เรเดียส (Radiesse) แบบเจือจางคือการเกลี่ย CaHA เป็นชั้นบางใต้ผิวเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเติมวอลุ่ม ดูวิธีแยกปัญหา ความเสี่ยง และช่วงเวลาดูผล
เผยแพร่
อัปเดต

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เรเดียส (Radiesse) คือฟิลเลอร์ที่มีส่วนผสมหลักเป็นอนุภาค CaHA* แต่เมื่อนำมาเจือจางเป็นสกินบูสเตอร์ (Liquid Radiesse) แล้วเกลี่ยเป็นชั้นบาง ๆ กว้าง ๆ ใต้ผิว เป้าหมายจะไม่ใช่การดันจุดใดจุดหนึ่งให้นูนขึ้นเหมือนฟิลเลอร์ แต่คือการค่อย ๆ กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนจนผิวหนาแน่นและกระชับขึ้นภายในเวลาหลายเดือน ดังนั้นคำตอบของคำถามที่หลายคนกังวลก่อนจองคิวว่า "ฉีดแล้วหน้าจะอูมเหมือนเติมฟิลเลอร์ไหม" คือ โดยหลักการแล้วไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนรูปหน้า ความอิ่มที่เห็นในวันแรกมักมาจากน้ำเกลือที่ผสมเข้าไปและอาการบวม ซึ่งยุบลงภายในไม่กี่วัน ส่วนผลจริงต้องดูกันหลังผ่านไปประมาณ 2-3 เดือน และขึ้นกับสัดส่วนการเจือจาง ความหนาของผิว และบริเวณที่ฉีดของแต่ละคน
หากคุณเพิ่งได้ยินคำแนะนำว่า "ลองใช้เรเดียสแบบเจือจางฉีดกระจายทั่วผิว" แล้วกลับมาค้นคำว่า "เรเดียส คือ" หรือ "ฟิลเลอร์เรเดียส" สิ่งที่ค้างใจอยู่ก็น่าจะเป็นเรื่องเดียว คือกลัวว่าแก้มจะดูบวมผิดธรรมชาติ ความกังวลนี้คลายได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้าใจเรื่อง "ความเข้มข้น" และ "ความลึกที่ฉีด" มากกว่าการดูแค่ชื่อผลิตภัณฑ์
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
Liquid Radiesse คือการนำ CaHA มาเจือจางแล้วเกลี่ยเป็นชั้นบางใต้ผิว เป้าหมายหลักจึงมักเป็นความยืดหยุ่นและคุณภาพผิว มากกว่าการเติมวอลุ่ม
งานวิจัยนำร่องขนาดเล็กบริเวณลำคอและเนินอกรายงานว่า หลังฉีด CaHA แบบเจือจาง มีการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น และคุณสมบัติเชิงกลของผิวดีขึ้น
ความอิ่มหลังฉีดทันที มักมาจากปริมาตรของน้ำยาและอาการบวม ความเปลี่ยนแปลงของผิวจริงควรเทียบจากรูปถ่ายจุดเดิมหลังผ่านไปหลายเดือน
ผลข้างเคียงที่มีรายงานบ่อยที่สุดคือก้อนเล็ก ๆ ที่คลำได้ใต้ผิว ส่วนภาวะที่สารเข้าไปในหลอดเลือดจนเกิดเนื้อตายหรือกระทบการมองเห็นนั้นพบน้อย แต่ควรรู้ไว้ก่อนตัดสินใจ

เรเดียส คืออะไร และ Liquid Radiesse ต่างจากฟิลเลอร์ตรงไหน?
