แม้จะเป็นไฮยาลูรอนิกแอซิดเหมือนกัน แต่ฟิลเลอร์กับ skin booster นั้นมีจุดประสงค์ในการใช้ที่ต่างกันค่ะ วันนี้เราจะพามาดูว่าปัญหาผิวแบบไหนเหมาะกับตัวช่วยชิ้นไหนกันแน่
เวลาที่ผิวแห้งกร้าน ดูไม่เปล่งปลั่ง หลายคนน่าจะเคยสับสนว่า "ควรฉีดฟิลเลอร์ หรือฉีด skin booster ดีนะ?" เพราะทั้งคู่ต่างก็ใช้เข็มฉีดเหมือนกัน แถมชื่อก็ฟังดูคล้ายๆ กันด้วย แล้วจริงๆ skin booster ต่างจากฟิลเลอร์ตรงไหนกันล่ะ?
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจองค่ะ
หากตอบแบบสั้นๆ ฟิลเลอร์คือหัตถการที่ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มในจุดที่ยุบตัวเพื่อปรับรูปหน้า ส่วน skin booster คือหัตถการที่ช่วยดึงความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวจากภายในค่ะ ถึงแม้จะเป็นสารกลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิด* เหมือนกัน แต่จุดประสงค์ในการใช้งานนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
ไฮยาลูโรนิกแอซิด*: เป็นสารที่มีอยู่ในผิวเราตามธรรมชาติอยู่แล้ว มีคุณสมบัติเด่นในการดึงดูดและกักเก็บน้ำได้ดี มักเรียกสั้นๆ ว่า HA
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้ว่า
skin booster ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
สามารถแยกความแตกต่างจากฟิลเลอร์ได้อย่างไร
ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังได้มีอะไรบ้าง
ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน
skin booster คือหัตถการที่ช่วยเรื่องอะไรบ้างคะ?
skin booster คือการฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิดตื้นๆ กระจายทั่วใบหน้าหลายๆ จุด เพื่อกระตุ้นความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวจากภายใน เป็นการเน้นปรับเท็กซ์เจอร์ให้ผิวเนียนละเอียดมากกว่าการเปลี่ยนรูปหน้าค่ะ
จากข้อมูลทางคลินิกภาพรวมของ skin booster ระบุว่า หัตถการนี้เน้นไปที่การฟื้นฟูสุขภาพผิวให้กลับมาดูโกลว์ใสและชุ่มชื้น มากกว่าการเติมเต็มปริมาตร พูดง่ายๆ ก็คือไม่ใช่การ "เติมเต็ม" แต่เป็นการ "รีเซ็ตจัดระเบียบผิว" นั่นเองค่ะ

แล้วต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?
ความต่างที่ใหญ่ที่สุดคือ "จุดประสงค์" ค่ะ ฟิลเลอร์จะใช้ฉีดเติมเต็มในจุดที่สูญเสียโครงสร้างวอลลุ่ม เช่น แก้มตอบ หรือคาง เพื่อปรับรูปหน้าให้มีมิติขึ้น ในขณะที่ skin booster จะเน้นไปที่การเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวโดยรวม ไม่ได้เน้นการสร้างวอลลุ่มค่ะ
จากข้อมูลทางคลินิกข้างต้นก็จำแนกไว้เช่นกันว่า skin booster ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างวอลลุ่มทางกายภาพ แต่เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิวโดยตรง ดังนั้น หากกังวลเรื่อง "จุดที่ยุบตัว" ฟิลเลอร์จะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้ากังวลเรื่อง "ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ" skin booster ก็จะเป็นตัวเลือกที่ใช่ค่ะ

ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังได้มีอะไรบ้าง?
skin booster อาศัยคุณสมบัติของไฮยาลูโรนิกแอซิดในการดึงดูดน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ใต้ผิว เพื่อช่วยอุ้มน้ำและดันความฉ่ำเด้งรวมถึงความยืดหยุ่นของผิวให้เพิ่มขึ้นค่ะ
จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเรื่องการฉีดไฮยาลูโรนิกแอซิดเพื่อปรับปรุงคุณภาพผิว พบว่า การฉีดไฮยาลูโรนิกแอซิดช่วยปรับปรุงคุณภาพผิวได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเรื่องความชุ่มชื้น, ความยืดหยุ่น, ความกระจ่างใส, ความเนียนละเอียด และความฉ่ำวาว ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ค่ะ

ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานแค่ไหน?
skin booster ไม่ใช่การรักษาแบบถาวรนะคะ เมื่อเวลาผ่านไปสารจะค่อยๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติ ดังนั้นโดยทั่วไปจึงแนะนำให้กลับมาทำซ้ำตามรอบระยะเวลาค่ะ
จากข้อมูลข้างต้นระบุว่า สารไฮยาลูโรนิกแอซิดแบบเชื่อมโยง (Cross-linked HA) มักจะคงผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน โดยปกติแนะนำให้ฉีดต่อเนื่องสองสามครั้ง ดังนั้นจึงควรมองว่านี่คือหัตถการสำหรับดูแลบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ มากกว่าการทำเพียงครั้งเดียวจบค่ะ

