
Rejuran vs Juvelook อะไรเหมาะกับผิวของฉัน?
Rejuran vs Juvelook อะไรเหมาะกับผิวของฉัน?
Rejuran vs Juvelook อะไรเหมาะกับผิวของฉัน?
เปรียบเทียบ Rejuran vs Juvelook ส่วนผสม กลไก ข้อบ่งชี้ และราคา จากประสบการณ์คลินิกจริง
Rejuran vs Juvelook,
ผิวของฉันเหมาะกับอะไร?

ช่วงนี้ในห้องตรวจ
มีคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดอยู่คำถามหนึ่งครับ
"คุณหมอครับ Rejuran กับ Juvelook
ต่างกันอย่างไรครับ?"
ทั้งสองอย่างเป็นกลุ่มสกินบูสเตอร์
จึงมีหลายท่านที่มองรวมกัน
แต่จริง ๆ แล้วทั้งส่วนผสม วิธีการออกฤทธิ์
และสภาพผิวที่เหมาะสมก็ค่อนข้างต่างกันครับ
หากเลือกทำหัตถการโดยไม่รู้ความต่างนี้
ก็อาจเกิดกรณีที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการได้ครับ
วันนี้จะพาเปรียบเทียบสองตัวนี้ให้ชัดเจนกันครับ
💡 สรุปประเด็นสำคัญของบทความวันนี้
Q. ส่วนผสมต่างกันอย่างไร?
A. Rejuran คือ PN บริสุทธิ์ (DNA ปลาแซลมอน),
ส่วน Juvelook คือ PDLLA ที่ผสานกับ HA (ไฮยาลูรอนิกแอซิด)
เป็นส่วนผสมแบบคอมเพล็กซ์ครับ
Q. แบบไหนเหมาะกับใครมากกว่ากัน?
A. หากเป้าหมายคือฟื้นฟูผิวและลดการอักเสบ ให้เลือก Rejuran,
แต่ถ้าต้องการทั้งคอลลาเจนและความชุ่มชื้นไปพร้อมกัน
Juvelook จะเหมาะกว่าครับ
Q. ฉีดสองอย่างร่วมกันได้ไหม?
A. ได้ครับ
แต่จะผสมเมื่อไรและอย่างไร
เป็นสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ ซึ่งจะอธิบายในเนื้อหาหลักอย่างละเอียดครับ
ต่างกันตั้งแต่ส่วนผสม
— PN และ PDLLA+HA
สารสำคัญของ Rejuran Healer คือ PN ครับ
เป็นชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอัณฑะปลาแซลมอน
มีโครงสร้างใกล้เคียง DNA ของมนุษย์ จึงเข้ากันได้ดี
และมีบทบาทในการกระตุ้นการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
ส่วน Juvelook มีองค์ประกอบที่ไปไกลกว่าอีกขั้นครับ
คือ PDLLA ซึ่งเป็นสารฟื้นฟู
ที่ผสานเข้ากับ HA (ไฮยาลูรอนิกแอซิด)
HA มีคุณสมบัติดึงดูดความชุ่มชื้น
จึงออกแบบมาเพื่อทั้งการฟื้นฟูและเพิ่มวอลุ่ม
ไปพร้อมกันครับ
เหมาะกับผิวแบบไหน
และเหมาะกับใคร
![[의사 고백] 쥬베룩이 리쥬란의 상위 호환이 아닌 이유 — '결'이냐 '볼륨'이냐의 차이](https://framerusercontent.com/images/bsRXhaWCBxhwkgeBCpbu2BlvMI.jpg)
มีจุดที่หลายคนเข้าใจผิดบ่อยครับว่า
Juvelook
ไม่ใช่ 'เวอร์ชันอัปเกรด' ของ Rejuran
เพราะเป็นหัตถการที่มีจุดประสงค์ต่างกันครับ
Rejuran Healer แนะนำสำหรับผู้ที่
ผิวหยาบกร้านและรูขุมขนเห็นชัด
กังวลหลักเรื่องความยืดหยุ่นของผิวลดลง
