• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

น้ำยาวิเศษ: ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ปกติไหม?

น้ำยาวิเศษ: ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ปกติไหม?

น้ำยาวิเศษ: ทาเรตินอลแล้วผิวลอก แบบนี้ปกติไหม?

แพทย์ผิวหนังอธิบายผิวลอกจากเรตินอล ความต่างปฏิกิริยาเรตินอยด์กับระคายเคือง และการเลือกความเข้มข้น

 

Retinol (เรตินอล),

ช่วงนี้ฮิตสุดๆ ไปเลยค่ะ..

ไม่ใช่แค่ในเกาหลีเท่านั้นนะคะ แต่ในต่างประเทศ

เค้าฮิตกันมานานแล้วค่ะ (โดยเฉพาะที่อเมริกา)

ช่วงนี้สาวๆ เกาหลีและญี่ปุ่นเองก็

  1. ตามหากันเยอะมากๆ เลยค่ะ ㅎㅎ

 

 

💡 เช็กด่วน! ก่อนเริ่มอ่าน


Q. ทา Retinol แล้วผิวลอกเป็นขุย แปลว่าผิวเสียหรือเปล่าคะ?

A. ไม่ใช่ค่ะ! เป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดขึ้นจากการที่วงจรการผลัดเซลล์ผิวทำงานเร็วขึ้น และยังเป็นสัญญาณที่ดีว่า Retinol กำลังออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ


Q. ถ้าอย่างนั้น ถึงผิวลอกแค่ไหนก็ยังทาต่อไปได้เรื่อยๆ ใช่ไหมคะ?

A. ไม่เสมอไปค่ะ 'ปฏิกิริยาจากเรตินอยด์' กับ 'อาการระคายเคือง' นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่รู้ความแตกต่างนี้ อาจทำให้ผิวพังได้เลยนะคะ

"ผิวลอกไม่ได้แปลว่าแพ้หรือมีผลข้างเคียงเสมอไปค่ะ - คุณรู้จักกลไกการทำงานที่แท้จริงของ Retinol ดีพอหรือยังคะ?"

— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)

레티놀 사용 후 피부 각질 반응 설명

 

 

Retinol คืออะไรกันแน่คะ?

Retinol (เรตินอล) คือ

อนุพันธ์ของวิตามินเอ (Vitamin A)

ที่ช่วยเร่งอัตราการผลัดเซลล์ผิว

เพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ และรูขุมขนกระชับ

เป็นส่วนผสมยอดฮิตในกลุ่มสกินแคร์แอนตี้เอจจิ้ง (Anti-aging) ค่ะ

ตอนนี้กำลังฮิตสุดๆ เลยค่ะ..

ไม่ใช่แค่ในเกาหลีเท่านั้นนะคะ แต่ในต่างประเทศ

เค้าฮิตกันมานานแล้วจริงๆ ค่ะ (โดยเฉพาะที่อเมริกา)

ตอนนี้ทั้งคนเกาหลีและคนญี่ปุ่นเองก็

หันมาใช้กันเยอะมากเลยค่ะ ㅎㅎ

 

ซึ่งต่างจากยาเฉพาะทางอย่าง Tretinoin (ทรีทิโนอิน)

เพราะ Retinol จะมีความเข้มข้นที่สามารถผสมในเครื่องสำอางทั่วไปได้

ทำให้เข้าถึงง่ายและหาซื้อง่ายกว่าเยอะเลยค่ะ

 

แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ค่ะ

พอเข้าถึงง่ายปุ๊บ

ก็เลยมีหลายคนเลยค่ะที่ "ทาๆ ไปก่อนโดยไม่รู้หลักการทำงานของมัน"

ซึ่งมีเคสแบบนี้เยอะมากๆ เลยค่ะ

 

ผิวลอก = แพ้? เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์เลยค่ะ!

