หลายคนคิดว่าผลข้างเคียงรีไวฟ์ที่พบบ่อยคือรอยช้ำ แต่จริงๆ อาการบวมอยู่นานกว่า เพราะกลีเซอรอล
เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ในห้องตรวจของหมอ
มีคนไข้ผู้หญิงอายุช่วงปลาย 20 ปี
ที่ต้องไปเป็นพิธีกรงานแต่งงานในวันเสาร์หน้าเข้ามาปรึกษาค่ะ
"คุณหมอคะ ขอฉีด Revive สักครั้งก่อนไปงานดีไหมคะ?
รอยช้ำพอแต่งหน้าปิดได้ แต่เรื่องหน้าใสหน้าเป๊ะ
ยังไงก็ต้องดูดีที่สุดไว้ก่อนค่ะ"
แต่หมอแนะนำให้เธอเลื่อนออกไปก่อนสัก 1 สัปดาห์ค่ะ
เพราะเรื่องรอยช้ำและอาการบวมนี่แหละค่ะ

Revive ก็เป็น skin booster เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ?
Revive คือ skin booster แบบฉีด ที่ผสมผสานระหว่างไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) และกลีเซอรอล (Glycerol) ค่ะ
เป็นหัตถการที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้กับชั้นผิวแท้ (Dermis) ไปพร้อมๆ กัน
ถ้า Rejuran เป็นการกระตุ้นผิวชั้นแท้ด้วย DNA ของปลาแซลมอน (PN)
เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวจากภายใน
Revive ก็จะเน้นไปที่การเติมความชุ่มชื้นแบบเร่งด่วนและอิ่มฟู
ด้วยพลังของ HA + กลีเซอรอลมากกว่าค่ะ
ดังนั้น เรื่องของการคลำเจอเป็นก้อนตุ่มนูน (Papules)
จึงน้อยกว่าการฉีด Rejuran อย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
แต่จุดนี้แหละค่ะที่หลายคนยังไม่ค่อยรู้
ทำไมอาการบวมหลังฉีด Revive ถึงเห็นชัดกว่าประมาณ 2-3 วัน?
Insight สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก หมอวี ยองจิน
เนื่องจาก Revive มีส่วนผสมของ HA + กลีเซอรอล
และต้องฉีดลงในชั้นผิวที่ลึกกว่า Rejuran
แม้ว่าจะมีตุ่มนูน (Embo) บนผิวสกินบูสเตอร์น้อยกว่า Rejuran
แต่การฉีดลึกอาจทำให้เกิดรอยช้ำได้ง่ายกว่า
บวกกับตัวกลีเซอรอลที่มีคุณสมบัติดึงดูดน้ำ จึงทำให้หลังฉีดอาจจะดูบวมเป่งมากกว่าปกติประมาณ 2-3 วันค่ะ
ดังนั้น แนะนำให้หลีกเลี่ยงการฉีดก่อนวันงานสำคัญอย่างน้อย 1 สัปดาห์นะคะ
บอกตามตรงว่าตอนแรกหมอก็ไม่ได้สังเกตเห็นแพทเทิร์นนี้ชัดเจนเหมือนกันค่ะ
อย่างเคสคนไข้ที่จะไปเป็นพิธีกรงานแต่งงานที่หมอเล่าไปตอนแรก
ตอนแรกเธอเข้ามาเพื่อปรึกษาเฉยๆ
แล้วก็บอกว่า "งั้นวันนี้ขอพักไว้ก่อนดีกว่าค่ะ" แล้วก็กลับไปค่ะ
หมอจะอธิบายเหตุผลให้ฟังนะคะ
กลีเซอรอลที่เป็นส่วนประกอบใน Revive นั้น
มีคุณสมบัติในการดึงดูดความชุ่มชื้นเข้าหาตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมอยู่แล้ว
ในทางการแพทย์เรียกว่า Humectant (สารกักเก็บความชุ่มชื้น)
ซึ่งทำหน้าที่ดึงโมเลกุลของน้ำจากเนื้อเยื่อรอบๆ เข้ามารวมกันที่ตัวมันเองค่ะ
(ซึ่งดีมากๆ สำหรับคนที่ไม่มีแก้ม หรือแก้มตอบค่ะ)
ดังนั้น ในช่วง 2-3 วันแรกหลังทำ
บริเวณที่ฉีดเข้าไปจะเริ่มดูดซับน้ำ
ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและหนาขึ้นมาเล็กน้อย
มันไม่ได้คลำไปแล้วเจอเป็นก้อนแข็งๆ เหมือน Rejuran นะคะ
แต่มันจะให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับคำว่า "หน้าดูบวมน้ำ" มากกว่าค่ะ
โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวบาง เช่น ใต้ตา หรือโหนกแก้ม
