
น้ำยาวิเศษ: ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ปกติไหม?
น้ำยาวิเศษ: ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ปกติไหม?
น้ำยาวิเศษ: ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ปกติไหม?
แพทย์ผิวหนังอธิบายผิวลอกจากเรตินอล ความต่างปฏิกิริยาเรตินอยด์กับระคายเคือง และการเลือกความเข้มข้น
เรตินอล,
ช่วงนี้ฮิตมากจริง ๆ..
ไม่ใช่แค่ในเกาหลี แต่ต่างประเทศเองก็
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ฮิตมากอยู่แล้ว (สหรัฐฯ)
ช่วงนี้บ้านเราและญี่ปุ่น
กำลังหากันเยอะเลย ㅎㅎ
ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ไม่เป็นไรใช่ไหม?
💡 ก่อนอ่าน โปรดตรวจสอบก่อน
Q. ทาเรตินอลแล้วเกิดขุย ผิวเสียแล้วใช่ไหม?
A. ไม่ใช่ เป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดจากรอบการผลัดเซลล์เร็วขึ้น และยิ่งเป็นสัญญาณว่าเรตินอลกำลังทำงานได้ดีอยู่ด้วย.
Q. งั้นถึงจะลอกแค่ไหนก็ใช้ต่อได้ใช่ไหม?
A. ไม่ใช่แบบนั้น 'ปฏิกิริยาเรตินอยด์' กับ 'ปฏิกิริยาการระคายเคือง' ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่รู้ความต่างนี้อาจทำร้ายผิวได้
“ผิวลอกไม่ใช่ผลข้างเคียง - คุณรู้กลไกการทำงานที่แท้จริงของเรตินอลหรือยัง?”
— ผู้อำนวยการอวี ยองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)

เรตินอล คืออะไรกันแน่?
เรตินอล(Retinol)คือ
รูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ
ช่วยเร่งอัตราการผลัดเซลล์ผิว
จึงช่วยปรับปรุงสัญญาณแห่งวัย
เช่น ริ้วรอย สีผิว และรูขุมขนได้อย่างโดดเด่น
ช่วงนี้ฮิตมากจริง ๆ..
ไม่ใช่แค่ในเกาหลี แต่ต่างประเทศเองก็
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ฮิตมากอยู่แล้ว (สหรัฐฯ)
ช่วงนี้บ้านเราและญี่ปุ่น
กำลังหากันเยอะเลย ㅎㅎ
ต่างจากยาตามใบสั่งแพทย์อย่าง Tretinoin
เรตินอลเป็นความเข้มข้นที่ใส่ในเครื่องสำอางได้
จึงเข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก
แต่ตรงนี้มีปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง
เพราะเข้าถึงง่าย
จึงมีคนที่ 'ไม่รู้หลักการ แต่ทาไว้ก่อน' กันเยอะมาก
จริง ๆ เลย
ผิวลอกแล้วบอกว่าเป็นผลข้างเคียงเหรอ? นั่นเป็นความเข้าใจผิด
พูดตรง ๆ เลย
พอทาเรตินอลครั้งแรกแล้วเกิดขุย
เก้าครั้งในสิบคนจะกังวลว่า 'แบบนี้ถูกไหม?'
