
JuveLook Volume กับสกินบูสเตอร์? ควรทำอะไรก่อนดี?
JuveLook Volume กับสกินบูสเตอร์? ควรทำอะไรก่อนดี?
JuveLook Volume กับสกินบูสเตอร์? ควรทำอะไรก่อนดี?
ก่อนฉีดจูเวลูคที่ฮงแด ตรวจสอบความเข้มข้น ความลึกการฉีด และเกณฑ์ตามประเภทผิว อิงประสบการณ์คลินิก
จะฉีดจูเบลุคที่ฮงแด ต้องรู้อะไรก่อนบ้าง?
ผมคือผู้อำนวยการ วี ยองจิน แห่ง Beauty's Doctors
💡 ตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. จูเบลุคไม่ใช่แค่ฉีดคอลลาเจนเหรอ? ฉีดที่ไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
A. แม้จะเป็นตัวยาเดียวกัน แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตามความเข้มข้น ชั้นที่ฉีด และความหนาของผิวของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือ 'การออกแบบ' ไม่ใช่เครื่องจักร
Q. ทำไมมีรีวิวว่าจูเบลุคยี่ห้อเดียวกันแต่ผลลัพธ์ต่างกัน?
A. เพราะถ้าความลึกและความหนาแน่นที่อนุภาค PDLLA ไปกระจายตัวต่างกัน การตอบสนองในการสร้างคอลลาเจนก็จะต่างกันไปด้วย
💡 อินไซต์สำคัญจากผู้อำนวยการ วี ยองจิน
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนฉีดจูเบลุคที่ฮงแด·ฮับจอง—เกณฑ์การทำหัตถการของ Beauty's Doctors

จูเบลุคคืออะไร?
Juvelook(จูเบลุค) คือ
การใช้สาร PDLLA (poly-D,L-lactic acid)
ฉีดเข้าไปในผิวหนัง
เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง
ซึ่งเป็นหัตถการสกินบูสเตอร์
ในขณะที่สกัลตราที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกัน
ใช้ PLLA เป็นพื้นฐานและเน้นการฟื้นคืนวอลลุ่ม
จูเบลุคมีอนุภาคที่เล็กกว่า
และเชี่ยวชาญด้านการปรับผิวสัมผัสอย่าง
ผิวเนียน ความยืดหยุ่น และรูขุมขน
'เท็กซ์เจอร์ผิวชั้นตื้น' นั่นเอง
ทำไมจูเบลุคเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกัน
พูดตรงๆ เลยว่า
นี่เป็นจุดที่ค่อนข้างคลุมเครือครับ
ในมุมของคนไข้
“ยาตัวเดียวกัน ทำไมผลถึงต่างกันล่ะ?”
ก็คงอดคิดแบบนั้นไม่ได้
แต่ตรงนี้มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง
อนุภาค PDLLA จะพบกับเซลล์ที่ต่างกันตามความลึกที่ฉีดเข้าไป
ถ้าฉีดตื้นเกินไป
อาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนหรือก้อนขาว
ใต้ผิวหนังชั้นตื้นได้
และถ้าลึกเกินไป
มักจะไม่รู้สึกถึงผลเรื่องการปรับผิวสัมผัสเท่าที่ควร
ผมมักอธิบายแบบนี้ครับ
“ความลึกในการปลูกเมล็ด
เป็นตัวกำหนดขนาดของดอกไม้”
ชั้นหนังแท้ส่วนบน
หรือความลึกประมาณ
1~2 มม. จากผิวหนัง
อนุภาค PDLLA ต้องกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ที่สร้างคอลลาเจน)
ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม
การ 'กระตุ้นอย่างเหมาะสม' นี้
จริงๆ แล้วสัมพันธ์โดยตรงกับการปรับความเข้มข้นด้วย
จูเบลุคสามารถปรับความเข้มข้นของตัวยาต้นฉบับ
ได้ด้วยอัตราการเจือจาง
ถ้าใช้ความเข้มข้นสูงกับคนที่ผิวบาง
ความเสี่ยงเรื่องรอยช้ำหรือก้อนจะเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าใช้ความเข้มข้นอ่อนกับผิวหนา
ก็จะรู้สึกถึงประสิทธิภาพได้น้อยลง
ดังนั้นก่อนทำหัตถการ
ผมจะตรวจความหนาและความยืดหยุ่นของผิว
ด้วยการคลำด้วยตัวเองเสมอ
แม้จะเป็นจูเบลุคเหมือนกัน
แต่ขั้นตอนการตั้งค่านี้แหละที่แบ่งผลลัพธ์ออกจากกัน

เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดครับ
“ฉีดจูเบลุคครั้งเดียวก็จบ”
ไม่ใช่แบบนั้น
เพราะเป็นโครงสร้างที่เมื่อ PDLLA สลายตัว
คอลลาเจนจะค่อยๆ เติมขึ้นมา
ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อทำ 2~3 ครั้ง
ห่างกันทุก 3~4 สัปดาห์
จะเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวสัมผัสอย่างชัดเจน
จากประสบการณ์ของผม
คนที่เคยไปฉีดที่อื่น 1~2 ครั้ง
แล้วบอกว่า “ไม่เห็นผล” จำนวนไม่น้อย
เป็นกรณีที่ความเข้มข้นหรือความลึกในการฉีด
ไม่เหมาะกับสภาพผิว

👨⚕️ สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการ วี ยองจิน:
จูเบลุคไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า 'ฉีดยาอะไร' มากกว่า
แต่ขึ้นอยู่กับว่า 'ถูกออกแบบด้วยความเข้มข้นและความลึกที่เหมาะกับความหนาของผิวเราหรือไม่'
ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์
เหตุผลที่ยาเดียวกันให้ผลต่างกัน
คำตอบอยู่ตรงนั้น
เกณฑ์การใช้จูเบลุคตามสภาพผิว
แม้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละเคส
แต่โดยทั่วไปผมจะแบ่งแนวทางแบบนี้
ประเภท | ผิวบางและแพ้ง่าย | ผิวหนาและรูขุมขนกว้าง |
|---|---|---|
ความเข้มข้นหลังเจือจาง | เจือจางมาก (ลดการระคายเคืองให้ต่ำสุด) | เข้มข้นขึ้น (กระตุ้นแบบหนาแน่น) |
ความลึกในการฉีด | ชั้นหนังแท้ส่วนบนสุด (ประมาณ 1 มม.) | ชั้นหนังแท้ชั้นกลาง (ประมาณ 1.5~2 มม.) |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | 3~4 ครั้ง (ความเข้มต่ำ, ผลสะสม) | 2~3 ครั้ง (ความเข้มสูง, ตอบสนองเร็ว) |
ข้อควรระวัง | ต้องจัดการความเสี่ยงเรื่องรอยช้ำ·ก้อนอย่างเคร่งครัด | อาการบวมช่วงแรกอยู่ได้นานกว่าเล็กน้อย |
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง | ลดริ้วรอยเล็กๆ · เพิ่มความกระชับ | กระชับรูขุมขน · ปรับผิวให้เรียบเนียน |
แต่ก็ไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมดครับ
มีอีกเรื่องที่ต้องบอกไว้คือ
จูเบลุคเป็นหัตถการที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงแบบทันทีได้ยาก
เพราะไม่ใช่แบบฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกที่ฉีดแล้วจะรู้สึกว่า “ว้าว เปลี่ยนไปแล้ว!” ทันที
แต่เป็นโครงสร้างที่คอลลาเจนค่อยๆ เพิ่มขึ้นภายใน 4~8 สัปดาห์
ดังนั้นถ้าใครต้องการให้ทันงานสัปดาห์หน้า
ผมก็มักจะแนะนำหัตถการอื่นอย่างตรงไปตรงมา
แต่สำหรับคนที่อยากปรับความยืดหยุ่นและผิวสัมผัสของผิวโดยรวมในระยะยาว
ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดี
ส่วนใหญ่มักคงอยู่ราว 6 เดือนถึง 1 ปี
และผมก็เห็นหลายเคสที่เมื่อทำซ้ำ
ระยะเวลาการคงผลจะยาวขึ้นด้วย
คำถามที่พบบ่อย
Q1. จูเบลุค วอลุ่ม กับจูเบลุคทั่วไปต่างกันอย่างไร?
A. จูเบลุค วอลุ่ม
มีปริมาณ PDLLA สูงกว่า
จึงให้ผลที่ใกล้เคียงกับการฟื้นคืนวอลลุ่มมากกว่า
ส่วนจูเบลุคทั่วไป
จะเน้นการปรับปรุงผิวสัมผัสชั้นตื้น เช่น
ผิวเนียน รูขุมขน และริ้วรอยเล็กๆ
จึงควรเลือกใช้ต่างกันตามบริเวณที่กังวล
Q2. ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร และต้องฉีดกี่ครั้ง?
A. ราคาต่อครั้ง
จะแตกต่างตามชนิดผลิตภัณฑ์และปริมาณที่ใช้
ดังนั้นรายละเอียดที่แน่นอนจะแจ้งให้ทราบระหว่างการปรึกษา
โดยปกติจะวางเป็นโปรโตคอลพื้นฐาน
2~3 ครั้ง ห่างกันทุก 3~4 สัปดาห์
และปรับตามการตอบสนองของผิว
Q3. หลังทำต้องระวังอะไรบ้าง?
A. ในวันทำหัตถการ
ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ ซาวน่า และการออกกำลังกายหนัก
โดยในช่วง 2~3 วัน
อาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดได้
ในบางกรณีที่พบไม่บ่อย
อาจคลำได้เป็นก้อนสีขาว
ถ้านวดเบาๆ ส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมภายใน 1~2 สัปดาห์
แต่ถ้ายังอยู่เกิน 2 สัปดาห์
แนะนำให้กลับไปตรวจที่คลินิกที่ทำหัตถการ
ผมแนะนำให้ปรึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจทำ
ขอจบเพียงเท่านี้จากวี ยองจิน
▶ อ่านต่อ
จะฉีดจูเบลุคที่ฮงแด ต้องรู้อะไรก่อนบ้าง?
ผมคือผู้อำนวยการ วี ยองจิน แห่ง Beauty's Doctors
💡 ตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. จูเบลุคไม่ใช่แค่ฉีดคอลลาเจนเหรอ? ฉีดที่ไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
A. แม้จะเป็นตัวยาเดียวกัน แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตามความเข้มข้น ชั้นที่ฉีด และความหนาของผิวของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือ 'การออกแบบ' ไม่ใช่เครื่องจักร
Q. ทำไมมีรีวิวว่าจูเบลุคยี่ห้อเดียวกันแต่ผลลัพธ์ต่างกัน?
A. เพราะถ้าความลึกและความหนาแน่นที่อนุภาค PDLLA ไปกระจายตัวต่างกัน การตอบสนองในการสร้างคอลลาเจนก็จะต่างกันไปด้วย
💡 อินไซต์สำคัญจากผู้อำนวยการ วี ยองจิน
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนฉีดจูเบลุคที่ฮงแด·ฮับจอง—เกณฑ์การทำหัตถการของ Beauty's Doctors

