เป็นไฮยาลูรอนิกเหมือนกัน แต่ filler กับ skin booster คนละจุดประสงค์ ปัญหาไหนเหมาะกับตัวไหนครับ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เวลาที่ผิวแห้งขาดน้ำและขาดความยืดหยุ่นจนต้องมาปรึกษาคลินิก หลายคนมักจะถามบ่อยๆ ว่า "ควรฉีดฟิลเลอร์ หรือฉีด skin booster ดีคะ?" เพราะทั้งคู่ต่างก็ใช้เข็มฉีดเหมือนกัน แถมสาร 'ไฮยาลูรอนิก' ยังมักจะปรากฏอยู่ในชื่อส่วนผสมของทั้งสองตัวนี้ด้วย จึงไม่แปลกเลยครับที่จะรู้สึกว่าเป็นหัตถการที่เหมือนกัน
ถ้าให้ตอบสั้นๆ ฟิลเลอร์ คือหัตถการที่ช่วยเติมเต็มจุดที่สูญเสียปริมาตร (Volume) เช่น แก้มตอบ หรือคาง เพื่อสร้างรูปหน้าให้มีมิติ ส่วน skin booster จะเป็นหัตถการที่ช่วยยกระดับความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และปรับเนื้อผิว (Texture) ในภาพรวมทั้งหมดของผิวชั้นนอก ถึงแม้ว่าจะใช้สารกลุ่มไฮยาลูรอนิก* เหมือนกัน แต่จุดประสงค์และการใช้งานนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ไฮยาลูรอนิก*: สารที่มีอยู่แล้วในชั้นผิวตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติเด่นในการดึงดูดและกักเก็บน้ำได้ดีเยี่ยม มักเรียกกันสั้นๆ ว่า HA
บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong)
สิ่งที่คุณจะได้รับจากบทความนี้
เข้าใจถึงความแตกต่างของจุดประสงค์ระหว่าง skin booster และฟิลเลอร์
สามารถแยกแยะได้ว่าปัญหาผิวแบบไหน เหมาะกับหัตถการอะไร
รู้ว่าสามารถคาดหวังผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างจากการฉีด skin booster
ทราบระยะเวลาคงผลลัพธ์และวิธีการดูแลตัวเองหลังทำ
skin booster คือการปรับปรุงเนื้อผิว ไม่ใช่การเติมฟิลเลอร์เพิ่ม Volume
สรุปสั้นๆ ในหนึ่งประโยคคือ skin booster เป็นหัตถการที่ใช้เข็มตื้นๆ หลายๆ จุดในชั้นผิว เพื่อเติมไฮยาลูรอนิกเข้าไปกระตุ้นความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เพราะหัวใจสำคัญคือการฟื้นฟูสัมผัสและคุณภาพของผิว (Skin Quality) เองโดยไม่ได้เปลี่ยนรูปทรงใบหน้าครับ
หากดูจากงานวิจัยภาพรวมทางคลินิกของ skin booster จะพบข้อสรุปว่า skin booster เน้นไปที่การฟื้นฟูความสามารถในการกักเก็บน้ำและความยืดหยุ่นของผิว มากกว่าการสร้างวอลลุ่มทางกายภาพ ดังนั้นจึงถูกต้องแล้วที่จะมองว่าสกินบูสเตอร์เป็นคนละบริบทกับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม


ฟิลเลอร์เติมเต็มส่วนที่ตอบ ส่วน skin booster ยกระดับผิวเรียบเนียนทั่วทั้งใบหน้า
ความสับสนที่พบบ่อยที่สุดในห้องให้คำปรึกษาคือการเปรียบเทียบหัตถการทั้งสองนี้ เนื่องจากจุดประสงค์การทำงานต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงแตกต่างกันแม้ว่าจะดูคล้ายกันในตอนแรกก็ตาม
จากการทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพผิวด้วยการฉีดไฮยาลูรอนิก รายงานว่า การฉีดไฮยาลูรอนิกสามารถยกระดับดัชนีคุณภาพผิว เช่น ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความกระจ่างใส ความเรียบเนียน และความฉ่ำวาวได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นไฮยาลูรอนิกเหมือนกัน แต่หากความหนืด วิธีการเชื่อมประสาน (Cross-linking) และระดับความลึกในการฉีดแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างหลักระหว่าง skin booster และฟิลเลอร์ครับ
เรามาสรุปข้อแตกต่างที่สำคัญของทั้งสองหัตถการผ่านตารางด้านล่างนี้กันครับ
หากอ้างอิงตามตารางนี้ ถ้าคุณมีปัญหาผิวว่า "ผิวแห้งกร้านและดูโทรม" หัตถการที่เหมาะคือ skin booster แต่หากปัญหาคือ "แก้มตอบจนหน้าดูไม่มีมิติ" ฟิลเลอร์จะตอบโจทย์มากกว่า และในกรณีที่มีทั้งสองปัญหาพร้อมกัน ก็อาจจำเป็นต้องทำทั้งสองหัตถการควบคู่กันไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาและลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมครับ

filler กับ skin booster เลือกตัวไหนดี? ให้ดูที่ "ปัญหา" ไม่ใช่ชื่อหัตถการ
ถ้าปัญหาของคุณคือรูปหน้าเสียมิติเพราะแก้มหรือขมับตอบ ตัวที่ตรงจุดคือฟิลเลอร์ แต่ถ้าปัญหาคือผิวแห้ง ผิวหยาบ และดูไม่เต่งตึง ตัวที่ตรงจุดคือ skin booster และถ้ามีทั้งสองอย่างพร้อมกัน ก็พิจารณาทำร่วมกันได้ โดยให้แพทย์เป็นคนกำหนดลำดับก่อนหลังครับ
เหตุผลที่ต้องเริ่มจากปัญหาก่อน เพราะทั้งสองตัวใช้สารกลุ่มไฮยาลูรอนิกเหมือนกันก็จริง แต่ตัวหนึ่งถูกออกแบบมาให้ "เติมเฉพาะจุดที่ยุบ" ส่วนอีกตัวถูกออกแบบมาให้ "กระจายความชุ่มชื้นทั่วผิว" เวลาเลือกโดยดูที่ชื่อหัตถการหรือดูจากรีวิวคนอื่น จึงมักจบลงที่การทำผิดตัวกับปัญหาที่ตัวเองมีครับ ลองเทียบจากตารางด้านล่างว่าปัญหาของคุณอยู่แถวไหน
ปัญหาที่กังวลอยู่ตอนนี้ | ตัวที่ตรงจุดกว่า | เพราะอะไร |
|---|---|---|
แก้มตอบ ขมับตอบ คางสั้น จนหน้าดูไม่มีมิติ | ฟิลเลอร์ | เป็นปัญหาเรื่องปริมาตร (Volume) ที่หายไป ต้องเติมกลับเฉพาะจุด |
ร่องบนใบหน้าที่ลึกขึ้นเพราะเนื้อหน้ายุบลง | ฟิลเลอร์ | ต้นเหตุคือวอลลุ่มที่หายไป ไม่ใช่คุณภาพของผิวชั้นนอก |
ผิวแห้ง ขาดน้ำ ดูโทรมไม่มีน้ำมีนวล | skin booster | เติมไฮยาลูรอนิกแบบตื้นๆ หลายจุด เพื่อดึงและกักเก็บน้ำไว้ในชั้นผิว |
ผิวหยาบ ไม่เรียบเนียน ผิวไม่ค่อยสะท้อนแสง | skin booster | เป้าหมายคือเนื้อผิวและคุณภาพผิว (Skin Quality) ไม่ใช่รูปทรงใบหน้า |
ผิวดูไม่เต่งตึง ขาดความยืดหยุ่น แต่เนื้อหน้ายังไม่ยุบ | skin booster | ความชุ่มชื้นในชั้นหนังแท้ (Dermis) ส่งผลต่อความยืดหยุ่นของผิวตามมา |
