เป็นไฮยาลูรอนิกเหมือนกัน แต่ filler กับ skin booster คนละจุดประสงค์ ปัญหาไหนเหมาะกับตัวไหนคะ
เวลาที่ผิวแห้งขาดน้ำและขาดความยืดหยุ่นจนต้องมาปรึกษาคลินิก หลายคนมักจะถามบ่อยๆ ว่า "ควรฉีดฟิลเลอร์ หรือฉีด skin booster ดีคะ?" เพราะทั้งคู่ต่างก็ใช้เข็มฉีดเหมือนกัน แถมสาร 'ไฮยาลูรอนิก' ยังมักจะปรากฏอยู่ในชื่อส่วนผสมของทั้งสองตัวนี้ด้วย จึงไม่แปลกเลยค่ะที่จะรู้สึกว่าเป็นหัตถการที่เหมือนกัน
ถ้าให้ตอบสั้นๆ ฟิลเลอร์ คือหัตถการที่ช่วยเติมเต็มจุดที่สูญเสียปริมาตร (Volume) เช่น แก้มตอบ หรือคาง เพื่อสร้างรูปหน้าให้มีมิติ ส่วน skin booster จะเป็นหัตถการที่ช่วยยกระดับความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และปรับเนื้อผิว (Texture) ในภาพรวมทั้งหมดของผิวชั้นนอก ถึงแม้ว่าจะใช้สารกลุ่มไฮยาลูรอนิก* เหมือนกัน แต่จุดประสงค์และการใช้งานนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
ไฮยาลูรอนิก*: สารที่มีอยู่แล้วในชั้นผิวตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติเด่นในการดึงดูดและกักเก็บน้ำได้ดีเยี่ยม มักเรียกกันสั้นๆ ว่า HA
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong)
สิ่งที่คุณจะได้รับจากบทความนี้
เข้าใจถึงความแตกต่างของจุดประสงค์ระหว่าง skin booster และฟิลเลอร์
สามารถแยกแยะได้ว่าปัญหาผิวแบบไหน เหมาะกับหัตถการอะไร
รู้ว่าสามารถคาดหวังผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างจากการฉีด skin booster
ทราบระยะเวลาคงผลลัพธ์และวิธีการดูแลตัวเองหลังทำ
skin booster คือการปรับปรุงเนื้อผิว ไม่ใช่การเติมฟิลเลอร์เพิ่ม Volume
สรุปสั้นๆ ในหนึ่งประโยคคือ skin booster เป็นหัตถการที่ใช้เข็มตื้นๆ หลายๆ จุดในชั้นผิว เพื่อเติมไฮยาลูรอนิกเข้าไปกระตุ้นความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เพราะหัวใจสำคัญคือการฟื้นฟูสัมผัสและคุณภาพของผิว (Skin Quality) เองโดยไม่ได้เปลี่ยนรูปทรงใบหน้าค่ะ
หากดูจากงานวิจัยภาพรวมทางคลินิกของ skin booster จะพบข้อสรุปว่า skin booster เน้นไปที่การฟื้นฟูความสามารถในการกักเก็บน้ำและความยืดหยุ่นของผิว มากกว่าการสร้างวอลลุ่มทางกายภาพ ดังนั้นจึงถูกต้องแล้วที่จะมองว่าสกินบูสเตอร์เป็นคนละบริบทกับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม


ฟิลเลอร์เติมเต็มส่วนที่ตอบ ส่วน skin booster ยกระดับผิวเรียบเนียนทั่วทั้งใบหน้า
ความสับสนที่พบบ่อยที่สุดในห้องให้คำปรึกษาคือการเปรียบเทียบหัตถการทั้งสองนี้ เนื่องจากจุดประสงค์การทำงานต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงแตกต่างกันแม้ว่าจะดูคล้ายกันในตอนแรกก็ตาม
จากการทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพผิวด้วยการฉีดไฮยาลูรอนิก รายงานว่า การฉีดไฮยาลูรอนิกสามารถยกระดับดัชนีคุณภาพผิว เช่น ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความกระจ่างใส ความเรียบเนียน และความฉ่ำวาวได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นไฮยาลูรอนิกเหมือนกัน แต่หากความหนืด วิธีการเชื่อมประสาน (Cross-linking) และระดับความลึกในการฉีดแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างหลักระหว่าง skin booster และฟิลเลอร์ค่ะ
เรามาสรุปข้อแตกต่างที่สำคัญของทั้งสองหัตถการผ่านตารางด้านล่างนี้กันค่ะ
หากอ้างอิงตามตารางนี้ ถ้าคุณมีปัญหาผิวว่า "ผิวแห้งกร้านและดูโทรม" หัตถการที่เหมาะคือ skin booster แต่หากปัญหาคือ "แก้มตอบจนหน้าดูไม่มีมิติ" ฟิลเลอร์จะตอบโจทย์มากกว่า และในกรณีที่มีทั้งสองปัญหาพร้อมกัน ก็อาจจำเป็นต้องทำทั้งสองหัตถการควบคู่กันไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาและลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมค่ะ

ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังได้จาก skin booster
กลไกการทำงานของ skin booster คือการสลายตัวของไฮยาลูรอนิกในการดึงโมเลกุลน้ำเข้ามาช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิวแท้ (Dermis) ซึ่งความชุ่มชื้นนี้เองจะส่งผลให้ผิวหน้าดูเต่งตึงและมีความยืดหยุ่นตามมา
จากการทบทวนการปรับปรุงคุณภาพผิวด้วยไฮยาลูรอนิกที่กล่าวไปข้างต้น พบว่าค่าดัชนีชี้วัดต่างๆ เช่น ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความกระจ่างใส ความละเอียดของผิว และความฉ่ำวาว ได้รับการฟื้นฟูให้ดีขึ้นหลังทำ โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นภายในระยะเวลาหนึ่ง และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพผิวและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ หัตถการนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อหวังผลลัพธ์ในการเพิ่ม Volume อย่างหวือหวาทันทีในครั้งเดียว แต่เป็นการค่อยๆ ยกระดับคุณภาพของผิวจากฐานรากค่ะ
เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังทำตามห้วงเวลา มักจะมีแนวโน้มดังนี้ค่ะ


ทำไมต้องเป็น Beautystone สาขาฮับจอง?
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง ขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก่อนจะแนะนำหัตถการใดๆ คือการตรวจเช็กสภาพผิวของคนไข้ก่อนเสมอ ในกรณีที่คนไข้กำลังพิจารณาทั้งการฉีด skin booster และฟิลเลอร์ร่วมกัน แล้วมีปัญหาผิวหลายอย่างปะปนกันอยู่ เราต้องแยกแยะจุดประสงค์ให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่จะสามารถกำหนดคู่หัตถการและลำดับก่อนหลังได้อย่างเหมาะสม
Beautystone สาขาฮับจอง เป็นคลินิกขนาดอบอุ่นที่เดินทางสะดวกเพียงเดินไม่กี่ก้าวจากสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) คุณสามารถแวะเข้ามาตรวจเช็กสภาพผิวสั้นๆ ได้อย่างสบายใจไร้กังวล เนื่องจากแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามปัญหาเรื่องวอลลุ่มหรือปัญหาเรื่องเนื้อผิว เราจึงให้ความสำคัญกับการพูดคุยปรึกษาเพื่อแยกแยะรายละเอียดของปัญหาก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ
เนื่องจากบทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเพื่อเลือกประเภทหัตถการและจำนวนครั้งที่เหมาะสมกับตัวคุณเองนะคะ