สารภาพตามตรงเลยนะคะ

ถ้าทา Retinol ครั้งแรกแล้วผิวเริ่มลอกเป็นขุย

เก้าในสิบคนต้องตกใจและกังวลว่า "ผิวพังหรือเปล่าเนี่ย?" แน่ๆ ค่ะ

 

แต่ถ้าเราเข้าใจกลไกการทำงานของมันแล้ว

ความคิดจะเปลี่ยนไปทันทีเลยค่ะ

레티놀 레티노이드 반응 원리 도식

โดยปกติแล้ว เซลล์ผิวชั้นนอกสุดของเรา

จะมีวงจรการผลัดเซลล์ผิวอยู่ที่ประมาณ 28 วันค่ะ

 

เซลล์ผิวใหม่จะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นล่างสุด (Basal layer)

แล้วค่อยๆ ดันตัวขึ้นมาข้างบนจนกลายเป็นขุยหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว

และหลุดลอกออกไปตามธรรมชาติค่ะ

 

หน้าที่ของ Retinol ก็คือ

การเข้าไป 'เร่ง' วงจรนี้ให้เร็วขึ้นค่ะ

 

เมื่อ Retinol ซึมเข้าสู่ผิว

จะเปลี่ยนสภาพเป็น Retinal (เรตินาล)

และในที่สุดจะกลายเป็น

Retinoic Acid (กรดเรตินอยด์) ค่ะ

 

เจ้า Retinoic Acid ตัวนี้จะเข้าไปจับกับตัวรับในนิวเคลียสของเซลล์

แล้วส่งสัญญาณบอกว่า "ช่วยเร่งการแบ่งเซลล์ผิวให้เร็วขึ้นหน่อยนะ"

นั่นเองค่ะ

 

หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมคะ?

 

วงจรการผลัดเซลล์ผิวที่เคยใช้เวลา 28 วัน

จะถูกย่นระยะเวลาลงเหลือเพียง 14-20 วันเท่านั้นค่ะ

 

พอเซลล์ผิวใหม่ดันตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เซลล์ผิวเก่าที่ค้างอยู่ด้านบน

จึงถูกผลัดออกพร้อมๆ กันในคราวเดียว

 

และนี่ก็คือที่มาของ

"ผิวลอกขุย" ที่สาวๆ เห็นกันนั่นเองค่ะ

 

สรุปคือ ผิวไม่ได้บางหรือเสียหายนะคะ

แต่เป็นเพราะ เซลล์ผิวใหม่ด้านล่างดันตัวขึ้นมาเร็วเกินไป

จนทำให้ เซลล์ผิวเก่าด้านบนต้านไว้ไม่อยู่และต้องหลุดลอกออกไป

นั่นเองค่ะ

 

ในทางการแพทย์ เราเรียกอาการนี้ว่า

Retinoid Dermatitis (ปฏิกิริยาผิวอักเสบจากเรตินอยด์)

ค่ะ

 

ขอย้ำว่าไม่ใช่ผลข้างเคียงหรืออาการแพ้นะคะ

แต่เป็นอาการในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ผิว กำลังปรับตัวค่ะ

โดยปกติแล้วจะเริ่มคงที่และดีขึ้นใน 2-6 สัปดาห์ค่ะ

레티놀 정상 반응과 자극 반응 비교

แต่จุดนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องระวังให้ดีเลยค่ะ

 

ปฏิกิริยาจากการใช้เรตินอยด์ กับ อาการระคายเคือง

นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ

 

นี่คือจุดที่คนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมากเลยค่ะ

อยากให้ลองดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้

จะเห็นภาพและเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ

การจำแนก

ปฏิกิริยาจากเรตินอยด์

(ช่วงปรับตัวปกติ)

อาการระคายเคือง

(ใช้มากเกินไป/ผิวเสียหาย)

