• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

จูเวลูค vs จูเวลูค Volume ต่างกันที่ชั้นฉีด

จูเวลูค vs จูเวลูค Volume ต่างกันที่ชั้นฉีด

จูเวลูค vs จูเวลูค Volume ต่างกันที่ชั้นฉีด

จูเวลูค vs จูเวลูค Volume PDLLA เดียวกัน แต่ฉีดต่างชั้น ผลต่าง: ชั้นหนังแท้/ไขมัน คิวเจ็ทยิ่งต่าง

มาเริ่มกันที่บทสรุปกันก่อนเลยนะครับ

Juvelook และ Juvelook Volume นั้น

ไม่ใช่เรื่องของ 'ความแตกต่างด้านความเข้มข้นของส่วนผสม'

แต่เป็น 'การฉีดเข้าไปในชั้นผิวที่แตกต่างกัน' ครับ

ในบทความนี้ ผมจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ฟังกันครับ

쥬베룩 볼륨 차이 비교

 

 

คิดว่าเป็น PDLLA เหมือนกันหมดใช่ไหมครับ? แต่ความจริงก็คือ

Juvelook คือ skin booster ในกลุ่มสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ที่มีส่วนผสมของ PDLLA (Poly-D, L-lactic acid)

ส่วน Juvelook Volume แม้จะเป็นกลุ่ม PDLLA เหมือนกัน

แต่มีขนาดโมเลกุลและความหนืดที่แตกต่างกัน

จึงถูกออกแบบมาเพื่อฉีดเข้าไปในชั้นไขมัน ไม่ใช่ชั้นหนังแท้

เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้าง 'วอลลุ่ม' (Volume) นั่นเองครับ

 

ทำไมถึงเป็น PDLLA เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ถึงต่างกันขนาดนี้

 

ประเด็นสำคัญของบทความนี้

โดยหลักการแล้ว Juvelook SB จะฉีดเข้าที่ชั้นผิวชั้นนอก (ชั้นหนังแท้)

ส่วน Juvelook Volume จะฉีดเข้าที่ชั้นไขมัน — แต่

หากใช้เครื่องพ่นยาอย่าง CureJet ก็จะสามารถพ่นตัว Volume เข้าสู่ชั้นผิวตื้นๆ ได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกันกลายเป็นการรักษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า "ถ้าฉีด Juvelook บ่อยๆ

จะทำให้หน้าใหญ่ขึ้น" บ้างไหมครับ?

 

จริงๆ แล้วตรงกันข้ามเลยครับ

หากพูดให้ถูกต้อง — ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับว่าใช้ Juvelook รุ่นไหน

และฉีดเข้าไปที่บริเวณใดต่างหาก

ตัวผลิตภัณฑ์เองไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยครับ

 

หัวใจสำคัญตรงนี้อยู่ที่กลไกการทำงานของ PDLLA ครับ

หลังจากฉีดเข้าไปแล้ว ในช่วง 6-8 สัปดาห์

PDLLA จะค่อยๆ สลายตัวด้วยน้ำ (Hydrolysis)

และเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างเส้นใย (Fibroblasts) โดยรอบ

ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่

เนื่องจากวงจรการดูดซึมนั้นยาวนานและเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หลังจากฉีดไปแล้ว ผลลัพธ์จะค่อยๆ แสดงให้เห็น

ในช่วงระหว่าง 3 ถึง 6 เดือนครับ

 

แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทราบครับ

ต่อให้เป็น PDLLA เหมือนกัน แต่ถ้าฉีดเข้าไปใน ชั้นหนังแท้ (Dermis)

จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของตาข่ายคอลลาเจนในชั้นตื้น

ทำให้ได้ผลลัพธ์ในเรื่องของเนื้อสัมผัสผิว, ริ้วรอยเล็กๆ และความยืดหยุ่นของผิวครับ

 

ในทางกลับกัน ถ้าฉีดเข้าไปใน ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat)

