
ร้อยไหม vs ฟิลเลอร์, ต่างกันแค่ 1 สัปดาห์กับ 2 วัน
ร้อยไหม vs ฟิลเลอร์, ต่างกันแค่ 1 สัปดาห์กับ 2 วัน
ร้อยไหม vs ฟิลเลอร์, ต่างกันแค่ 1 สัปดาห์กับ 2 วัน
ร้อยไหมกับฟิลเลอร์แรงดึงต่างกัน ร้อยไหมพักฟื้น 1 สัปดาห์ MD Code filler แค่ 2–3 วัน
ร้อยไหม vs filler ต่างกันแค่ 1 สัปดาห์กับ 2 วัน
เคสแบบนี้มีเยอะมาก เลยขอจดไว้แยกต่างหากนะคะ/ครับ
สัปดาห์ที่แล้วมีลูกค้าอายุ 33 ปี
มาปรึกษารอบสองเรื่องร้อยไหม vs filler
ค่ะ/ครับ
ปีที่แล้วเคยร้อยไหมมาก่อน
รอบนี้พูดว่า “คุณหมอครับ/คะ ไหมมันรู้สึกหนักใจนิดหน่อย
มีวิธีใช้ filler ช่วยยกได้ไหม?”
พอเข้าช่วงนี้ ห้องตรวจจะเริ่ม
คึกคักกับเคสเปรียบเทียบแบบนี้มากขึ้น
วันนี้จะค่อย ๆ อธิบายให้ฟังว่าทำไมเป็นแบบนั้น
สรุปสั้น ๆ
ร้อยไหมคือดึงโดยตรง
ส่วน filler คือการพยุงโครงสร้าง
เกณฑ์ที่ทำให้เลือกต่างกัน
พักฟื้น: ไหมประมาณ 1 สัปดาห์
filler ประมาณ 2–3 วัน
วันนี้จะดูอะไร
เกณฑ์ในการเลือกว่าหน้าเราควรใช้ไหมหรือ filler
สิ่งที่จะได้อ่านในบทความนี้
ความต่างของวิธีดึงระหว่างร้อยไหมกับ filler
ทำไมไหมพักฟื้น 1 สัปดาห์ ส่วน filler 2–3 วัน
ถึงใช้เวลาต่างกัน
เกณฑ์เลือกสำหรับหน้าหย่อนคล้อยกับหน้าแบนยุบ

ร้อยไหม vs filler ต่างกันยังไง?
ไหมใช้ดึง filler ใช้เสริมพยุง
ร้อยไหมคือการใส่ไหมละลายลงไปในชั้นใต้ผิว
เพื่อเกี่ยวและดึงเนื้อเยื่อขึ้นโดยตรง
ตรงนี้ cog คือ
ปุ่มเล็ก ๆ บนผิวไหม
MD Code filler คือวิธี filler ที่วิเคราะห์จุดพยุงของใบหน้า
แล้วเติมในตำแหน่งที่ต้องการเพื่อพยุงโครงสร้าง
MD ย่อมาจาก Medical Codes
และในห้องตรวจเราจะอธิบายแบบแยก
จุดโครงสร้างสำคัญของใบหน้า
มีจุดที่หลายคนเข้าใจผิดกันเยอะคือ
filler ไม่ได้เป็นแค่
“หัตถการเติมวอลุ่มอย่างเดียว”
ถ้าจุดอย่างด้านหน้ากระดูกโหนกแก้ม ขมับ หรือหน้าแนวคาง
ขาดแรงพยุง
พอเติมให้โครงสร้างกลับขึ้นมา ผิวก็อาจดูยกขึ้นเหมือนเต็นท์ได้
ในทางกลับกัน ร้อยไหม
ไม่ใช่หัตถการสำหรับเติมพื้นที่ที่ยุบ
แต่จะใกล้เคียงกับการจับพยุงเนื้อเยื่อที่หย่อนลงมาโดยตรง
ดังนั้นแม้จะถูกเรียกรวมว่า “lifting” เหมือนกัน
แต่จริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นต่างกัน
ไหมคือการออกแบบทิศทางของการดึง
ส่วน filler คือการกลับไปเสริมโครงพยุงที่ล้มลง

ทำไม filler ถึงดึงเหมือนเต็นท์ และ
ทำไมร้อยไหมต้องใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์?
ไหมเป็นการดึงโดยตรง เลยใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า
มุมมองสำคัญของ
หมอวี ยองจิน
"ถ้าไม่อยากร้อยไหม MD Code filler เป็นทางเลือก
ไหมคือแรงดึงโดยตรง ส่วน filler เติมพื้นที่
เลยเกิดแรงดึงแบบ 'เหมือนเต็นท์' ได้
downtime 1 สัปดาห์ vs 2–3 วัน และความคงอยู่ 6–12 เดือน
vs 12–18 เดือน จะต่างกันตรงนี้ค่ะ/ครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮัปจอง)
ตอนแรกฉันก็ยังคิดเหมือนกันว่าใช่ไหมนะ
แต่พอผ่านไปหลายร้อยเคส
ถึงได้รู้บางอย่าง
สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ของการยกกระชับ
ไม่ใช่ “ทำแรงแค่ไหน” แต่คือ
“ใช้แรงแบบไหนดึง”
ร้อยไหมจะอาศัยแรงที่ไปเกี่ยวกับพังผืดในชั้นใต้ผิว
เพื่อดึงขึ้นมา
พูดง่าย ๆ คือ โครงข่ายคล้ายตาข่ายใต้ผิว
จะถูกไหมจับไว้และกำหนดทิศทาง
เพราะฉะนั้นหลังทำทันที
จะรู้สึกตึงชัดพอสมควร
แต่ตามแนวที่ไหมผ่าน อาจมีบวม ตึง
หรือยุบเป็นรอยเล็ก ๆ ได้
ซึ่งมักจะกวนใจอยู่ราว 5–7 วัน
filler ใช้อีกวิธี
ถ้าสร้างจุดพยุงในชั้นไขมันลึกหรือบนเยื่อหุ้มกระดูก
ผิวด้านบนจะดูตึงและแผ่ออกเหมือนผ้าเต็นท์
ตรงนี้มีตัวเลขสำคัญ
ร้อยไหมมักนับ downtime
ไว้ประมาณ 1 สัปดาห์
ส่วน MD Code filler ถ้าไม่ช้ำมาก
มักนับที่ 2–3 วัน
ระยะอยู่ได้นานก็ต่างกันด้วย
ร้อยไหมโดยทั่วไปความรู้สึกตึงจะค่อย ๆ ลดลงในช่วง 6–12 เดือน
ส่วน hyaluronic acid filler
ตามตำแหน่งและชนิดผลิตภัณฑ์
อาจคงรูปอยู่ราว 12–18 เดือน
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป
แม้ filler จะทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูกดึงขึ้นได้
แต่ในหน้าที่ผิวหย่อนมากจริง ๆ
จะให้แรงดึงแบบตรง ๆ เท่าไหมได้ยาก
มีอีกเรื่องที่ต้องบอกให้ชัด
คือ filler ไม่ใช่ว่ายิ่งฉีดเยอะ
แล้วจะยกได้ดีขึ้นเสมอไป
ถ้าจุดพยุงวางผิด หน้าจะดูหนัก
โดยเฉพาะบริเวณหน้าโหนกแก้มด้านหน้าและร่องแก้ม
อาจถูกเติมมากเกินไปได้
สรุปสำคัญของหมอวี ยองจิน
อย่าเพิ่งคิดว่าเพราะกลัวไหม
แล้วจะต้องเปลี่ยนไปใช้ filler เสมอ
ถ้าปัญหาหลักคือความหย่อนคล้อย ใช้ไหม
ถ้าปัญหาหลักคือความยุบหาย filler แบบ MD Code
จะดูเป็นธรรมชาติกว่า
ระยะพักฟื้นและระยะคงผลลัพธ์เป็นแค่เกณฑ์ในการเลือก
ไม่ใช่เกณฑ์ว่าของไหนดีกว่ากัน

ร้อยไหม vs MD Code filler
หน้าแบบไหนเหมาะกับอะไร?
หย่อนคล้อยใช้ไหม หน้าแบนยุบใช้ filler
ลองหาเคสของตัวเองจากตารางดูนะคะ/ครับ
สถานการณ์ | ฝั่งร้อยไหม | ฝั่ง MD Code filler |
กรอบหน้าหย่อน | เหมาะเวลาต้องดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนลงมา | ช่วยเสริมเมื่อแนวคางด้านหน้าพยุงไม่พอ |
ร่องแก้ม·หน้าโหนกแก้มยุบ | แม้ดึงแล้ว แต่อาจยังเห็นความยุบอยู่ | เสริมจุดพยุงให้เกิดเอฟเฟกต์เหมือนเต็นท์ |
ให้ความสำคัญกับเวลาพักฟื้น | ต้องเผื่อเวลา 5–7 วัน | กลับไปใช้ชีวิตได้ภายใน 2–3 วัน |
ใบหน้าค่อนข้างหนักอยู่แล้ว | ทำได้ถ้าออกแบบทิศทางถูก | ถ้าเติมมากไปจะยิ่งดูหนัก |
พูดตรง ๆ เลยว่า หน้าที่เหมาะกับไหมกับหน้าที่เหมาะกับ filler
พอมาดูการขยับของสีหน้าในห้องตรวจ
จะแยกได้ค่อนข้างเร็ว
คนที่ผิวตรงมุมปากพับและไหลลงมา
ผม/ฉันจะเริ่มคิดถึงฝั่งไหมก่อน
ส่วนคนที่โครงพยุงหน้าโหนกแก้มยุบจนร่องแก้มลึก
จะมองไปทาง filler ก่อน
มีลูกค้าคนหนึ่งอายุ 38 ปีเมื่อปีที่แล้ว
ตอนแรกอยากร้อยไหม
แต่พอมองจากมุม 45 องศา
ปัญหาจริงไม่ใช่ความหย่อนคล้อย
แต่คือแรงพยุงหน้าโหนกแก้มไม่พอ
เลยเปลี่ยนเป็น MD Code filler
และตอนมาครั้งที่สอง
ก็พูดว่า “แม้ไม่ร้อยไหมก็ดูไม่ตกลงมาเท่าเดิม”
ค่ะ/ครับ
แต่ละเคสก็ไม่เหมือนกันนะคะ/ครับ
วิธีที่ฉันมักใช้คือแบบนี้
ถ้าความหย่อน 7 และความยุบ 3 ใช้ไหม
ถ้าความหย่อน 3 และความยุบ 7
จะเริ่มพูดถึง filler ก่อน
ถ้าสัดส่วนพอ ๆ กัน ก็ไม่รีบจัดหนักทีเดียว
แต่จะเริ่มจากด้านที่รบกวนมากกว่า

ร้อยไหม vs filler คำถามที่ห้องตรวจเจอบ่อย 3 ข้อ
Q1. ถ้ากลัวร้อยไหม
ใช้ filler แทนได้ไหม?
A. ข้อนี้ตอบเป็นคำเดียวไม่ได้
เพราะมีบางหน้าที่แทนกันได้ และบางหน้าที่แทนไม่ได้
เวลาให้คำปรึกษา ถ้าเป็นหน้าที่มีความยุบเยอะ
การใช้ filler อย่างเดียวก็พอใจกันประมาณ 6 ใน 10 คน
แต่ถ้าเป็นคนที่กรอบหน้าหย่อนลงมาจริง ๆ
ฝืนด้วย filler อาจทำให้หน้าดูหนักกว่าเดิม
เอ่อ…กรณีนี้ลดจำนวนไหมลง
หรือเปลี่ยนทิศทางจะดีกว่า
Q2. ถ้าผลไม่ชัด
ทำหัตถการเพิ่มทันทีได้ไหม?
A. คำตอบคือ 'ไม่ได้' เลยค่ะ/ครับ
ถ้ายังบวมอยู่
แล้วเติมหรือดึงเพิ่มทันที
จะไม่รู้ว่าอันไหนคือผลจริง อันไหนคือบวม
สำหรับฉัน อย่างน้อยต้องรอดู 2–3 สัปดาห์
ให้หน้าเข้าสู่ช่วงยุบตัวก่อน
ช่วงเดือนที่แล้วมีคนไข้ช่วงอายุ 43 ปีบางคนที่อยากนัดรอบสอง
เร็วเกินไป
แต่เคสที่รีบมักจะยิ่งเพี้ยนมากกว่าเดิม
Q3. ช้ำของร้อยไหมกับ
ช้ำของ filler ต่างกันไหม?
A. เรื่องนี้หาดูในเน็ตก็ยังไม่ค่อยเจอคำตอบชัด
โดยทั่วไปไหมจะไม่สบายตามแนวเส้น
ส่วน filler มักไม่สบายรอบ ๆ จุดที่ฉีด
ในภาพรวม ทั้งสองแบบช้ำได้
แต่รอยช้ำหนักจริง ๆ มักมีไม่มาก
จากประสบการณ์คลินิก ไหมจะ
ทำให้รู้สึกตึงและไม่สบายมากกว่า
ส่วน filler หลายคนจะบอกว่า
แน่น
ส่วนใหญ่จะยุบลงเยอะภายใน 1 สัปดาห์
แต่ถ้ามีนัดสำคัญ
ควรเผื่อวันไว้ให้สบายใจจะปลอดภัยกว่า
ถ้าวันนี้จะจำไปแค่อย่างเดียว
— ให้คิดว่าไหมใช้แรงดึง ส่วน filler ใช้แรงพยุง
ค่ะ/ครับ
บทความถัดไป
จะพูดเรื่อง 'ตอนทำ MD Code filler ให้ได้ความรู้สึกยกกระชับ
จุดไหนที่ไม่ควรเติม' กันต่อ
หมอวี ยองจินค่ะ/ครับ
อ่านต่อกันได้
ร้อยไหม vs filler ต่างกันแค่ 1 สัปดาห์กับ 2 วัน
เคสแบบนี้มีเยอะมาก เลยขอจดไว้แยกต่างหากนะคะ/ครับ
สัปดาห์ที่แล้วมีลูกค้าอายุ 33 ปี
มาปรึกษารอบสองเรื่องร้อยไหม vs filler
ค่ะ/ครับ
ปีที่แล้วเคยร้อยไหมมาก่อน
รอบนี้พูดว่า “คุณหมอครับ/คะ ไหมมันรู้สึกหนักใจนิดหน่อย
มีวิธีใช้ filler ช่วยยกได้ไหม?”
พอเข้าช่วงนี้ ห้องตรวจจะเริ่ม
คึกคักกับเคสเปรียบเทียบแบบนี้มากขึ้น
วันนี้จะค่อย ๆ อธิบายให้ฟังว่าทำไมเป็นแบบนั้น
สรุปสั้น ๆ
ร้อยไหมคือดึงโดยตรง
ส่วน filler คือการพยุงโครงสร้าง
เกณฑ์ที่ทำให้เลือกต่างกัน
พักฟื้น: ไหมประมาณ 1 สัปดาห์
filler ประมาณ 2–3 วัน
วันนี้จะดูอะไร
เกณฑ์ในการเลือกว่าหน้าเราควรใช้ไหมหรือ filler
สิ่งที่จะได้อ่านในบทความนี้
ความต่างของวิธีดึงระหว่างร้อยไหมกับ filler
ทำไมไหมพักฟื้น 1 สัปดาห์ ส่วน filler 2–3 วัน
ถึงใช้เวลาต่างกัน
เกณฑ์เลือกสำหรับหน้าหย่อนคล้อยกับหน้าแบนยุบ

ร้อยไหม vs filler ต่างกันยังไง?
ไหมใช้ดึง filler ใช้เสริมพยุง
ร้อยไหมคือการใส่ไหมละลายลงไปในชั้นใต้ผิว
เพื่อเกี่ยวและดึงเนื้อเยื่อขึ้นโดยตรง
ตรงนี้ cog คือ
ปุ่มเล็ก ๆ บนผิวไหม
MD Code filler คือวิธี filler ที่วิเคราะห์จุดพยุงของใบหน้า
แล้วเติมในตำแหน่งที่ต้องการเพื่อพยุงโครงสร้าง
MD ย่อมาจาก Medical Codes
และในห้องตรวจเราจะอธิบายแบบแยก
จุดโครงสร้างสำคัญของใบหน้า
มีจุดที่หลายคนเข้าใจผิดกันเยอะคือ
filler ไม่ได้เป็นแค่
“หัตถการเติมวอลุ่มอย่างเดียว”
ถ้าจุดอย่างด้านหน้ากระดูกโหนกแก้ม ขมับ หรือหน้าแนวคาง
ขาดแรงพยุง
พอเติมให้โครงสร้างกลับขึ้นมา ผิวก็อาจดูยกขึ้นเหมือนเต็นท์ได้
ในทางกลับกัน ร้อยไหม
ไม่ใช่หัตถการสำหรับเติมพื้นที่ที่ยุบ
แต่จะใกล้เคียงกับการจับพยุงเนื้อเยื่อที่หย่อนลงมาโดยตรง
ดังนั้นแม้จะถูกเรียกรวมว่า “lifting” เหมือนกัน
แต่จริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นต่างกัน
ไหมคือการออกแบบทิศทางของการดึง
ส่วน filler คือการกลับไปเสริมโครงพยุงที่ล้มลง

ทำไม filler ถึงดึงเหมือนเต็นท์ และ
ทำไมร้อยไหมต้องใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์?
ไหมเป็นการดึงโดยตรง เลยใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า
มุมมองสำคัญของ
หมอวี ยองจิน
"ถ้าไม่อยากร้อยไหม MD Code filler เป็นทางเลือก
ไหมคือแรงดึงโดยตรง ส่วน filler เติมพื้นที่
เลยเกิดแรงดึงแบบ 'เหมือนเต็นท์' ได้
downtime 1 สัปดาห์ vs 2–3 วัน และความคงอยู่ 6–12 เดือน
vs 12–18 เดือน จะต่างกันตรงนี้ค่ะ/ครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮัปจอง)
ตอนแรกฉันก็ยังคิดเหมือนกันว่าใช่ไหมนะ
แต่พอผ่านไปหลายร้อยเคส
ถึงได้รู้บางอย่าง
สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ของการยกกระชับ
ไม่ใช่ “ทำแรงแค่ไหน” แต่คือ
“ใช้แรงแบบไหนดึง”
ร้อยไหมจะอาศัยแรงที่ไปเกี่ยวกับพังผืดในชั้นใต้ผิว
เพื่อดึงขึ้นมา
พูดง่าย ๆ คือ โครงข่ายคล้ายตาข่ายใต้ผิว
จะถูกไหมจับไว้และกำหนดทิศทาง
เพราะฉะนั้นหลังทำทันที
จะรู้สึกตึงชัดพอสมควร
แต่ตามแนวที่ไหมผ่าน อาจมีบวม ตึง
หรือยุบเป็นรอยเล็ก ๆ ได้
ซึ่งมักจะกวนใจอยู่ราว 5–7 วัน
filler ใช้อีกวิธี
ถ้าสร้างจุดพยุงในชั้นไขมันลึกหรือบนเยื่อหุ้มกระดูก
ผิวด้านบนจะดูตึงและแผ่ออกเหมือนผ้าเต็นท์
ตรงนี้มีตัวเลขสำคัญ
ร้อยไหมมักนับ downtime
ไว้ประมาณ 1 สัปดาห์
ส่วน MD Code filler ถ้าไม่ช้ำมาก
มักนับที่ 2–3 วัน
ระยะอยู่ได้นานก็ต่างกันด้วย
ร้อยไหมโดยทั่วไปความรู้สึกตึงจะค่อย ๆ ลดลงในช่วง 6–12 เดือน
ส่วน hyaluronic acid filler
ตามตำแหน่งและชนิดผลิตภัณฑ์
อาจคงรูปอยู่ราว 12–18 เดือน
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป
แม้ filler จะทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูกดึงขึ้นได้
แต่ในหน้าที่ผิวหย่อนมากจริง ๆ
จะให้แรงดึงแบบตรง ๆ เท่าไหมได้ยาก
มีอีกเรื่องที่ต้องบอกให้ชัด
คือ filler ไม่ใช่ว่ายิ่งฉีดเยอะ
แล้วจะยกได้ดีขึ้นเสมอไป
ถ้าจุดพยุงวางผิด หน้าจะดูหนัก
โดยเฉพาะบริเวณหน้าโหนกแก้มด้านหน้าและร่องแก้ม
อาจถูกเติมมากเกินไปได้
สรุปสำคัญของหมอวี ยองจิน
อย่าเพิ่งคิดว่าเพราะกลัวไหม
แล้วจะต้องเปลี่ยนไปใช้ filler เสมอ
ถ้าปัญหาหลักคือความหย่อนคล้อย ใช้ไหม
ถ้าปัญหาหลักคือความยุบหาย filler แบบ MD Code
จะดูเป็นธรรมชาติกว่า
ระยะพักฟื้นและระยะคงผลลัพธ์เป็นแค่เกณฑ์ในการเลือก
ไม่ใช่เกณฑ์ว่าของไหนดีกว่ากัน

ร้อยไหม vs MD Code filler
หน้าแบบไหนเหมาะกับอะไร?
หย่อนคล้อยใช้ไหม หน้าแบนยุบใช้ filler
ลองหาเคสของตัวเองจากตารางดูนะคะ/ครับ
สถานการณ์ | ฝั่งร้อยไหม | ฝั่ง MD Code filler |
กรอบหน้าหย่อน | เหมาะเวลาต้องดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนลงมา | ช่วยเสริมเมื่อแนวคางด้านหน้าพยุงไม่พอ |
ร่องแก้ม·หน้าโหนกแก้มยุบ | แม้ดึงแล้ว แต่อาจยังเห็นความยุบอยู่ | เสริมจุดพยุงให้เกิดเอฟเฟกต์เหมือนเต็นท์ |
ให้ความสำคัญกับเวลาพักฟื้น | ต้องเผื่อเวลา 5–7 วัน | กลับไปใช้ชีวิตได้ภายใน 2–3 วัน |
ใบหน้าค่อนข้างหนักอยู่แล้ว | ทำได้ถ้าออกแบบทิศทางถูก | ถ้าเติมมากไปจะยิ่งดูหนัก |
พูดตรง ๆ เลยว่า หน้าที่เหมาะกับไหมกับหน้าที่เหมาะกับ filler
พอมาดูการขยับของสีหน้าในห้องตรวจ
จะแยกได้ค่อนข้างเร็ว
คนที่ผิวตรงมุมปากพับและไหลลงมา
ผม/ฉันจะเริ่มคิดถึงฝั่งไหมก่อน
ส่วนคนที่โครงพยุงหน้าโหนกแก้มยุบจนร่องแก้มลึก
จะมองไปทาง filler ก่อน
มีลูกค้าคนหนึ่งอายุ 38 ปีเมื่อปีที่แล้ว
ตอนแรกอยากร้อยไหม
แต่พอมองจากมุม 45 องศา
ปัญหาจริงไม่ใช่ความหย่อนคล้อย
แต่คือแรงพยุงหน้าโหนกแก้มไม่พอ
เลยเปลี่ยนเป็น MD Code filler
และตอนมาครั้งที่สอง
ก็พูดว่า “แม้ไม่ร้อยไหมก็ดูไม่ตกลงมาเท่าเดิม”
ค่ะ/ครับ
แต่ละเคสก็ไม่เหมือนกันนะคะ/ครับ
วิธีที่ฉันมักใช้คือแบบนี้
ถ้าความหย่อน 7 และความยุบ 3 ใช้ไหม
ถ้าความหย่อน 3 และความยุบ 7
จะเริ่มพูดถึง filler ก่อน
ถ้าสัดส่วนพอ ๆ กัน ก็ไม่รีบจัดหนักทีเดียว
แต่จะเริ่มจากด้านที่รบกวนมากกว่า

ร้อยไหม vs filler คำถามที่ห้องตรวจเจอบ่อย 3 ข้อ
Q1. ถ้ากลัวร้อยไหม
ใช้ filler แทนได้ไหม?
A. ข้อนี้ตอบเป็นคำเดียวไม่ได้
เพราะมีบางหน้าที่แทนกันได้ และบางหน้าที่แทนไม่ได้
เวลาให้คำปรึกษา ถ้าเป็นหน้าที่มีความยุบเยอะ
การใช้ filler อย่างเดียวก็พอใจกันประมาณ 6 ใน 10 คน
แต่ถ้าเป็นคนที่กรอบหน้าหย่อนลงมาจริง ๆ
ฝืนด้วย filler อาจทำให้หน้าดูหนักกว่าเดิม
เอ่อ…กรณีนี้ลดจำนวนไหมลง
หรือเปลี่ยนทิศทางจะดีกว่า
Q2. ถ้าผลไม่ชัด
ทำหัตถการเพิ่มทันทีได้ไหม?