เวลาถ่ายรูปออกมาจะยิ่งเห็นความบวมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นค่ะ

จากสถิติที่หมอเห็นในห้องตรวจบ่อยๆ นะคะ
รอยช้ำจะเกิดขึ้นได้ประมาณ 2-3 คน ในทุกๆ 10 คนค่ะ
เนื่องจากเวลาเข็มไปโดนเส้นเลือดฝอยเล็กๆ เป็นเรื่องที่เลี่ยงยากจริงๆ ค่ะ
แต่ปกติแล้ว 3-5 วันก็จะค่อยๆ หายไปเอง
แต่อาการบวมนั้น แทบจะเกิดขึ้นกับทุกคนเลยค่ะ
ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนว่าจะบวมมากบวมน้อยต่างกันไป
สำหรับคนไข้ทั่วไป อาการบวมจะยุบลงในวันรุ่งขึ้น
แต่สำหรับคนที่ร่างกายบวมน้ำง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ก็อาจจะมีอาการยาวนานไปถึง 4-5 วันได้เลยค่ะ

สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ผลข้างเคียงของ Revive คือเป็นหัตถการที่อาการบวมจะอยู่นานกว่ารอยเข็มหรือรอยช้ำค่ะ
นั่นเป็นเพราะสารกลีเซอรอลดึงดูดน้ำเข้ามานั่นเอง
หากคุณมีคิวงานแต่งงาน สัมภาษณ์งาน หรือการประชุมครั้งสำคัญ แนะนำว่าทำล่วงหน้าอย่างน้อย 7-10 วัน จะปลอดภัยและเป๊ะที่สุดค่ะ
แนวทางการจัดการความเจ็บและการดูแลเพื่อลดบวมหลังฉีด Revive
แล้วสำหรับเคสของแต่ละคนควรเลือกแบบไหนดี?
ถึงแม้ว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละเคส
แต่หมอมักจะแบ่งคำแนะนำออกเป็นดังนี้ค่ะ
สถานการณ์ | ระยะเวลาที่แนะนำ | การยาชา / ทำร่วมกับหัตถการอื่น |
|---|---|---|
มีนัดสำคัญ | ล่วงหน้าอย่างน้อย 7-10 วัน | แปะยาชาเฉพาะจุด 30 นาที ทำเดี่ยวๆ |
ดูแลรักษาผิวทั่วไป | ทำช่วงวันหยุด ศุกร์ - อาทิตย์ | แค่แปะยาชาก็เพียงพอแล้ว |
อยากทำคู่กับ Rejuran | แบ่งทำเว้นระยะ 2-3 สัปดาห์ | ไม่แนะนำให้ทำวันเดียวกัน (เพราะหน้าจะยิ่งบวมคูณสอง) |
สำหรับคนที่กังวลเรื่องความเจ็บ | หลีกเลี่ยงช่วงปลายรอบเดือน (ช่วงก่อนมีประจำเดือน) | แปะยาชา + ประคบเย็นร่วมด้วย |
มีเรื่องหนึ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำมากๆ เลยค่ะ
บางครั้งมีคนไข้ขอฉีด Rejuran ควบคู่ไปกับ Revive ในวันเดียวกันเลย
ด้วยความคิดที่ว่า "ไหนๆ ก็จะเจ็บแล้ว ทำทีเดียวพร้อมกันไปเลย"
แต่ถ้าบวกความบวมของทั้งสองตัวเข้าด้วยกัน ระยะเวลาพักฟื้นอาจจะยืดเยื้อไปยาวนานกว่า 1 สัปดาห์เลยนะคะ
หมอจึงแนะนำว่าควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์จะดีที่สุดค่ะ

3 คำถามที่หมอโดนถามบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. บวมมาเข้าวันที่ 4 แล้วยังไม่ยุบเลยค่ะ แบบนี้ปกติไหมคะ?
A. มีคนไข้หลายเคสเลยค่ะที่บวมยาวนานไปจนถึงวันที่ 4-5
โดยเฉพาะคนที่ปกติตื่นเช้ามาแล้วหน้าบวมง่าย
หรือคนที่ชอบทานอาหารรสจัดหรือโซเดียมสูงๆ ก็จะบวมนานขึ้นค่ะ
แต่ถ้าผ่านไปเกิน 7 วันแล้วยังบวมเป่งเท่าเดิม อันนั้นต้องแวะมาให้หมอตรวจดูอาการนะคะ
แต่ถ้ายังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ยุบลงอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
แนะนำให้ประคบเย็นและเวลานอนให้หนุนหมอนสูงๆ ช่วยได้เยอะเลยค่ะ
และก็มักจะมีคำถามแนวๆ เดียวกันตามมาอีกข้อค่ะ
Q2. รีบไปฉีดล่วงหน้านานๆ เพื่อป้องกันรอยช้ำดีไหมคะ?
