
쥬베룩 vs 쥬베룩 볼륨 ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ 'ชั้นที่ฉีดเข้าไป'
쥬베룩 vs 쥬베룩 볼륨 ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ 'ชั้นที่ฉีดเข้าไป'
쥬베룩 vs 쥬베룩 볼륨 ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ 'ชั้นที่ฉีดเข้าไป'
Juvellook และ Juvellook Volume แม้จะมีส่วนประกอบ PDLLA เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันเพราะชั้นที่ฉีดไม่เหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างชั้นหนังแท้กับชั้นไขมันยังให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อใช้ CureJet
จูเบลุก vs จูเบลุก วอลลุ่ม ความแตกต่างจริงๆ อยู่ที่ 'ชั้นที่ฉีดเข้าไป'
ขอสรุปก่อนเลยนะครับ
จูเบลุกและจูเบลุก วอลลุ่ม
ไม่ได้ต่างกันที่ 'ความเข้มข้นของส่วนผสม'
แต่เป็น 'หัตถการที่ฉีดเข้าไปคนละชั้นของผิว'
ในบทความนี้ผมจะอธิบายเหตุผลให้ฟังครับ

ดูเหมือนว่าเป็น PDLLA เหมือนกันหมดใช่ไหม แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ
จูเบลุกเป็น
สกินบูสเตอร์กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของ PDLLA (โพลีดีแอลแลกติกแอซิด)
ส่วนจูเบลุก วอลลุ่มก็อยู่ในกลุ่ม PDLLA เดียวกัน แต่
ขนาดอนุภาคและความหนืดต่างกัน
จึงไม่ได้ฉีดในชั้นหนังแท้ แต่ฉีดเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
และถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง 'วอลลุ่ม'
ทำไมเป็น PDLLA เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ถึงต่างกันขนาดนี้
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
จูเบลุก SB ต้องเข้าไปในชั้นผิวตื้น,
ส่วนจูเบลุก วอลลุ่มตามหลักต้องเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง — แต่
ถ้าใช้เครื่องพ่นแบบเจ็ตอย่างคิวเจ็ต ก็สามารถพ่นวอลลุ่มให้ตื้นเข้าไปในชั้นผิวตื้นได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์เดียวกันกลายเป็นหัตถการที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
'ถ้าฉีดจูเบลุกบ่อย ๆ
ใบหน้าจะใหญ่ขึ้น' เคยได้ยินไหมครับ?
จริง ๆ แล้วตรงกันข้ามครับ
พูดให้ถูกคือ — จูเบลุกแบบไหน
ฉีดเข้าไปที่ไหน
ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผล ไม่ใช่ปัญหาที่ตัวผลิตภัณฑ์เอง
ตรงนี้แหละคือกลไกการทำงานของ PDLLA
หลังฉีด PDLLA จะค่อย ๆ
ไฮโดรไลซ์อย่างช้า ๆ ภายในช่วง 6-8 สัปดาห์
และกระตุ้นไฟโบรบลาสต์รอบข้าง
ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่
เพราะเส้นกราฟการดูดซึมยาวและค่อยเป็นค่อยไป
หลังฉีดหนึ่งครั้ง ผลจะค่อย ๆ
ขึ้นชัดในช่วง 3-6 เดือน
แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญอยู่หนึ่งอย่างครับ
แม้จะเป็น PDLLA เหมือนกัน แต่ถ้าเข้าไปใน ชั้นหนังแท้ (ชั้นผิวตื้น)
โครงข่ายคอลลาเจนตื้น ๆ จะถี่ขึ้น
และให้ผลเรื่องผิวเนียน ริ้วรอยเล็ก และความยืดหยุ่น
ในทางกลับกัน ถ้าเข้าไปใน ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
จะเกิดเสาคอลลาเจนระหว่างชั้นไขมัน
และให้ผลเป็น 'วอลลุ่ม'
ความลึกที่เข้าไปต่างกันแค่ 1-3 มม.
