ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

เรเดียส สกินบูสเตอร์ เหมือนฟิลเลอร์จริงหรือ?

เรเดียส สกินบูสเตอร์ เหมือนฟิลเลอร์จริงหรือ?

เรเดียส สกินบูสเตอร์ เหมือนฟิลเลอร์จริงหรือ?

หลักการเรเดียส สกินบูสเตอร์ ความต่างจากฟิลเลอร์และสกินบูสเตอร์เดิม เหมาะกับใคร จากคลินิกจริง

Radiesse skin booster เหมือนฟิลเลอร์จริงเหรอ?

ผู้อำนวยการ วียองจิน จาก Beauty's Doctors ครับ

💡 โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน


Q. Radiesse skin booster คือการเอา Radiesse filler มาทาบนใบหน้าให้กระจายกว้าง ๆ เฉย ๆ ไหม?

A. ไม่ใช่ครับ เรานำ Radiesse มาเจือจางในสัดส่วนที่กำหนด แล้วออกแบบใหม่ให้เป็นแนวคิดการทำหัตถการคนละแบบโดยมีเป้าหมายเพื่อ 'กระตุ้นคอลลาเจน' ครับ


Q. แล้วต่างจากสกินบูสเตอร์เดิม ๆ (Juvelook, Rejuran ฯลฯ) อย่างไร?

A. สารออกฤทธิ์หลักต่างกันครับ อนุภาคเล็ก CaHA (แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์) จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ จึงทำให้ความลึกในการออกฤทธิ์และระยะเวลาคงอยู่ต่างกันครับ



📌 ประเด็นสำคัญของบทความนี้

การใช้ Radiesse เป็นสกินบูสเตอร์หมายความว่าอย่างไร? ทำความเข้าใจ Liquid Radiesse ให้ถูกต้อง

레디어스 스킨부스터 리퀴드 레디어스 시술 개념







Radiesse (Radiesse) คืออะไร?

Radiesse (Radiesse) คือ

การนำ Radiesse มาผสมกับน้ำเกลือหรือลิโดเคน

ในอัตราส่วนที่กำหนดเพื่อเจือจาง

และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทั่วผิว

เป็นหัตถการสกินบูสเตอร์แบบไบโอสติมูเลติงครับ

มักใช้ในบริเวณหลังมือ ลำคอ รอบปาก ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ มาก

และบริเวณที่เห็นเส้นเลือดชัดเจน





"เป็น Radiesse เหมือนกัน ทำไมผลลัพธ์ต่างกัน?"

นี่เป็นคำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดครับ

พูดตามตรง

เป็นตัวยาเดียวกันจริงครับ

สารออกฤทธิ์หลักของ Radiesse filler คือ

อนุภาค CaHA ขนาดเล็กยังเหมือนเดิม

แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งตรงนี้ครับ



ในสภาพที่เป็นฟิลเลอร์ Radiesse

อนุภาค CaHA จะจับตัวอยู่ในเจล CMC

ในความเข้มข้นสูง

ดังนั้นเมื่อฉีดเข้าไปจึงเกิด 'วอลลุ่ม' ในจุดเดียว



Liquid Radiesse นำสิ่งนี้มาเจือจาง

โดยทั่วไปผสมได้ตั้งแต่อัตราส่วน 1:1 ถึง 1:4

แล้วแต่เคส

เมื่อทำแบบนี้ อนุภาค CaHA ขนาดเล็ก

จะกระจายอย่างสม่ำเสมอในพื้นที่กว้าง

อนุภาคที่กระจายตัวเหล่านี้

จะกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ในชั้นหนังแท้

ให้ทำงาน

ไฟโบรบลาสต์เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน

เหมือนโรงงานผลิตเซลล์หนึ่งเลยครับ

เมื่อ CaHA กระจายอยู่รอบเซลล์เหล่านี้

ก็จะส่งสัญญาณว่า "มาช่วยทำงานกันหน่อย"