เรเดียสในรูปแบบฟิลเลอร์ทั่วไปมีอนุภาค CaHA (Calcium Hydroxylapatite) ขนาดเล็กรวมตัวกันอย่างหนาแน่นอยู่ในเจล CMC เมื่อฉีดแบบเข้มข้นลงไปรวมไว้ในจุดที่ยุบตัว ตัวยาจะทำหน้าที่เหมือนโครงค้ำที่ช่วยเติมเต็มจุดนั้นให้ดูมีมิติขึ้น นี่คือการใช้งานในแบบ "ฟิลเลอร์"
CaHA*: แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ เป็นอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กในกลุ่มเดียวกับแร่ธาตุที่พบในกระดูกและฟัน และเป็นส่วนผสมหลักของเรเดียส
ส่วน Liquid Radiesse ใช้ตัวยาเดียวกัน แต่นำไปผสมกับน้ำเกลือปลอดเชื้อหรือยาชาในอัตราส่วนที่กำหนดก่อนฉีด อนุภาคชนิดเดิมจึงกระจายตัวห่างกันออกไปเป็นวงกว้าง แทนที่จะรวมกันอยู่ในจุดเดียว และจัดเป็นหัตถการกลุ่ม Biostimulating skin booster หรือสกินบูสเตอร์ที่เน้นกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง
แนวทางการเจือจางนี้มีการสรุปไว้ในฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ (Goldie และคณะ, Dermatologic Surgery 2018) โดยแบ่งการผสมแบบ 1:1 ว่าเป็น "การเจือจาง" และการผสมตั้งแต่ 1:2 ขึ้นไปว่าเป็น "การเจือจางสูง" และอธิบายการใช้งานด้วยการฉีดในชั้นใต้หนังแท้* (subdermal) เพื่อช่วยเรื่องผิวหย่อนและคุณภาพผิว ในทางปฏิบัติ สัดส่วนที่ใช้มักอยู่ในช่วงประมาณ 1:1 ถึง 1:4 ตามปัญหาและบริเวณของแต่ละเคส
ชั้นใต้หนังแท้*(subdermal): ชั้นที่อยู่ถัดลงไปจากหนังแท้ Liquid Radiesse มักถูกเกลี่ยเป็นชั้นบาง ๆ ในลักษณะรูปพัดที่ชั้นนี้
บริเวณที่ฉันทามติกล่าวถึงก็ไม่ได้มีแค่ใบหน้า แต่รวมถึงลำคอ เนินอกส่วนบน ต้นแขน หน้าท้อง ต้นขา และสะโพก ซึ่งสะท้อนว่าวิธีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อดูแล "พื้นผิวเป็นวงกว้าง" มากกว่าการเติมจุดใดจุดหนึ่ง ในการใช้งานจริงจึงมักเลือกบริเวณที่ริ้วรอยเล็ก ๆ เกิดง่าย เช่น หลังมือ ลำคอ และรอบปาก รวมถึงบริเวณที่ผิวบางจนเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ชัด
หัวข้อ | เรเดียสแบบเข้มข้น (ฟิลเลอร์) | เรเดียสแบบเจือจาง (สกินบูสเตอร์) |
|---|---|---|
ความเข้มข้น | ใช้ตัวยาตามเดิม ไม่เจือจาง | เจือจาง 1:1 หรือเจือจางสูงตั้งแต่ 1:2 ขึ้นไป |
วิธีฉีด | ฉีดรวมไว้ในจุดที่ยุบตัว | เกลี่ยเป็นชั้นบางและกว้างใต้ผิว |
เป้าหมาย | รูปหน้าและวอลุ่ม | ความยืดหยุ่นและผิวสัมผัส |
ช่วงเวลาที่ดูผล | ดูรูปทรงได้ตั้งแต่หลังฉีด | เทียบสภาพผิวหลังผ่านไปหลายเดือน |
ทำไมฉีดเรเดียสแบบเจือจางแล้วไม่ควรทำให้หน้าอูม?