แต่ผลลัพธ์ที่คนไข้เห็นกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง

และยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ที่หลายคนอาจไม่รู้
จูเบลุก วอลลุ่มเดิมที
ควรฉีดเข้าในชั้นไขมันด้วยแคนนูลา
แต่ถ้าใช้เครื่องพ่นเจ็ตอย่างคิวเจ็ต
ก็สามารถพ่นผลิตภัณฑ์วอลลุ่มลงใน
ชั้นหนังแท้ตื้น ๆ ได้อย่างละเอียด
แบบนั้นแม้จะเป็น 'จูเบลุก วอลลุ่ม' เหมือนเดิม
แต่จะทำงานในชั้นตื้นแบบ SB
ขณะเดียวกันด้วยคุณสมบัติของอนุภาคก็ยังมีฤทธิ์กระตุ้นคอลลาเจนที่แรงกว่า
จึงกลายเป็นหัตถการที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะได้ยินชื่อผลิตภัณฑ์เดียวกัน
ผลลัพธ์ก็จะแตกต่างกันตามว่า
คลินิกไหนฉีดลงไปลึกแค่ไหน
อีกเรื่องหนึ่งคือ 'ก้อนนูน' ครับ
ถ้าคุณค้นหาข้อมูลซีรีส์จูเบลุก
มักจะเห็นพูดถึงก้อนนูน (nodule) อยู่บ่อย ๆ
ก้อนนูนคือภาวะที่อนุภาคจับตัวรวมกัน
จนเกิดเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่คลำได้
ซึ่งมักเกิดใน 2 สถานการณ์หลัก
อย่างแรกคือฉีดตื้นเกินไป
ทำให้อนุภาคไปจับตัวกันที่ชั้นตื้น
อีกอย่างคือใส่ปริมาณมากเกินไป
ในจุดเดียว

ดังนั้นจูเบลุก วอลลุ่มโดยเฉพาะ
ต้องกระจายด้วยแคนนูลาให้กว้าง
และถ้าจะฉีดเข้าชั้นหนังแท้ด้วยคิวเจ็ต
ต้องควบคุมแรงดันและปริมาณอย่างละเอียด
จึงจะช่วยลดความเสี่ยงของก้อนนูนได้
สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน
จูเบลุก SB คือชั้นหนังแท้ ส่วนจูเบลุก วอลลุ่มคือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง — นี่คือหลักพื้นฐานครับ
แต่ถ้าใช้อุปกรณ์อย่างคิวเจ็ต วอลลุ่มก็สามารถฉีดตื้นเข้าไปในชั้นผิวตื้นได้ด้วย
ทำให้ผลิตภัณฑ์เดียวกันกลายเป็นหัตถการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ควรเปรียบเทียบจากชื่อผลิตภัณฑ์อย่างเดียว
แล้วแบบนี้ คุณเหมาะกับจูเบลุกแบบไหนกันแน่
เคสแบบนี้มีบ่อยมาก เลยขอจดแยกไว้ครับ
เมื่อเดือนก่อนมีคนไข้หญิงอายุ 35 ปีมาทำซ้ำ
เธอเคยทำจูเบลุก SB
ในชั้นหนังแท้ 4 ครั้งเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว
แล้วบอกว่า 'ผิวเนียนขึ้นแล้ว แต่
ความรู้สึกแก้มตอบยังเหมือนเดิม'
ซึ่งก็เป็นผลที่คาดไว้ครับ
เพราะ SB เป็นหัตถการที่เน้นผลบนผิวด้านบน
ไม่ใช่หัตถการที่สร้างวอลลุ่ม
รอบนี้เราใช้จูเบลุก วอลลุ่ม
ใส่เข้าในชั้นไขมันบริเวณแก้มหน้าและแก้มข้างด้วยแคนนูลา
พอครบหนึ่งเดือนตอนมาติดตามผล