สรุปง่าย ๆ คือ



ฟิลเลอร์ = รวมอนุภาคให้จับตัวเพื่อเพิ่มวอลลุ่ม

Liquid = กระจายอนุภาคเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน



แม้ใช้วัสดุเดียวกัน

ถ้าความเข้มข้นและรูปแบบการกระจายต่างกัน

กลไกที่ผิวตอบสนอง

ก็จะเปลี่ยนไป

레디어스 필러와 리퀴드 레디어스 스킨부스터 원리 비교

เหตุผลที่ผมนำหัตถการนี้เข้ามาใช้จริงจังคือ

ในกลุ่มคนที่คาดหวังว่าจะปรับความยืดหยุ่นจาก Juvelook หรือ Rejuran

มีหลายคน

ที่บอกว่า "ได้ผลบ้าง แต่ยังเหมือนขาดอะไรไป"

เป็นฟีดแบ็กที่พบค่อนข้างบ่อยครับ



Liquid Radiesse คือ

เพราะ CaHA เองเป็นสารแร่ที่ค่อนข้างแข็ง

ความ 'แรง' ในการกระตุ้นคอลลาเจนจึงต่างกันครับ

จริง ๆ แล้วหลังทำไปประมาณ 2-3 เดือน

ความหนาของผิวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

มีหลายเคสครับ

리퀴드 레디어스 시술 후 피부 탄력 변화

👨‍⚕️ สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการ วียองจิน:


การใช้ Radiesse เป็นสกินบูสเตอร์คือ


การนำฟิลเลอร์สำหรับเพิ่มวอลลุ่มมาเจือจาง


ให้กลายเป็น 'ตัวเร่ง' การสร้างคอลลาเจนครับ


ไม่ใช่แค่ยาตัวเดียวกันแต่เปลี่ยนความเข้มข้นเท่านั้น


แต่เส้นทางที่ผิวตอบสนองเองก็เปลี่ยนไปครับ


ดังนั้นถ้าถามว่า "มันก็เหมือนฟิลเลอร์ใช่ไหม?"


ผมขอตอบว่า — ไม่เหมือนครับ







ต่างจากสกินบูสเตอร์เดิมอย่างไร?

เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดครับ

สกินบูสเตอร์ไม่ใช่ทุกตัวจะมีหลักการเดียวกัน

ถ้าสารออกฤทธิ์หลักต่างกัน ชั้นที่ออกฤทธิ์ก็ต่าง

ผลลัพธ์ก็ย่อมต่างกันครับ

ประเภท

Liquid Radiesse

Juvelook (PDLLA)

Rejuran (PN)

สารสำคัญ

CaHA (แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์)

PDLLA (กรดโพลีดีแลกติก)

PN (โพลีนิวคลีโอไทด์)

การออกฤทธิ์หลัก

กระตุ้นคอลลาเจน I·III + ฟื้นฟูความยืดหยุ่น

กระตุ้นคอลลาเจน + เติมเต็มวอลลุ่ม

ฟื้นฟูเซลล์ + เพิ่มความชุ่มชื้น·ปลอบประโลม

ความลึกที่ออกฤทธิ์

ชั้นกลาง·ล่างของหนังแท้

ชั้นกลางของหนังแท้

ชั้นบนของหนังแท้

ระยะเวลาคงผล

12~18 เดือน

12~24 เดือน

3~6 เดือน

ผลที่รู้สึกได้

ความยืดหยุ่น·ความกระชับยกชัดเจน

ความยืดหยุ่น + วอลลุ่มอ่อน ๆ

ผิวฉ่ำโกลว์·ผิวสัมผัสดีขึ้น

ข้อเสีย

ต้องชำนาญเรื่องสัดส่วนการเจือจาง / เสี่ยงเกิดการจับตัวเป็นก้อน

มีโอกาสเกิดก้อนแข็ง / ขึ้นกับความชำนาญของผู้ทำ

คงผลสั้น / ต้องทำซ้ำ

จุดที่ค่อนข้างก้ำกึ่งคือ

"ถ้าอย่างนั้น Radiesse ก็น่าจะดีที่สุดไม่ใช่เหรอ?"

