม่ต้องแปะยาชาเลย |
ส่วนจุดที่ต่างกันจะมาจากคำว่า “ตัวแม่ระดับตำนาน กับ น้องใหม่มาแรง” ค่ะ โดย Thermage โดดเด่นเรื่องข้อมูลการรักษาที่สะสมมาอย่างยาวนานและการอัปเกรดเครื่องมาหลายเจเนอเรชัน ขณะที่ Oligio โดดเด่นเรื่องราคาที่จับต้องง่ายกว่ามาก รวมถึงระบบ Cooling และระบบสั่นที่ช่วยเซฟความเจ็บได้ดีค่ะ ดังนั้นจึงไม่มีเครื่องไหนที่ “ดีกว่า” แบบเบ็ดเสร็จ แต่ขึ้นอยู่กับความอดทนต่อความเจ็บ งบประมาณ และความพึงพอใจส่วนบุคคลมากกว่าค่ะ
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถด่วนสรุปได้แบบฟันธงว่า “เป็นของเกาหลีแล้วจะเห็นผลน้อยกว่า” หรือ “เป็นแบรนด์ออริจินัลแล้วจะต้องดีที่สุดเสมอไป” เพราะถึงแม้จะใช้หลักการเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับชนิดของหัวทิปและการตั้งค่าพลังงาน (จำนวนช็อตและความแรง) ที่ใช้ในวันนั้นๆ เป็นหลักค่ะ สิ่งสำคัญกว่าชื่อยี่ห้อเครื่อง จึงเป็นขั้นตอนการปรึกษาคุณหมอเพื่อช่วยวิเคราะห์ว่า “ผิวของเราควรทำกี่ช็อต และใช้พลังงานระดับไหน” ถึงจะตอบโจทย์ที่สุดค่ะ

ระยะเวลาการเห็นผล ความเจ็บ และการคงผลลัพธ์
ในระหว่างทำความร้อนระดับ 40~65 องศาเซลเซียส จะถูกส่งผ่านลงไปยังผิวชั้นแท้ แม้จะรู้สึกอุ่นร้อนแต่คนไข้ส่วนใหญ่บอกว่าอยู่ในระดับที่ทนได้สบายใจค่ะ ยิ่งมีระบบช่วยกระจายความเย็นด้วยแล้ว หลายๆ เคสจึงสามารถเข้ารับบริการได้ชิลๆ โดยไม่ต้องพึ่งยาชาเลยค่ะ
ผลลัพธ์จะเริ่มสังเกตเห็นได้นิดหน่อยทันทีหลังทำ และจะค่อยๆ ชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วง 2-3 เดือนถัดไป ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนภายในผิวสปริงตัวอิ่มฟูเต็มที่ เพราะหลังจากทำไปไม่กี่วัน กระบวนการฟื้นฟูคอลลาเจนจะสตาร์ทเครื่องและทำงานต่อเนื่องยาวไปอีก 2-3 เดือนเลยค่ะ สำหรับอายุผลลัพธ์โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและอายุของแต่ละบุคคล) แนะนำให้มองเป็นการดูแลผิวอย่างต่อเนื่องปีละครั้ง ดีกว่าการทำเพียงครั้งเดียวแล้วหยุดไปค่ะ

สรุปแล้ว Oligio เหมาะกับใครบ้าง?
เครื่องนี้จะตอบโจทย์มากๆ สำหรับผู้ที่ผิวเริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย และอยากปรับผิวให้แน่นกระชับพร้อมกระชับรูขุมขนไปพร้อมๆ กัน รวมถึงผู้ที่กลัวความเจ็บหรือเจ็บง่าย ไม่อยากแปะยาชานานๆ ค่ะ แต่ในทางตรงกันข้าม หากกังวลเรื่องความหย่อนคล้อยลึกและต้องการดึงหน้าให้ยกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การหวังผลแค่คอลลาเจนในผิวชั้นแท้อาจจะมีข้อจำกัดค่ะ กรณีนี้การรักษาด้วยเครื่องกลุ่มอัลตราซาวนด์อย่าง HIFU หรือ Ultherapy ที่ลงลึกถึงชั้น SMAS จะเหมาะสมตรงจุดกว่าค่ะ
ที่ Beautystone เวลาพวกเราวิเคราะห์โครงหน้า เราจะประเมิน “ช่องว่างหรือส่วนยุบตัว (Volume loss)” เสมอค่ะ หน้าที่ของ Oligio คือการเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่ผิวหย่อนคล้อยจนเกิดเป็นเงาหมองคล้ำด้วยคอลลาเจน ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์รวมถึงระดับความเจ็บของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยควรเข้ามาปรึกษากับ หมอวี ยองจิน โดยตรงเพื่อตรวจสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนดีที่สุดค่ะ
ปรึกษาผ่านช่องทาง KakaoTalk
หากอยากรู้ว่าผิวของเราเหมาะกับโปรแกรมนี้ไหม เข้ามาปรึกษากับคุณหมอวี ยองจิน โดยตรงได้เลยค่ะ
▶ ปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk คลิกที่นี่
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ผลลัพธ์ของ Oligio จะเห็นผลน้อยกว่า Thermage ไหมคะ?
เนื่องจากใช้หลักการเดียวกัน จึงไม่สามารถบอกว่า “เห็นผลน้อยกว่าแน่นอน” ได้ค่ะ ทว่าผลลัพธ์อาจมีความต่างกันตามรุ่นเครื่อง, พลังงานที่ใช้ และการตั้งค่าของแพทย์ผู้รักษา แนะนำให้พิจารณาปัจจัยและเงื่อนไขการรักษาร่วมด้วย มากกว่าการเปรียบเทียบแค่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียวค่ะ
Q. เจ็บมากไหมคะ? ต้องแปะยาชาไหม?
เนื่องจากตัวเครื่องมีระบบ Cooling ดีเยี่ยมพร้อมเทคโนโลยีหัวสั่นช่วยเบี่ยงเบนความรู้สึกชิวๆ เจ็บน้อยลง คนไข้หลายท่านจึงเลือกทำโดยไม่แปะยาชาเลยค่ะ ส่วนใหญ่จะรู้สึกอุ่นๆ ร้อนๆ ในระดับที่ทนสบายๆ แต่สำหรับท่านไหนที่ไวต่อความเจ็บเป็นพิเศษ ก็สามารถแจ้งขอแปะยาชาเพิ่มเพื่อความสบายใจได้เลยค่ะ
Q. ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
จะสังเกตเห็นผิวแน่นกระชับขึ้นเล็กน้อยทันทีหลังทำ และผลลัพธ์จะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 เดือนถัดไปเมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้นมาเต็มที่ โดยทั่วไปผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี จึงแนะนำให้ทำเป็นทรีตเมนต์ดูแลผิวประจำปีอย่างต่อเนื่องค่ะ
Q. ทำ Oligio เสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้เลยไหมคะ?
โปรแกรมนี้เป็นแบบ Non-invasive (ไม่เข็ม ไม่ผ่าตัด) จึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำเสร็จค่ะ หลังทำอาจมีอาการผิวแดงระเรื่อหรืออุ่นใต้ผิวเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติที่จะค่อยๆ หายไปเองในเวลาอันรวดเร็ว และสามารถแต่งหน้าเบาๆ ได้ในวันนั้นเลยค่ะ
บทความน่าสนใจที่คุณอาจชอบ