เธอบอกว่า 'ตอนนี้รู้สึกเต็มขึ้นหน่อยแล้ว'
อีกเคสหนึ่งเป็นคนไข้อายุ 27 ปี
คนนี้กังวลเรื่องผิวหยาบและรูขุมขนอย่างเดียว
เลยแนะนำ SB ตั้งแต่แรก
อายุยังไม่ถึงวัยที่ต้องเติมวอลลุ่ม
และโครงหน้าก็มีอยู่เพียงพอแล้ว
ถ้าใส่ผลิตภัณฑ์วอลลุ่มเข้าไปแบบไม่จำเป็น
อาจจะดูหนักเกินไปได้
ถ้ามองแบบนี้ คุณจะเห็นความต่างชัดเจนเลยครับ
ประเภท | จูเบลุก (SB) | จูเบลุก วอลลุ่ม |
|---|---|---|
ชั้นที่ฉีด | ชั้นหนังแท้ (1-2 มม.) | ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (3-5 มม.) |
อุปกรณ์ที่ใช้ฉีด | เข็มหรือคิวเจ็ต | แคนนูลา (คิวเจ็ตก็ใช้ได้) |
ผลลัพธ์หลัก | ผิวเนียน ริ้วรอยเล็ก ความยืดหยุ่น | วอลลุ่ม เติมส่วนที่ยุบตอบ |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | ทุก 3-4 สัปดาห์, 3-4 ครั้ง | ทำ 1-2 ครั้งแล้วติดตามผล |
กลุ่มที่แนะนำ | วัย 20-30 ปี, กังวลเรื่องผิวและความยืดหยุ่น | ปลาย 30 ปีขึ้นไป, กังวลเรื่องความยุบตอบ |
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่กฎตายตัวแบบเด็ดขาดเสมอไป
แม้จะอยู่ในช่วงอายุ 30 ปีเหมือนกัน
ถ้าโครงหน้าดีและมีปัญหาแค่ผิวตื้น ๆ ก็เหมาะกับ SB
แต่ถ้าอายุ 20 กว่า ๆ แล้วแก้มสองข้างตอบเร็ว
วอลลุ่มก็อาจจะเหมาะกว่าได้
เหตุผลที่เราต้องตรวจแล้วตัดสินใจที่คลินิก
ก็เพราะตรงจุดนี้แหละครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณน่าจะสงสัยเรื่องนี้อยู่
Q1. ฉีดจูเบลุกกับจูเบลุก วอลลุ่มพร้อมกันได้ไหมครับ?
A. คำถามนี้เจอบ่อยมากจริง ๆ ครับ
ทำได้ แต่ไม่ค่อยแนะนำให้ทำในวันเดียวกัน เพราะต้องคุมอาการบวม
โดยทั่วไปจะฉีดวอลลุ่มเข้าไปในชั้นไขมันก่อน แล้วอีก 2-3 สัปดาห์ค่อยทำ SB เพื่อเก็บผิวด้านบน
แบบนั้นจะให้ผลที่นิ่งกว่าครับ
แต่พอคุยเรื่องนี้จบ ปกติคำถามถัดไปก็มักจะตามมาเลย
Q2. จูเบลุก วอลลุ่มหนึ่งครั้งใส่ได้เท่าไร และอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. เรื่องนี้ต้องแยกเป็นกรณี ๆ ไปครับ
ถ้าเติมแค่แก้มตอบสองข้าง มักใช้ 1-2 cc
ถ้าต้องเติมให้ถึงโครงหน้าทั้งหมด มักใช้ประมาณ 3-4 cc
ระยะคงอยู่โดยทั่วไปคือ 12-18 เดือน อย่างไรก็ตาม PDLLA ระหว่างที่ค่อย ๆ ถูกดูดสลายก็ยังสร้างคอลลาเจนต่อเนื่อง
ดังนั้นแม้ผลิตภัณฑ์จะหายไป แต่คอลลาเจนของตัวเองก็ยังเหลืออยู่บางส่วน
ก่อนจบมีอีกเรื่องที่สำคัญมากครับ
Q3. ถ้าเกิดก้อนนูนขึ้นมา ต้องทำอย่างไรครับ?