หลายคนอาจคิดแบบนั้น

แต่ไม่เสมอไปครับ



คนที่ผิวบางและแพ้ง่าย

ถ้าให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส·ความชุ่มชื้นมากกว่าริ้วรอยเล็ก ๆ

Rejuran อาจเหมาะกว่า



หากมีทั้งการสูญเสียวอลลุ่มและความหย่อนคล้อยพร้อมกัน

Juvelook ก็อาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าในบางเคส



จุดแข็งของ Liquid Radiesse โดยเฉพาะคือ

ในคนที่รู้สึกว่า "ผิวทั้งหน้าหมดแรง"

อาการลักษณะนี้ชัดเจนครับ

โดยมากในช่วงปลายวัย 30 ถึงต้นวัย 50

ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยอย่างชัดเจน

จะพึงพอใจมากที่สุดครับ







พูดตรง ๆ ก็มีข้อเสียเหมือนกัน

แต่มันไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมดครับ



มีอีกเรื่องที่ต้องบอกไว้ชัด ๆ

Liquid Radiesse

ผลลัพธ์จะแตกต่างกันมากตามสัดส่วนการเจือจางครับ



ถ้าเข้มข้นเกินไปอาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนได้

ถ้าเจือจางเกินไป ประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจน

อาจไม่ออกมาตามที่คาดหวัง



ดังนั้นประสบการณ์ของผู้ทำหัตถการ

จึงสำคัญกว่าสกินบูสเตอร์ชนิดอื่นครับ

ช่วงแรกผมเองก็ปรับสัดส่วน

หลายครั้งเพื่อเก็บข้อมูล

ตอนนี้แบ่งตามตำแหน่งและความหนาของผิว

แล้วตั้งค่าสัดส่วนการเจือจางต่างกันครับ



อีกอย่างหนึ่ง

ทันทีหลังทำคุณอาจรู้สึกว่า "มันได้ผลจริงไหม?"

เพราะไม่ได้พองขึ้นทันทีเหมือน HA filler

แต่มันเป็นกระบวนการที่คอลลาเจนค่อย ๆ เติมเต็มในช่วง 2-3 เดือน

สำหรับคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที

อาจรู้สึกว่าช้าได้ครับ



แต่การเปลี่ยนแปลงที่ 'ช้า' นี้

กลับเป็นหัวใจของความเป็นธรรมชาติ

โดยไม่ดูเหมือนเพิ่งทำหัตถการ

แต่จะได้ยินว่า "ช่วงนี้ผิวดูดีขึ้นนะ"

ถือเป็นหัตถการแนวนี้ครับ

레디어스 스킨부스터 시술 부위와 적합 대상







แนะนำ Liquid Radiesse ให้กับใครบ้าง?

แม้จะแตกต่างกันตามเคส

โดยปกติผมจะแบ่งแบบนี้ครับ



กรณีที่ Liquid Radiesse เหมาะ:

— ความยืดหยุ่นของแก้ม·หน้าผาก·แนวกราม

ดูหย่อนลงโดยรวม

— ทำ Rejuran·Juvelook หลายครั้งแล้ว

แต่ยังรู้สึกว่า "ขาดอะไรไปอีกนิด"

— ไม่ชอบวอลลุ่มจากฟิลเลอร์

แต่อยากเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวเอง

— บริเวณอย่างลำคอ·เนินอก·หลังมือ

ที่ความเสื่อมของผิวเห็นชัด



กรณีที่การเลือกอย่างอื่นอาจดีกว่า:

— ผิวบางมากและค่อนข้างแพ้ง่าย

— ต้องการวอลลุ่มทันที

— เป็นการทำสกินบูสเตอร์ครั้งแรก

และกังวลเรื่องการฉีดมาก



จริง ๆ แล้วมีคนที่ไปทำที่อื่น

ทำสกินบูสเตอร์มาเกิน 10 ครั้ง

แต่การปรับความยืดหยุ่นยังไม่ค่อยเห็นผล

หลังจากมาทำ Liquid Radiesse กับเรา 2 ครั้ง

แล้วบอกว่า "ผิวแน่นขึ้น"

เป็นคำที่คนไข้ใช้บรรยายในเคสหนึ่งครับ

นี่เป็นผลจากความแตกต่างของระดับการออกฤทธิ์ของสาร

ที่เกิดขึ้นครับ







คำถามที่พบบ่อย



Q1. เคยฉีด Radiesse filler มาก่อน จะทำ Liquid Radiesse ในบริเวณเดิมได้ไหม?

A. ทำได้ครับ

แต่ถ้ายังมีฟิลเลอร์เดิมค้างอยู่

ต้องปรับสัดส่วนการเจือจางและชั้นที่ฉีดครับ

ตอนเข้าพบแพทย์

ควรแจ้งประวัติการทำหัตถการก่อนหน้าให้ชัดเจนครับ

Q2. ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร และต้องทำกี่ครั้ง?

A. โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 300,000–500,000 วอนต่อครั้ง

ช่วงแรกแนะนำ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 4-6 สัปดาห์

หลังจากนั้นทำคงสภาพ 1 ครั้งทุก 6 เดือนถึง 1 ปี

แนะนำครับ

ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิว

จะอธิบายรายละเอียดให้ระหว่างปรึกษาครับ

Q3. กังวลเรื่องการจับตัวเป็นก้อนหรือผลข้างเคียง ควรระวังอะไรบ้าง?

A. หากสัดส่วนการเจือจางไม่เหมาะสม

อาจคลำเจอก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง

ได้ครับ

หลังทำประมาณ 1-2 สัปดาห์

หลีกเลี่ยงการกดบริเวณที่ทำหัตถการแรงเกินไป

และการนวดครับ

หากรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ

ให้กลับมาพบแพทย์ทันทีครับ

หากผู้ทำหัตถการมีความชำนาญและรักษาสัดส่วนที่เหมาะสม

อัตราการเกิดการจับตัวเป็นก้อนจริง ๆ จะต่ำมากครับ

สามารถปรึกษาทาง KakaoTalk ก่อนมาพบได้ด้วย


ทั้งหมดนี้คือ วียองจินครับ



▶ อ่านเพิ่มเติม

Radiesse skin booster เหมือนฟิลเลอร์จริงเหรอ?

ผู้อำนวยการ วียองจิน จาก Beauty's Doctors ครับ

💡 โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน


Q. Radiesse skin booster คือการเอา Radiesse filler มาทาบนใบหน้าให้กระจายกว้าง ๆ เฉย ๆ ไหม?

A. ไม่ใช่ครับ เรานำ Radiesse มาเจือจางในสัดส่วนที่กำหนด แล้วออกแบบใหม่ให้เป็นแนวคิดการทำหัตถการคนละแบบโดยมีเป้าหมายเพื่อ 'กระตุ้นคอลลาเจน' ครับ


Q. แล้วต่างจากสกินบูสเตอร์เดิม ๆ (Juvelook, Rejuran ฯลฯ) อย่างไร?

A. สารออกฤทธิ์หลักต่างกันครับ อนุภาคเล็ก CaHA (แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์) จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ จึงทำให้ความลึกในการออกฤทธิ์และระยะเวลาคงอยู่ต่างกันครับ



📌 ประเด็นสำคัญของบทความนี้

การใช้ Radiesse เป็นสกินบูสเตอร์หมายความว่าอย่างไร? ทำความเข้าใจ Liquid Radiesse ให้ถูกต้อง

레디어스 스킨부스터 리퀴드 레디어스 시술 개념







Radiesse (Radiesse) คืออะไร?

