กันแดดที่ทาครั้งเดียว นานไปชั้นฟิล์มจะบางลง สรุปว่าควรเลือกเวลาทาซ้ำอย่างไรให้เหมาะกับตารางแต่ละวัน

Author
Wi Young-jin · Chief director
→
ทาครีมกันแดดตอนเช้าแค่ครั้งเดียว แล้วส่องกระจกคิดในใจว่า "เท่านี้น่าจะพอแล้วมั้ง" แล้วก็ออกจากบ้านกันใช่ไหมคะ? พอช่วงบ่ายๆ ไปนั่งเล่นร้านกาแฟ แล้วมีแสงแดดส่องโดนหน้าข้างนึงนานๆ ก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาทันทีเลยว่า ต้องทาซ้ำไหมนะ หรือปล่อยไว้เฉยๆ ดี — คิดไม่ออกเลยว่าจะเอายังไงดี
ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยครับว่า ครีมกันแดดที่ทาไปรอบเดียว พอเวลาผ่านไป ฟิล์มปกป้องผิวจะยิ่งบางลงเรื่อยๆ สิ่งสำคัญกว่าตัวเลข SPF* ก็คือฟิล์มนั้นเหลืออยู่บนผิวหน้าเรามากแค่ไหน ซึ่งมีรายงานบ่อยๆ ว่าเมื่อเจอเหงื่อ การเสียดสี และเวลาที่ผ่านไป ประสิทธิภาพการกันแดดจะลดลงเหลือเกือบครึ่งนึงเลยทีเดียว ดังนั้น การออกไปเดินเล่น 30 นาที กับการออกไปทำงานข้างนอกทั้งวัน แม้จะเริ่มด้วย SPF เท่ากัน แต่เวลาที่ต้องทาซ้ำนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ
SPF*: ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นค่าที่วัดตอนที่ทาครีมกันแดดอย่างหนาและสม่ำเสมอ หากฟิล์มกันแดดบางลง แม้จะเป็น SPF เท่าเดิม แต่ประสิทธิภาพการปกป้องผิวจริงๆ ก็จะลดลงครับ
สิ่งที่ SPF และ PA ไม่ได้บอกเราก็คือเรื่องของ "เวลา" ครับ
SPF 50 คือค่าที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ประมาณ 98% เมื่อทาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่อย่าลืมนะครับว่าตัวเลขนี้เป็นระดับการปกป้อง "ในตอนที่เพิ่งทาเสร็จใหม่ๆ" เท่านั้น ครีมกันแดดทำงานโดยการเคลือบเป็นฟิล์มเพื่อดูดซับและสะท้อนรังสียูวี ดังนั้นถ้าฟิล์มนั้นลดลง ต่อให้เป็น SPF เท่าเดิม ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจริงๆ ก็จะลดลงตามไปด้วยครับ
ทั้งเหงื่อ ซีบัม (น้ำมันบนผิว) การเสียดสีกับเสื้อผ้า หรือแม้แต่การเอามือจับหน้าบ่อยๆ ก็จะค่อยๆ ลบเลือนฟิล์มกันแดดออกไปทีละนิด ต่อให้ไม่มีกิจกรรมหนักๆ อย่างการออกกำลังกายหรือว่ายน้ำ แค่ออกไปข้างนอกตามปกติ 2-3 ชั่วโมง ฟิล์มกันแดดก็บางลงแล้วครับ ตัวเลข SPF เป็นแค่จุดเริ่มต้น ส่วนการทาซ้ำคือไอเทมสำคัญที่จะช่วยคงระดับการปกป้องนั้นไว้ครับ