A. พูดตรง ๆ เลย ก้อนนูนเล็ก ๆ ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ หายเองภายใน 2-3 เดือน
เพราะมักกระจายตัวหรือถูกดูดซึมไปเองด้วยการนวด
แต่ถ้าก้อนที่คลำได้ยังอยู่เหมือนเดิมเกินหนึ่งเดือน ควรไปพบแพทย์ครับ
อาจต้องฉีดสเตียรอยด์ปริมาณน้อยเพื่อช่วยสลาย
หรือในบางกรณีที่พบไม่บ่อย อาจต้องรักษาด้วยหัตถการผ่าตัด จึงไม่แนะนำให้ปล่อยไว้เฉย ๆ
ถ้าจะจำไปแค่เรื่องเดียวจากวันนี้ — ไม่ว่าจูเบลุกแบบไหน ชั้นที่ฉีดเข้าไปและอุปกรณ์ที่ใช้ เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ครับ
ในบทความถัดไป ผมจะอธิบายว่า 'ตอนพ่นจูเบลุก วอลลุ่มลงในชั้นหนังแท้ด้วยคิวเจ็ต ผลลัพธ์ต่างจาก SB ทั่วไปอย่างไร' จะยกเคสที่เปรียบเทียบสองวิธีในคนไข้คนเดียวกันมาให้ดูครับ นี่คือ วียองจิน
อ่านต่อเพิ่มเติม
จูเบลุก vs จูเบลุก วอลลุ่ม ความแตกต่างจริงๆ อยู่ที่ 'ชั้นที่ฉีดเข้าไป'
ขอสรุปก่อนเลยนะครับ
จูเบลุกและจูเบลุก วอลลุ่ม
ไม่ได้ต่างกันที่ 'ความเข้มข้นของส่วนผสม'
แต่เป็น 'หัตถการที่ฉีดเข้าไปคนละชั้นของผิว'
ในบทความนี้ผมจะอธิบายเหตุผลให้ฟังครับ

ดูเหมือนว่าเป็น PDLLA เหมือนกันหมดใช่ไหม แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ
จูเบลุกเป็น
สกินบูสเตอร์กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของ PDLLA (โพลีดีแอลแลกติกแอซิด)
ส่วนจูเบลุก วอลลุ่มก็อยู่ในกลุ่ม PDLLA เดียวกัน แต่
ขนาดอนุภาคและความหนืดต่างกัน
จึงไม่ได้ฉีดในชั้นหนังแท้ แต่ฉีดเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
และถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง 'วอลลุ่ม'
ทำไมเป็น PDLLA เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ถึงต่างกันขนาดนี้
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
จูเบลุก SB ต้องเข้าไปในชั้นผิวตื้น,
ส่วนจูเบลุก วอลลุ่มตามหลักต้องเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง — แต่
ถ้าใช้เครื่องพ่นแบบเจ็ตอย่างคิวเจ็ต ก็สามารถพ่นวอลลุ่มให้ตื้นเข้าไปในชั้นผิวตื้นได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์เดียวกันกลายเป็นหัตถการที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
'ถ้าฉีดจูเบลุกบ่อย ๆ
ใบหน้าจะใหญ่ขึ้น' เคยได้ยินไหมครับ?
จริง ๆ แล้วตรงกันข้ามครับ
พูดให้ถูกคือ — จูเบลุกแบบไหน
ฉีดเข้าไปที่ไหน
ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผล ไม่ใช่ปัญหาที่ตัวผลิตภัณฑ์เอง
ตรงนี้แหละคือกลไกการทำงานของ PDLLA
หลังฉีด PDLLA จะค่อย ๆ
ไฮโดรไลซ์อย่างช้า ๆ ภายในช่วง 6-8 สัปดาห์
และกระตุ้นไฟโบรบลาสต์รอบข้าง
ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่
เพราะเส้นกราฟการดูดซึมยาวและค่อยเป็นค่อยไป
หลังฉีดหนึ่งครั้ง ผลจะค่อย ๆ
ขึ้นชัดในช่วง 3-6 เดือน
แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญอยู่หนึ่งอย่างครับ
แม้จะเป็น PDLLA เหมือนกัน แต่ถ้าเข้าไปใน ชั้นหนังแท้ (ชั้นผิวตื้น)
โครงข่ายคอลลาเจนตื้น ๆ จะถี่ขึ้น
และให้ผลเรื่องผิวเนียน ริ้วรอยเล็ก และความยืดหยุ่น
ในทางกลับกัน ถ้าเข้าไปใน ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
จะเกิดเสาคอลลาเจนระหว่างชั้นไขมัน
และให้ผลเป็น 'วอลลุ่ม'
ความลึกที่เข้าไปต่างกันแค่ 1-3 มม.