Radiesse (Radiesse) คือ

การนำ Radiesse มาผสมกับน้ำเกลือหรือลิโดเคน

ในอัตราส่วนที่กำหนดเพื่อเจือจาง

และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทั่วผิว

เป็นหัตถการสกินบูสเตอร์แบบไบโอสติมูเลติงครับ

มักใช้ในบริเวณหลังมือ ลำคอ รอบปาก ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ มาก

และบริเวณที่เห็นเส้นเลือดชัดเจน





"เป็น Radiesse เหมือนกัน ทำไมผลลัพธ์ต่างกัน?"

นี่เป็นคำถามที่ผมได้รับบ่อยที่สุดครับ

พูดตามตรง

เป็นตัวยาเดียวกันจริงครับ

สารออกฤทธิ์หลักของ Radiesse filler คือ

อนุภาค CaHA ขนาดเล็กยังเหมือนเดิม

แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งตรงนี้ครับ



ในสภาพที่เป็นฟิลเลอร์ Radiesse

อนุภาค CaHA จะจับตัวอยู่ในเจล CMC

ในความเข้มข้นสูง

ดังนั้นเมื่อฉีดเข้าไปจึงเกิด 'วอลลุ่ม' ในจุดเดียว



Liquid Radiesse นำสิ่งนี้มาเจือจาง

โดยทั่วไปผสมได้ตั้งแต่อัตราส่วน 1:1 ถึง 1:4

แล้วแต่เคส

เมื่อทำแบบนี้ อนุภาค CaHA ขนาดเล็ก

จะกระจายอย่างสม่ำเสมอในพื้นที่กว้าง

อนุภาคที่กระจายตัวเหล่านี้

จะกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ในชั้นหนังแท้

ให้ทำงาน

ไฟโบรบลาสต์เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน

เหมือนโรงงานผลิตเซลล์หนึ่งเลยครับ

เมื่อ CaHA กระจายอยู่รอบเซลล์เหล่านี้

ก็จะส่งสัญญาณว่า "มาช่วยทำงานกันหน่อย"

สรุปง่าย ๆ คือ



ฟิลเลอร์ = รวมอนุภาคให้จับตัวเพื่อเพิ่มวอลลุ่ม

Liquid = กระจายอนุภาคเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน



แม้ใช้วัสดุเดียวกัน

ถ้าความเข้มข้นและรูปแบบการกระจายต่างกัน

กลไกที่ผิวตอบสนอง

ก็จะเปลี่ยนไป

레디어스 필러와 리퀴드 레디어스 스킨부스터 원리 비교

เหตุผลที่ผมนำหัตถการนี้เข้ามาใช้จริงจังคือ

ในกลุ่มคนที่คาดหวังว่าจะปรับความยืดหยุ่นจาก Juvelook หรือ Rejuran

มีหลายคน

ที่บอกว่า "ได้ผลบ้าง แต่ยังเหมือนขาดอะไรไป"

เป็นฟีดแบ็กที่พบค่อนข้างบ่อยครับ



Liquid Radiesse คือ

เพราะ CaHA เองเป็นสารแร่ที่ค่อนข้างแข็ง

ความ 'แรง' ในการกระตุ้นคอลลาเจนจึงต่างกันครับ

จริง ๆ แล้วหลังทำไปประมาณ 2-3 เดือน

ความหนาของผิวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

มีหลายเคสครับ

리퀴드 레디어스 시술 후 피부 탄력 변화

👨‍⚕️ สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการ วียองจิน:


การใช้ Radiesse เป็นสกินบูสเตอร์คือ


การนำฟิลเลอร์สำหรับเพิ่มวอลลุ่มมาเจือจาง


ให้กลายเป็น 'ตัวเร่ง' การสร้างคอลลาเจนครับ


ไม่ใช่แค่ยาตัวเดียวกันแต่เปลี่ยนความเข้มข้นเท่านั้น


แต่เส้นทางที่ผิวตอบสนองเองก็เปลี่ยนไปครับ


ดังนั้นถ้าถามว่า "มันก็เหมือนฟิลเลอร์ใช่ไหม?"