แต่พอรู้จักตัวตนของปฏิกิริยานี้
ความคิดจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

เซลล์ชั้นหนังกำพร้าของเรา
ปกติจะถูกผลัดเปลี่ยนทุก 28 วัน
เซลล์ใหม่จะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นฐานด้านล่าง
แล้วค่อย ๆ ถูกดันขึ้นไปด้านบนจนกลายเป็นขี้ไคล
และหลุดออกไปตามธรรมชาติ
สิ่งที่เรตินอลทำก็คือ
'เร่ง' วงจรนี้ให้เร็วขึ้น
เมื่อเรตินอลถูกดูดซึมเข้าสู่ผิว
จะผ่านกระบวนการเป็นเรตินัล (Retinal)
และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นเรติโนอิกแอซิด (Retinoic Acid)
ในที่สุด
กรดเรติโนอิกนี้จะไปจับกับตัวรับในนิวเคลียสของเซลล์
แล้วส่งสัญญาณว่า
'เพิ่มความเร็วในการแบ่งเซลล์'
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ
รอบการผลัดเปลี่ยนที่เคยใช้เวลา 28 วัน
จะสั้นลงเหลือประมาณ 14~20 วัน
เมื่อเซลล์ใหม่ขึ้นมาเร็ว
ขี้ไคลเก่าที่อยู่ด้านบน
ก็จะถูกดันหลุดออกไปพร้อมกัน
นี่แหละตัวตนของสิ่งที่คุณเห็นว่า
'ผิวลอก'
สรุปคือ ไม่ใช่ผิวเสีย
แต่เพราะเซลล์ใหม่ด้านล่างขึ้นมาเร็วเกินไป
ขี้ไคลเก่าด้านบนเลยทนไม่ไหว
แล้วหลุดออกไป
ในทางการแพทย์ สิ่งนี้เรียกว่า
ปฏิกิริยาเรตินอยด์ (Retinoid Dermatitis)ว่า
กัน
ไม่ใช่ผลข้างเคียง
แต่เป็นปฏิกิริยาช่วงเปลี่ยนผ่านที่ผิวกำลังปรับตัว
โดยปกติจะนิ่งลงใน 2~6 สัปดาห์

แต่มีเรื่องสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง
ปฏิกิริยาเรตินอยด์กับปฏิกิริยาการระคายเคือง
ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ส่วนที่คนมักเข้าใจผิดกันเยอะ
ถ้าดูตารางด้านล่าง
คุณจะเห็นความต่างชัดมาก
ประเภท | ปฏิกิริยาเรตินอยด์ | ปฏิกิริยาการระคายเคือง |
|---|---|---|
อาการ | ขุยบาง ๆ ความแห้งเล็กน้อย, | แสบ รอยแดง, |
ระยะเวลา | หายไปเองตามธรรมชาติหลัง 2~6 สัปดาห์ | แม้หยุดใช้ก็ยังเป็นต่อหลายวัน, |
การเปลี่ยนแปลงสภาพผิว | หลังปรับตัวแล้ว ผิวเรียบเนียนขึ้น | เกราะผิวเสียหาย ทำให้ |
วิธีรับมือ | เพิ่มการบำรุงให้ชุ่มชื้นแล้วใช้ต่อ | หยุดทันที และปรึกษาแพทย์ผิวหนัง |
ระดับที่มีขุยลอกเบา ๆ
เป็นหลักฐานว่าเรตินอลกำลังทำงาน
แต่ถ้าผิวแดงร้อน
แสบและมีน้ำเหลืองซึม
นั่นคือเกราะผิวกำลังพัง
ถ้าแยกสองอย่างนี้ไม่ออก
ก็จะเกิดเรื่องที่ว่า 'ต้องทนไปเดี๋ยวก็เห็นผล'
แล้วทำให้ผิวพังมากขึ้น
👨⚕️ สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการอวี ยองจิน:
พอทาเรตินอล อัตราการผลัดเซลล์จะเร็วขึ้น ทำให้ขี้ไคลเก่าถูกดันออกไป นี่ไม่ใช่ความเสียหาย แต่ใกล้เคียงกับ 'การเปลี่ยนรุ่น' มากกว่า
อย่างไรก็ตาม อาการแสบ ผื่น และน้ำเหลืองซึมไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติ ถ้าไม่รู้เส้นแบ่งนี้ เรตินอลอาจกลายเป็นโทษได้แทน
ความเข้มข้น·รูปแบบ·วิธีใช้ แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี
เรื่องนี้ค่อนข้างกำกวม เพราะ
มีคนถามกันเยอะว่า 'ใช้เรตินอล 0.5% ได้ไหม?'