ต้องการฟื้นฟูหลังเกิดรอยแผลเป็นจากสิว
อยากปรับคุณภาพผิวมากกว่าการเพิ่มวอลุ่ม
Juvelook เหมาะกว่าสำหรับผู้ที่
ต้องการทั้งการฟื้นฟูและเพิ่มความอิ่มฟูพร้อมกัน
อยากเติมความชุ่มชื้นในบริเวณผิวบาง เช่น รอบดวงตาและหน้าผาก
ต้องการความเติมเต็มแบบธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้ Juvelook จะมี HA เป็นส่วนผสม
แต่ไม่สามารถทดแทนฟิลเลอร์ได้ทั้งหมดครับ
👨⚕️ บันทึกจากประสบการณ์จริงของ นพ.วีย็องจิน:
จากประสบการณ์ของผม คนอายุช่วงต้นถึงกลาง 30 ปี มักเริ่มด้วย Rejuran Healer
เพื่อดูการตอบสนองของการฟื้นฟูก่อนครับ
แต่ Rejuran เป็นการรักษาที่ผลสะสมทีละน้อย
จึงยากที่จะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจากครั้งเดียว
โดยทั่วไปต้องทำอย่างน้อย 3–4 ครั้งขึ้นไป
ถึงจะเริ่มเห็นความต่างครับ
สิ่งหนึ่งที่อยากบอกไว้ก่อนคือ
Juvelook มีความหนืด จึงอาจเกิดตุ่มเล็ก ๆ (papule) ชั่วคราวหลังทำ
ได้ครับ
โดยปกติจะถูกดูดซึมไปเองภายใน 1–2 สัปดาห์ครับ
ขั้นตอนการทำและการวางแผนจำนวนครั้ง
![[뷰티스톤 리포트] 리쥬란의 얕은 주입 vs 쥬베룩의 중간층 주입 — 결과는 한 끗 차이에서 결정됩니다](https://framerusercontent.com/images/hrCWhFBF2BBBuunt9sUnSZVRQ.jpg)
ทั้งสองหัตถการฉีดตรงเข้าชั้นหนังแท้เหมือนกัน
แต่จะต่างกันที่ความลึกและปริมาณที่ฉีดครับ
Rejuran Healer
ฉีดในชั้นตื้น หลายจุดเล็ก ๆ คล้ายจุดกระจาย
Juvelook
ฉีดในชั้นกลางที่ลึกกว่า กระจายอย่างสม่ำเสมอ
การวางแผนจำนวนครั้งก็ต่างกันเล็กน้อยครับ
Rejuran Healer
โดยทั่วไปห่าง 2–4 สัปดาห์ ตั้งต้นที่ 4 ครั้ง
Juvelook
ห่าง 4 สัปดาห์ เริ่มต้นประมาณ 3 ครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
Rejuran เน้นการฟื้นฟู
ส่วน Juvelook มุ่งทั้งการฟื้นฟูและเพิ่มวอลุ่มไปพร้อมกัน
เลือกตามทิศทางของปัญหาผิวของคุณครับ
ใช้ร่วมกันแล้วดีกว่าไหม?
— กรณีการผสมผสาน
ผมชอบแบ่งลำดับและสลับกันทำ
มากกว่าทำทั้งสองอย่างในวันเดียวกันครับ
ยกตัวอย่างเช่น เริ่มสร้างรากฐานการฟื้นฟูด้วย Rejuran ก่อน
พอคุณภาพผิวดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว
จึงเพิ่มวอลุ่มด้วย Juvelook ครับ
อาจรู้สึกว่าใส่ทุกอย่างพร้อมกันน่าจะดีกว่า
แต่ผิวมีขีดจำกัดในการรับสารครับ
การเว้นระยะให้เพียงพอจะให้ผลดีกว่าในท้ายที่สุดครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. Rejuran กับ Juvelook อันไหนดีกว่ากัน?
A. ไม่มีอันไหนเหนือกว่ากันครับ
อยู่ที่ว่าจะเน้นการฟื้นฟู
หรือเพิ่มวอลุ่มเป็นหลักครับ
Q2. ทำครั้งเดียวก็เห็นผลไหม?