A. ตอนแรกหมอก็คิดว่าแค่ระวังรอยช้ำอย่างเดียวก็น่าจะพอเหมือนกันค่ะ
แต่เอาเข้าจริงแล้ว ตัวที่ทำให้กังวลมากกว่าคืออาการบวมค่ะ
เพราะรอยช้ำเรายังพอใช้คอนซีลเลอร์กลบปกปิดได้
แต่อาการบวมต่อให้แต่งหน้ายังไง เวลาถ่ายรูปออกมาก็ยังเห็นได้ชัดอยู่ดีค่ะ
ค่าบริการจะอยู่ที่ประมาณ 300,000 - 500,000 วอน ต่อครั้งค่ะ
และแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะทุกๆ 4 สัปดาห์ค่ะ
ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ยาวนานประมาณ 6 เดือนค่ะ
และนี่คือคำถามสุดท้ายที่พบบ่อยไม่แพ้กันค่ะ
Q3. ถ้าเกิดผลข้างเคียงขึ้นมา ควรรับมืออย่างไรดีคะ?
A. Revive ไม่เหมือนฟิลเลอร์นะคะ จึงไม่ทำให้เกิดอาการเนื้อตาย
เรียกได้ว่าแทบไม่มีผลข้างเคียงที่อันตรายเลยค่ะ
สิ่งที่เรียกว่าผลข้างเคียงสำหรับตัวนี้
ก็มีแค่รอยช้ำและอาการบวมที่มากกว่าใจคิดเท่านั้นเองค่ะ
วิธีลดอาการบวมมีดังนี้ค่ะ
ข้อแรก ในวันแรกที่ทำไปจนถึงวันที่ 2 ต้องประคบเย็นไว้เสมอ
โดยประคบน้ำแข็งครั้งละ 5-10 นาที บ่อยๆ ค่ะ
หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า การออกกำลังกายหนักๆ และงดดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ
ข้อสอง หากพ้น 3 วันไปแล้ว แต่อาการเจ็บกลับตรงกันข้ามคือเจ็บมากขึ้น
หรือบวมแดงแค่ข้างใดข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ให้รีบติดต่อทางคลินิกทันทีค่ะ
แม้ว่าจะพบได้ยาก แต่ก็อาจเกิดจากสัญญาณของการติดเชื้อได้
ดังนั้นการกลับมาให้คุณหมอตรวจภายใน 24 ชั่วโมงจีงเป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ
ข้อสาม หากคลำแล้วเจอเนื้อเยื่อเป็นไตหรือเป็นปุ่มก้อน
เนื่องจาก Revive มีส่วนผสมของ HA เป็นหลัก จึงสามารถใช้สาร Hyaluronidase
มาสลายออกได้ค่ะ แม้ว่าเคสที่จะต้องฉีดสลายแทบจะไม่มีเลย
แต่อยากให้สบายใจได้ว่าเรามีทางแก้อยู่เสมอนะคะ
จำทริควันนี้ไปใช้อย่างเดียวก็คุ้มแล้วค่ะ — สำหรับการฉีด Revive ให้คำนวณเรื่องของความบวมจากกลีเซอรอลมากกว่ารอยช้ำค่ะ การหลีกเลี่ยงช่วง 1 สัปดาห์ก่อนวันงานสำคัญคือคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ
ในบทความหน้า หมอจะมาแชร์เคล็ดลับสำหรับคนที่ 'อยากจะฉีด Revive ควบคู่กับ Rejuran จริงๆ — ว่าเราควรวางแผนเว้นระยะห่าง 2-3 สัปดาห์อย่างไรดี' หมอมีเคสรีวิวมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ เลยค่ะว่า ระหว่างคนไข้ที่ฉีดพร้อมกันกับแบบเว้นระยะห่าง มีการฟื้นฟูของผิวแตกต่างกันอย่างไรบ้าง รอติดตามกันนะคะ รักษาผิวสวยไปกับ หมอวี ยองจิน ค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
Sofwave เป็นการรักษาที่ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและยกระดับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มาเช็กกันให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ระยะเวลาผลลัพธ์ ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นกันค่ะ