ผมขอตอบว่า — ไม่เหมือนครับ







ต่างจากสกินบูสเตอร์เดิมอย่างไร?

เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดครับ

สกินบูสเตอร์ไม่ใช่ทุกตัวจะมีหลักการเดียวกัน

ถ้าสารออกฤทธิ์หลักต่างกัน ชั้นที่ออกฤทธิ์ก็ต่าง

ผลลัพธ์ก็ย่อมต่างกันครับ

ประเภท

Liquid Radiesse

Juvelook (PDLLA)

Rejuran (PN)

สารสำคัญ

CaHA (แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์)

PDLLA (กรดโพลีดีแลกติก)

PN (โพลีนิวคลีโอไทด์)

การออกฤทธิ์หลัก

กระตุ้นคอลลาเจน I·III + ฟื้นฟูความยืดหยุ่น

กระตุ้นคอลลาเจน + เติมเต็มวอลลุ่ม

ฟื้นฟูเซลล์ + เพิ่มความชุ่มชื้น·ปลอบประโลม

ความลึกที่ออกฤทธิ์

ชั้นกลาง·ล่างของหนังแท้

ชั้นกลางของหนังแท้

ชั้นบนของหนังแท้

ระยะเวลาคงผล

12~18 เดือน

12~24 เดือน

3~6 เดือน

ผลที่รู้สึกได้

ความยืดหยุ่น·ความกระชับยกชัดเจน

ความยืดหยุ่น + วอลลุ่มอ่อน ๆ

ผิวฉ่ำโกลว์·ผิวสัมผัสดีขึ้น

ข้อเสีย

ต้องชำนาญเรื่องสัดส่วนการเจือจาง / เสี่ยงเกิดการจับตัวเป็นก้อน

มีโอกาสเกิดก้อนแข็ง / ขึ้นกับความชำนาญของผู้ทำ

คงผลสั้น / ต้องทำซ้ำ

จุดที่ค่อนข้างก้ำกึ่งคือ

"ถ้าอย่างนั้น Radiesse ก็น่าจะดีที่สุดไม่ใช่เหรอ?"

หลายคนอาจคิดแบบนั้น

แต่ไม่เสมอไปครับ



คนที่ผิวบางและแพ้ง่าย

ถ้าให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส·ความชุ่มชื้นมากกว่าริ้วรอยเล็ก ๆ

Rejuran อาจเหมาะกว่า



หากมีทั้งการสูญเสียวอลลุ่มและความหย่อนคล้อยพร้อมกัน

Juvelook ก็อาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าในบางเคส



จุดแข็งของ Liquid Radiesse โดยเฉพาะคือ

ในคนที่รู้สึกว่า "ผิวทั้งหน้าหมดแรง"

อาการลักษณะนี้ชัดเจนครับ

โดยมากในช่วงปลายวัย 30 ถึงต้นวัย 50

ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยอย่างชัดเจน

จะพึงพอใจมากที่สุดครับ







พูดตรง ๆ ก็มีข้อเสียเหมือนกัน

แต่มันไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมดครับ



มีอีกเรื่องที่ต้องบอกไว้ชัด ๆ

Liquid Radiesse

ผลลัพธ์จะแตกต่างกันมากตามสัดส่วนการเจือจางครับ



ถ้าเข้มข้นเกินไปอาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนได้

ถ้าเจือจางเกินไป ประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจน

อาจไม่ออกมาตามที่คาดหวัง



ดังนั้นประสบการณ์ของผู้ทำหัตถการ

จึงสำคัญกว่าสกินบูสเตอร์ชนิดอื่นครับ

ช่วงแรกผมเองก็ปรับสัดส่วน

หลายครั้งเพื่อเก็บข้อมูล

ตอนนี้แบ่งตามตำแหน่งและความหนาของผิว

แล้วตั้งค่าสัดส่วนการเจือจางต่างกันครับ



อีกอย่างหนึ่ง

ทันทีหลังทำคุณอาจรู้สึกว่า "มันได้ผลจริงไหม?"