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และดูแลรักษาอย่างไร
skin booster ไม่ใช่หัตถการที่อยู่ได้ถาวร เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์จะค่อยๆ สลายตัวและจางลงไปตามธรรมชาติ อ้างอิงจากงานวิจัยภาพรวมทางคลินิกของ skin booster ระบุว่า ผลลัพธ์ของสารกลุ่มไฮยาลูรอนิกประเภทเชื่อมประสาน (Cross-linked)* โดยทั่วไปจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6 ถึง 12 เดือน
ประเภทเชื่อมประสาน (Cross-linked)*: เป็นรูปแบบที่เชื่อมต่อโมเลกุลไฮยาลูรอนิกทางเคมีเพื่อชะลออัตราการสลายตัว ทำให้ทำหน้าที่กักเก็บและคงอยู่ในผิวได้นานกว่าไฮยาลูรอนิกทั่วไป
ในการทำครั้งแรกๆ มักจะเน้นแบ่งการฉีดออกเป็นไม่กี่ครั้ง และหลังจากนั้นจะเป็นการกลับมาฉีดซ้ำตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อรักษาสภาพผิวอย่างต่อเนื่อง การทากันแดดอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม รอบเวลาที่เหมาะสมในการทำจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและตัวผลิตภัณฑ์ จึงแนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแลเพื่อวางแผนการรักษาดีที่สุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถฉีด skin booster ควบคู่กับฟิลเลอร์พร้อมกันได้ไหมคะ?
A. เนื่องจากมีจุดประสงค์ต่างกัน จึงสามารถพิจารณาทำร่วมกันได้ค่ะ เช่น การเติมเต็มส่วนที่ตอบด้วยฟิลเลอร์ และปรับสภาพผิวส่วนอื่นๆ ด้วย skin booster ส่วนจะสามารถฉีดทั้งสองอย่างในวันเดียวกัน หรือควรแบ่งฉีด รวมไปถึงลำดับขั้นตอนอย่างไรนั้น เพื่อความปลอดภัยควรประเมินสภาพผิวและบริเวณที่จะทำร่วมกับแพทย์ก่อนค่ะ
Q. ต้องฉีด skin booster กี่ครั้งถึงจะเห็นผลคะ?
A. จากข้อมูลทางคลินิก แนะนำว่าในช่วงแรกควรแบ่งฉีดต่อเนื่องกันจำนวนหนึ่งค่ะ ผลลัพธ์จะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบสมบูรณ์ในครั้งเดียว แต่เป็นการค่อยๆ สะสมและดีขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ทำ ซึ่งจำนวนครั้งที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และสภาพผิวของแต่ละบุคคล ควรยืนยันกับแพทย์ตอนปรึกษาก่อนทำค่ะ
Q. ถ้าฉีดฟิลเลอร์แล้ว ผิวจะดูชุ่มชื้นขึ้นด้วยไหมคะ?
A. จุดประสงค์หลักของฟิลเลอร์คือการสร้าง Volume ในบริเวณที่ฉีด ผลลัพธ์ด้านการเติมความชุ่มชื้นหรือปรับเนื้อผิวบริเวณรอบๆ จึงอาจไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการฉีด skin booster ค่ะ หากเป้าหมายหลักของคุณคือการเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นในภาพรวม skin booster จะตอบโจทย์ตรงจุดมากกว่าค่ะ
Q. ผลลัพธ์ของ skin booster อยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. จากข้อมูลอ้างอิงระบุว่า ไฮยาลูรอนิกกลุ่มเชื่อมประสาน (Cross-linked) จะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน แต่อาจมีความแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์และสภาพผิวเฉพาะบุคคล การดูแลผิวด้วยครีมกันแดดควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้คงผลลัพธ์ได้ยาวนานยิ่งขึ้นค่ะ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
Ultherapy PRIME ทำไมต้องลงลึกถึงชั้น SMAS ถึงจะยกกระชับได้จริง?
ทำไมความลึกระดับชั้น SMAS ถึงสำคัญกับการยกกระชับด้วย Ultherapy PRIME พร้อมแนวทางดูแลจากคลินิกโซล

ยกกระชับ
Thermage FLX ร้อนขนาดนั้น ทำไมผิวชั้นบนถึงไม่ไหม้?
หัวทำความเย็นของ Thermage FLX ปกป้องผิวชั้นบนยังไงขณะส่งความร้อนลงชั้นหนังแท้ พร้อมแนวทางดูแลจากโซล

ผิว
Potenza มีหัวทิปหลายแบบ แต่ละหัวต่างกันยังไง แล้วผิวเราเหมาะกับหัวไหน?
หัวทิปแต่ละแบบของ Potenza ต่างกันยังไง เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน ทั้งรูขุมขนและหลุมสิว พร้อมแนวทางดูแล

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?
Ellanse (PCL) กับ Radiesse (CaHA) ต่างกันที่ส่วนประกอบและวิธีกระตุ้นคอลลาเจน รวมถึงระยะเวลาอยู่ได้

ผิว
เลเซอร์โทนนิงแล้วทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นหรือเป็นด่างชั่วคราว?
เลเซอร์โทนนิงหลังทำแล้วเห็นสีผิวเข้มขึ้นหรือเป็นด่าง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ พร้อมวิธีดูแลและข้อควรระวัง

ผิว
สกินบูสเตอร์สำหรับผิวมันหน้าร้อน เลือกตัวไหนดี?
หน้าร้อนผิวมันแต่ข้างในแห้ง เลือกสกินบูสเตอร์แบบไหนดี รวมชนิด จังหวะทำ และวิธีดูแลหลังทำ