อยู่บ่อย ๆ
แต่ถึงจะเป็น 0.5% เหมือนกัน
ถ้าเป็นเรตินอลแบบแคปซูล
หรือเรตินอลแบบอิสระ
ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ที่สัมผัสผิวจริงก็ไม่เหมือนกัน
แต่ละเคสไม่เหมือนกัน
แต่โดยปกติผมจะแนะนำแบบนี้

สภาพผิว | ความเข้มข้นที่แนะนำ | ความถี่เริ่มต้น | ระยะปรับตัว |
|---|---|---|---|
มือใหม่ / | 0.025~0.05% | สัปดาห์ละ 1~2 ครั้ง | 4~6 สัปดาห์ |
ผู้ที่มีประสบการณ์ใช้ | 0.1~0.3% | สัปดาห์ละ 2~3 ครั้ง | 3~4 สัปดาห์ |
เคยใช้เรตินอล / | 0.5~1.0% | สัปดาห์ละ 3~4 ครั้ง | 2~3 สัปดาห์ |
หัวใจคือ 'เริ่มจากความเข้มข้นต่ำ
แล้วค่อยเพิ่มเมื่อผิวปรับตัวได้'
และมีอีกเรื่องที่ต้องบอกให้ชัด ๆ
เรตินอลสลายตัวได้ง่ายเมื่อโดนรังสียูวี
ดังนั้นต้องทาเฉพาะตอนกลางคืน
และตอนเช้าวันถัดไปต้องทากันแดดเสมอ
ถ้าลืมข้อนี้ไป
เรตินอลที่ทาเพื่อปรับสีผิว
อาจกลับไปทำให้สีผิวแย่ลง
เกิดผลตรงข้ามได้
อีกอย่างหนึ่ง
ถ้าผิวอยู่ในสภาพแห้งตอนทาเรตินอล
อาการระคายเคืองจะรุนแรงขึ้นมาก
ดังนั้นผมมักจะแนะนำว่า
'ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อน
แล้วค่อยลงเรตินอลทับ'
แบบนี้
สิ่งนี้เรียกว่า Buffering
ชั้นมอยส์เจอไรเซอร์จะช่วยทำหน้าที่เป็นตัวกันกระแทก
ช่วยลดการระคายเคืองแม้ใช้ความเข้มข้นเท่าเดิม
พร้อมทำให้สารออกฤทธิ์ซึมลงอย่างช้า ๆ
แต่ก็ไม่ได้ดีไปเสียหมด
เรตินอลถูกเรียกว่าเป็น
'มาตรฐาน' ของส่วนผสมต้านริ้วรอย ก็ไม่ผิด
แต่ข้อจำกัดก็ชัดเจน
อย่างแรก ต้องใช้เวลา
อย่างน้อย 8~12 สัปดาห์กว่าจะเห็นผล
ไม่ใช่ส่วนผสมที่ทาแล้วผิวดีทันที
และริ้วรอยลึกที่เกิดขึ้นแล้ว
หรือเม็ดสีที่ลงไปถึงชั้นหนังแท้
ไม่สามารถแก้ด้วยเรตินอลอย่างเดียวได้
ในกรณีแบบนี้
ต้องทำร่วมกับหัตถการอย่างเลเซอร์โทนนิ่งหรือแฟร็กเซล
ถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เริ่มมีสัญญาณความแก่ระยะแรก
คนที่รูขุมขนกว้างขึ้นจนผิวหยาบ
หรือคนที่เริ่มกังวลเรื่องริ้วรอยเล็ก ๆ
ก็ยังเป็นส่วนผสมดูแลผิวที่พิสูจน์แล้วว่าดีที่สุดตัวหนึ่ง
ผมเองก็มักสั่งเรตินอลให้ใช้เป็นการดูแลหลังทำหัตถการบ่อย ๆ
แต่ก็ต้องปรับความเข้มข้นและรูปแบบตามสภาพผิวทุกครั้ง
ไม่ใช่ว่า
'ซื้ออะไรก็ได้ที่ดัง ๆ แล้วทาเลย'
แบบนั้นแน่นอน
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ใช้เรตินอลกับ AHA/BHA พร้อมกันได้ไหม?