A. คำตอบคือ 'ไม่ได้' เลยค่ะ/ครับ
ถ้ายังบวมอยู่
แล้วเติมหรือดึงเพิ่มทันที
จะไม่รู้ว่าอันไหนคือผลจริง อันไหนคือบวม
สำหรับฉัน อย่างน้อยต้องรอดู 2–3 สัปดาห์
ให้หน้าเข้าสู่ช่วงยุบตัวก่อน
ช่วงเดือนที่แล้วมีคนไข้ช่วงอายุ 43 ปีบางคนที่อยากนัดรอบสอง
เร็วเกินไป
แต่เคสที่รีบมักจะยิ่งเพี้ยนมากกว่าเดิม
Q3. ช้ำของร้อยไหมกับ
ช้ำของ filler ต่างกันไหม?
A. เรื่องนี้หาดูในเน็ตก็ยังไม่ค่อยเจอคำตอบชัด
โดยทั่วไปไหมจะไม่สบายตามแนวเส้น
ส่วน filler มักไม่สบายรอบ ๆ จุดที่ฉีด
ในภาพรวม ทั้งสองแบบช้ำได้
แต่รอยช้ำหนักจริง ๆ มักมีไม่มาก
จากประสบการณ์คลินิก ไหมจะ
ทำให้รู้สึกตึงและไม่สบายมากกว่า
ส่วน filler หลายคนจะบอกว่า
แน่น
ส่วนใหญ่จะยุบลงเยอะภายใน 1 สัปดาห์
แต่ถ้ามีนัดสำคัญ
ควรเผื่อวันไว้ให้สบายใจจะปลอดภัยกว่า
ถ้าวันนี้จะจำไปแค่อย่างเดียว
— ให้คิดว่าไหมใช้แรงดึง ส่วน filler ใช้แรงพยุง
ค่ะ/ครับ
บทความถัดไป
จะพูดเรื่อง 'ตอนทำ MD Code filler ให้ได้ความรู้สึกยกกระชับ
จุดไหนที่ไม่ควรเติม' กันต่อ
หมอวี ยองจินค่ะ/ครับ
อ่านต่อกันได้
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
ทำหัตถการในโซล เลือกย่านฮงแดหรือคังนัมดีกว่ากัน — คู่มือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทั้งราคาและความสะดวกในการเข้าถึงก็สำคัญนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคุณหมอเจ้าของคลินิกเป็นผู้ตรวจและดูแลเองหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าไปที่ที่รับคนไข้ต่างชาติ ก็จะช่วยเช็กความแตกต่างทางกายวิภาคได้ด้วย

ยกกระชับ
ผลข้างเคียงของ Ulthera พูดตามตรง แม้แต่ฉันเมื่อ 5 ปีก่อนก็ยังไม่รู้
ผลข้างเคียงของ Ulthera ที่น่ากลัวกว่ารอยช้ำหรืออาการบวม คือมุมปากไม่สมมาตร เพราะความลึก 4.5 มม. จะผ่านใกล้กับแขนงของเส้นประสาท

ผิว
รูขุมขนที่เลเซอร์แก้ไม่ได้ Potenza RF ต่างกันไหม?
เลเซอร์กับไมโครนีดเดิล RF ทำงานกับรูขุมขนคนละแบบ ต่างกันที่ส่งพลังงานไปชั้นผิวหรือชั้นหนังแท้

ผิว
เลือกคลินิกผิวหนังฮงแด ฉันดูก่อนว่า 'หมอตรวจเอง'
คลินิกผิวหนังในฮงแดมีเยอะจนเลือกยาก เราสรุปเหตุผลและวิธีเช็กว่าหมอตรวจเองจริงไหมไว้แล้ว

ยกกระชับ
เลือกคลินิกในมาโพทำ Thermage ให้ได้ผล ควรดูอะไร?
เลือกคลินิกผิวหนังในมาโพ มีเกณฑ์สำคัญกว่าทำเลที่ตั้ง เราสรุปเช็กลิสต์ทำ Thermage ไม่ให้เสียดายทีหลัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook ต่างจาก filler ยังไงคะ?
Juvelook, Sculptra, PRP, ฟิลเลอร์ ดูคล้ายกัน แต่ทำงานต่างกัน ความต่าง collagen booster กับ filler
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
