เหตุผลที่ไม่ควรรักษารอยเม็ดสีคล้ำและรอยแผลเป็นไปพร้อมกัน พร้อมลำดับการรักษา
เผยแพร่แล้ว
อัปเดตแล้ว

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
สรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ก่อนเลยนะครับ ถ้าเป็นรอยดำสีน้ำตาล ต้องรักษาอาการตกตะกอนของเม็ดสี (pigmentation) ก่อน แต่ถ้าเป็นรอยหลุมพังผืดหรือรอยนูนขึ้นมา ต้องรักษาที่ตัวแผลเป็น (scar) ก่อนครับ เพราะสองปัญหานี้มีสาเหตุที่ต่างกัน แถมถ้าสลับขั้นตอนการรักษาขึ้นมา อาจจะทำให้เกิดรอยใหม่เพิ่มขึ้นมาแทนได้นะครับ
หลายๆ คนมักจะมาหาหมอแล้วบอกว่า "อยากมารักษารอยแผลเป็นค่ะ" หลังจากเป็นสิวหรือหลังทำหัตถการมา แต่พอหมอตรวจดูในห้องตรวจจริงๆ แล้ว เกือบครึ่งนึงไม่ใช่แผลเป็นครับ แต่เป็นรอยดำหลังการอักเสบ (pigmentation)* ซึ่งรอยทั้งสองแบบนี้มักจะเกิดขึ้นในจุดเดียวกันพร้อมๆ กันได้ เลยทำให้มองแวบแรกแล้วแยกออกยากมาก ดังนั้นขั้นตอนแรกของการรักษาไม่ใช่การเลือกทำโปรแกรมอะไรดี แต่เป็นการจำแนกประเภทของรอยให้ออกก่อนครับ
*รอยดำหลังการอักเสบ (PIH): คือรอยที่เข้มขึ้นเนื่องจากเซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินถูกกระตุ้นหลังจากการอักเสบหรือบาดแผล มักจะเห็นเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเทา โดยที่โครงสร้างผิวภายนอกยังคงเรียบเนียนปกติครับ
รอยน้ำตาลกับรอยบุ๋มลึก รักษาเหมาๆ รวมกันไม่ได้ผลหรอกครับ
รอยดำ (pigmentation) คือภาวะที่สีผิวชั้นบนสุดเข้มขึ้น ส่วนแผลเป็น (scar) คือภาวะที่เนื้อเยื่อผิวเกิดการผิดรูปไปครับ ถ้าดูแล้วสีเข้มขึ้นมาเฉดนึง แต่พอลองลูบดูแล้วยังเรียบเนียนดีอยู่ มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นรอยดำครับ แต่ถ้าลองส่องไฟเฉียงๆ แล้วเห็นเป็นเงาหลุมลงไป นั่นแสดงว่าเป็นกลุ่มแผลเป็น (โดยเฉพาะแผลเป็นแบบหลุมพังผืด) แน่นอนครับ
ที่พวกเราวิเคราะห์ผิวตัวเองได้ยาก เป็นเพราะรอยประเภทนี้มักจะเกิดขึ้นซ้อนทับกันครับ ในรอยเดียวกันจุดหนึ่งอาจจะมีทั้งเม็ดสีที่เข้มขึ้นและมีความลึกที่เปลี่ยนไป หรือจุดข้างๆ กันอาจจะมีแค่รอยดำอย่างเดียวก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เราเลือกทำเลเซอร์ตัวเดียวกัน ด้วยระดับพลังงานเท่ากัน ผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละจุดก็เลยแสดงการตอบสนองที่ต่างกันออกไปครับ

เคลียร์รอยดำให้จางก่อน แล้วค่อยจัดการเรื่องแผลเป็น
หากผิวเรายังมีรอยดำอยู่ แล้วดันไปทำโปรแกรมรักษาแผลเป็นก่อน เช่น laser resurfacing, MTS หรือ subcision ความร้อนและเข็มจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะกลายร่างเป็นรอยดำหนักกว่าเดิมครับ ดังนั้น หากมีรอยสีน้ำตาลเข้มอยู่ร่วมด้วย ขั้นตอนปกติที่ควรทำคือ การปรับโทนสีผิวให้สว่างและสม่ำเสมอก่อน ด้วยการทำเลเซอร์ toning, ทายาไวท์เทนนิ่ง และทากันแดดอย่างเคร่งครัดประมาณ 4-8 สัปดาห์ จากนั้นค่อยขยับไปทำโปรแกรมรักษาแผลเป็นครับ
ยิ่งถ้าคุณเป็นคนผิวสองสี หรือเป็นช่วงที่ต้องออกแดดบ่อยๆ ขั้นตอนนี้จะสำคัญมากเป็นพิเศษเลยครับ เพราะในการรักษาแผลเป็น แม้แต่การอักเสบเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้เกิดรอยดำขึ้นมาใหม่ได้ง่ายมาก ดังนั้น หากเราเริ่มรักษาแผลเป็นในบริเวณที่ "สีผิวเคลียร์เรียบเนียนแล้ว" หลังจากผิวฟื้นตัวโทนสีผิวก็จะกลับมาแลดูสม่ำเสมอกันได้ละมุนกว่าเยอะเลยครับ