ผู้ชาย
ที่บอกว่าขนผู้ชายเส้นหนาแล้วจะทำเลเซอร์ได้ผลดี อันนี้จริงแค่ครึ่งเดียวค่ะ
คำกล่าวที่ว่า 'ขนของผู้ชายเส้นหนาเลยเลเซอร์ออกง่าย' นั้น ถูกแค่ครึ่งเดียวค่ะ วันนี้เราสรุปเหตุผลที่ทำให้จำนวนครั้งในการทำเลเซอร์แตกต่างกันไปตามความหนาแน่น ความลึก และโทนสีผิว รวมถึงวิธีการดูแลในแต่ละส่วนมาฝากกันค่ะ

ผู้ชาย
รอยหนวดเขียวครึ้มแม้จะโกนแล้วก็ยังเห็นอยู่ สามารถทำให้จางลงได้ด้วยการทำเลเซอร์นะคะ
หนวดเขียวครึ้มที่โกนเท่าไหร่ก็ยังเห็นชัด แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่ผิวภายนอก แต่เป็นปัญหาที่รากขนค่ะ วันนี้เราสรุปวิธีช่วยให้รอยเขียวดูจางลงด้วยเลเซอร์กำจัดขน พร้อมกับผลลัพธ์ที่คุณสามารถคาดหวังได้จริงมาฝากกันค่ะ

กำจัดขน
เลเซอร์กําจัดขนอ่อนระหว่างคิ้ว จะปลอดภัยต่อดวงตาไหมคะ?
เลเซอร์กำจัดขนคิ้วที่อยู่ใกล้กับดวงตา สามารถทำได้ถึงขั้นตอนไหนกันนะ? เราได้รวบรวมมาตรฐานความปลอดภัย, หลักการทำงาน, จำนวนครั้งที่ต้องทำ และการออกแบบทรงคิ้ว (eyebrow line design) มาไว้ให้แล้วค่ะ

กำจัดขน
กำจัดขนที่ skin clinic ต่างจากการแว็กซ์ (waxing) ยังไงบ้างคะ?
กำจัดขนที่คลินิกผิวหนังต่างจากวิธีอื่นยังไงนะ? เราได้สรุปความต่างของหลักการทำงานระหว่างการแว็กซ์ เครื่องกำจัดขนแบบโฮมยูส และความปลอดภัยสำหรับแต่ละโทนสีผิวมาให้แล้วค่ะ

กำจัดขน
กำจัดขนทั่วเรือนร่าง (body hair removal) จะทำเสร็จหมดในครั้งเดียวได้ไหมนะ?
การเลเซอร์กำจัดขนทั่วตัว (Whole Body Hair Removal) ไม่ได้เสร็จสิ้นเรียนร้อยในครั้งเดียวนะคะ แต่เป็นการสะสมจำนวนครั้งในแต่ละส่วนค่ะ วันนี้เราสรุปความแตกต่างของจำนวนครั้งที่ต้องทำในแต่ละจุด พร้อมแพลนการรักษาตามจริงมาฝากกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดสกินโบท็อกซ์ (Skin Botox) แล้วผิวจะดีขึ้นทันทีเลยไหมคะ?
ผลลัพธ์ของ สกินโบท็อกซ์ (Skin Botox) จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ และคงอยู่ได้นานแค่ไหน? เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการทำงานที่แตกต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไป รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังได้จริงมาฝากค่ะ