A. เป็นหัตถการที่ออกแบบมาบนพื้นฐานของผลสะสมครับ
ต้องผ่านอย่างน้อย 3 ครั้ง
ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนครับ
Q3. หลังทำแต่งหน้าได้เลยไหม?
A. ส่วนใหญ่สามารถแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันถัดไปครับ
แต่หากยังมีผิวแดงอยู่
ควรรอเพิ่มอีกหนึ่งวันจะดีกว่าครับ
หากมีข้อสงสัยใด ๆ
ยินดีให้ติดต่อทาง KakaoTalk ได้เลยครับ
ขอบคุณครับ นี่คือ นพ.วีย็องจิน
▶ อ่านเพิ่มเติม
▶คลินิกผิวหนัง Beautystone ฮับจอง
▶แบรนด์โบท็อกซ์ ราคาแพงกว่าคุ้มกว่าจริงไหม? (ความจริงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ)
▶คลินิกผิวหนัง Beautystone ฮับจอง
Rejuran vs Juvelook,
ผิวของฉันเหมาะกับอะไร?

ช่วงนี้ในห้องตรวจ
มีคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดอยู่คำถามหนึ่งครับ
"คุณหมอครับ Rejuran กับ Juvelook
ต่างกันอย่างไรครับ?"
ทั้งสองอย่างเป็นกลุ่มสกินบูสเตอร์
จึงมีหลายท่านที่มองรวมกัน
แต่จริง ๆ แล้วทั้งส่วนผสม วิธีการออกฤทธิ์
และสภาพผิวที่เหมาะสมก็ค่อนข้างต่างกันครับ
หากเลือกทำหัตถการโดยไม่รู้ความต่างนี้
ก็อาจเกิดกรณีที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการได้ครับ
วันนี้จะพาเปรียบเทียบสองตัวนี้ให้ชัดเจนกันครับ
💡 สรุปประเด็นสำคัญของบทความวันนี้
Q. ส่วนผสมต่างกันอย่างไร?
A. Rejuran คือ PN บริสุทธิ์ (DNA ปลาแซลมอน),
ส่วน Juvelook คือ PDLLA ที่ผสานกับ HA (ไฮยาลูรอนิกแอซิด)
เป็นส่วนผสมแบบคอมเพล็กซ์ครับ
Q. แบบไหนเหมาะกับใครมากกว่ากัน?
A. หากเป้าหมายคือฟื้นฟูผิวและลดการอักเสบ ให้เลือก Rejuran,
แต่ถ้าต้องการทั้งคอลลาเจนและความชุ่มชื้นไปพร้อมกัน
Juvelook จะเหมาะกว่าครับ
Q. ฉีดสองอย่างร่วมกันได้ไหม?
A. ได้ครับ
แต่จะผสมเมื่อไรและอย่างไร
เป็นสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ ซึ่งจะอธิบายในเนื้อหาหลักอย่างละเอียดครับ
ต่างกันตั้งแต่ส่วนผสม
— PN และ PDLLA+HA
สารสำคัญของ Rejuran Healer คือ PN ครับ
เป็นชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอัณฑะปลาแซลมอน
มีโครงสร้างใกล้เคียง DNA ของมนุษย์ จึงเข้ากันได้ดี
และมีบทบาทในการกระตุ้นการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
ส่วน Juvelook มีองค์ประกอบที่ไปไกลกว่าอีกขั้นครับ
คือ PDLLA ซึ่งเป็นสารฟื้นฟู
ที่ผสานเข้ากับ HA (ไฮยาลูรอนิกแอซิด)