แผลเป็นหลุมกับแผลเป็นนูน วิธีรักษาก็คนละเรื่องกันเลยนะครับ
แม้จะเป็นแผลเป็นเหมือนกัน แต่ประเภทก็ต่างกันครับ แผลเป็นที่เจอบ่อยที่สุดจากรอยสิวก็คือ แผลเป็นแบบหลุม (เช่น ice pick, boxcar, rolling scar) ซึ่งคุณหมอจะเลือกผสมผสานโปรแกรมรักษาตามลักษณะของหลุม เช่น subcision*, fractional laser, หรือ RF microneedle และต่อให้เป็นคนไข้คนเดียวกัน ในแต่ละจุดก็อาจจะต้องใช้วิธีรักษาที่ต่างกันออกไปด้วยครับ
*subcision: คือการใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษเข้าไปเซาะตัดพังผืดที่ยึดรั้งอยู่ใต้สะเก็ดแผลเป็นหลุม เพื่อช่วยดึงให้ผิวลอยตัวเรียบเนียนขึ้น โดยจะเน้นทำงานกับโครงสร้างผิวชั้นใน ไม่เกี่ยวกับผิวชั้นนอกครับ
ส่วนแผลเป็นนูนอย่างคีลอยด์ (keloid) จะใช้เครื่องมือเดียวกับแผลเป็นหลุมไม่ได้เด็ดขาดเลยนะครับ เพราะหากผิวได้รับการกระตุ้น แผลเป็นนูนก็จะยิ่งขยายตัวและนูนหนาขึ้นได้อีก ดังนั้น การรักษาจะเน้นไปที่การทายากลุ่มสเตียรอยด์, แผ่นซิลิโคนเจลแผ่น หรือการฉีดยาลดรอยนูนเฉพาะจุดเป็นอันดับแรกครับ

บางครั้ง "เวลา" เป็นยาที่ดีที่สุด รอให้รอยเซ็ตตัวก่อนดีกว่าครับ
รอยที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่มักจะค่อยๆ จางลงหรือเริ่มเข้าที่เข้าทางได้เองตามธรรมชาติภายในช่วง 6-12 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ เพียงแค่ขยันรับประทานหรือทากันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด, ทามอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการสครับหรือลอกผิวเองที่บ้าน ก็ช่วยผิวได้เยอะมากๆ แล้วครับ
การใจร้อนรีบประโคมเลเซอร์แรงๆ ตั้งแต่แรก อาจยิ่งเป็นการไปซ้ำเติมรอยที่กำลังพยายามฟื้นตัวตามธรรมชาติ ทำให้รอยแดงรอยดำอยู่กับเรานานขึ้นไปอีก ทางที่ดีที่สุดและเคลียร์ผิวได้ละมุนที่สุด คือควรรอให้รอยผ่านไปประมาณ 6-12 สัปดาห์ก่อน แล้วค่อยมาตรวจวิเคราะห์แยกแยะระดับเม็ดสีและโครงสร้างผิวกับคุณหมอ เพื่อจัดแพลนการรักษาในสเต็ปถัดไปครับ

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
ทำไมยิงเลเซอร์ toning รักษาแผ่นกระแดด (solar lentigo) ตั้ง 10 ครั้งแล้วก็ยังไม่หาย
ยิ่งยิงเลเซอร์รักษาฝ้าแรงเท่าไหร่ ยิ่งหายเร็วขึ้นจริงไหม? "ระวังหน้ายิ่งดำไหม้กว่าเดิมนะคะ"
เคล็ดลับรักษาฝ้า: ก่อนจะรีบร้อนเคลียร์เม็ดสี ต้องเริ่มจากการลดการอักเสบใต้ผิวหนังก่อน
เจาะลึกทำไมต้องกิน Tranexamic acid สำหรับรักษาฝ้า แต่ถ้าเป็นรอยดำ PIH ต้องยกให้ Niacinamide

ผิว
รอยเข็มและรอยฟกช้ำหลัง Skin Booster จะจางหายภายในกี่วัน?
รอยเข็มและรอยฟกช้ำหลัง Skin Booster เกิดขึ้นได้จากสองกลไกที่แตกต่างกัน บทความนี้อธิบายไทม์ไลน์การจางหาย และสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์

ผิว
ล้างหน้าหลังออกกำลังกาย ควรรอให้ผิวเย็นก่อนหรือล้างทันทีดีกว่า?
หลังออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกเยอะ หลายคนสงสัยว่าควรล้างหน้าทันทีหรือรอให้ผิวเย็นลงก่อน บทความนี้จะไขข้อสงสัยพร้อมแนะนำวิธีล้างหน้าที่ถูกต้องค่ะ

ยกกระชับ
ลดน้ำหนักแล้วหน้าท้องล่างไม่ลด Onda ช่วยได้ไหม?
แยกสาเหตุหน้าท้องล่างเป็นไขมันใต้ผิวหรือในช่องท้อง พร้อมสรุปว่า Onda เข้าถึงชั้นไหน มีข้อจำกัดอะไร

ผิว
แผลเป็นสิวบุ๋ม Secret RF เข้าถึงรูปทรงไหนได้ดี?
หาสาเหตุที่ผลการรักษาแผลเป็นสิวต่างกันจากรูปทรงของแผลเป็น พร้อมวิธีสังเกตด้วยตัวเองหน้ากระจก

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ปกติไหม นานแค่ไหน?

ผิว
ผิวไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เมื่อไหร่?
ผิวไหม้แดดหน้าร้อน ควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ สรุปเกณฑ์ดูจากสภาพผิว ไม่ใช่แค่นับวันค่ะ