หลักการพื้นฐานของ Liquid Radiesse คือ อนุภาค CaHA ที่กระจายตัวอยู่จะไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์* (fibroblast) ในชั้นหนังแท้ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ เจลที่ห่อหุ้มอนุภาคจะค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปตามเวลา แล้วสิ่งที่เหลืออยู่คือเนื้อเยื่อที่ผิวสร้างขึ้นเอง ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้เกิดในวันที่ฉีด แต่ค่อย ๆ ปรากฏในช่วงหลายเดือน
ไฟโบรบลาสต์*: เซลล์ในชั้นหนังแท้ที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน มีส่วนช่วยรักษาความยืดหยุ่นและความหนาของผิว
สรุปให้จำง่าย ๆ คือ ฟิลเลอร์ = รวมอนุภาคไว้เพื่อเติมวอลุ่ม ส่วน Liquid = กระจายอนุภาคเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ถึงจะเป็นตัวยาเดียวกัน แต่เมื่อความเข้มข้นและรูปแบบการกระจายตัวเปลี่ยนไป กลไกที่ผิวตอบสนองก็เปลี่ยนไปด้วย

มีงานวิจัยที่ติดตามกระบวนการนี้ในคนด้วย Yutskovskaya และ Kogan (J Drugs Dermatol, 2017) รายงานว่าหลังฉีด CaHA แบบเจือจางบริเวณลำคอและเนินอกส่วนบน การสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น และคุณสมบัติเชิงกลของผิวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นงานวิจัยนำร่องขนาดเล็ก และศึกษาในบริเวณลำคอกับเนินอก จึงไม่ควรตีความว่าใบหน้าจะได้ผลในระดับเดียวกันเสมอไป
แล้วความกังวลเรื่องหน้าบวมมาจากไหน? ในวันที่ฉีด น้ำเกลือที่ผสมเข้าไปและอาการบวมทำให้ผิวดูอิ่มขึ้นเล็กน้อย ปริมาตรส่วนนี้จะยุบลงภายในไม่กี่วัน สิ่งที่เหลืออยู่หลังจากนั้นไม่ใช่ก้อนที่กองรวมอยู่จุดเดียว แต่เป็นชั้นบาง ๆ ที่กระจายอยู่บนพื้นที่กว้าง ซึ่งต่างจากลักษณะแก้มที่นูนขึ้นตรงกลางแบบการเติมฟิลเลอร์
เพราะ CaHA เป็นส่วนประกอบแร่ธาตุที่แข็งแรง ระดับการกระตุ้นคอลลาเจนจึงค่อนข้างเข้มข้น หลังฉีดไปประมาณ 2-3 เดือน หลายเคสพบว่าชั้นผิวหนาและแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและสัดส่วนการผสมของแต่ละคน

ร่องที่ยุบ หรือผิวที่บางลง? แยกปัญหาก่อนเลือก
ลองแยกปัญหาที่เห็นในกระจกออกเป็นชั้น ๆ แล้วการเลือกจะง่ายขึ้น ถ้าบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น แก้มหรือขมับ ยุบลงจนเกิดเงา นั่นคือปัญหาเรื่องวอลุ่ม ในกรณีนี้ฟิลเลอร์แบบเข้มข้นหรือวิธีเติมวอลุ่มอื่น ๆ มักถูกพิจารณาก่อน Liquid Radiesse
แต่ถ้าเวลาจับผิวแล้วรู้สึกว่าบางกว่าเดิม มีริ้วรอยเล็ก ๆ ที่ลำคอหรือใต้คางเพิ่มขึ้น หรือรองพื้นเริ่มลอยไม่เกาะผิว ปัญหาแบบนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ Liquid Radiesse มุ่งดูแล คนที่ใบหน้าค่อนข้างตอบและไม่อยากเติมฟิลเลอร์ก็มักถามถึงวิธีนี้เช่นกัน
