• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Skin barrier พัง ฟื้นฟูเองที่บ้านยังไงให้ไว?

Skin barrier พัง ฟื้นฟูเองที่บ้านยังไงให้ไว?

Skin barrier พัง ฟื้นฟูเองที่บ้านยังไงให้ไว?

ฟื้นฟู skin barrier ที่บ้าน อะไรควรทำ อะไรต้องหยุด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และนิสัยที่มองข้าม

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

หลายคนคงเคยเจอปัญหาผิวจู่ๆ ก็แห้งตึง แสบระคายเคือง หรือแม้แต่สกินแคร์ที่เคยใช้เป็นประจำก็กลับทำให้รู้สึกแสบร้อนหรือเป็นขุยขึ้นมา หากสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันก็อาจจะทำให้ตกใจและกังวลว่า "ผิวพังหรือเปล่านะ" แต่จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นเพราะเกราะป้องกันผิว (skin barrier) อ่อนแอลงชั่วคราวครับ

ตอบแบบสั้นๆ ก็คือ เกราะป้องกันผิวที่เสียหายจะค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเองได้ภายในเวลาไม่กี่วันไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ ดังนั้น การดูแลผิวที่บ้านด้วยสเต็ปง่ายๆ อย่างการลดการระคายเคืองและเน้นเติมความชุ่มชื้นจึงช่วยได้มากที่สุดครับ อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการฟื้นฟูและความบอบบางของผิวแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน การทำความเข้าใจขั้นตอนการดูแลผิวขั้นพื้นฐานไว้ก่อน จะช่วยให้คุณปรับการดูแลให้เข้ากับสภาพผิวของตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ

บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong) ครับ

เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะทราบถึง:

  • สาเหตุที่ทำให้ผิวแห้งตึงและแสบระคายเคืองเมื่อเกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง

  • ขั้นตอนการดูแลและฟื้นฟูผิวด้วยตัวเองง่ายๆ ที่บ้าน

  • สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรหยุดพักไว้ชั่วคราวในการดูแลผิว

  • สัญญาณเตือนที่ต้องเช็กเมื่อผิวฟื้นตัวช้ากว่าปกติ

 

ทำไมเกราะป้องกันผิวพัง ถึงทำให้ผิวแห้งตึงและแสบง่าย? มาเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนครับ

ผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นขี้ไคล (stratum corneum) มีโครงสร้างเรียงตัวกันคล้ายกับ "ผนังอิฐและปูน" ครับ ถ้าเปรียบเซลล์ผิวเป็นก้อนอิฐ ไขมันอย่างเซราไมด์ (ceramide) ที่อยู่ระหว่างเซลล์ก็ทำหน้าที่เหมือนปูนคอยประสานและกักเก็บไม่ให้ความชุ่มชื้นระเหยออกไป หากชั้นไขมันนี้บางลง ความชุ่มชื้นจะระเหยออกไปได้ง่าย และสิ่งกระตุ้นจากภายนอกก็จะเข้าสู่ผิวโดยตรง ส่งผลให้เกิดอาการผิวแห้งตึง แสบร้อน และแดงง่ายนั่นเองครับ

*Ceramide คือส่วนประกอบสำคัญของไขมันในชั้นผิวที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างเซลล์ผิว เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำ

*ชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) คือเกราะป้องกันบางๆ ชั้นนอกสุดของผิวที่ทำหน้าที่กักเก็บความชุ่มชื้นและปกป้องผิวจากสิ่งกระตุ้นภายนอก

จากงานวิจัยพบว่า สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Ceramide มีส่วนช่วยฟื้นฟูการทำงานของเกราะป้องกันผิว และช่วยลดการสูญเสียน้ำออกจากผิวทางผิวหนัง (TEWL) ได้จริง ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า การเลือกสกินแคร์ที่ช่วยเติมเต็มปูนประสานผิวที่เสียหายนั้นสำคัญต่อการฟื้นฟูผิวอย่างไร โดยอัตราการระเหยของน้ำออกจากผิวนี้เราเรียกว่า TEWL* ยิ่งเกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ค่านี้ก็จะยิ่งสูงขึ้น และเมื่อผิวเริ่มฟื้นตัว ค่านี้ก็จะค่อยๆ ลดลงครับ

ชั้นขี้ไคลและไขมันเซราไมด์ที่เรียงตัวคล้ายอิฐกับปูนทำไมเกราะป้องกันผิวพัง ถึงทำให้ผิวแห้งตึงและแสบง่าย? มาเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนครับ

 

 

ขั้นตอนการฟื้นฟูผิวด้วยตัวเองที่บ้าน ควรเริ่มอย่างไรดี?

หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวที่พังก็คือ "การลด" แทนที่จะเป็น "การเพิ่ม" ครับ เพียงแค่ลดการรบกวนผิวและเติมความชุ่มชื้นขั้นพื้นฐานให้เพียงพอ ก็ช่วยให้ผิวมีเวลาสร้างปูนประสานเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ได้เองแล้วครับ และค่า TEWL* ก็จะค่อยๆ ลดลงอย่างคงที่เมื่อผิวได้รับการรบกวนน้อยลง สำหรับสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรหยุดไว้ก่อน มีดังนี้ครับ

การดูแล

สิ่งที่ควรทำ

สิ่งที่ควรหยุดพักชั่วคราว

การล้างหน้า

ใช้น้ำอุณหภูมิห้อง / คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนที่มีค่า pH เป็นกรดอ่อนๆ

ใช้น้ำอุ่นจัด / คลีนเซอร์ฟองหนานุ่มที่ออกฤทธิ์แรง / การล้างหน้าซ้ำซ้อน (Double Cleansing)

การบำรุงผิว

มอยส์เจอไรเซอร์ที่มี Ceramide, Panthenol

ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

สารบำรุงเข้มข้น

เน้นการเติมความชุ่มชื้นแบบเรียบง่าย

Retinol, Vitamin C เข้มข้นสูง, AHA

การผลัดเซลล์ผิว

ปล่อยให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกเองตามธรรมชาติ

การสครับผิว, การฟิลลิ่ง, การผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป

ตารางที่สรุปให้ด้านบนนี้คือเกณฑ์การดูแลผิวในช่วงที่กำลังฟื้นฟูนะครับ เมื่อผิวเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว ค่อยๆ ทยอยกลับมาใช้สกินแคร์รูตินตามปกติได้ครับ แนะนำว่าอย่าเพิ่งเปลี่ยนสกินแคร์หลายตัวพร้อมกันทีเดียว แต่ให้เรียงลำดับแบบง่ายๆ คือ เติมน้ำให้ผิว → ปลอบประโลมผิว → ฟื้นฟูผิว จะปลอดภัยและเห็นผลดีที่สุดครับ หากเพิ่มสกินแคร์ฟังก์ชันนอลใหม่ๆ เข้าไปก่อนที่อาการแสบผิวจะหายดี อาจทำให้แยกแยะยากว่าตัวไหนที่ทำให้แพ้ ดังนั้นในช่วงฟื้นฟูผิว แนะนำให้ลดจำนวนสกินแคร์ลงจะดีที่สุดครับ

โดยทั่วไป อาการตึงผิวจะเริ่มลดลงในไม่กี่วันแรก ส่วนอาการแสบแดงจะค่อยๆ ดีขึ้นและสงบลงภายใน 1-2 สัปดาห์ หากลองวาดสรุปแนวโน้มการฟื้นตัวของเกราะป้องกันผิวตามจำนวนวัน จะได้ออกมาประมาณนี้ครับ

ความเสถียรของเกราะปกป้องผิวตามวันฟื้นตัวขั้นตอนการฟื้นฟูผิวด้วยตัวเองที่บ้าน ควรเริ่มอย่างไรดี?