หน้าตอบและผิวโทรมมาพร้อมกัน | พิจารณาทำร่วมกัน | คนละจุดประสงค์ จึงทำควบคู่ได้ แต่ต้องให้แพทย์วางลำดับและระยะห่างให้ |
ก่อนเข้าปรึกษา ลองจัดลำดับความกังวลของตัวเองไว้คร่าวๆ จะคุยกับแพทย์ได้ง่ายขึ้นมากครับ
ถ้าถ่ายรูปแล้วไม่ชอบ คุณไม่ชอบ "รูปหน้า" หรือไม่ชอบ "สภาพผิว" มากกว่ากัน
ปัญหานี้เห็นชัดเฉพาะบางจุด หรือรู้สึกได้ทั่วทั้งใบหน้า
อยากได้ผลลัพธ์แบบเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า หรือแบบผิวค่อยๆ ดีขึ้นทีละครั้ง
อีกเรื่องที่ควรคิดตั้งแต่ตอนเลือกคือแผนระยะยาว เพราะ skin booster ไม่ได้จบในครั้งเดียว ผลลัพธ์ของไฮยาลูรอนิกกลุ่มเชื่อมประสาน (Cross-linked) โดยทั่วไปคงอยู่ราว 6 ถึง 12 เดือน และช่วงแรกมักแบ่งฉีดต่อเนื่องหลายครั้งเพื่อสะสมผลลัพธ์ ส่วนฟิลเลอร์จะขึ้นอยู่กับชนิดผลิตภัณฑ์และบริเวณที่ฉีด ทั้งหมดนี้ต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคน จึงควรให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจครับ ถ้ากำลังชั่งใจเรื่องการเลือกตามบริเวณใบหน้า อ่านเพิ่มได้ที่ เวลาจะเลือกใช้ collagen booster filler ตัวไหนดี ให้พิจารณาแยกตามบริเวณใบหน้า และถ้าอยากเข้าใจเส้นแบ่งระหว่างการฉีดชั้นผิวแท้กับการเติมวอลลุ่ม อ่านต่อได้ที่ รีจูรัน HB vs Belotero Revive — การฉีดชั้นผิวแท้กับการเติม Volume ใบหน้า ครับ
ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังได้จาก skin booster
กลไกการทำงานของ skin booster คือการสลายตัวของไฮยาลูรอนิกในการดึงโมเลกุลน้ำเข้ามาช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิวแท้ (Dermis) ซึ่งความชุ่มชื้นนี้เองจะส่งผลให้ผิวหน้าดูเต่งตึงและมีความยืดหยุ่นตามมา
จากการทบทวนการปรับปรุงคุณภาพผิวด้วยไฮยาลูรอนิกที่กล่าวไปข้างต้น พบว่าค่าดัชนีชี้วัดต่างๆ เช่น ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ความกระจ่างใส ความละเอียดของผิว และความฉ่ำวาว ได้รับการฟื้นฟูให้ดีขึ้นหลังทำ โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นภายในระยะเวลาหนึ่ง และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพผิวและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ หัตถการนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อหวังผลลัพธ์ในการเพิ่ม Volume อย่างหวือหวาทันทีในครั้งเดียว แต่เป็นการค่อยๆ ยกระดับคุณภาพของผิวจากฐานรากครับ
เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังทำตามห้วงเวลา มักจะมีแนวโน้มดังนี้ครับ


ทำไมต้องเป็น Beautystone สาขาฮับจอง?