HA มีคุณสมบัติดึงดูดความชุ่มชื้น
จึงออกแบบมาเพื่อทั้งการฟื้นฟูและเพิ่มวอลุ่ม
ไปพร้อมกันครับ
เหมาะกับผิวแบบไหน
และเหมาะกับใคร
![[의사 고백] 쥬베룩이 리쥬란의 상위 호환이 아닌 이유 — '결'이냐 '볼륨'이냐의 차이](https://framerusercontent.com/images/bsRXhaWCBxhwkgeBCpbu2BlvMI.jpg)
มีจุดที่หลายคนเข้าใจผิดบ่อยครับว่า
Juvelook
ไม่ใช่ 'เวอร์ชันอัปเกรด' ของ Rejuran
เพราะเป็นหัตถการที่มีจุดประสงค์ต่างกันครับ
Rejuran Healer แนะนำสำหรับผู้ที่
ผิวหยาบกร้านและรูขุมขนเห็นชัด
กังวลหลักเรื่องความยืดหยุ่นของผิวลดลง
ต้องการฟื้นฟูหลังเกิดรอยแผลเป็นจากสิว
อยากปรับคุณภาพผิวมากกว่าการเพิ่มวอลุ่ม
Juvelook เหมาะกว่าสำหรับผู้ที่
ต้องการทั้งการฟื้นฟูและเพิ่มความอิ่มฟูพร้อมกัน
อยากเติมความชุ่มชื้นในบริเวณผิวบาง เช่น รอบดวงตาและหน้าผาก
ต้องการความเติมเต็มแบบธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้ Juvelook จะมี HA เป็นส่วนผสม
แต่ไม่สามารถทดแทนฟิลเลอร์ได้ทั้งหมดครับ
👨⚕️ บันทึกจากประสบการณ์จริงของ นพ.วีย็องจิน:
จากประสบการณ์ของผม คนอายุช่วงต้นถึงกลาง 30 ปี มักเริ่มด้วย Rejuran Healer
เพื่อดูการตอบสนองของการฟื้นฟูก่อนครับ
แต่ Rejuran เป็นการรักษาที่ผลสะสมทีละน้อย
จึงยากที่จะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจากครั้งเดียว
โดยทั่วไปต้องทำอย่างน้อย 3–4 ครั้งขึ้นไป
ถึงจะเริ่มเห็นความต่างครับ
สิ่งหนึ่งที่อยากบอกไว้ก่อนคือ
Juvelook มีความหนืด จึงอาจเกิดตุ่มเล็ก ๆ (papule) ชั่วคราวหลังทำ
ได้ครับ
โดยปกติจะถูกดูดซึมไปเองภายใน 1–2 สัปดาห์ครับ
ขั้นตอนการทำและการวางแผนจำนวนครั้ง
![[뷰티스톤 리포트] 리쥬란의 얕은 주입 vs 쥬베룩의 중간층 주입 — 결과는 한 끗 차이에서 결정됩니다](https://framerusercontent.com/images/hrCWhFBF2BBBuunt9sUnSZVRQ.jpg)
ทั้งสองหัตถการฉีดตรงเข้าชั้นหนังแท้เหมือนกัน
แต่จะต่างกันที่ความลึกและปริมาณที่ฉีดครับ
Rejuran Healer
ฉีดในชั้นตื้น หลายจุดเล็ก ๆ คล้ายจุดกระจาย
Juvelook
ฉีดในชั้นกลางที่ลึกกว่า กระจายอย่างสม่ำเสมอ
การวางแผนจำนวนครั้งก็ต่างกันเล็กน้อยครับ
Rejuran Healer
โดยทั่วไปห่าง 2–4 สัปดาห์ ตั้งต้นที่ 4 ครั้ง
Juvelook
ห่าง 4 สัปดาห์ เริ่มต้นประมาณ 3 ครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
Rejuran เน้นการฟื้นฟู
ส่วน Juvelook มุ่งทั้งการฟื้นฟูและเพิ่มวอลุ่มไปพร้อมกัน
เลือกตามทิศทางของปัญหาผิวของคุณครับ
ใช้ร่วมกันแล้วดีกว่าไหม?