เพราะไม่ได้พองขึ้นทันทีเหมือน HA filler

แต่มันเป็นกระบวนการที่คอลลาเจนค่อย ๆ เติมเต็มในช่วง 2-3 เดือน

สำหรับคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที

อาจรู้สึกว่าช้าได้ครับ



แต่การเปลี่ยนแปลงที่ 'ช้า' นี้

กลับเป็นหัวใจของความเป็นธรรมชาติ

โดยไม่ดูเหมือนเพิ่งทำหัตถการ

แต่จะได้ยินว่า "ช่วงนี้ผิวดูดีขึ้นนะ"

ถือเป็นหัตถการแนวนี้ครับ

레디어스 스킨부스터 시술 부위와 적합 대상







แนะนำ Liquid Radiesse ให้กับใครบ้าง?

แม้จะแตกต่างกันตามเคส

โดยปกติผมจะแบ่งแบบนี้ครับ



กรณีที่ Liquid Radiesse เหมาะ:

— ความยืดหยุ่นของแก้ม·หน้าผาก·แนวกราม

ดูหย่อนลงโดยรวม

— ทำ Rejuran·Juvelook หลายครั้งแล้ว

แต่ยังรู้สึกว่า "ขาดอะไรไปอีกนิด"

— ไม่ชอบวอลลุ่มจากฟิลเลอร์

แต่อยากเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวเอง

— บริเวณอย่างลำคอ·เนินอก·หลังมือ

ที่ความเสื่อมของผิวเห็นชัด



กรณีที่การเลือกอย่างอื่นอาจดีกว่า:

— ผิวบางมากและค่อนข้างแพ้ง่าย

— ต้องการวอลลุ่มทันที

— เป็นการทำสกินบูสเตอร์ครั้งแรก

และกังวลเรื่องการฉีดมาก



จริง ๆ แล้วมีคนที่ไปทำที่อื่น

ทำสกินบูสเตอร์มาเกิน 10 ครั้ง

แต่การปรับความยืดหยุ่นยังไม่ค่อยเห็นผล

หลังจากมาทำ Liquid Radiesse กับเรา 2 ครั้ง

แล้วบอกว่า "ผิวแน่นขึ้น"

เป็นคำที่คนไข้ใช้บรรยายในเคสหนึ่งครับ

นี่เป็นผลจากความแตกต่างของระดับการออกฤทธิ์ของสาร

ที่เกิดขึ้นครับ







คำถามที่พบบ่อย



Q1. เคยฉีด Radiesse filler มาก่อน จะทำ Liquid Radiesse ในบริเวณเดิมได้ไหม?

A. ทำได้ครับ

แต่ถ้ายังมีฟิลเลอร์เดิมค้างอยู่

ต้องปรับสัดส่วนการเจือจางและชั้นที่ฉีดครับ

ตอนเข้าพบแพทย์

ควรแจ้งประวัติการทำหัตถการก่อนหน้าให้ชัดเจนครับ

Q2. ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร และต้องทำกี่ครั้ง?

A. โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 300,000–500,000 วอนต่อครั้ง

ช่วงแรกแนะนำ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 4-6 สัปดาห์

หลังจากนั้นทำคงสภาพ 1 ครั้งทุก 6 เดือนถึง 1 ปี

แนะนำครับ

ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิว

จะอธิบายรายละเอียดให้ระหว่างปรึกษาครับ

Q3. กังวลเรื่องการจับตัวเป็นก้อนหรือผลข้างเคียง ควรระวังอะไรบ้าง?