 

 

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและสิ่งที่ไม่ควรทำในช่วงฟื้นฟูผิว

สำหรับผิวที่เกราะป้องกันกำลังอ่อนแอ บางครั้งการประโคมดูแลด้วยความหวังดีอาจกลายเป็นการขัดขวางการฟื้นตัวของผิวได้ครับ เพราะความใจร้อนอยากให้ผิวหายไวๆ แล้วยิ่งโบกครีมหนาๆ หรือล้างหน้าบ่อยๆ ก็เหมือนยิ่งไปขูดเอาปูนประสานผิวที่บางอยู่แล้วให้ออกไปมากกว่าเดิมครับ

  • การแกะหรือลอกขุยผิว — ผิวที่เป็นขุยคือสัญญาณของการฟื้นตัว แนะนำให้ปล่อยให้หลุดลอกเองตามธรรมชาติจะดีที่สุดครับ

  • การใช้ผลิตภัณฑ์ปลอบประโลมผิวหลายตัวพร้อมกัน — ยิ่งใช้หลายตัว ยิ่งจับจุดยากว่าผิวเราถูกกับสกินแคร์ชิ้นไหนกันแน่

  • การล้างหน้าบ่อยหรือใช้น้ำอุ่นจัด — จะยิ่งชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติที่เหลืออยู่ ทำให้ผิวแห้งตึงรุนแรงขึ้น

  • ปล่อยผิวเพิกเฉยต่อรังสี UV — ผิวที่เกราะป้องกันอ่อนแอจะไวต่อรังสี UV มากขึ้น ดังนั้นห้ามลืมทาครีมกันแดดเด็ดขาดครับ

จากการประเมินผลการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ผสม Ceramide ในการดูแลโรคผิวหนังและจัดการเกราะป้องกันผิว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การบำรุงผิวที่เรียบง่ายแต่สม่ำเสมอคือพื้นฐานสำคัญที่สุดในการปลอบประโลมผิวที่อ่อนแอ การจำกัดสิ่งรบกวนและเน้นเติมน้ำให้ผิวจึงเป็นคีย์หลักของการฟื้นตัว มากกว่าการใช้ส่วนผสมที่หรูหราครับ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการแสบหรือแดงยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีน้ำเหลืองและตุ่มน้ำพุพองขึ้น นั่นอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าผิวคุณมีปัญหาที่รุนแรงกว่าแค่เกราะป้องกันผิวพัง แนะนำให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อความปลอดภัยครับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและสิ่งที่ไม่ควรทำในช่วงฟื้นฟูผิว

 

 

ทำไมต้องเป็น Beautystone สาขาฮับจอง?

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราเชื่อว่ายิ่งผิวมีเกราะป้องกันที่อ่อนแอมากเท่าไหร่ ก่อนที่จะเพิ่มสกินแคร์หรือทำทรีตเมนต์ใดๆ เราควรประเมินร่วมกันก่อนว่าตอนนี้ผิวของคุณสามารถรองรับการกระตุ้นได้มากน้อยเพียงใด เพราะถึงแม้จะมีอาการแห้งตึงหรือแสบเหมือนกัน แต่วิธีการดูแลย่อมแตกต่างกันไปตามสาเหตุ (เช่น เกิดจากการทำลายผิวชั่วคราวหรือมีภาวะผิวหนังอื่นๆ ร่วมด้วย) ด้วยความที่เป็นคลินิกขนาดอบอุ่น ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) เราจึงสามารถพูดคุยและร่วมวางแผนการดูแลผิวในสเต็ปถัดไปตามความเร็วในการฟื้นตัวของผิวคุณได้อย่างละเอียดและเป็นกันเองครับ

ทำไมต้องเป็น Beautystone สาขาฮับจอง?

 

 

ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวไปพร้อมกัน

นอกจากการสกินแคร์รูตินที่บ้านแล้ว ไลฟ์สไตล์ก็ส่งผลต่อการฟื้นตัวของผิวเช่นกันครับ เพราะการที่ผิวจะสร้างชั้นไขมันใหม่ขึ้นมาจากภายในได้นั้น จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นฟูที่ดีด้วยครับ

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ — ช่วยให้ผิวได้มีเวลาซ่อมแซมตัวเองในช่วงเวลากลางคืน

  • รักษาความชื้นในห้อง — สภาพแวดล้อมที่แห้งเกินไปจะทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย แนะนำให้ใช้เครื่องพ่นไอน้ำขยับความชื้นในห้องครับ

  • รักษาความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน — แม้ผิวจะสงบลงแล้ว ก็แนะนำให้ทามอยส์เจอไรเซอร์กลุ่ม Ceramide อย่างสม่ำเสมอต่อไปครับ