ถ้าเรื่องที่กังวลที่สุดคือความเรียบเนียนและความชุ่มชื้นของผิว ควรเทียบกับสกินบูสเตอร์ที่ใช้ส่วนผสมต่างออกไป เช่น กลุ่ม PN หรือ PDLLA ชื่อ "สกินบูสเตอร์" เหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าทำงานด้วยหลักการเดียวกัน ส่วนผสมหลักต่างกัน ชั้นผิวที่ออกฤทธิ์และผลลัพธ์ก็ต่างกัน
เปรียบเทียบ | Liquid Radiesse | จูวีลุค (PDLLA) | รีจูรัน (PN) |
|---|---|---|---|
สารสำคัญหลัก | CaHA (Calcium Hydroxylapatite) | PDLLA (Poly-D, L-lactic acid) | PN (Polynucleotide) |
ผลลัพธ์หลัก | กระตุ้นคอลลาเจน Type I & III + ความยืดหยุ่น | กระตุ้นคอลลาเจน + เติมวอลุ่มแบบเป็นธรรมชาติ | ฟื้นฟูผิว + เพิ่มความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว |
ระดับความลึกที่ออกฤทธิ์ | หนังแท้ชั้นกลางถึงชั้นลึก (Mid to Deep dermis) | หนังแท้ชั้นกลาง (Mid dermis) | หนังแท้ชั้นตื้น (Upper dermis) |
ระยะเวลาของผลลัพธ์ | 12~18 เดือน | 12~24 เดือน | 3~6 เดือน |
ความรู้สึกที่มักได้ | ผิวแน่นและเฟิร์มขึ้น | ผิวยืดหยุ่น + ดูอิ่มเป็นธรรมชาติ | ผิวโกลว์ฉ่ำ + ผิวสัมผัสเรียบเนียนขึ้น |
ข้อจำกัด | ต้องอาศัยทักษะในการกำหนดสัดส่วนเจือจาง / เสี่ยงเป็นก้อนหากฉีดไม่เหมาะสม | อาจเกิดตุ่มนูนเล็ก ๆ ได้ / ผลขึ้นกับเทคนิคของแพทย์ | ผลอยู่ได้สั้นกว่า / ต้องทำซ้ำบ่อยกว่า |
ระยะเวลาในตารางเป็นช่วงโดยประมาณ ผลจริงแตกต่างกันไปตามสภาพผิว อายุ และการดูแลของแต่ละคน
กลุ่มที่มักเข้ากับ Liquid Radiesse:
คนที่รู้สึกว่าผิวโดยรวมเริ่มสูญเสียความหนาแน่น และเริ่มหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม หน้าผาก หรือแนวกราม โดยเฉพาะช่วงอายุปลาย 30 ถึงต้น 50 ซึ่งเป็นวัยที่คอลลาเจนลดลงเร็ว
คนที่เคยทำรีจูรันหรือจูวีลุคมาหลายครั้ง และรู้สึกว่าผลดีแต่ยังอยากให้ผิวแน่นขึ้นอีก
คนที่ไม่ชอบความรู้สึกตึงหรือรูปหน้าเปลี่ยนจากการเติมฟิลเลอร์ แต่อยากให้ผิวแข็งแรงขึ้นจากภายใน
คนที่อยากดูแลบริเวณที่มักบอกอายุชัด เช่น ลำคอ เนินอก (décolletage) และหลังมือ
กลุ่มที่อาจมีตัวเลือกอื่นที่เหมาะกว่า:
คนที่ผิวบางและแพ้ง่ายมาก หรืออยากเน้นผิวฉ่ำน้ำมากกว่าริ้วรอยเล็ก ๆ ซึ่งรีจูรันอาจตอบโจทย์กว่า
คนที่ต้องการเติมแก้มตอบหรือขมับบุ๋มให้เห็นมิติทันที
คนที่เพิ่งเริ่มทำสกินบูสเตอร์ครั้งแรก และยังกังวลเรื่องเข็มฉีดมาก
ถ้าปัญหาคือผิวขาดความยืดหยุ่นพร้อมกับแก้มตอบ จูวีลุคก็อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าในบางเคส การเลือกจึงควรเริ่มจากปัญหาที่คุณมี ไม่ใช่จากชื่อผลิตภัณฑ์

ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนฉีด
ผลของ Liquid Radiesse ต่างกันมากตามสัดส่วนการผสม ถ้าผสมเข้มเกินไปอาจเสี่ยงเกิดก้อนนูนใต้ผิว แต่ถ้าเจือจางมากเกินไป การกระตุ้นคอลลาเจนก็อาจไม่ชัดเท่าที่คาดหวัง ประสบการณ์ของแพทย์ในการกำหนดสัดส่วนให้เหมาะกับแต่ละบริเวณและความหนาของผิวจึงสำคัญมาก
ผลข้างเคียงของ CaHA ที่มีรายงานมากที่สุดคือก้อนเล็ก ๆ ที่คลำได้ใต้ผิว ในการทบทวนงานวิจัยของ Kadouch (J Cosmet Dermatol, 2017) ซึ่งรวบรวมงานวิจัย 21 ชิ้นระหว่างปี 2004-2015 ครอบคลุมผู้ป่วย 2,779 คน และการฉีด 5,081 ครั้ง พบอาการไม่พึงประสงค์ 173 ครั้ง (ประมาณ 3% ของการฉีด) ในจำนวนนี้ 166 ครั้งเป็นก้อน* เกือบครึ่งหนึ่งเกิดในบริเวณที่เคลื่อนไหวมาก เช่น ริมฝีปาก และส่วนใหญ่มองไม่เห็นด้วยตาและหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา ทั้งนี้รายงานดังกล่าวไม่ได้แยกเฉพาะเรเดียสแบบเจือจาง จึงไม่สามารถใช้ตัวเลขนี้แทนความถี่ของแบบเจือจางได้โดยตรง
ก้อน*(nodule): ก้อนเล็ก ๆ ขนาดประมาณเมล็ดถั่วที่คลำได้ใต้ผิว อาจเกิดจากสารที่รวมตัวกันในจุดเดียว หรือจากปฏิกิริยาการอักเสบ
ถ้าคลำเจอก้อนแต่ไม่เจ็บและสีผิวไม่เปลี่ยน สามารถติดตามอาการไปก่อนแล้วแจ้งแพทย์ในการนัดครั้งถัดไป แต่ถ้าบริเวณนั้นเจ็บ แดง ก้อนโตขึ้นเรื่อย ๆ หรือเพิ่งเกิดขึ้นใหม่หลังผ่านไปหลายสัปดาห์ ควรติดต่อคลินิกทันทีโดยไม่ต้องรอ เพราะก้อนที่เกิดจากการอักเสบมีวิธีจัดการต่างจากอนุภาคที่จับตัวกันธรรมดา และในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังฉีด ควรหลีกเลี่ยงการกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดแรง ๆ
ยังมีความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าแต่พบน้อย ฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงกรณีที่สารถูกฉีดเข้าหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังตาย เกิดแผลเป็น การมองเห็นลดลง หรือถึงขั้นตาบอดได้ หากระหว่างหรือหลังฉีดทันทีรู้สึกเจ็บมาก ผิวซีดขาว หรือเปลี่ยนเป็นสีม่วงเป็นจ้ำ ๆ หรือตาพร่ามัว ต้องแจ้งทีมแพทย์ทันทีในตอนนั้น อีกเรื่องที่ควรรู้คือ CaHA ไม่สามารถใช้เอนไซม์สลายได้เหมือนฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก (HA) การรู้ความต่างข้อนี้ช่วยให้ตัดสินใจเลือกเรเดียสได้รอบคอบขึ้น
เดือนแรกยังไม่ต้องตัดสิน ให้เทียบรูปถ่ายจุดเดิม
หลังฉีดเสร็จใหม่ ๆ หลายคนอาจสงสัยว่า "ทำไมยังไม่ค่อยเห็นอะไรเปลี่ยน" เพราะตัวยาไม่ได้เติมให้ฟูขึ้นทันทีแบบฟิลเลอร์ HA แต่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเองภายในช่วง 2-3 เดือน ใครที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดตั้งแต่เดินออกจากคลินิกจึงอาจรู้สึกว่าผลมาช้า แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปนี้ก็ทำให้ผลดูเป็นธรรมชาติ