จูเบลุคคืออะไร?
Juvelook(จูเบลุค) คือ
การใช้สาร PDLLA (poly-D,L-lactic acid)
ฉีดเข้าไปในผิวหนัง
เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง
ซึ่งเป็นหัตถการสกินบูสเตอร์
ในขณะที่สกัลตราที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกัน
ใช้ PLLA เป็นพื้นฐานและเน้นการฟื้นคืนวอลลุ่ม
จูเบลุคมีอนุภาคที่เล็กกว่า
และเชี่ยวชาญด้านการปรับผิวสัมผัสอย่าง
ผิวเนียน ความยืดหยุ่น และรูขุมขน
'เท็กซ์เจอร์ผิวชั้นตื้น' นั่นเอง
ทำไมจูเบลุคเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกัน
พูดตรงๆ เลยว่า
นี่เป็นจุดที่ค่อนข้างคลุมเครือครับ
ในมุมของคนไข้
“ยาตัวเดียวกัน ทำไมผลถึงต่างกันล่ะ?”
ก็คงอดคิดแบบนั้นไม่ได้
แต่ตรงนี้มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง
อนุภาค PDLLA จะพบกับเซลล์ที่ต่างกันตามความลึกที่ฉีดเข้าไป
ถ้าฉีดตื้นเกินไป
อาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนหรือก้อนขาว
ใต้ผิวหนังชั้นตื้นได้
และถ้าลึกเกินไป
มักจะไม่รู้สึกถึงผลเรื่องการปรับผิวสัมผัสเท่าที่ควร
ผมมักอธิบายแบบนี้ครับ
“ความลึกในการปลูกเมล็ด
เป็นตัวกำหนดขนาดของดอกไม้”
ชั้นหนังแท้ส่วนบน
หรือความลึกประมาณ
1~2 มม. จากผิวหนัง
อนุภาค PDLLA ต้องกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ที่สร้างคอลลาเจน)
ได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม
การ 'กระตุ้นอย่างเหมาะสม' นี้
จริงๆ แล้วสัมพันธ์โดยตรงกับการปรับความเข้มข้นด้วย
จูเบลุคสามารถปรับความเข้มข้นของตัวยาต้นฉบับ
ได้ด้วยอัตราการเจือจาง
ถ้าใช้ความเข้มข้นสูงกับคนที่ผิวบาง
ความเสี่ยงเรื่องรอยช้ำหรือก้อนจะเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าใช้ความเข้มข้นอ่อนกับผิวหนา
ก็จะรู้สึกถึงประสิทธิภาพได้น้อยลง
ดังนั้นก่อนทำหัตถการ
ผมจะตรวจความหนาและความยืดหยุ่นของผิว
ด้วยการคลำด้วยตัวเองเสมอ
แม้จะเป็นจูเบลุคเหมือนกัน
แต่ขั้นตอนการตั้งค่านี้แหละที่แบ่งผลลัพธ์ออกจากกัน

เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดครับ
“ฉีดจูเบลุคครั้งเดียวก็จบ”
ไม่ใช่แบบนั้น
เพราะเป็นโครงสร้างที่เมื่อ PDLLA สลายตัว
คอลลาเจนจะค่อยๆ เติมขึ้นมา
ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อทำ 2~3 ครั้ง
ห่างกันทุก 3~4 สัปดาห์
จะเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวสัมผัสอย่างชัดเจน
จากประสบการณ์ของผม
คนที่เคยไปฉีดที่อื่น 1~2 ครั้ง
แล้วบอกว่า “ไม่เห็นผล” จำนวนไม่น้อย
เป็นกรณีที่ความเข้มข้นหรือความลึกในการฉีด
ไม่เหมาะกับสภาพผิว

👨⚕️ สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการ วี ยองจิน:
จูเบลุคไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า 'ฉีดยาอะไร' มากกว่า
แต่ขึ้นอยู่กับว่า 'ถูกออกแบบด้วยความเข้มข้นและความลึกที่เหมาะกับความหนาของผิวเราหรือไม่'
ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์
เหตุผลที่ยาเดียวกันให้ผลต่างกัน
คำตอบอยู่ตรงนั้น
เกณฑ์การใช้จูเบลุคตามสภาพผิว
แม้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละเคส
แต่โดยทั่วไปผมจะแบ่งแนวทางแบบนี้
ประเภท | ผิวบางและแพ้ง่าย | ผิวหนาและรูขุมขนกว้าง |
|---|---|---|
ความเข้มข้นหลังเจือจาง | เจือจางมาก (ลดการระคายเคืองให้ต่ำสุด) | เข้มข้นขึ้น (กระตุ้นแบบหนาแน่น) |
ความลึกในการฉีด | ชั้นหนังแท้ส่วนบนสุด (ประมาณ 1 มม.) | ชั้นหนังแท้ชั้นกลาง (ประมาณ 1.5~2 มม.) |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | 3~4 ครั้ง (ความเข้มต่ำ, ผลสะสม) | 2~3 ครั้ง (ความเข้มสูง, ตอบสนองเร็ว) |
ข้อควรระวัง | ต้องจัดการความเสี่ยงเรื่องรอยช้ำ·ก้อนอย่างเคร่งครัด | อาการบวมช่วงแรกอยู่ได้นานกว่าเล็กน้อย |
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง | ลดริ้วรอยเล็กๆ · เพิ่มความกระชับ | กระชับรูขุมขน · ปรับผิวให้เรียบเนียน |
แต่ก็ไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมดครับ
มีอีกเรื่องที่ต้องบอกไว้คือ
จูเบลุคเป็นหัตถการที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงแบบทันทีได้ยาก
เพราะไม่ใช่แบบฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกที่ฉีดแล้วจะรู้สึกว่า “ว้าว เปลี่ยนไปแล้ว!” ทันที
แต่เป็นโครงสร้างที่คอลลาเจนค่อยๆ เพิ่มขึ้นภายใน 4~8 สัปดาห์
ดังนั้นถ้าใครต้องการให้ทันงานสัปดาห์หน้า
ผมก็มักจะแนะนำหัตถการอื่นอย่างตรงไปตรงมา
แต่สำหรับคนที่อยากปรับความยืดหยุ่นและผิวสัมผัสของผิวโดยรวมในระยะยาว
ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดี
ส่วนใหญ่มักคงอยู่ราว 6 เดือนถึง 1 ปี
และผมก็เห็นหลายเคสที่เมื่อทำซ้ำ
ระยะเวลาการคงผลจะยาวขึ้นด้วย
คำถามที่พบบ่อย
Q1. จูเบลุค วอลุ่ม กับจูเบลุคทั่วไปต่างกันอย่างไร?