ถ้าไปเดินเล่นแค่ 30 นาที ทาครั้งเดียวก็มักจะเพียงพอแล้วครับ
หากผิวโดนแดดแค่ตอนเดินทางไปทำงานช่วงเช้าประมาณ 20-30 นาที การทา SPF 30-50 เพียงรอบเดียวก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการทาในปริมาณที่มากพอตั้งแต่ครั้งแรกนะครับ ปริมาณครีมกันแดดที่แนะนำสำหรับทั่วทั้งใบหน้าคือประมาณ 1 ช้อนชา ซึ่งพอมาลองบีบดูจริงๆ แล้ว ปริมาณมันเยอะกว่าที่คิดมากเลยครับ ถ้าทาแค่ครึ่งเดียวของปริมาณที่ควรทา ค่า SPF ที่ได้จริงก็จะเหลือแค่ครึ่งเดียวของที่ระบุไว้ข้างขวดเท่านั้นเองครับ
จุดที่มักจะลืมทากันบ่อยๆ อย่างใบหู ข้างคอ หรือหลังมือ เวลาออกไปเดินเล่นสั้นๆ 30 นาที คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยใส่ใจ แต่พอสะสมเป็นสัปดาห์เข้า หลายคนจะเริ่มสังเกตเห็นว่าเฉพาะจุดเหล่านี้มีโทนสีผิวที่คล้ำลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ แม้จะเป็นการออกไปข้างนอกสั้นๆ แต่ถ้าใส่ใจเรื่อง "ปริมาณ + บริเวณที่ทา" สองสิ่งนี้ ทาแค่ครั้งเดียวก็นับว่าเพียงพอแล้วครับ

แต่ถ้าต้องทำงานข้างนอกทั้งวัน จำเป็นต้องทาซ้ำทุกๆ 2-3 ชั่วโมงนะครับ
ถ้าร่างกายโดนน้ำหรือเหงื่อออกเยอะ แนะนำให้ร่นระยะเวลาในการทาซ้ำให้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกครับ
คำถามยอดฮิตตอนทาซ้ำก็คือ "จะทาทับบนเมคอัพยังไงดี?" เพราะถ้าทาครีมกันแดดเนื้อลิควิดทับลงไปตรงๆ เมคอัพต้องเป็นคราบและหลุดลอกแน่นอน ในกรณีนี้ วิธีที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดคือการใช้คุชชั่นหรือแป้งที่มีสารกันแดด หรือใช้สเปรย์กันแดดพ่นทับไปเลยครับ แม้รูปแบบจะต่างกัน แต่การสร้างฟิล์มกันแดดขึ้นมาใหม่แบบนี้ จะช่วยให้ผิวได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่องครับ

วันฟ้าครึ้มหรือนั่งในร่มริมหน้าต่าง รังสียูวียังแอบส่องเข้ามาได้นะครับ
หลายคนคิดว่าวันฟ้าครึ้มๆ แดดร่มลมตกจะไม่มียูวี แต่จริงๆ แล้วรังสี UVA สามารถทะลุผ่านเมฆเข้ามาทำร้ายผิวได้ครับ สำหรับใครที่มีปัญหาฝ้า กระ หรือรอยดำ (PIH) แค่ออกไปข้างนอกในวันฟ้าครึ้มเพียงชั่วโมงเดียวก็อาจสังเกตเห็นว่าสีผิวเข้มขึ้นได้ง่ายๆ เลย ดังนั้น แทนที่จะออกไปท้าแดดด้วยฟิล์มกันแดดเดิมที่ทาไว้ตั้งแต่เช้า แนะนำให้ทาซ้ำเบาๆ อีกสักรอบก่อนออกไปข้างนอกจะปลอดภัยที่สุดครับ
คนที่นั่งทำงานริมหน้าต่างในอาคารก็เช่นกันครับ กระจกรถยนต์หรือกระจกออฟฟิศช่วยบล็อกรังสี UVB ได้ดีก็จริง แต่รังสี UVA นั้นสามารถทะลุผ่านเข้ามาได้ไม่น้อยเลยครับ ถ้าต้องทำงานริมหน้าต่างวันละ 8 ชั่วโมง บ่อยครั้งที่จะพบว่าสีผิวข้างที่โดนแดดเข้มกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นอย่าคิดว่าอยู่แต่ในร่มแล้วทาครั้งเดียวก็พอเลยนะครับ ลองทาซ้ำอีกสักรอบช่วงพักกลางวัน จะช่วยลดความต่างของสีผิวลงได้เยอะเลยครับ