A. ถ้าทาซ้อนกันในคืนเดียวกัน
อาจระคายเคืองหนักขึ้นได้
ถ้าอยากใช้ แยกวันสลับกัน
จะปลอดภัยกว่า
เช่น จันทร์·พุธ·ศุกร์ใช้เรตินอล
อังคาร·พฤหัสฯ ใช้ AHA แบบนี้
Q2. ต้องใช้เรตินอลนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
A. หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าผิวสัมผัสดีขึ้นในราว 4~6 สัปดาห์
ส่วนเรื่องริ้วรอยหรือเม็ดสี
ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 8~12 สัปดาห์
ถ้าใช้แค่ 2 สัปดาห์แล้วบอกว่า 'ไม่เห็นผล'
แล้วเลิกไป ก็เสียดายแย่
Q3. ใช้เรตินอลแล้วผิวไวเกินไป ควรทำยังไง?
A. ให้หยุดใช้ก่อน
แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ให้เพียงพอ
ถ้าภายใน 2~3 วันอาการสงบลง
ค่อยเริ่มใหม่ โดยลดความเข้มข้นหรือความถี่ลง
ก็ได้
แต่ถ้าอาการแดงหรือแสบต่อเนื่องเกิน 3 วัน
อาจเป็นสัญญาณว่าเกราะผิวพังแล้ว
ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง
หากมีข้อสงสัย สอบถามผ่านแชต Kakao หรือโทรมาได้เลยนะครับ สวัสดีจากอวี ยองจิน
▶ อ่านเพิ่มเติม
เรตินอล,
ช่วงนี้ฮิตมากจริง ๆ..
ไม่ใช่แค่ในเกาหลี แต่ต่างประเทศเองก็
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ฮิตมากอยู่แล้ว (สหรัฐฯ)
ช่วงนี้บ้านเราและญี่ปุ่น
กำลังหากันเยอะเลย ㅎㅎ
ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ไม่เป็นไรใช่ไหม?
💡 ก่อนอ่าน โปรดตรวจสอบก่อน
Q. ทาเรตินอลแล้วเกิดขุย ผิวเสียแล้วใช่ไหม?
A. ไม่ใช่ เป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดจากรอบการผลัดเซลล์เร็วขึ้น และยิ่งเป็นสัญญาณว่าเรตินอลกำลังทำงานได้ดีอยู่ด้วย.
Q. งั้นถึงจะลอกแค่ไหนก็ใช้ต่อได้ใช่ไหม?
A. ไม่ใช่แบบนั้น 'ปฏิกิริยาเรตินอยด์' กับ 'ปฏิกิริยาการระคายเคือง' ต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่รู้ความต่างนี้อาจทำร้ายผิวได้
“ผิวลอกไม่ใช่ผลข้างเคียง - คุณรู้กลไกการทำงานที่แท้จริงของเรตินอลหรือยัง?”
— ผู้อำนวยการอวี ยองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)

เรตินอล คืออะไรกันแน่?
เรตินอล(Retinol)คือ
รูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ
ช่วยเร่งอัตราการผลัดเซลล์ผิว
จึงช่วยปรับปรุงสัญญาณแห่งวัย
เช่น ริ้วรอย สีผิว และรูขุมขนได้อย่างโดดเด่น
ช่วงนี้ฮิตมากจริง ๆ..
ไม่ใช่แค่ในเกาหลี แต่ต่างประเทศเองก็
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ฮิตมากอยู่แล้ว (สหรัฐฯ)
ช่วงนี้บ้านเราและญี่ปุ่น
กำลังหากันเยอะเลย ㅎㅎ
ต่างจากยาตามใบสั่งแพทย์อย่าง Tretinoin
เรตินอลเป็นความเข้มข้นที่ใส่ในเครื่องสำอางได้
จึงเข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก
แต่ตรงนี้มีปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง
เพราะเข้าถึงง่าย
จึงมีคนที่ 'ไม่รู้หลักการ แต่ทาไว้ก่อน' กันเยอะมาก
จริง ๆ เลย
ผิวลอกแล้วบอกว่าเป็นผลข้างเคียงเหรอ? นั่นเป็นความเข้าใจผิด
พูดตรง ๆ เลย
พอทาเรตินอลครั้งแรกแล้วเกิดขุย
เก้าครั้งในสิบคนจะกังวลว่า 'แบบนี้ถูกไหม?'