A. จูเบลุค วอลุ่ม
มีปริมาณ PDLLA สูงกว่า
จึงให้ผลที่ใกล้เคียงกับการฟื้นคืนวอลลุ่มมากกว่า
ส่วนจูเบลุคทั่วไป
จะเน้นการปรับปรุงผิวสัมผัสชั้นตื้น เช่น
ผิวเนียน รูขุมขน และริ้วรอยเล็กๆ
จึงควรเลือกใช้ต่างกันตามบริเวณที่กังวล
Q2. ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร และต้องฉีดกี่ครั้ง?
A. ราคาต่อครั้ง
จะแตกต่างตามชนิดผลิตภัณฑ์และปริมาณที่ใช้
ดังนั้นรายละเอียดที่แน่นอนจะแจ้งให้ทราบระหว่างการปรึกษา
โดยปกติจะวางเป็นโปรโตคอลพื้นฐาน
2~3 ครั้ง ห่างกันทุก 3~4 สัปดาห์
และปรับตามการตอบสนองของผิว
Q3. หลังทำต้องระวังอะไรบ้าง?
A. ในวันทำหัตถการ
ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ ซาวน่า และการออกกำลังกายหนัก
โดยในช่วง 2~3 วัน
อาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดได้
ในบางกรณีที่พบไม่บ่อย
อาจคลำได้เป็นก้อนสีขาว
ถ้านวดเบาๆ ส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมภายใน 1~2 สัปดาห์
แต่ถ้ายังอยู่เกิน 2 สัปดาห์
แนะนำให้กลับไปตรวจที่คลินิกที่ทำหัตถการ
ผมแนะนำให้ปรึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจทำ
ขอจบเพียงเท่านี้จากวี ยองจิน
▶ อ่านต่อ
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
ทำหัตถการในโซล เลือกย่านฮงแดหรือคังนัมดีกว่ากัน — คู่มือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทั้งราคาและความสะดวกในการเข้าถึงก็สำคัญนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณหมอเจ้าของคลินิกเป็นผู้ตรวจและดูแลเองหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าไปที่ที่รับคนไข้ต่างชาติ ก็จะช่วยเช็กความแตกต่างทางกายวิภาคได้ด้วย

ยกกระชับ
ผลข้างเคียงของ Ulthera พูดตามตรง แม้แต่ฉันเมื่อ 5 ปีก่อนก็ยังไม่รู้
ผลข้างเคียงของ Ulthera ที่น่ากลัวกว่ารอยช้ำหรืออาการบวม คือมุมปากไม่สมมาตร เพราะความลึก 4.5 มม. จะผ่านใกล้กับแขนงของเส้นประสาท

ผิว
รูขุมขนที่เลเซอร์แก้ไม่ได้ Potenza RF ต่างกันไหม?
เลเซอร์กับไมโครนีดเดิล RF ทำงานกับรูขุมขนคนละแบบ ต่างกันที่ส่งพลังงานไปชั้นผิวหรือชั้นหนังแท้

ผิว
เลือกคลินิกผิวหนังฮงแด ฉันดูก่อนว่า 'หมอตรวจเอง'
คลินิกผิวหนังในฮงแดมีเยอะจนเลือกยาก เราสรุปเหตุผลและวิธีเช็กว่าหมอตรวจเองจริงไหมไว้แล้ว

ยกกระชับ
เลือกคลินิกในมาโพทำ Thermage ให้ได้ผล ควรดูอะไร?
เลือกคลินิกผิวหนังในมาโพ มีเกณฑ์สำคัญกว่าทำเลที่ตั้ง เราสรุปเช็กลิสต์ทำ Thermage ไม่ให้เสียดายทีหลัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?
Juvelook, Sculptra, PRP, ฟิลเลอร์ ดูคล้ายกัน แต่ทำงานต่างกัน ความต่าง collagen booster กับ filler
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