A. หากสัดส่วนการเจือจางไม่เหมาะสม

อาจคลำเจอก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง

ได้ครับ

หลังทำประมาณ 1-2 สัปดาห์

หลีกเลี่ยงการกดบริเวณที่ทำหัตถการแรงเกินไป

และการนวดครับ

หากรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ

ให้กลับมาพบแพทย์ทันทีครับ

หากผู้ทำหัตถการมีความชำนาญและรักษาสัดส่วนที่เหมาะสม

อัตราการเกิดการจับตัวเป็นก้อนจริง ๆ จะต่ำมากครับ

สามารถปรึกษาทาง KakaoTalk ก่อนมาพบได้ด้วย


ทั้งหมดนี้คือ วียองจินครับ



▶ อ่านเพิ่มเติม

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ถ้าจะทำหัตถการในโซล ควรเลือกฮงแดหรือคังนัมดี — คู่มือสำหรับผู้มาเยือนชาวต่างชาติ

ยกกระชับ

ทำหัตถการในโซล เลือกย่านฮงแดหรือคังนัมดีกว่ากัน — คู่มือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ทั้งราคาและความสะดวกในการเข้าถึงก็สำคัญนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณหมอเจ้าของคลินิกเป็นผู้ตรวจและดูแลเองหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าไปที่ที่รับคนไข้ต่างชาติ ก็จะช่วยเช็กความแตกต่างทางกายวิภาคได้ด้วย

ผลข้างเคียงของ Ulthera, "มุมปากยกไม่ขึ้น" — เคล็ดลับของผู้ทำหัตถการในการหลีกเลี่ยงการกระตุ้นเส้นประสาท

ยกกระชับ

ผลข้างเคียงของ Ulthera พูดตามตรง แม้แต่ฉันเมื่อ 5 ปีก่อนก็ยังไม่รู้

ผลข้างเคียงของ Ulthera ที่น่ากลัวกว่ารอยช้ำหรืออาการบวม คือมุมปากไม่สมมาตร เพราะความลึก 4.5 มม. จะผ่านใกล้กับแขนงของเส้นประสาท

รูขุมขนที่เลเซอร์จัดการไม่ได้ กับความลับของโครงสร้างชั้นหนังแท้ที่ 'Potenza RF' ช่วยไขได้

ผิว

รูขุมขนที่เลเซอร์แก้ไม่ได้ Potenza RF ต่างกันไหม?

เลเซอร์กับไมโครนีดเดิล RF ทำงานกับรูขุมขนคนละแบบ ต่างกันที่ส่งพลังงานไปชั้นผิวหรือชั้นหนังแท้

เวลาฉันเลือกคลินิกผิวหนังแถวฮงแด ฉันจะเริ่มดูจาก "คลินิกที่คุณหมอเจ้าของคลินิกตรวจเอง" ก่อน

ผิว

เลือกคลินิกผิวหนังฮงแด ฉันดูก่อนว่า 'หมอตรวจเอง'

คลินิกผิวหนังในฮงแดมีเยอะจนเลือกยาก เราสรุปเหตุผลและวิธีเช็กว่าหมอตรวจเองจริงไหมไว้แล้ว

ถ้าจะเลือกคลินิกผิวหนังแถวมาโปให้ได้ทำ Thermage ดี ๆ ควรดูอะไรบ้าง

ยกกระชับ

เลือกคลินิกในมาโพทำ Thermage ให้ได้ผล ควรดูอะไร?

เลือกคลินิกผิวหนังในมาโพ มีเกณฑ์สำคัญกว่าทำเลที่ตั้ง เราสรุปเช็กลิสต์ทำ Thermage ไม่ให้เสียดายทีหลัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?

Juvelook, Sculptra, PRP, ฟิลเลอร์ ดูคล้ายกัน แต่ทำงานต่างกัน ความต่าง collagen booster กับ filler

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1