ความอิ่มที่เห็นหลังฉีดจะยุบลงเร็ว ถ้าใช้กระจกตัดสินผลในไม่กี่สัปดาห์แรกก็ง่ายที่จะผิดหวัง ให้เทียบระหว่างรูปที่ถ่ายไว้ก่อนทำกับรูปหลังผ่านไปหลายเดือนแทน เลือกจุดที่เห็นริ้วรอยเล็ก ๆ ชัด เช่น ลำคอหรือใต้คาง ถ่ายด้วยแสงธรรมชาติข้างหน้าต่างในมุมเดียวกัน จะแม่นยำกว่าการอาศัยความจำ
สิ่งแรกที่ควรตกลงกันในการปรึกษาคือ ปัญหาของคุณเป็นร่องที่ยุบ หรือผิวที่บางลง คำตอบนี้จะกำหนดว่าควรใช้เรเดียสแบบเข้มข้น แบบเจือจาง หรือส่วนผสมอื่น เมื่อติดต่อ Beautystone เพื่อปรึกษา ควรแจ้งบริเวณและช่วงเวลาที่เคยฉีดฟิลเลอร์หรือเรเดียสมาก่อน และถ้ามีรูปบริเวณที่กังวลก็ส่งมาด้วยได้ สัดส่วนการเจือจางและบริเวณที่จะฉีดจะกำหนดหลังแพทย์ได้ตรวจดูความหนาของผิวจริงในการพบแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
Q1. เคยฉีดฟิลเลอร์เรเดียสมาก่อน ฉีด Liquid Radiesse ที่บริเวณเดิมได้ไหม?
A. ทำได้ แต่ถ้ายังมีฟิลเลอร์เดิมหลงเหลืออยู่ใต้ผิว แพทย์จำเป็นต้องประเมินเพื่อปรับสัดส่วนการผสมหรือความลึกในการฉีดให้เหมาะสม ตอนเข้ามาปรึกษาจึงควรแจ้งประวัติการทำหัตถการก่อนหน้าให้ครบ
Q2. ราคาประมาณเท่าไหร่ และต้องทำกี่ครั้ง?
A. ราคาเฉลี่ยโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 300,000 ถึง 500,000 วอนต่อครั้ง ในช่วงเริ่มต้นมักแนะนำประมาณ 2-3 ครั้ง เว้นระยะทุก 4-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจทำเพื่อคงสภาพผิวทุก 6 เดือนหรือปีละครั้ง จำนวนครั้งและโปรแกรมจะปรับตามสภาพผิวของแต่ละคน และประเมินอีกครั้งตอนปรึกษา
Q3. กังวลเรื่องก้อนหรือผลข้างเคียง ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ?
A. ถ้าสัดส่วนการเจือจางไม่เหมาะสม อาจคลำเจอเม็ดหรือก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวได้ ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังฉีดควรหลีกเลี่ยงการกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดแรง ๆ หากรู้สึกเจ็บ แดง ก้อนโตขึ้น หรือมีความผิดปกติอื่น ให้ติดต่อคลินิกทันที เมื่อแพทย์ที่มีประสบการณ์ใช้สัดส่วนที่เหมาะสม โอกาสเกิดก้อนหรือผลข้างเคียงมักลดลง แต่ไม่ได้เป็นศูนย์
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์ Hip dip รูปก่อน-หลัง ดูยังไงว่าสาเหตุเหมือนสะโพกเรา?

ร่างกาย
Potenza ต้องห่างกันกี่สัปดาห์ ร่นเป็น 2 สัปดาห์หรือเว้น 2 เดือนได้ไหม?

ยกกระชับ
รูปก่อน-หลัง Ulthera ควรดูรูปที่ถ่ายหลังทำกี่วันถึงเทียบได้?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ราคา Belotero Revive 2cc ครั้งละเท่าไหร่ ต้องฉีดกี่ครั้ง?

ผิว
เลเซอร์ลดเม็ดสีริมฝีปาก ปากคล้ำแบบเราจะจางลงได้ไหมนะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์หน้าผากผู้ชาย ทำครั้งแรก หน้าผากแบบไหนถึงเหมาะ?