แต่พอรู้จักตัวตนของปฏิกิริยานี้
ความคิดจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

เซลล์ชั้นหนังกำพร้าของเรา
ปกติจะถูกผลัดเปลี่ยนทุก 28 วัน
เซลล์ใหม่จะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นฐานด้านล่าง
แล้วค่อย ๆ ถูกดันขึ้นไปด้านบนจนกลายเป็นขี้ไคล
และหลุดออกไปตามธรรมชาติ
สิ่งที่เรตินอลทำก็คือ
'เร่ง' วงจรนี้ให้เร็วขึ้น
เมื่อเรตินอลถูกดูดซึมเข้าสู่ผิว
จะผ่านกระบวนการเป็นเรตินัล (Retinal)
และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นเรติโนอิกแอซิด (Retinoic Acid)
ในที่สุด
กรดเรติโนอิกนี้จะไปจับกับตัวรับในนิวเคลียสของเซลล์
แล้วส่งสัญญาณว่า
'เพิ่มความเร็วในการแบ่งเซลล์'
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ
รอบการผลัดเปลี่ยนที่เคยใช้เวลา 28 วัน
จะสั้นลงเหลือประมาณ 14~20 วัน
เมื่อเซลล์ใหม่ขึ้นมาเร็ว
ขี้ไคลเก่าที่อยู่ด้านบน
ก็จะถูกดันหลุดออกไปพร้อมกัน
นี่แหละตัวตนของสิ่งที่คุณเห็นว่า
'ผิวลอก'
สรุปคือ ไม่ใช่ผิวเสีย
แต่เพราะเซลล์ใหม่ด้านล่างขึ้นมาเร็วเกินไป
ขี้ไคลเก่าด้านบนเลยทนไม่ไหว
แล้วหลุดออกไป
ในทางการแพทย์ สิ่งนี้เรียกว่า
ปฏิกิริยาเรตินอยด์ (Retinoid Dermatitis)ว่า
กัน
ไม่ใช่ผลข้างเคียง
แต่เป็นปฏิกิริยาช่วงเปลี่ยนผ่านที่ผิวกำลังปรับตัว
โดยปกติจะนิ่งลงใน 2~6 สัปดาห์

แต่มีเรื่องสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง
ปฏิกิริยาเรตินอยด์กับปฏิกิริยาการระคายเคือง
ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ส่วนที่คนมักเข้าใจผิดกันเยอะ
ถ้าดูตารางด้านล่าง
คุณจะเห็นความต่างชัดมาก
ประเภท | ปฏิกิริยาเรตินอยด์ | ปฏิกิริยาการระคายเคือง |
|---|---|---|
อาการ | ขุยบาง ๆ ความแห้งเล็กน้อย, | แสบ รอยแดง, |
ระยะเวลา | หายไปเองตามธรรมชาติหลัง 2~6 สัปดาห์ | แม้หยุดใช้ก็ยังเป็นต่อหลายวัน, |
การเปลี่ยนแปลงสภาพผิว | หลังปรับตัวแล้ว ผิวเรียบเนียนขึ้น | เกราะผิวเสียหาย ทำให้ |
วิธีรับมือ | เพิ่มการบำรุงให้ชุ่มชื้นแล้วใช้ต่อ | หยุดทันที และปรึกษาแพทย์ผิวหนัง |
ระดับที่มีขุยลอกเบา ๆ
เป็นหลักฐานว่าเรตินอลกำลังทำงาน
แต่ถ้าผิวแดงร้อน
แสบและมีน้ำเหลืองซึม
นั่นคือเกราะผิวกำลังพัง
ถ้าแยกสองอย่างนี้ไม่ออก
ก็จะเกิดเรื่องที่ว่า 'ต้องทนไปเดี๋ยวก็เห็นผล'
แล้วทำให้ผิวพังมากขึ้น
👨⚕️ สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการอวี ยองจิน:
พอทาเรตินอล อัตราการผลัดเซลล์จะเร็วขึ้น ทำให้ขี้ไคลเก่าถูกดันออกไป นี่ไม่ใช่ความเสียหาย แต่ใกล้เคียงกับ 'การเปลี่ยนรุ่น' มากกว่า
อย่างไรก็ตาม อาการแสบ ผื่น และน้ำเหลืองซึมไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติ ถ้าไม่รู้เส้นแบ่งนี้ เรตินอลอาจกลายเป็นโทษได้แทน
ความเข้มข้น·รูปแบบ·วิธีใช้ แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี
เรื่องนี้ค่อนข้างกำกวม เพราะ
มีคนถามกันเยอะว่า 'ใช้เรตินอล 0.5% ได้ไหม?'