อาการ

ผิวลอกบางๆ, รู้สึกแห้งเล็กน้อย,

ตึงผิวเล็กน้อย

แสบร้อน, มีผื่นแดงปรากฏ,

มีน้ำเหลืองซึม, แสบผิวมาก

ระยะเวลา

หายไปเองตามธรรมชาติหลังผ่านไป 2-6 สัปดาห์

แม้จะหยุดใช้แล้ว แต่อาการยังคงอยู่อีกหลายวัน

หรืออาจแย่ลงด้วยค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของผิว

หลังผิวปรับตัวได้แล้ว ผิวจะเรียบเนียนขึ้น

และดูกระจ่างใสขึ้น

เกราะป้องกันผิวพัง ทำให้ผิวกลับมา

หยาบกร้านและบอบบางแพ้ง่ายกว่าเดิม

วิธีรับมือ

เน้นทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงเข้มข้นแล้วใช้ต่อได้

หยุดใช้ทันที และปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

ถ้าผิวลอกเป็นขุยเบาๆ

นั่นแสดงว่า Retinol กำลังทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมค่ะ แต่...

 

ถ้าผิวแดงก่ำ แสบร้อน

หรือมีน้ำเหลืองซึม

นั่นแปลว่าเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) พังระเบิดไปเรียบร้อยแล้วค่ะ

 

ถ้าเราแยกแยะสองอาการนี้ไม่ออก

แล้วคิดไปเองว่า "ต้องทนผิวลอกแสบๆ ไปก่อนถึงจะเห็นผล"

อาจจะยิ่งทำให้ผิวหน้าพังลึกกว่าเดิมได้นะคะ

👨‍⚕️ สรุปประเด็นสำคัญจาก หมอวี ยองจิน:


เมื่อทา Retinol อัตราการผลัดเซลล์ผิวจะเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพหลุดลอกออกมา ซึ่งนี่ไม่ใช่ผิวพังนคะ แต่เป็นการ 'ผลัดเซลล์ผิวใหม่' หมุนเวียนตามธรรมชาติค่ะ


อย่างไรก็ตาม อาการแสบร้อน ผื่นแดง หรือน้ำเหลืองซึม ไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติค่ะ หากไม่ทราบขีดจำกัดนี้ Retinol อาจกลายเป็นพิษทำร้ายผิวคุณแทนได้ค่ะ

 

ความเข้มข้น เนื้อสัมผัส และวิธีใช้ แตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคนค่ะ

เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนนิดนึงค่ะ

เพราะมักจะมีคนไข้มาถามหมอบ่อยๆ ว่า

"ใช้ Retinol 0.5% เลยได้ไหมคะ?"

 

แต่ถึงจะระบุว่า 0.5% เท่ากัน

ทว่าระหว่าง Encapsulated Retinol (เรตินอลแบบห่อหุ้มโมเลกุล)

กับ Free Retinol (เรตินอลอิสระ)

ความเข้มข้นในการออกฤทธิ์ที่สัมผัสผิวจริงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

 

แม้จะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคน

แต่โดยทั่วไปหมอจะแนะนำแนวทางประมาณนี้ค่ะ

레티놀 농도별 사용 가이드

สภาพผิว

ความเข้มข้นที่แนะนำ

ความถี่ในการเริ่มต้น

ระยะเวลาปรับตัว

ท่านที่เพิ่งเริ่มใช้ครั้งแรก /

ผิวบอบบางแพ้ง่าย

0.025~0.05%

1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

4-6 สัปดาห์

ท่านที่มีประสบการณ์ใช้

สกินแคร์กลุ่มฟังก์ชันนอล

0.1~0.3%

2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

3-4 สัปดาห์

ผู้ที่เคยใช้ Retinol มาก่อน /

ผิวผสม-ผิวมัน

0.5~1.0%

3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

2-3 สัปดาห์

หัวใจสำคัญคือ "เริ่มจากความเข้มข้นต่ำๆ ก่อน

รอให้ผิวปรับตัวได้แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นไป" ค่ะ

 

และมีอีกเรื่องหนึ่งที่หมอต้องเน้นย้ำเลยนะคะ

 

Retinol เสื่อมสภาพได้ง่ายมากเมื่อโดนรังสี UV

ดังนั้นจึงต้องทาเฉพาะในตอนกลางคืนเท่านั้นค่ะ

และวันรุ่งขึ้นห้ามลืมทาครีมกันแดดเด็ดขาดเลยนะคะ

 