แต่ผลลัพธ์ที่คนไข้เห็นกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง

และยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ที่หลายคนอาจไม่รู้
จูเบลุก วอลลุ่มเดิมที
ควรฉีดเข้าในชั้นไขมันด้วยแคนนูลา
แต่ถ้าใช้เครื่องพ่นเจ็ตอย่างคิวเจ็ต
ก็สามารถพ่นผลิตภัณฑ์วอลลุ่มลงใน
ชั้นหนังแท้ตื้น ๆ ได้อย่างละเอียด
แบบนั้นแม้จะเป็น 'จูเบลุก วอลลุ่ม' เหมือนเดิม
แต่จะทำงานในชั้นตื้นแบบ SB
ขณะเดียวกันด้วยคุณสมบัติของอนุภาคก็ยังมีฤทธิ์กระตุ้นคอลลาเจนที่แรงกว่า
จึงกลายเป็นหัตถการที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะได้ยินชื่อผลิตภัณฑ์เดียวกัน
ผลลัพธ์ก็จะแตกต่างกันตามว่า
คลินิกไหนฉีดลงไปลึกแค่ไหน
อีกเรื่องหนึ่งคือ 'ก้อนนูน' ครับ
ถ้าคุณค้นหาข้อมูลซีรีส์จูเบลุก
มักจะเห็นพูดถึงก้อนนูน (nodule) อยู่บ่อย ๆ
ก้อนนูนคือภาวะที่อนุภาคจับตัวรวมกัน
จนเกิดเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่คลำได้
ซึ่งมักเกิดใน 2 สถานการณ์หลัก
อย่างแรกคือฉีดตื้นเกินไป
ทำให้อนุภาคไปจับตัวกันที่ชั้นตื้น
อีกอย่างคือใส่ปริมาณมากเกินไป
ในจุดเดียว

ดังนั้นจูเบลุก วอลลุ่มโดยเฉพาะ
ต้องกระจายด้วยแคนนูลาให้กว้าง
และถ้าจะฉีดเข้าชั้นหนังแท้ด้วยคิวเจ็ต
ต้องควบคุมแรงดันและปริมาณอย่างละเอียด
จึงจะช่วยลดความเสี่ยงของก้อนนูนได้
สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน
จูเบลุก SB คือชั้นหนังแท้ ส่วนจูเบลุก วอลลุ่มคือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง — นี่คือหลักพื้นฐานครับ
แต่ถ้าใช้อุปกรณ์อย่างคิวเจ็ต วอลลุ่มก็สามารถฉีดตื้นเข้าไปในชั้นผิวตื้นได้ด้วย
ทำให้ผลิตภัณฑ์เดียวกันกลายเป็นหัตถการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ควรเปรียบเทียบจากชื่อผลิตภัณฑ์อย่างเดียว
แล้วแบบนี้ คุณเหมาะกับจูเบลุกแบบไหนกันแน่
เคสแบบนี้มีบ่อยมาก เลยขอจดแยกไว้ครับ
เมื่อเดือนก่อนมีคนไข้หญิงอายุ 35 ปีมาทำซ้ำ
เธอเคยทำจูเบลุก SB
ในชั้นหนังแท้ 4 ครั้งเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว
แล้วบอกว่า 'ผิวเนียนขึ้นแล้ว แต่
ความรู้สึกแก้มตอบยังเหมือนเดิม'
ซึ่งก็เป็นผลที่คาดไว้ครับ
เพราะ SB เป็นหัตถการที่เน้นผลบนผิวด้านบน
ไม่ใช่หัตถการที่สร้างวอลลุ่ม
รอบนี้เราใช้จูเบลุก วอลลุ่ม
ใส่เข้าในชั้นไขมันบริเวณแก้มหน้าและแก้มข้างด้วยแคนนูลา
พอครบหนึ่งเดือนตอนมาติดตามผล