จะเกิดเสาคอลลาเจนขึ้นระหว่างชั้นไขมัน

ส่งผลลัพธ์ให้ออกมาเป็น 'ความอิ่มฟู' หรือการมี 'วอลลุ่ม' ครับ

ความลึกที่ต่างกันเพียง 1-3 มม. นี้นำไปสู่

ผลลัพธ์ที่คนไข้จะได้รับอย่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

쥬베룩 진피층 주입 원리

และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่

หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบครับ

โดยหลักการทั่วไปแล้ว สำหรับ Juvelook Volume

จะต้องใช้เข็มปลายทู่ (Cannula) ฉีดเข้าไปในชั้นไขมัน

แต่หากใช้เครื่องพ่นพลังงานเจ็ท เช่น CureJet

เราจะสามารถพ่นตัว Volume ละอองละเอียด

เข้าไปในชั้นหนังแท้ส่วนตื้นได้ครับ

 

ซึ่งหากทำเช่นนั้น แม้จะเป็น 'Juvelook Volume' เหมือนกัน

แต่จะออกฤทธิ์ในชั้นตื้นเหมือนกับรุ่น SB

ขณะเดียวกัน ด้วยคุณสมบัติของโมเลกุลที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนได้แรงกว่า

จึงส่งผลให้กลายเป็นการรักษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงไปเลยครับ

 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมถึงเจาะจงมาฉีดผลิตภัณฑ์ชื่อเดียวกัน

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันไปตามคลินิกและระดับความลึกที่ฉีดครับ

 

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเรื่อง 'ตุ่มนูน' (Nodule) ครับ

เวลาที่คุณค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์ Juvelook

คุณมักจะเห็นเรื่องการเกิดตุ่มนูน (nodule) อยู่บ่อยๆ

ตุ่มนูนคือปรากฏการณ์ที่ตัวยาจับตัวกันเป็นก้อนในจุดเดียว

ทำให้คลำเจอเป็นก้อนไตเล็กๆ

ซึ่งสาเหตุมักเกิดจากสองกรณีหลักๆ นี้ครับ

กรณีแรกคือ ฉีดตื้นเกินไป

ทำให้ตัวยาไปกระจุกตัวกันอยู่ที่ผิวชั้นบน

และอีกกรณีหนึ่งคือ การกระจายตัวยา

ในจุดเดียวมากเกินไปครับ

쥬베룩 볼륨 지방층 주입

ดังนั้น โดยเฉพาะ Juvelook Volume

จึงจำเป็นต้องใช้เข็มปลายทู่ (Cannula) ค่อยๆ กระจายตัวยาให้ทั่วเป็นบริเวณกว้าง

และเมื่อต้องการพ่นเข้าชั้นหนังแท้ด้วย CureJet

ก็ต้องปรับแรงดันและปริมาณในการพ่นอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดตุ่มไตหรือตุ่มนูนให้น้อยที่สุดครับ

สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

Juvelook SB ฉีดเข้าชั้นหนังแท้, Juvelook Volume ฉีดเข้าชั้นไขมัน — นี่คือหลักการพื้นฐานครับ

อย่างไรก็ตาม หากใช้เครื่องมืออย่าง CureJet ก็จะสามารถพ่นตัว Volume เข้าสู่ชั้นตื้นได้เช่นกัน

และทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน กลายเป็นการรักษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้เลยครับ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงไม่ควรเปรียบเทียบแค่ที่ชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวครับ

 

แล้วตัวคุณเองเหมาะกับ Juvelook แบบไหนกันแน่?

เคสแบบนี้มีเยอะมากจริงๆ ครับ ผมเลยขอเขียนแยกไว้ต่างหาก

เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนไข้วัย 35 ปี เดินทางมาเพื่อขอรับการรักษาซ้ำ

ช่วงใบไม้ร่วงปีที่แล้ว เธอเคยฉีด Juvelook SB

เข้าชั้นหนังแท้ไปทั้งหมด 4 ครั้ง

แล้วบอกกับผมว่า "ผิวดีขึ้นจริงค่ะ

แต่แก้มที่ตอบก็ยังดูตอบเหมือนเดิมเลย"

 

ซึ่งผลลัพธ์ก็น่าจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้วครับ

เพราะ SB เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องเนื้อสัมผัสผิวชั้นนอก

ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างวอลลุ่มเติมเต็มส่วนที่ตอบครับ