ถ้าหากละเลยจุดนี้ไป

Retinol ที่หวังจะทาเพื่อลดรอยดำ

อาจจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดฝ้ากระจุดด่างดำเข้มขึ้นกว่าเดิม

กลายเป็นผลเสียแทนได้ค่ะ

 

และอีกข้อนึงคือ

ถ้าหากทา Retinol ในขณะที่ผิวแห้งสนิท

อาจทำให้รู้สึกระคายเคืองแรงกว่าปกติได้มากๆ ค่ะ

 

ดังนั้น หมอมักจะแนะนำคนไข้เสมอว่า

"ให้ทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงลงไปก่อน

แล้วค่อยทา Retinol แตะทับลงไปด้านบนค่ะ"

 

วิธีนี้เราเรียกว่า Buffering (บัฟเฟอร์ริ่ง) ค่ะ

ซึ่งชั้นครีมบำรุงจะทำหน้าที่เป็นเกราะกันชนช่วยลดการระคายเคือง

แม้จะใช้ความเข้มข้นเท่ากัน แต่ช่วยให้สารบำรุง

ค่อยๆ ซึมเข้าสู่ผิวอย่างอ่อนโยนขึ้นค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม... วิธีนี้ไม่ได้เริ่ดสำหรับทุกคนเสมอไปนะคะ

เป็นความจริงที่ว่า Retinol ได้รับการขนานนามว่า

เป็น 'มาตรฐานทองคำ' ของการลดเลือนริ้วรอย

 

แต่เครื่องสำอางย่อมมีขีดจำกัดที่ชัดเจนอยู่ค่ะ

 

อย่างแรกเลยคือ กว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์

ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ

มันไม่ใช่ส่วนผสมที่ทาปุ๊บแล้วผิวจะสวยปั๊บข้ามคืนนะคะ

 

และสำหรับริ้วรอยร่องลึกมากๆ หรือ

เม็ดสีจุดด่างดำที่ฝังลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis)

การทาแค่ Retinol เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้หมดค่ะ

 

ในรายที่มีปัญหาลึกๆ ดังกล่าว

จำเป็นต้องทำร่วมกับการทำเลเซอร์ เช่น Laser Toning หรือ Fraxel

ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวได้อย่างชัดเจนรวดเร็วค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่เริ่มมีสัญญาณริ้วรอยแรกเริ่ม,

รูขุมขนกว้างจนผิวดูหยาบกร้าน หรือ

เริ่มกังวลเรื่องริ้วรอยตื้นๆ บนใบหน้า

Retinol ก็ยังคงเป็นส่วนผสมสำหรับดูแลตัวเองที่บ้าน (Home care) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเห็นผลดีที่สุดค่ะ

 

หมอเองก็มักจะจ่าย Retinol ควบคู่ไปกับการดูแลผิวหลังทำหัตถการในคลินิกเช่นกันค่ะ

ถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนความเข้มข้นและเนื้อสัมผัส

ให้ตรงกับสภาพผิวคนไข้แต่ละรายอยู่ดีค่ะ

ดังนั้นหมอแนะนำว่าไม่ควร "ซื้อตัวฮิตๆ ตัวไหนก็ได้มาสุ่มทาเอง" เด็ดขาดเลยนะคะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

 

Q1. ทา Retinol ร่วมกับสารกลุ่ม AHA/BHA ได้ไหมคะ?

A. หากทาทับซ้อนกันในคืนเดียวกัน

อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผิวระคายเคืองคูณสองได้เลยค่ะ

แนะนำให้แบ่งวันและสลับกันทาจะปลอดภัยกว่าค่ะ

ตัวอย่างเช่น วันจันทร์-พุธ-ศุกร์ ทา Retinol,

วันอังคาร-พฤหัสบดี ทา AHA แบบนี้ดีกว่าค่ะ

Q2. ต้องใช้นานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผลคะ?