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง ขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก่อนจะแนะนำหัตถการใดๆ คือการตรวจเช็กสภาพผิวของคนไข้ก่อนเสมอ ในกรณีที่คนไข้กำลังพิจารณาทั้งการฉีด skin booster และฟิลเลอร์ร่วมกัน แล้วมีปัญหาผิวหลายอย่างปะปนกันอยู่ เราต้องแยกแยะจุดประสงค์ให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่จะสามารถกำหนดคู่หัตถการและลำดับก่อนหลังได้อย่างเหมาะสม
Beautystone สาขาฮับจอง เป็นคลินิกขนาดอบอุ่นที่เดินทางสะดวกเพียงเดินไม่กี่ก้าวจากสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) คุณสามารถแวะเข้ามาตรวจเช็กสภาพผิวสั้นๆ ได้อย่างสบายใจไร้กังวล เนื่องจากแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปตามปัญหาเรื่องวอลลุ่มหรือปัญหาเรื่องเนื้อผิว เราจึงให้ความสำคัญกับการพูดคุยปรึกษาเพื่อแยกแยะรายละเอียดของปัญหาก่อนเป็นอันดับแรกครับ
เนื่องจากบทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเพื่อเลือกประเภทหัตถการและจำนวนครั้งที่เหมาะสมกับตัวคุณเองนะครับ

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน และดูแลรักษาอย่างไร
skin booster ไม่ใช่หัตถการที่อยู่ได้ถาวร เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์จะค่อยๆ สลายตัวและจางลงไปตามธรรมชาติ อ้างอิงจากงานวิจัยภาพรวมทางคลินิกของ skin booster ระบุว่า ผลลัพธ์ของสารกลุ่มไฮยาลูรอนิกประเภทเชื่อมประสาน (Cross-linked)* โดยทั่วไปจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6 ถึง 12 เดือน
ประเภทเชื่อมประสาน (Cross-linked)*: เป็นรูปแบบที่เชื่อมต่อโมเลกุลไฮยาลูรอนิกทางเคมีเพื่อชะลออัตราการสลายตัว ทำให้ทำหน้าที่กักเก็บและคงอยู่ในผิวได้นานกว่าไฮยาลูรอนิกทั่วไป
ในการทำครั้งแรกๆ มักจะเน้นแบ่งการฉีดออกเป็นไม่กี่ครั้ง และหลังจากนั้นจะเป็นการกลับมาฉีดซ้ำตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อรักษาสภาพผิวอย่างต่อเนื่อง การทากันแดดอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอยู่ได้ยาวนานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม รอบเวลาที่เหมาะสมในการทำจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและตัวผลิตภัณฑ์ จึงแนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแลเพื่อวางแผนการรักษาดีที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถฉีด skin booster ควบคู่กับฟิลเลอร์พร้อมกันได้ไหมคะ?
A. เนื่องจากมีจุดประสงค์ต่างกัน จึงสามารถพิจารณาทำร่วมกันได้ครับ เช่น การเติมเต็มส่วนที่ตอบด้วยฟิลเลอร์ และปรับสภาพผิวส่วนอื่นๆ ด้วย skin booster ส่วนจะสามารถฉีดทั้งสองอย่างในวันเดียวกัน หรือควรแบ่งฉีด รวมไปถึงลำดับขั้นตอนอย่างไรนั้น เพื่อความปลอดภัยควรประเมินสภาพผิวและบริเวณที่จะทำร่วมกับแพทย์ก่อนครับ
Q. ต้องฉีด skin booster กี่ครั้งถึงจะเห็นผลครับ?
A. จากข้อมูลทางคลินิก แนะนำว่าในช่วงแรกควรแบ่งฉีดต่อเนื่องกันจำนวนหนึ่งครับ ผลลัพธ์จะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบสมบูรณ์ในครั้งเดียว แต่เป็นการค่อยๆ สะสมและดีขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ทำ ซึ่งจำนวนครั้งที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และสภาพผิวของแต่ละบุคคล ควรยืนยันกับแพทย์ตอนปรึกษาก่อนทำครับ
Q. ถ้าฉีดฟิลเลอร์แล้ว ผิวจะดูชุ่มชื้นขึ้นด้วยไหมคะ?
A. จุดประสงค์หลักของฟิลเลอร์คือการสร้าง Volume ในบริเวณที่ฉีด ผลลัพธ์ด้านการเติมความชุ่มชื้นหรือปรับเนื้อผิวบริเวณรอบๆ จึงอาจไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการฉีด skin booster ครับ หากเป้าหมายหลักของคุณคือการเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นในภาพรวม skin booster จะตอบโจทย์ตรงจุดมากกว่าครับ
Q. ผลลัพธ์ของ skin booster อยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. จากข้อมูลอ้างอิงระบุว่า ไฮยาลูรอนิกกลุ่มเชื่อมประสาน (Cross-linked) จะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน แต่อาจมีความแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์และสภาพผิวเฉพาะบุคคล การดูแลผิวด้วยครีมกันแดดควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้คงผลลัพธ์ได้ยาวนานยิ่งขึ้นครับ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