ในครั้งนี้ ผมเลยเลือกใช้ Juvelook Volume

ฉีดเข้าไปที่บริเวณชั้นไขมันแก้มส้มและแก้มตอบด้วยเข็มปลายทู่ (Cannula) ให้ครับ

 

พอถึงวันนัดตรวจติดตามผลในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

เธอบอกว่า "ตอนนี้รู้สึกว่าหน้าแก้มอิ่มฟูขึ้นแล้วค่ะ"

และก็มีอีกเคสหนึ่งเป็นคนไข้ช่วงวัย 27 ปี

คนไข้ท่านนี้กังวลเรื่องผิวหยาบกร้านและรูขุมขนกว้างเท่านั้น

ผมเลยแนะนำเฉพาะรุ่น SB ตั้งแต่แรกครับ

เพราะยังไม่ถึงวัยที่จำเป็นต้องเติมวอลลุ่ม

และโครงหน้าเดิมก็มีแก้มที่อิ่มกำลังดีอยู่แล้ว

หากไปเติมด้วยรุ่น Volume โดยไม่จำเป็น

อาจจะทำให้ใบหน้าดูแน่นหรือดูล้นเกินไปจนอึดอัดได้ครับ

พอเห็นภาพเปรียบเทียบแบบนี้แล้ว น่าจะเข้าใจความแตกต่างชัดเจนขึ้นนะครับ

ประเภท

Juvelook (SB)

Juvelook Volume

ชั้นผิวที่ฉีด

ชั้นหนังแท้ (1~2 มม.)

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (3~5 มม.)

อุปกรณ์ที่ใช้ฉีด

เข็ม หรือ CureJet

เข็มปลายทู่ (Cannula) (สามารถใช้ CureJet ได้เช่นกัน)

ผลลัพธ์หลัก

เนื้อสัมผัสผิว, ริ้วรอยเล็กๆ, ความยืดหยุ่น

วอลลุ่ม, เติมแก้มตอบ/ร่องลึก

จำนวนครั้งที่แนะนำ

ห่างกัน 3~4 สัปดาห์, ทำ 3~4 ครั้ง

ทำ 1~2 ครั้ง แล้วคอยสังเกตผล

กลุ่มลูกค้าแนะนำ

อายุ 20~30 ปี ที่กังวลเรื่องผิวและขนาดรูขุมขน/ความยืดหยุ่น

อายุ 30 ปีขึ้นไป ที่มีปัญหาใบหน้าตอบและหย่อยคล้อย

 

ถึงแม้จะอยู่ในช่วงวัย 30 เหมือนกัน แต่หากโครงหน้าอิ่มดีอยู่แล้ว

และมีปัญหาแค่ผิวสัมผัสภายนอกหยาบกราน การฉีด SB ก็ถือว่าตอบโจทย์ครับ

ในขณะที่คนวัย 20 แต่อาจมีปัญหาแก้มตอบเร็วกว่าวัย

การใช้รุ่น Volume ก็อาจจะเหมาะสมมากกว่าครับ

นี่แหละครับคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องประเมินและตัดสินใจร่วมกัน

ผ่านการตรวจเช็กเสมอก่อนเริ่มทำหัตถการจริง

쥬베룩 유형별 적용- 흉터 큐어젯 - 꺼짐 쥬베룩 지방층

 

 

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณน่าจะกำลังสงสัยสิ่งนี้อยู่ใช่ไหมครับ

 

Q1. สามารถฉีด Juvelook และ Juvelook Volume พร้อมกันเลยได้ไหมคะ?

A. จริงๆ คำถามนี้ถูกถามบ่อยมากเลยครับ

สามารถทำได้ครับ แต่หมอไม่ค่อยแนะนำให้ทำพร้อมกันในวันเดียวเนื่องจากการดูแลเรื่องอาการบวมหลังทำครับ

โดยทั่วไป หมอมักแนะนำให้ฉีดตัว Volume เข้าที่ชั้นไขมันก่อน จากนั้นค่อยเว้นระยะ 2~3 สัปดาห์ แล้วตามด้วย SB เพื่อดูแลผิวชั้นนอกครับ

วิธีนี้จะช่วยในเรื่องความคงตัวและผลลัพธ์ที่ได้ประสิทธิภาพดีกว่าครับ

พอตอบคำถามนี้เสร็จ คำถามต่อไปมักตามมาเสมอครับ

 