  • ทดสอบอาการระคายเคือง — หากต้องการเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ แนะนำให้เริ่มทีละตัว และสังเกตอาการเว้นระยะห่างกัน 2-3 วันครับ

นิสัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูผิวเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและสุขภาพดีในระยะยาวอีกด้วยครับ เพราะเกราะป้องกันผิวไม่ได้แข็งแรงแล้วแข็งแรงเลย แต่สามารถกลับมาอ่อนแอได้อีกตามฤดูกาลและสภาพร่างกาย ดังนั้นการเติมความชุ่มชื้นไว้เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวไปพร้อมกัน

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. จะรู้ได้อย่างไรว่าเกราะป้องกันผิว (skin barrier) ของเราพังแล้ว?

A. หากสกินแคร์ที่เคยใช้เป็นปกติกลับทำให้รู้สึกแสบร้อนยิบๆ หรือผิวหน้าแห้งตึง เป็นขุย และมีรอยแดงร่วมด้วยพร้อมกัน นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเกราะป้องกันผิวของคุณกำลังอ่อนแอลงครับ โดยทั่วไปหากเราลดการรบกวนผิวและเน้นเติมความชุ่มชื้น ผิวจะเริ่มกลับมาสงบและดีขึ้นภายในไม่กี่วันไปจนถึง 1-2 สัปดาห์ แต่หากอาการยังคงอยู่ยาวนานหรือรุนแรงขึ้น แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดครับ

Q. ในช่วงที่ผิวพัง ควรทามอยส์เจอไรเซอร์บ่อยแค่ไหน?

A. แทนที่จะกำหนดจำนวนรอบ แนะนำให้ทาซ้ำทุกครั้งที่รู้สึกว่าผิวตึง เพื่อไม่ให้ผิวขาดช่วงความชุ่มชื้นครับ โดยปกติแล้ว ทาหลังล้างหน้าเช้า-เย็น และทาเพิ่มระหว่างวันเมื่อรู้สึกผิวแห้งก็เพียงพอแล้วครับ แนะนำให้เลือกมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนที่มีส่วนผสมช่วยปลอบประโลมผิวอย่าง Ceramide หรือ Panthenol และหลีกเลี่ยงส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยในช่วงที่ผิวบอบบางครับ

Q. ผิวลอกเป็นขุย สามารถสครับหรือลอกออกได้ไหม?

A. แนะนำให้หลีกเลี่ยงการดึง แกะ หรือสครับขุยผิวออกเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ผิวฟื้นตัวช้าลง การที่ผิวลอกเป็นขุยเป็นกระบวนการตามธรรมชาติเมื่อผิวใหม่กำลังสร้างขึ้นเพื่อทดแทนเกราะป้องกันผิวเดิมที่เสียหาย แนะนำพยุงผิวด้วยการเติมความชุ่มชื้นให้ขุยเรยบเนียนลงและรอให้หลุดลอกไปเอง เมื่ออาการแสบระคายเคืองดีขึ้นแล้ว จึงค่อยๆ กลับมาดูแลผลัดเซลล์ผิวอย่างเบามือทีหลังจะปลอดภัยที่สุดครับ

Q. สามารถกลับมาใช้สกินแคร์กลุ่ม Retinol หรือ Vitamin C ได้ตอนไหน?

A. ควรเริ่มกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากที่อาการแสบร้อนและรอยแดงหายสนิท และผิวรู้สึกสบายดีแล้วจากการทามอยส์เจอไรเซอร์ตามปกติครับ เนื่องจากความเร็วในการฟื้นตัวของผิวแต่ละคนไม่เท่ากัน การสังเกตปฏิกิริยาของผิวตัวเองจึงเป็นเกณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุด และเพื่อป้องกันการระคายเคือง แนะนำให้ทยอยสลับกลับมาใช้ทีละตัว โดยเว้นระยะห่างกันสองสามวัน และเริ่มจากความเข้มข้นต่ำก่อนครับ

 

บทความแนะนำที่น่าสนใจ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด
ปรึกษาทาง LINE

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1