เธอบอกว่า 'ตอนนี้รู้สึกเต็มขึ้นหน่อยแล้ว'
อีกเคสหนึ่งเป็นคนไข้อายุ 27 ปี
คนนี้กังวลเรื่องผิวหยาบและรูขุมขนอย่างเดียว
เลยแนะนำ SB ตั้งแต่แรก
อายุยังไม่ถึงวัยที่ต้องเติมวอลลุ่ม
และโครงหน้าก็มีอยู่เพียงพอแล้ว
ถ้าใส่ผลิตภัณฑ์วอลลุ่มเข้าไปแบบไม่จำเป็น
อาจจะดูหนักเกินไปได้
ถ้ามองแบบนี้ คุณจะเห็นความต่างชัดเจนเลยครับ
ประเภท | จูเบลุก (SB) | จูเบลุก วอลลุ่ม |
|---|---|---|
ชั้นที่ฉีด | ชั้นหนังแท้ (1-2 มม.) | ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (3-5 มม.) |
อุปกรณ์ที่ใช้ฉีด | เข็มหรือคิวเจ็ต | แคนนูลา (คิวเจ็ตก็ใช้ได้) |
ผลลัพธ์หลัก | ผิวเนียน ริ้วรอยเล็ก ความยืดหยุ่น | วอลลุ่ม เติมส่วนที่ยุบตอบ |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | ทุก 3-4 สัปดาห์, 3-4 ครั้ง | ทำ 1-2 ครั้งแล้วติดตามผล |
กลุ่มที่แนะนำ | วัย 20-30 ปี, กังวลเรื่องผิวและความยืดหยุ่น | ปลาย 30 ปีขึ้นไป, กังวลเรื่องความยุบตอบ |
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่กฎตายตัวแบบเด็ดขาดเสมอไป
แม้จะอยู่ในช่วงอายุ 30 ปีเหมือนกัน
ถ้าโครงหน้าดีและมีปัญหาแค่ผิวตื้น ๆ ก็เหมาะกับ SB
แต่ถ้าอายุ 20 กว่า ๆ แล้วแก้มสองข้างตอบเร็ว
วอลลุ่มก็อาจจะเหมาะกว่าได้
เหตุผลที่เราต้องตรวจแล้วตัดสินใจที่คลินิก
ก็เพราะตรงจุดนี้แหละครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณน่าจะสงสัยเรื่องนี้อยู่
Q1. ฉีดจูเบลุกกับจูเบลุก วอลลุ่มพร้อมกันได้ไหมครับ?
A. คำถามนี้เจอบ่อยมากจริง ๆ ครับ
ทำได้ แต่ไม่ค่อยแนะนำให้ทำในวันเดียวกัน เพราะต้องคุมอาการบวม
โดยทั่วไปจะฉีดวอลลุ่มเข้าไปในชั้นไขมันก่อน แล้วอีก 2-3 สัปดาห์ค่อยทำ SB เพื่อเก็บผิวด้านบน
แบบนั้นจะให้ผลที่นิ่งกว่าครับ
แต่พอคุยเรื่องนี้จบ ปกติคำถามถัดไปก็มักจะตามมาเลย
Q2. จูเบลุก วอลลุ่มหนึ่งครั้งใส่ได้เท่าไร และอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. เรื่องนี้ต้องแยกเป็นกรณี ๆ ไปครับ
ถ้าเติมแค่แก้มตอบสองข้าง มักใช้ 1-2 cc
ถ้าต้องเติมให้ถึงโครงหน้าทั้งหมด มักใช้ประมาณ 3-4 cc
ระยะคงอยู่โดยทั่วไปคือ 12-18 เดือน อย่างไรก็ตาม PDLLA ระหว่างที่ค่อย ๆ ถูกดูดสลายก็ยังสร้างคอลลาเจนต่อเนื่อง
ดังนั้นแม้ผลิตภัณฑ์จะหายไป แต่คอลลาเจนของตัวเองก็ยังเหลืออยู่บางส่วน
ก่อนจบมีอีกเรื่องที่สำคัญมากครับ
Q3. ถ้าเกิดก้อนนูนขึ้นมา ต้องทำอย่างไรครับ?