Q2. Juvelook Volume ฉีดครั้งหนึ่งใช้ปริมาณเท่าไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

A. เรื่องนี้ต้องพิจารณาเป็นรายขวดไปครับ

ปริมาณโมเลกุลของ Juvelook นั้นมีความสำคัญมาก

หากฉีดในครั้งเดียวแล้วใบหน้าขาดวอลลุ่มค่อนข้างเยอะ การใช้ประมาณ 1 ขวดถือว่ากำลังดีและเหมาะสมครับ

ระยะเวลาคงสภาพโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 12~18 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ PDLLA กำลังถูกดูดซึมไป มันจะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ถึงแม้ตัวยากระตุ้นจะสลายหายไปหมดแล้ว แต่คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเองบางส่วนก็ยังคงหลงเหลืออยู่ครับ

ก่อนจะจบบทความนี้ มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ เลยครับ

 

Q3. ถ้าเกิดตุ่มไตหรือตุ่มนูนขึ้นมา ต้องทำอย่างไรดีคะ?

A. บอกตรงๆ นะครับ ตุ่มนูนขนาดเล็กส่วนใหญ่จะค่อยๆ ยุบและสลายไปเองตามธรรมชาติภายใน 2-3 เดือนครับ

แต่ถ้าคลำเจอเป็นก้อนตุ่มไตขนาดใหญ่ขึ้นมา นั่นอาจจะเริ่มเป็นปัญหาแล้วล่ะครับ

แนะนำว่าควรเข้ามาพบนายแพทย์เพื่อสแกนและทำการประเมินทันทีครับ

ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการฉีดสเตียรอยด์เจือจางปริมาณน้อยเข้าไปรักษา

หรือในกรณีที่พบได้น้อยมาก อาจจำเป็นต้องใช้วิธีทางศัลยกรรมร่วมด้วย ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ครับ

สิ่งเดียวที่หมออยากให้จดจำไปในวันนี้คือ — แม้จะเป็น Juvelook เหมือนกัน แต่การฉีดเข้าไปที่ผิวชั้นไหนด้วยอุปกรณ์อะไร คือหัวใจสำคัญในการกำหนดผลลัพธ์ครับ


ในบทความหน้า หมอจะมาขยายความเรื่อง 'การใช้ CureJet พ่นตัว Juvelook Volume เข้าสู่ชั้นหนังแท้ จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากการใช้ SB ทั่วไปอย่างไร' โดยหมอจะนำเคสเปรียบเทียบการรักษาทั้งสองแบบในคนไข้รายเดียวกันมาให้รับชมกันครับ สำหรับวันนี้ หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนนะครับ

 

บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

สำหรับแก้มห้อยย้อยบริเวณข้างโหนกแก้วที่เป็นจุดศูนย์กลางของใบหน้า ตัวเครื่อง Oligio RF ทำงานอย่างไร และจะเหมาะกับใครบ้างนะกับใครบ้างคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?

สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

การทำ Ulthera ควบคู่กับ Thermage เพื่อยกกระชับแบบผสมผสาน ควรเลือกคลินิกด้วยเกณฑ์อะไรดีคะ?

ยกกระชับ

เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage

สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

สำหรับใครที่อยากแก้ปัญหาเหนียงและแก้มห้อย Inmode FX ตอบโจทย์และเห็นผลดีมากๆ เลยค่ะ แล้วเครื่องนี้จะเหมาะกับผิวแบบไหนบ้างนะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?

สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ควรเริ่มทำ skin booster กลุ่มคอลลาเจนตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?

ผิว

skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?

เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

รอยดำ ฝ้า หรือกระ มีชนิดของเม็ดสีที่ต่างกัน ทำให้ต้องเลือกใช้เลเซอร์ที่เหมาะสมแตกต่างกันไป แล้วเราจะเลือกแบบไหนดีนะ?

ผิว

รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?

เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะคงอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

ยกกระชับ

ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

Sofwave เป็นการรักษาที่ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและยกระดับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มาเช็กกันให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ระยะเวลาผลลัพธ์ ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1