อยู่บ่อย ๆ
แต่ถึงจะเป็น 0.5% เหมือนกัน
ถ้าเป็นเรตินอลแบบแคปซูล
หรือเรตินอลแบบอิสระ
ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ที่สัมผัสผิวจริงก็ไม่เหมือนกัน
แต่ละเคสไม่เหมือนกัน
แต่โดยปกติผมจะแนะนำแบบนี้

สภาพผิว | ความเข้มข้นที่แนะนำ | ความถี่เริ่มต้น | ระยะปรับตัว |
|---|---|---|---|
มือใหม่ / | 0.025~0.05% | สัปดาห์ละ 1~2 ครั้ง | 4~6 สัปดาห์ |
ผู้ที่มีประสบการณ์ใช้ | 0.1~0.3% | สัปดาห์ละ 2~3 ครั้ง | 3~4 สัปดาห์ |
เคยใช้เรตินอล / | 0.5~1.0% | สัปดาห์ละ 3~4 ครั้ง | 2~3 สัปดาห์ |
หัวใจคือ 'เริ่มจากความเข้มข้นต่ำ
แล้วค่อยเพิ่มเมื่อผิวปรับตัวได้'
และมีอีกเรื่องที่ต้องบอกให้ชัด ๆ
เรตินอลสลายตัวได้ง่ายเมื่อโดนรังสียูวี
ดังนั้นต้องทาเฉพาะตอนกลางคืน
และตอนเช้าวันถัดไปต้องทากันแดดเสมอ
ถ้าลืมข้อนี้ไป
เรตินอลที่ทาเพื่อปรับสีผิว
อาจกลับไปทำให้สีผิวแย่ลง
เกิดผลตรงข้ามได้
อีกอย่างหนึ่ง
ถ้าผิวอยู่ในสภาพแห้งตอนทาเรตินอล
อาการระคายเคืองจะรุนแรงขึ้นมาก
ดังนั้นผมมักจะแนะนำว่า
'ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อน
แล้วค่อยลงเรตินอลทับ'
แบบนี้
สิ่งนี้เรียกว่า Buffering
ชั้นมอยส์เจอไรเซอร์จะช่วยทำหน้าที่เป็นตัวกันกระแทก
ช่วยลดการระคายเคืองแม้ใช้ความเข้มข้นเท่าเดิม
พร้อมทำให้สารออกฤทธิ์ซึมลงอย่างช้า ๆ
แต่ก็ไม่ได้ดีไปเสียหมด
เรตินอลถูกเรียกว่าเป็น
'มาตรฐาน' ของส่วนผสมต้านริ้วรอย ก็ไม่ผิด
แต่ข้อจำกัดก็ชัดเจน
อย่างแรก ต้องใช้เวลา
อย่างน้อย 8~12 สัปดาห์กว่าจะเห็นผล
ไม่ใช่ส่วนผสมที่ทาแล้วผิวดีทันที
และริ้วรอยลึกที่เกิดขึ้นแล้ว
หรือเม็ดสีที่ลงไปถึงชั้นหนังแท้
ไม่สามารถแก้ด้วยเรตินอลอย่างเดียวได้
ในกรณีแบบนี้
ต้องทำร่วมกับหัตถการอย่างเลเซอร์โทนนิ่งหรือแฟร็กเซล
ถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เริ่มมีสัญญาณความแก่ระยะแรก
คนที่รูขุมขนกว้างขึ้นจนผิวหยาบ
หรือคนที่เริ่มกังวลเรื่องริ้วรอยเล็ก ๆ
ก็ยังเป็นส่วนผสมดูแลผิวที่พิสูจน์แล้วว่าดีที่สุดตัวหนึ่ง
ผมเองก็มักสั่งเรตินอลให้ใช้เป็นการดูแลหลังทำหัตถการบ่อย ๆ
แต่ก็ต้องปรับความเข้มข้นและรูปแบบตามสภาพผิวทุกครั้ง
ไม่ใช่ว่า
'ซื้ออะไรก็ได้ที่ดัง ๆ แล้วทาเลย'
แบบนั้นแน่นอน
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ใช้เรตินอลกับ AHA/BHA พร้อมกันได้ไหม?