A. พูดตรง ๆ เลย ก้อนนูนเล็ก ๆ ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ หายเองภายใน 2-3 เดือน
เพราะมักกระจายตัวหรือถูกดูดซึมไปเองด้วยการนวด
แต่ถ้าก้อนที่คลำได้ยังอยู่เหมือนเดิมเกินหนึ่งเดือน ควรไปพบแพทย์ครับ
อาจต้องฉีดสเตียรอยด์ปริมาณน้อยเพื่อช่วยสลาย
หรือในบางกรณีที่พบไม่บ่อย อาจต้องรักษาด้วยหัตถการผ่าตัด จึงไม่แนะนำให้ปล่อยไว้เฉย ๆ
ถ้าจะจำไปแค่เรื่องเดียวจากวันนี้ — ไม่ว่าจูเบลุกแบบไหน ชั้นที่ฉีดเข้าไปและอุปกรณ์ที่ใช้ เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ครับ
ในบทความถัดไป ผมจะอธิบายว่า 'ตอนพ่นจูเบลุก วอลลุ่มลงในชั้นหนังแท้ด้วยคิวเจ็ต ผลลัพธ์ต่างจาก SB ทั่วไปอย่างไร' จะยกเคสที่เปรียบเทียบสองวิธีในคนไข้คนเดียวกันมาให้ดูครับ นี่คือ วียองจิน
อ่านต่อเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
쥬베룩 vs 쥬베룩 볼륨 ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่ 'ชั้นที่ฉีดเข้าไป'
Juvellook และ Juvellook Volume แม้จะมีส่วนประกอบ PDLLA เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันเพราะชั้นที่ฉีดไม่เหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างชั้นหนังแท้กับชั้นไขมันยังให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อใช้ CureJet

ผิว
พูดตรงๆ ตอนแรกผมเองก็มองรีไวฟ์ บูกี้แบบไม่ค่อยจริงจัง
มีการบอกกันว่าผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของรีไวฟ์คือรอยช้ำ แต่เมื่อดูจากการรักษาจริงในห้องตรวจ อาการบวมจะอยู่นานกว่า สาเหตุมาจากกลีเซอรอล

ยกกระชับ
"คุณหมอคะ ได้ยินมาว่าถ้าทำ Thermage บ่อย ๆ ผิวจะบางลงเหรอคะ" — คำถามที่ได้รับเมื่อวานนี้อีกครั้ง
ความเข้าใจผิดที่ว่าการทำ Thermage ซ้ำ ๆ จะทำให้ผิวบางลง เป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้ยินบ่อยที่สุดในห้องตรวจ เราจะอธิบายให้เข้าใจผ่านความแตกต่างของ FLX/CPT และกลไกของ RF·HIFU

ผิว
อาการข้างเคียงของสกินบูสเตอร์·ไม่เห็นผล สาเหตุจริงที่พบได้บ่อยที่สุดในห้องตรวจ
สาเหตุที่แท้จริงของผลข้างเคียงและการไม่ได้ผลของสกินบูสเตอร์ ใบหน้ามีโครงสร้าง 4 ชั้น และถ้าใช้สกินบูสเตอร์กับความหย่อนคล้อยที่ชั้นผิวด้านนอกซึ่งแก้ไม่ได้ ก็จะไม่เห็นผล เราจะอธิบายเคสที่ไม่ตรงกับปัญหาที่พบในห้องตรวจให้เข้าใจอย่างชัดเจน

กำจัดขน
อเล็กซานไดรต์ vs เอ็นดี:YAG แบบไหนเหมาะกว่ากันตามความยาวคลื่น ความลึก และแต่ละบริเวณ
เปรียบเทียบความแตกต่างของเลเซอร์อเล็กซานไดรต์และเลเซอร์ Nd:YAG ในด้านความยาวคลื่น ความลึก และข้อบ่งใช้จากมุมมองทางคลินิก พร้อมสรุปว่าบริเวณใดเหมาะกับเครื่องใดมากกว่า รวมถึงความแตกต่างระหว่างสถานพยาบาลที่ใช้เครื่องเดียวกับที่เลือกใช้หลายเครื่อง

กิจกรรมทางวิชาการ
จากประสบการณ์การรักษามา 10 ปี สถานที่ที่ผู้จัดการเป็นผู้จัดให้กับสถานที่ที่คุณหมอเจ้าของคลินิกเป็นผู้จัดให้ ผลลัพธ์แตกต่างกัน
เหตุผลที่เราดำเนินการให้คำปรึกษาโดยยึดหลักการตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ครอบครัว และความแตกต่างของบทบาทระหว่างการให้คำปรึกษาโดยผู้จัดการคลินิกกับการตรวจรักษาโดยแพทย์ ขออธิบายผ่านตัวอย่างจากห้องตรวจ



![[บิวตี้สโตน] อยากไม่ให้การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำล้มเหลวใช่ไหม? "ความละเอียดที่ระดับ 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์ได้"](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