— กรณีการผสมผสาน
ผมชอบแบ่งลำดับและสลับกันทำ
มากกว่าทำทั้งสองอย่างในวันเดียวกันครับ
ยกตัวอย่างเช่น เริ่มสร้างรากฐานการฟื้นฟูด้วย Rejuran ก่อน
พอคุณภาพผิวดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว
จึงเพิ่มวอลุ่มด้วย Juvelook ครับ
อาจรู้สึกว่าใส่ทุกอย่างพร้อมกันน่าจะดีกว่า
แต่ผิวมีขีดจำกัดในการรับสารครับ
การเว้นระยะให้เพียงพอจะให้ผลดีกว่าในท้ายที่สุดครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. Rejuran กับ Juvelook อันไหนดีกว่ากัน?
A. ไม่มีอันไหนเหนือกว่ากันครับ
อยู่ที่ว่าจะเน้นการฟื้นฟู
หรือเพิ่มวอลุ่มเป็นหลักครับ
Q2. ทำครั้งเดียวก็เห็นผลไหม?
A. เป็นหัตถการที่ออกแบบมาบนพื้นฐานของผลสะสมครับ
ต้องผ่านอย่างน้อย 3 ครั้ง
ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนครับ
Q3. หลังทำแต่งหน้าได้เลยไหม?
A. ส่วนใหญ่สามารถแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันถัดไปครับ
แต่หากยังมีผิวแดงอยู่
ควรรอเพิ่มอีกหนึ่งวันจะดีกว่าครับ
หากมีข้อสงสัยใด ๆ
ยินดีให้ติดต่อทาง KakaoTalk ได้เลยครับ
ขอบคุณครับ นี่คือ นพ.วีย็องจิน
▶ อ่านเพิ่มเติม
▶คลินิกผิวหนัง Beautystone ฮับจอง
▶แบรนด์โบท็อกซ์ ราคาแพงกว่าคุ้มกว่าจริงไหม? (ความจริงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ)
▶คลินิกผิวหนัง Beautystone ฮับจอง
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
จากสารพิษสู่หัตถการความงาม Botox มีต้นกำเนิดมาอย่างไร
รู้ไหมคะว่า Botox ที่ดังเรื่องลดริ้วรอย ตอนแรกถูกวิจัยขึ้นมาเพื่อเป็นยาพิษ? นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงเลยค่ะ จากสารพิษโบทูลินัมสู่การพัฒนามาเป็นยารักษาโรค และกลายมาเป็นหัตถการความงามในที่สุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด botox แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อของเรากันแน่นะ
ที่ริ้วรอยดูตึงเรียบเนียนขึ้น เป็นเพราะกล้ามเนื้อหยุดเคลื่อนไหวชั่วคราวค่ะ มาทำความเข้าใจหลักการทำงานของ Botox ที่เข้าไปออกฤทธิ์บริเวณจุดประสานประสานกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Botox, Dysport, Nabota ทั้งสามตัวนี้ก็เป็น Botulinum เหมือนกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ
โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) ตัวเดียวกัน แต่ทำไมถึงมีหลายยี่ห้อนะ? วันนี้มาดูสรุปเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละแบรนด์, วิธีคำนวณยูนิต (unit), และจุดที่เหมาะในการฉีดของแต่ละยี่ห้อกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา แต่ละจุดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน
ทำไมฉีดโบกัสหน้าผากแล้วคิ้วตก? ทำไมโบกัสตรงระหว่างคิ้วถึงได้ผลดีมากๆ? — เจาะลึกกลไกและข้อควรระวังในแต่ละจุดกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามและน่อง ช่วยปรับรูปหน้าและรูปร่างให้เปลี่ยนไปได้อย่างไร
การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์มีหลักการทำงานอย่างไร? อธิบายการทำงานของแต่ละส่วนและผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กล้ามเนื้อเคี้ยว (masseter) บริเวณกราม ไปจนถึงกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius)

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ? แล้วทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงไม่เท่ากัน
ที่เคยได้ยินว่า โบท็อกซ์ (Botox) อยู่ได้นาน 3-6 เดือน แต่ทำไมสำหรับบางคนถึงรู้สึกว่าสั้นกว่านั้น? เรามีคำตอบเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาความปัง ทั้งระบบเผาผลาญของร่างกาย ปริมาณยาที่ใช้ บริเวณที่ฉีด รวมถึงความถี่ในการทำซ้ำซ้อนค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