A. ถ้าทาซ้อนกันในคืนเดียวกัน
อาจระคายเคืองหนักขึ้นได้
ถ้าอยากใช้ แยกวันสลับกัน
จะปลอดภัยกว่า
เช่น จันทร์·พุธ·ศุกร์ใช้เรตินอล
อังคาร·พฤหัสฯ ใช้ AHA แบบนี้
Q2. ต้องใช้เรตินอลนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล?
A. หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าผิวสัมผัสดีขึ้นในราว 4~6 สัปดาห์
ส่วนเรื่องริ้วรอยหรือเม็ดสี
ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 8~12 สัปดาห์
ถ้าใช้แค่ 2 สัปดาห์แล้วบอกว่า 'ไม่เห็นผล'
แล้วเลิกไป ก็เสียดายแย่
Q3. ใช้เรตินอลแล้วผิวไวเกินไป ควรทำยังไง?
A. ให้หยุดใช้ก่อน
แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ให้เพียงพอ
ถ้าภายใน 2~3 วันอาการสงบลง
ค่อยเริ่มใหม่ โดยลดความเข้มข้นหรือความถี่ลง
ก็ได้
แต่ถ้าอาการแดงหรือแสบต่อเนื่องเกิน 3 วัน
อาจเป็นสัญญาณว่าเกราะผิวพังแล้ว
ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง
หากมีข้อสงสัย สอบถามผ่านแชต Kakao หรือโทรมาได้เลยนะครับ สวัสดีจากอวี ยองจิน
▶ อ่านเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
ทำหัตถการในโซล เลือกย่านฮงแดหรือคังนัมดีกว่ากัน — คู่มือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทั้งราคาและความสะดวกในการเข้าถึงก็สำคัญนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณหมอเจ้าของคลินิกเป็นผู้ตรวจและดูแลเองหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าไปที่ที่รับคนไข้ต่างชาติ ก็จะช่วยเช็กความแตกต่างทางกายวิภาคได้ด้วย

ยกกระชับ
ผลข้างเคียงของ Ulthera พูดตามตรง แม้แต่ฉันเมื่อ 5 ปีก่อนก็ยังไม่รู้
ผลข้างเคียงของ Ulthera ที่น่ากลัวกว่ารอยช้ำหรืออาการบวม คือมุมปากไม่สมมาตร เพราะความลึก 4.5 มม. จะผ่านใกล้กับแขนงของเส้นประสาท

ผิว
รูขุมขนที่เลเซอร์แก้ไม่ได้ Potenza RF ต่างกันไหม?
เลเซอร์กับไมโครนีดเดิล RF ทำงานกับรูขุมขนคนละแบบ ต่างกันที่ส่งพลังงานไปชั้นผิวหรือชั้นหนังแท้

ผิว
เลือกคลินิกผิวหนังฮงแด ฉันดูก่อนว่า 'หมอตรวจเอง'
คลินิกผิวหนังในฮงแดมีเยอะจนเลือกยาก เราสรุปเหตุผลและวิธีเช็กว่าหมอตรวจเองจริงไหมไว้แล้ว

ยกกระชับ
เลือกคลินิกในมาโพทำ Thermage ให้ได้ผล ควรดูอะไร?
เลือกคลินิกผิวหนังในมาโพ มีเกณฑ์สำคัญกว่าทำเลที่ตั้ง เราสรุปเช็กลิสต์ทำ Thermage ไม่ให้เสียดายทีหลัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?
Juvelook, Sculptra, PRP, ฟิลเลอร์ ดูคล้ายกัน แต่ทำงานต่างกัน ความต่าง collagen booster กับ filler
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