A. สำหรับเรื่องความเรียบเนียนของผิว หลายๆ คนจะเริ่มรู้สึกได้

ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 4-6 เป็นต้นไปค่ะ

ส่วนเรื่องริ้วรอยและจุดด่างดำ

ต้องใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตั้งแต่ 8-12 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ

หากทาไปแค่ 2 สัปดาห์แล้วท้อถอยหยุดใช้เพราะคิดว่า "ไม่เห็นผลเลย"

ก็น่าเสียดายแย่เลยนะคะ

Q3. ใช้ Retinol แล้วผิวบอบบางแพ้ง่ายขึ้นมาก ควรทำอย่างไรดีคะ?

A. อันดับแรกให้หยุดใช้ทันทีเลยค่ะ

แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงให้ชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว

เมื่อผิวเริ่มสงบและฟื้นตัวขึ้นภายใน 2-3 วัน

ค่อยเริ่มกลับมาใช้อีกครั้งโดยลดความเข้มข้นลงหรือลดความถี่ลงค่ะ

 

แต่หากมีอาการแดง แสบ ต่อเนื่องนานเกิน 3 วัน

นั่นอาจหมายถึงเกราะป้องกันผิวพังเรียบร้อยแล้วค่ะ

แนะให้เข้าพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาจะดีกว่าค่ะ

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถทักแชท KakaoTalk หรือโทรมาสอบถามได้สบายๆ เลยนะคะ หมอวี ยองจิน ขอตัวลาไปก่อนเท่านี้ค่ะ

 

▶ หัวข้อน่าสนใจที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมคนที่มีภาวะดื้อยา (ดื้อโบ) ถึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง

แม้ว่าจะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวก็ส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาที่ได้ค่ะ มาดูเกณฑ์การเลือกเข้ารับบริการ Botox vs Dysport ตามระดับการใช้งานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันเลย

ต้องทาโทนเนอร์ด้วยเหรอคะ?

ผิว

จำเป็นต้องทาโทนเนอร์ (toner) ไหมคะ?

จำเป็นต้องใช้โทนเนอร์ตามลำดับการดูแลผิว (skin booster) เสมอไปไหม? วันนี้เรามาแนะนำหน้าที่ของโทนเนอร์และวิธีประเมินตามสภาพผิวของคุณกันค่ะ

ทำ Onda Lifting แล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยไหมคะ?

ยกกระชับ

หลังทำ Onda lifting แล้ว สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลยไหมคะ?

ทำ ออนดา 리프팅 (Onda Lifting) แล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยไหม? มาดูคำแนะนำเกี่ยวกับรอยแดงหลังทำ ดาวน์ไทม์ (downtime) และวิธีการดูแลตัวเองกันค่ะ

ฉีด Sculptra แล้วเมื่อไหร่จะเห็นผลลัพธ์ว่า Volume เริ่มเต็มขึ้นคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีด Sculptra แล้วเมื่อไหร่จะเห็นผลลัพธ์แก้มดูมีวอลลุ่มขึ้นคะ?

ฉีด Sculptra แล้วเมื่อไหร่จะเห็นผลแก้มฟูล่ะ? มาดูการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ทันทีหลังทำไปจนถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงต้องแบ่งฉีดหลายๆ ครั้งกันค่ะ

ฟิลเลอร์สะโพกช่วยเพิ่มวอลลุ่มได้นานแค่ไหนคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฟิลเลอร์สะโพก (hip filler) เพิ่มวอลลุ่ม จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

ฟิลเลอร์สะโพกที่ฉีดเพื่อเพิ่มวอลลุ่มจะอยู่ได้นานแค่ไหน? มาดูการทำงานของคอลลาเจนสติมูเลเตอร์ จำนวนครั้งในการทำ และข้อควรรู้ก่อนรับบริการกันค่ะ

เลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax Pro เหมาะกับทุกสีผิวไหมคะ?

ผิว

เลเซอร์กำจัดขน GentleMax Pro เหมาะกับทุกสีผิวไหมคะ?

แนะนำการกำจัดขนด้วย GentleMax Pro ว่าเหมาะกับทุกสีผิวหรือไม่ พร้อมอธิบายความแตกต่างและจำนวนครั้งในการทำตามสีผิวและสีขนค่่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1