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราเริ่มจากการรับฟังปัญหาของคุณก่อน
ที่ Beautystone ฮับจอง เราจะไม่แนะนำแบบหว่านแหว่า "ให้ทำ skin booster สิคะ" แต่เราจะช่วยประเมินก่อนว่าปัญหาของคุณคือเรื่องของวอลลุ่มหน้าหรือสภาพผิวภายนอก เพราะหากปัญหาคือวอลลุ่มยุบตัวก็ต้องแก้ด้วยฟิลเลอร์ แต่ถ้าผิวแห้งหยาบกร้านก็ต้องแก้ด้วย skin booster เนื่องจากเป้าหมายนั้นต่างกันค่ะ
บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แนวทางการดูแลและจำนวนครั้งที่เหมาะสมของแต่ละท่าน ควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำหัตถการจะดีที่สุดค่ะ คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้สถานีฮับจองในระยะเดินถึง สามารถแวะมาตรวจเช็กสภาพผิวร่วมกับผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจได้เลยนะคะ

คำถามที่พบบ่อย
Q. ไม่สามารถทำ skin booster พร้อมกับฟิลเลอร์ได้หรอคะ?
A. เนื่องจากจุดประสงค์ต่างกัน จึงสามารถทำร่วมกันเพื่อเสริมผลลัพธ์กันได้ค่ะ เช่น บริเวณที่ยุบตัวก็แก้ด้วยฟิลเลอร์ ส่วนผิวหน้าโดยรวมก็บำรุงด้วย skin booster ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อจัดโปรแกรมหัตถการและลำดับก่อนหลังที่เหมาะสมที่สุดค่ะ
Q. หลังจากฉีด skin booster ผิวจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
A. จากรายงานข้อมูลพบว่า คุณภาพผิวจะดีขึ้นรอบด้าน ทั้งความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความกระจ่างใส ความเรียบเนียน และความโกลว์ฉ่ำวาว อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจมีความ แตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละบุคคลและตัวยาที่เลือกใช้ค่ะ
Q. ฉีดแค่ครั้งเดียวพอไหมคะ?
A. โดยส่วนใหญ่มักแนะนำให้ฉีดเป็นคอร์สต่อเนื่องประมาณ 2-3 ครั้งค่ะ เนื่องจากผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ถาวร จึงควรมองว่าเป็นแนวทางบำรุงดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวค่ะ
Q. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
A. ตามข้อมูลอ้างอิง สารกลุ่ม Cross-linked HA จะช่วยคงผลลัพธ์ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นผลิตภัณฑ์และสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ผู้ชาย
เข็มฉีดผิวเด็กสำหรับวัย 20+... Rejuran อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไปนะคะ
Rejuran (PN) และ Juvelook (PDLLA) ดูแลปัญหาผิวคนละจุดกันเลยค่ะ เราสรุปมาให้แล้วพร้อมเคสจริง ว่าผิวสกินไทป์ A B หรือ C ในวัย 20+ แบบไหนจะเหมาะกับตัวไหนที่สุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์บ่า (Trapezius Botox) ยิ่งฉีด ยิ่งเว้นระยะห่างได้นานขึ้น เพราะอะไร?
ถ้าบ่าลิฟต์ขึ้นจนทำให้ดูคอ สั้น การกดแค่จุดยอดอย่างเดียวอาจไม่พอค่ะ ต้องอาศัยการออกแบบแนวระนาบทั้งหมดถึงจะได้ไหล่ตั้งฉากสวยงามอย่างที่ต้องการ พร้อมทั้งช่วยลดความกังวลเรื่องระยะเวลาผลลัพธ์และความตึงเมื่อยล้าด้วยค่ะ

ผิว
โดยไม่ต้องผ่าตัด แค่ทำหัตถการอย่างเดียว จะช่วยให้ใบหน้าเรียวสวยเป็น V-line ได้แค่ไหนกันนะ?
ไกด์แนะนำ Botox, Filler และเครื่องยกกระชับ สำหรับปรับรูปหน้า V-line แบบไม่ต้องผ่าตัด ว่าแต่ละตัวช่วยแก้ปัญหาจากสาเหตุไหนบ้าง และมีขอบเขตประสิทธิภาพได้แค่ไหน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
อยากฉีด filler แบบปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียง ต้องเช็กอะไรบ้างนะ?
เพื่อลดรอยช้ำและอาการบวม การปรับยาก่อนทำหัตถการและการดูแลตัวเองหลังทำเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ วันนี้เรามีเช็คลิสต์เพื่อความปลอดภัยในการทำฟิลเลอร์ (filler) มาฝากกันค่ะ

ผิว
ผิวรอบดวงตาหย่อนคล้อย จะตึงกระชับได้แค่ไหนด้วย Eye Thermage?
มาดูกันค่ะว่าทำไมผิวรอบดวงตาที่บางถึงหย่อนคล้อยได้ง่าย พร้อมเจาะลึกว่า Eye Thermage ทำงานอย่างไร และจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เมื่อไหร่

ผิว
skin booster กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันอย่างไรคะ?
แม้จะเป็นไฮยาลูรอนิกแอซิดเหมือนกัน แต่ฟิลเลอร์กับ skin booster นั้นมีจุดประสงค์ในการใช้ที่ต่างกันค่ะ วันนี้เราจะพามาดูว่าปัญหาผิวแบบไหนเหมาะกับตัวช่วยชิ้นไหนกันแน่