สรุปคำถามที่พบบ่อยในห้องให้คำปรึกษา
อันดับแรก อยากให้จำไว้ว่าถ้าค่า SPF สูงกว่า 50 ขึ้นไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ต่างกันมากครับ ความต่างในการปกป้องผิวจริงระหว่าง SPF 50 กับ SPF 100 มีเพียงแค่ 1-2% เท่านั้น ดังนั้น การใส่ใจเรื่องปริมาณ, จุดที่ทา และความถี่ในการทาซ้ำ จะช่วยเปลี่ยนผลลัพธ์ของผิวได้มากกว่าการโฟกัสที่ตัวเลขครับ ส่วนอย่างที่สอง ความแตกต่างระหว่าง PA+++ และ PA++++ ก็คือประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ใครที่กังวลเรื่องฝ้า กระ หรือริ้วรอยแห่งวัย อย่าลืมมองหาระดับ PA สูงๆ ควบคู่ไปด้วยนะครับ
สุดท้ายนี้ สำหรับท่านที่มีข้อจำกัดในการทาครีมกันแดดบ่อยๆ เช่น มีอาการแพ้แสงแดด ภาวะเหงื่อออกมากเกินไป หรือเป็นสิวง่าย แนะนำให้ใช้วิธีป้องกันทางกายภาพร่วมด้วย เช่น การสวมหมวก แว่นกันแดด หรือเสื้อแขนยาวครับ บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป สำหรับท่านที่มีสภาพผิวเฉพาะเจาะจง หรืออยู่ระหว่างการรับประทานยาบางชนิด แนะนำให้ปรึกษาและวางแผนการดูแลผิวกับคุณหมอเจ้าของไข้โดยตรงจะดีที่สุดครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดกี่นาทีดีครับ?
A. โดยทั่วไปแนะนำให้ทาก่อนออกแดดประมาณ 15-30 นาที เพื่อให้เนื้อครีมเซตตัวเป็นฟิล์มปกป้องผิวได้อย่างมั่นคงครับ สำหรับกันแดดแบบ Physical (กันแดดแบบกายภาพ) ทาเสร็จแล้วจะช่วยบล็อกแสงแดดได้ทันที แต่ถ้าเป็นกันแดดแบบ Chemical (กันแดดแบบเคมี) เนื้อครีมต้องการเวลาในการซึมเข้าสู่ผิวเพื่อทำงาน ดังนั้นทาเผื่อเวลาไว้สักนิดจะชัวร์ที่สุดครับ
Q. จะทาครีมกันแดดทับบนเมคอัพระหว่างวันยังไงให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นคราบดีครับ?
A. ถ้าทาเนื้อลิควิดทับลงไปตรงๆ จะทำให้เมคอัพเยิ้มและเป็นคราบแน่นอนครับ วิธีที่เนียนที่สุดคือการใช้คุชชั่นหรือแป้งพัฟที่มีสารกันแดดตบเบาๆ ทับลงไป หรือจะฉีดสเปรย์กันแดดทับแบบบางเบาหลังจากเซตด้วยเมคอัพฟิกเซอร์ (Makeup Fixer) ก็จะได้งานผิวที่เป๊ะและคลีนที่สุดครับ
Q. แค่ทาครีมกันแดดอย่างเดียว ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้นได้ไหมคะ?
A. ถึงแม้ตัวครีมกันแดดจะไม่ได้เข้าไปช่วยผลัดเซลล์เม็ดสีโดยตรง แต่หน้าที่สำคัญของมันคือการบล็อกไม่ให้เม็ดสีเข้มขึ้นกว่าเดิมครับ สำหรับใครที่กำลังใช้สกินแคร์กลุ่มไวท์เทนนิ่งอย่าง Tranexamic acid หรือ Niacinamide อยู่ ถ้าละเลยการทาครีมกันแดดเมื่อไหร่ ผลลัพธ์ที่อุตส่าห์บำรุงมาก็พังได้ง่ายๆ เลยครับ เพราะการกันแดดคือคีย์หลักสำคัญของการดูแลผิวให้กระจ่างใส ดังนั้นห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะครับ
บทความแนะนำที่น่าสนใจ

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?
หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ



