ร้อยไหมกับฟิลเลอร์แรงดึงต่างกัน ร้อยไหมพักฟื้น 1 สัปดาห์ MD Code filler แค่ 2–3 วัน
เคสแบบนี้มีเยอะมากจริงๆ หมอเลยขอเขียนแยกไว้ต่างหากซักนิดนะครับ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคนไข้วัย 33 ปี
เข้ามาปรึกษาเป็นรอบที่สอง
เพราะยังลังเลระหว่าง thread lifting (ร้อยไหม) vs filler ครับ
ปีที่แล้วเธอเพิ่งร้อยไหมมา
แต่รอบนี้ถามหมอว่า “คุณหมอครับ จริงๆ แอบกลัวการร้อยไหมนิดหน่อยครับ
ถ้าจะเปลี่ยนเป็นใช้ filler ดึงลิฟต์หน้าขึ้นแทนได้ไหมคะ?”
พอเข้าช่วงสัปดาห์นี้ ในห้องตรวจของหมอ
ก็จะเริ่มคึกคักไปด้วยคนไข้ที่เข้ามาปรึกษาเปรียบเทียบสองอย่างนี้เลยครับ
วันนี้หมอจะมาอธิบายเหตุผลให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ
สรุปในบรรทัดเดียว
thread lifting คือการดึงยกหน้าขึ้นโดยตรง
ส่วน filler คือการเติมเต็มเพื่อสร้างมิติและยกพยุงชั้นผิวครับ
เกณฑ์การพักฟื้น
ระยะเวลาพักฟื้น สำหรับการร้อยไหมจะอยู่ที่ประมาณ 1 สัปดาห์
ส่วน filler จะใช้เวลาเพียง 2-3 วันครับ
สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้
เกณฑ์ในการเลือก ว่ารูปหน้าแบบเราเหมาะกับ thread lifting หรือ filler มากกว่ากันครับ
หัวข้อในบทความนี้
ความแตกต่างในการยกกระชับระหว่าง thread lifting และ filler
ทำไมระยะเวลาพักฟื้นถึงต่างกัน (ร้อยไหม 1 สัปดาห์ vs filler 2-3 วัน)
เกณฑ์การเลือกสำหรับปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย vs ใบหน้าตอบตอบ/ยุบตัว

thread lifting กับ filler ต่างกันอย่างไร?
ถ้าเน้นดึงยกกระชับคือ thread lifting ถ้าเน้นเติมเต็มปรับโครงสร้างคือ filler ครับ
thread lifting (การร้อยไหม) คือการใส่ไหมละลายเข้าไปที่ชั้นใต้ผิวหนัง
เพื่อเกี่ยวเนื้อเยื่อแล้วดึงยกขึ้นโดยตรง
โดยตัวไหมจะมีเงี่ยงเล็กๆ (cog)
ทำหน้าที่คอยยึดเกาะผิวไว้ครับ
ส่วนการฉีด filler แบบ MD Codes คือเทคนิคการวิเคราะห์จุดพยุงบนใบหน้า
แล้วเติมเต็มเพื่อยกพยุงในจุดที่ทรุดตัวลงไป
MD ย่อมาจาก Medical Codes ครับ
ในห้องตรวจ หมอมักจะอธิบายด้วยการแบ่งจุดโครงสร้างสำคัญๆ
บนใบหน้าเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายที่สุด
หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมากว่า
filler เป็นแค่การ
"ฉีดเพื่อเติมวอลลุ่มให้แก้มดูป่องขึ้นเฉยๆ"
แต่จริงๆ แล้ว หากเราเติมในจุดที่โครงสร้างรองรับเสื่อมสภาพ
เช่น บริเวณหน้าแก้ม ขมับ หรือคาง
ผิวก็จะถูกพยุงตึงขึ้นมาคล้ายกับการกางเต็นท์ ทำให้หน้าดูยกกระชับขึ้นได้ครับ
ในทางกลับกัน thread lifting
ไม่ใช่การเติมเต็มในส่วนที่ยุบหรือตอบนะครับ
แต่เป็นการเข้าไปดึงและรวบเก็บเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยโดยตรงมากกว่า
ดังนั้น แม้จะเรียกรวมๆ ว่าเป็นการทำ "lifting" เหมือนกัน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีกลไกการทำงานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
การร้อยไหมเปรียบเหมือนการออกแบบทิศทางในการดึงผิว
ในขณะที่ filler เปรียบเหมือนการสร้างเสาพยุงโครงหน้าซ้ำขึ้นมาใหม่ในส่วนที่ทรุดตัวลงไปครับ

ทำไม filler ถึงช่วยพยุงหน้าเหมือนกางเต็นท์
แล้วทำไม thread lifting ถึงต้องพักฟื้นยาวถึง 1 สัปดาห์?
เพราะการร้อยไหมเป็นการดึงเนื้อเยื่อโดยตรง ระยะเวลาฟื้นตัวจึงนานกว่าครับ
เจาะลึกประเด็นสำคัญ
โดย หมอวี ยองจิน
"ถ้าคุณกลัวการร้อยไหม การฉีด filler ด้วยโครงสร้าง MD Codes คือทางเลือกที่ดีค่ะ
ไหมจะเน้นแรงดึงโดยตรง ส่วน filler จะเป็นการเติมเต็มเพื่อสร้างแรงพยุงตึง
ให้ผลลัพธ์การยกกระชับคล้าย 'การกางเต็นท์' ค่ะ
ความต่างจะอยู่ที่ระยะเวลาพักฟื้น (downtime) 1 สัปดาห์ vs 2-3 วัน
และระยะเวลาผลลัพธ์ 6-12 เดือน vs 12-18 เดือนค่ะ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮับจอง)
ตอนแรกหมอก็แอบสงสัยเหมือนกันครับว่าวิธีไหนจะเวิร์กกว่ากัน
แต่หลังจากดูแลคนไข้มาหลายร้อยเคส
จึงได้เข้าใจความจริงอย่างหนึ่งครับ
ผลลัพธ์ของการดึงยกหน้า
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "ดึงแรงแค่ไหน"
แต่มันขึ้นอยู่กับ "ใช้แรงแบบไหนในการยกกระชับ" ต่างหากครับ
การร้อยไหมจะอาศัยแรงดึงและเกาะเกี่ยวยึดกับ
เนื้อเยื่อพังผืด (fibrous septae) ในชั้นใต้ผิวหนัง
อธิบายง่ายๆ คือ เส้นไหมเดี่ยวๆ จะเข้าไปจับกับโครงสร้างใต้ผิวที่เหมือนตาข่าย
แล้วลิฟต์ยกหน้าขึ้นไปตามแนวที่ต้องการครับ
ดังนั้น หลังทำเสร็จทันที
เราจึงเห็นผลลัพธ์การดึงยกของไหมค่อนข้างชัดเจนมากๆ
แต่เนื่องจากแนวที่โบท็อกซ์เส้นไหมวิ่งผ่าน อาจมีอาการบวม ตึงเปรี๊ยะ
หรือรอยบุ๋ม (dimpling) เล็กๆ เกิดขึ้นได้
ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะกวนใจเราอยู่ประมาณ 5-7 วันแรกครับ
ส่วน filler จะใช้กลไกคนละแบบเลยครับ
เมื่อเราฉีดตัวยาเข้าไปสร้างจุดค้ำยันในชั้นไขมันลึกหรือเหนือกระดูก
ผิวชั้นบนสุดก็จะสยายตึงเรียบเนียนขึ้นเหมือนผ้าใบเต็นท์ที่ถูกกางออกนั่นเอง
ตรงนี้มีตัวเลขสำคัญที่ควรรู้ไว้ครับ
สำหรับ thread lifting เราควรเผื่อเวลา
พักฟื้นตัว (downtime) ไว้ประมาณ 1 สัปดาห์
ในขณะที่ filler แบบ MD Codes หากไม่มีรอยช้ำใหญ่ๆ
ส่วนใหญ่จะใช้เวลาฟื้นตัวหลักๆ แค่ประมาณ 2-3 วันเท่านั้นครับ
ระยะเวลาของการเห็นผลลัพธ์ก็ต่างกันด้วยนะครับ
thread lifting โดยปกติทั่วไปแรงดึงยกอาจจะค่อยๆ ลดลง
ในช่วง 6-12 เดือน
ส่วน Hyaluronic Acid (HA) filler นั้น ขึ้นอยู่กับรุ่นและบริเวณที่ฉีด
อาจจะคงรูปอยู่ได้ยาวนานถึง 12-18 เดือนเลยทีเดียวครับ
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอย่างหลังจะดีกว่าเสมอไปนะครับ
แม้ว่า filler จะช่วยพยุงและลิฟต์หน้าได้บางส่วน
แต่สำหรับใบหน้าที่ผิวหย่อนคล้อยตกลงมาเยอะมากๆ แล้ว
ย่อมไม่สามารถให้แรงดึงยกกระชับได้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเท่ากับการร้อยไหมค่ะ
และมีอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมออยากย้ำมากๆ เลยคือ
filler ไม่ใช่หัตถการที่ยิ่งฉีดเยอะ
แล้วหน้าจะยิ่งยกกระชับได้ดีขึ้นนะครับ
หากประเมินจุดพยุงผิดพลาด หน้าอาจจะดูหนักและย้อยลงมาได้
โดยเฉพาะบริเวณหน้าแก้มและรอบๆ ร่องแก้ม
อาจจะดูแน่นและล้นเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ไม่ใช่ว่าเพราะกลัวร้อยไหม แล้วเราจะบอกว่า
งั้นขอเปลี่ยนไปฉีด filler แทนทุกเคสได้นะครับ
ถ้าประเด็นหลักคือ ความหย่อนคล้อย แนะนำเป็น thread lifting
แต่ถ้าประเด็นหลักคือ ความตอบ แก้มตอบ หรือร่องลึก แนะนำเป็น filler แบบ MD Codes
จะให้ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและเป็นธรรมชาติมากกว่าครับ
ระยะเวลาพักฟื้นและความทนทานของผลลัพธ์เป็นเพียงเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกตามความสะดวก
ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีไหนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

thread lifting vs MD Codes filler
หน้าแบบเราเหมาะกับอะไรกันแน่?
หย่อนมากต้องใช้ไหม ยุบตอบมากต้องใช้ฟิลเลอร์ครับ
ลองเช็กปัญหาผิวของตัวคุณเองจากตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้ได้เลยครับ
สภาพปัญหา | เหมาะกับ thread lifting (ร้อยไหม) | เหมาะกับ filler (MD Codes) |
กรอบหน้าไม่ชัด เจลย้อย | ได้เปรียบมากในการดึงเนื้อเยื่อที่คล้อยให้เชิดขึ้น | ช่วยเสริมเสริมความชัดคางในกรณีที่คางสั้น/ถอย |
ร่องแก้มลึก แก้มตอบ หน้าแก้มยุบ | ดึงหน้าขึ้นแล้ว แต่อาจยังมีรอยร่องลึกหลงเหลืออยู่ | ช่วยเติมเต็มจุดพยุงเพื่อสร้างมิติช่วยลดร่องลึกได้ดี |
ต้องการเวลาพักฟื้นเร็ว | ต้องเผื่อเวลาชิวๆ ประมาณ 5-7 วัน | ฟื้นตัวเร็ว ใช้ชีวิตปกติได้ใน 2-3 วัน |
เนื้อแก้มเยอะ หน้าดูหนัก | ทำได้ดี หากมีการดีไซน์ทิศทางการดึงอย่างแม่นยำ | หากฉีดเยอะไป หน้าจะยิ่งดูบวม ล้น และหนักกว่าเดิม |
พูดกันตามตรงเลยนะครับ หน้าที่เหมาะกับการร้อยไหมและหน้าแบบที่เหมาะกับฟิลเลอร์
เวลาเดินเข้ามาปรึกษาหมอในคลินิก แล้วลองขยับยิ้มหรือแสดงสีหน้า
หมอก็ประเมินและแยกแยะออกได้ค่อนข้างรวดเร็วเลยครับ
สำหรับคนไข้ที่มีผิวข้างมุมปากหย่อนพับคล้อยลงมา
เราจะแพลนไปที่การร้อยไหมก่อนครับ
ส่วนถ้าเป็นคนที่จุดพยุงหน้าแก้มยุบตัวลง ทำให้เห็นร่องแก้มลึกชัดเจน
เราก็จะพิจารณาในส่วนของ filler ก่อนเป็นอันดับแรก
ปีที่แล้วหมอมีคนไข้วัย 38 ปีท่านหนึ่งครับ
ตอนแรกเธออยากทำ thread lifting มากๆ
แต่พอหมอลองดูมุมเฉียง 45 องศาแล้ว
จริงๆ ปัญหาหลักของเธอไม่ใช่ความหย่อนคล้อย
แต่เป็นโครงสร้างหน้าแก้มฝั่งพยุงที่มันทรุดลงไปต่างหากครับ
หมอเลยแนะนำให้เปลี่ยนแผนมาฉีด filler แบบ MD Codes แทน
พอนัดติดตามผลรอบสอง
คนไข้แฮปปี้มาก บอกว่า "ไม่ได้ร้อยไหมเลย แต่หน้าก็ไม่ย้อยแล้ว ดูยกกระชับขึ้นชัดเจน"
ถึงแม้แต่ละเคสจะได้รับการวิเคราะห์ต่างกันออกไป
แต่ตามสแตนดาร์ดแล้ว หมอจะประเมินแบบนี้ครับ
ถ้าปัญหาคือ ความหย่อนคล้อย 70% และยุบตอบ 30% แนะนำ: ร้อยไหม
แต่ถ้าปัญหาคือ ความหย่อนคล้อย 30% และยุบตอบ 70%
หมอจะแนะนำให้ทำ filler ก่อนครับ
แต่ในเคสที่เป็นแบบครึ่งๆ 50/50 เราจะไม่โลภทำไปทีเดียวหมดหน้าครับ
เราจะค่อยๆ แก้ปัญหาในจุดที่คนไข้กังวลมากที่สุดก่อนเป็นหลักครับ

3 คำถามยอดฮิตจากคนไข้ในห้องตรวจ
Q1. ถ้ากลัวการร้อยไหมมากๆ
สามารถใช้ filler ทดแทนได้ทุกเคสไหมคะ?
A. คำถามนี้หมอตอบตรงๆ แบบฟันธงคำเดียวค่อนข้างยากครับ
เพราะมีรูปหน้าของบางท่านที่สามารถทำแทนกันได้ และบางโครงหน้าที่ไม่สามารถใช้วิธีอีกอันทดแทนกันได้จริงๆ ครับ
จากประสบการณ์ของหมอ รูปหน้าที่มีปัญหาตอบลึกเยอะๆ แค่ฉีด filler อย่างเดียว
คนไข้ประมาณ 6 ใน 10 คนก็พึงพอใจกับผลลัพธ์และความตึงยกกระชับขึ้นระดับหนึ่งแล้วครับ
แต่ถ้าเป็นเคสที่มีปัญหาเนื้อส่วนล่างของแก้มหรือกรอบหน้าตกลงมาค่อนข้างเยอะ
หากดึงดันจะใช้แค่ filler พยุงไว้ หน้าก็อาจจะยิ่งดูหนักและบวมย้อยเพิ่มขึ้นได้ครับ
แฮ่ม... สำหรับเคสแบบหลังนี้ หมอแนะนำว่าค่อยๆ ร้อยไหมจำนวนไม่ต้องเยอะมาก
หรือลองทิศทางเบาๆ จะตอบโจทย์และให้ผลลัพธ์ที่สวยโดนใจกว่าครับ
Q2. ถ้าทำไปแล้วยังรู้สึกเห็นผลไม่ชัด
สามารถจัดหัตถการเพิ่มทันทีเลยได้ไหมคะ?
A. ข้อนี้หมอขอกล่าวสั้นๆ ชัดๆ เลยนะครับว่า "ไม่ได้ค่ะ"
ในขณะที่ใบหน้ายังมีอาการบวมหลงเหลืออยู่
แล้วตัดสินใจอัดเติมเข้าไปหรือร้อยไหมเพิ่มเข้าไปเลยทันที
เราแยกแทบไม่ออกเลยครับ ว่านี่คือผลลัพธ์จริงๆ หรือความบวมช่วงหลังทำกันแน่
ในเกณฑ์ของหมอ อย่างน้อยที่สุดควรรอ 2-3 สัปดาห์
เพื่อให้ใบหน้าเข้าที่ และอาการบวมยุบตัวลงเห็นทรงจริงก่อนครับ
เดือนที่แล้ว มีคนไข้บางท่านอยากจะรีบนัดคิวฉีดเติมหรือร้อยไหมรอบสองเร็วเกินไป
ซึ่งหลายเคสที่ใจร้อนรีบเติม มักจะส่งผลให้รูปหน้าออกมาดูไม่สมส่วนได้ง่ายมากครับ
Q3. อาการช้ำ แดง หลังร้อยไหม
กับอาการช้ำของ filler แตกต่างกันไหมคะ?
A. ความรู้เรื่องนี้หาอ่านรีวิวค่อนข้างยากทีเดียวนะครับ
โดยทั่วไป อาการตึงเจ็บของการร้อยไหมจะเสียวแป๊บตามแนวเส้นไหมที่ร้อยเข้าไป
ส่วน filler จะมีความรู้สึกตึงปวดบริเวณจุดหรือรอบๆ บริเวณที่เราลงเข็มฉีดเข้าไปครับ
แต่ตามหลักแล้ว ทั้งสองกรรมวิธีก็มีวิถีการเกิดรอยเขียวช้ำขนาดย่อมๆ ได้เหมือนกัน
แต่รอยช้ำเด่นชัดขนาดใหญ่นั้นพบน้อยมากๆ (เฉลี่ยไม่ถึง 1-2 ใน 10 คนด้วยซ้ำครับ)
ในส่วนของคลินิก คนไข้ที่ทำการร้อยไหมมักจะรู้สึกกังวล
เกี่ยวกับอาการตึงรั้งเวลาขยับหน้าช่วงแรกๆ มากกว่า
ขณะที่คนไข้กลุ่มฉีด filler จะรู้สึกลึกๆ ตึงๆ อิ่มแน่น
และระบมหน่วงๆ เวลาไปเอามือกดสัมผัสโดนครับ
แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 สัปดาห์อาการทั้งหมดจะดีขึ้นและคืนสู่สภาพเกือบ 100% ครับ
แต่เพื่อความสบายใจ หากใครมีกำหนดการสำคัญ แนะนำให้วางแผนจองคิว
เว้นระยะเวลาล่วงหน้าไว้แบบสบายๆ ปลอดภัยสุดครับ
สิ่งที่อยากให้จำกลับไปในวันนี้มีเรื่องเดียวเลยครับ
— thread lifting คือการดึงกระชับแบบใช้แรงยก ส่วน filler คือการพยุงลิฟต์ใบหน้าจากใต้ชั้นโครงสร้างผิว
เข้าใจหลักการสองเรื่องนี้ก็ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
ในบทความหน้า หมอจะมาแชร์ต่อว่า
'เวลาใช้เทคนิค MD Codes เพื่อลิฟต์หน้า จุดไหนของใบหน้าบ้างที่ไม่ควรฉีดเติมโดยเด็ดขาด'
ฝากติดตามด้วยนะครับ
ดูแลตัวเองและอัปเกรดความสวยไปด้วยกันนะครับ, หมอวี ยองจิน ครับ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
จองคิว Potenza แล้ว ต้องหยุดเรตินอลกับแว็กซ์ก่อนกี่วัน
ก่อนทำ Potenza ควรวางมือจากเรตินอล กรดผลัดเซลล์ผิว การแว็กซ์ และผลิตภัณฑ์ทาผิวสีแทนล่วงหน้ากี่วัน รวมกรอบเวลานับถอยหลังและสิ่งที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนถึงคิว

ยกกระชับ
มีงานสำคัญต้องถ่ายรูป ควรทำ Oligio X ล่วงหน้ากี่สัปดาห์?
วางแผนทำ Oligio X ก่อนวันงานหรือวันถ่ายรูป ควรนับถอยหลังกี่สัปดาห์ถึงจะพอดี ชวนดูไทม์ไลน์หลังทำแต่ละช่วง พร้อมข้อควรระวังและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

ผิว
여름 지나 스킨부스터, 언제 시작하면 좋을까요
지금 피부가 회복 모드인지 자극 모드인지로 스킨부스터 시작 시점을 판단하는 방법과 상담 전 자가 점검 항목을 정리했어요.

ผิว
샤워와 세안 물 온도, 어느 정도가 좋을까요
뜨거운 물이 피지막에 어떻게 작용하는지부터 손등으로 미온수를 가늠하는 방법까지, 매일 반복되는 씻기 습관을 순서대로 정리했어요.

ยกกระชับ
ร่องแก้มและมุมปากตก Sofwave ช่วยได้แค่ไหน เช็กก่อนตัดสินใจ
เงาร่องแก้มและมุมปากอาจมาจากผิวหย่อนหรือวอลลุ่มที่ลดลง บทความนี้อธิบายว่า Sofwave ลงลึกถึงชั้นไหน คาดหวังอะไรได้ที่กลางใบหน้า และเมื่อไหร่ควรเลือกฟิลเลอร์ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ขมับยุบฉีด Sculptra ต้องแบ่งกี่ครั้ง เว้นระยะเท่าไหร่ถึงพอดี
ขมับยุบไม่ได้มาจากการผอมลงอย่างเดียว บทความนี้อธิบายว่าทำไม Sculptra ถึงต้องแบ่งฉีดหลายครั้ง เว้นระยะกี่สัปดาห์ และระหว่างรอควรสังเกตอะไรก่อนตัดสินใจ



