ผลข้างเคียง ชูริงค์ 3 อย่างที่พบบ่อยและระยะฟื้นตัว
ผลข้างเคียง ชูริงค์ 3 อย่างที่พบบ่อยและระยะฟื้นตัว
ผลข้างเคียง ชูริงค์ 3 อย่างที่พบบ่อยและระยะฟื้นตัว
กังวลผลข้างเคียง ชูริงค์ เรื่องปวดประสาท ชา หรือหน้าแฟบ? แค่เลือกความลึกให้ถูก หลีกเลี่ยงได้ถึง 90%
ผลข้างเคียง ชูริงค์ กับ 3 เคสที่
เจอในคลินิกบ่อยที่สุด พร้อมระยะเวลาฟื้นตัว
โปรดศึกษาข้อมูลนี้ก่อนตัดสินใจทำนะครับ
Q. ผลข้างเคียงจาก ชูริงค์ เกิดจาก
ปัญหาของตัวเครื่องเองหรือเปล่าคะ?
A. ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องนะครับ
แต่มาจากการเลือกความลึกที่ผิดพลาดครับ
Q. ปกติแล้วผลข้างเคียงใช้เวลาฟื้นตัวนานแค่ไหนครับ?
A. อาการช้ำหรือบวมจะอยู่ที่ 3 ถึง 7 วัน
ส่วนการระคายเคืองเส้นประสาทอาจใช้เวลา 1 ถึง 2 เดือนเป็นอย่างต่ำครับ
สรุปสั้น ๆ ในบรรทัดเดียว
ผลข้างเคียงของ ชูริงค์ ส่วนใหญ่
เกิดจากการเลือกใช้ระดับความลึกที่ไม่เหมาะสมครับ
จุดเปลี่ยนสำคัญ
คือเรื่องที่ว่า มีการเปลี่ยนอุปกรณ์หัวทิป
ตามแต่ละบริเวณ (1.5, 3.0, 4.5 mm) หรือไม่
สิ่งที่จะชวนคุยวันนี้
ผลข้างเคียงแบบไหนที่พบบ่อย
และต้องใช้เวลากี่วันถึงจะฟื้นตัวดีขึ้น

ผลข้างเคียงของ ชูริงค์
อันไหนที่พบบ่อยที่สุดครับ?
เรียงตามลำดับความบ่อย: รอยช้ำและอาการบวม,
อาการเจ็บชั่วคราว และอันที่พบได้ยากคือการระคายเคืองเส้นประสาทครับ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่ค้นหาคำว่า "ผลข้างเคียง ชูริงค์" แล้วเข้ามาอ่านหน้านี้
ส่วนใหญ่ก็น่าจะจองคิวทำทรีตเมนต์กันไว้แล้ว
หรืออาจจะเป็นคนที่เพิ่งไปทำมาแล้วรู้สึกแปลก ๆ
เลยแวะเข้ามาเช็กข้อมูลกันใช่ไหมคะ?
เพราะเดี๋ยวนี้เวลามีรีวิวออกมาทีไร
มักจะเจอคำบ่นน่ากลัว ๆ อย่างเช่น "หน้าเบี้ยวไปเลย", "แก้มตอบใต้โหนกแก้มฮวบ",
หรือ "เจ็บเส้นประสาทไปเป็นเดือน"
ปะปนอยู่ด้วยเสมอเลย
แต่เรื่องนี้มีจุดดีอยู่อย่างนึงครับ
ผลข้างเคียงเกือบทั้งหมดเหล่านี้
ไม่ได้เกิดจากเครื่องไม่ได้มาตรฐาน
แต่เกิดจากผู้ทำเลือกระดับความลึกไม่ถูกต้องนั่นเองครับ
ชูริงค์ เป็นเทคโนโลยี HIFU ที่ใช้หัวทิป
ที่มีความลึกแตกต่างกัน 3 ระดับ ได้แก่ 1.5mm, 3.0mm, และ 4.5mm
เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณของใบหน้าครับ
ชั้นผิวหนังแท้ส่วนบน (1.5mm) ช่วยปรับสภาพผิว,
ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (3.0mm) ช่วยสลายไขมันส่วนเกิน,
ส่วนชั้น SMAS (4.5mm) จะมุ่งเป้าไปที่การยกกระชับครับ
ถ้าใช้หัวทิปแบบเดียวไปยิงทั่วหน้า
โอกาสเกิดผลข้างเคียงเรียกว่าแทบจะ 100% เลยล่ะครับ

เหตุผลที่ผลข้างเคียงของ ชูริงค์
เกิดจากการเลือกสีผิวและความลึกที่ไม่ตรงจุด
เพราะถ้าเรายิงหัว 4.5mm ลงไปบนกระดูกกรามที่ค่อนข้างบางตรง ๆ
พลังงานจะลงไปโดนเส้นประสาทโดยตรงนั่นเองครับ
Insight สำคัญจากคุณหมอวี ยองจิน
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ของ ชูริงค์
มาจากการประเมินและเลือกความลึกผิดพลาดครับ
การยิงหัว 4.5mm ลงบนกรอบหน้าที่ผิวบาง
อาจทำให้เกิดอาการเจ็บเส้นประสาทหรือใบหน้าชาชั่วคราวได้
การเปลี่ยนหัวทิปตามสัดส่วนพื้นที่ผิวจึงเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการป้องกันผลข้างเคียงครับ
จุดนี้ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของบทความนี้เลยนะครับ
ยิ่งขยับเข้าไปด้านในของกรอบกราม เส้นประสาทใบหน้า (Mandibular nerve)
จะวิ่งอยู่ตื้นขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
จุดโฟกัสของการยิงหัวทิป 4.5mm
ก็คือลงลึกไปที่ 4.5mm ตามหัวข้อเลยครับ
ทว่าในเคสของสาว ๆ ที่กระดูกกรามค่อนข้างบาง ระยะห่างจากผิวหน้าลงไปถึงกระดูก
บางทีก็ยังไม่ถึง 3mm ด้วยซ้ำครับ
พอเป็นแบบนี้แล้วถ้ายิงหัว 4.5mm ลงไปดื้อ ๆ
จุดพลังงานความร้อนก็จะกระแทกโดนกระดูก
หรือไปกระตุ้นเส้นประสาทที่อยู่บริเวณนั้นโดยตรงครับ
ทำให้หลังทำทันทีหรือถัดจากนั้นไม่กี่วัน
อาจจะมีอาการมุมปากข้างหนึ่งยกไม่ขึ้น
หรือเวลาบ้วนปากตอนแปรงฟันแล้วมีน้ำไหลซึมออกมานั่นเอง
ในเรื่องของความเจ็บปวดก็คล้ายกันครับ
สำหรับคนที่บอกว่า "ทำ ชูริงค์ เจ็บสุดใจ"
มักจะเป็นเคสที่ยัดเยียดหัว 4.5mm
เข้าไปในส่วนผิวที่ไม่จำเป็นต้องลงลึกถึงชั้น SMAS บ่อยครั้งมากครับ
หากจุดความร้อนระเบิดอยู่เหนือกล้ามเนื้อ
เวลาขยับหรือเกร็งกล้ามเนื้อส่วนนั้นก็จะรู้สึกปวดจี๊ด ๆ ขึ้นมาได้ครับ
แถมอาการปวดลึก ๆ แบบนี้ ยาชาแบบครีมก็ช่วยบรรเทาได้ไม่เต็มที่ด้วยครับ
ที่โรงพยาบาลของเรา (Beautystone) ก่อนรักษาจึงต้องใช้คลื่นอัลตราซาวด์สแกน
ตรวจเช็กความหนาของผิว ไขมัน และ SMAS เพื่อประเมินก่อน
จากนั้นค่อยเลือกปรับแต่งหัวทิปตามแต่ละตำแหน่งครับ
เช่น บริเวณใกล้กระดูกกรามด้านใน เราจะงดใช้หัว 4.5mm
แล้วเปลี่ยนมาเซ็ตเป็นหัว 3.0mm แทนเป็นต้นครับ
บอกตามตรงว่าเมื่อก่อนผมเองก็มองไม่เห็นแพทเทิร์นตรงนี้เช่นกันครับ
จนกระทั่งเคสของคนไข้วัย 49 ปีเมื่อเดือนที่แล้วทำให้ผมประทับใจมาก
เดิมทีเธอไปทำจากคลินิกอื่นมา
แล้วเจอปัญหามุมปากข้างหนึ่งขยับได้ไม่เป็นธรรมชาติมานานร่วมเดือน เลยแวะมาหาผม
เธอบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังว่าจะรักษาหายเลย แค่อยากมาลองตรวจดูเฉย ๆ"
ตอนนั้นเธอพูดมาแบบนั้นเลยครับ
จากการตรวจด้วยระบบภาพอัลตราซาวด์สแกน
พบว่าความหนาตรงบริเวณกรอบกรามของเธอบางกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป
และยังมีร่องรอยของการฝืนยิงหัวทิป
4.5mm ลงไปในการรักษาก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่ด้วยครับ
ในตอนนั้นผมเลยสั่งระงับการจัดโปรแกรมยกกระชับเอาไว้ก่อน
แล้วจ่ายยาบำรุงฟื้นฟูเส้นประสาทพร้อมปล่อยให้เวลาช่วยรักษาตัวระบบไปเรื่อย ๆ
พอผ่านไป 3 สัปดาห์เธอกลับมาหาผมอีกครั้ง
อาการปากเบี้ยวไม่เท่ากันดีขึ้นจนแทบไม่เหลือเลย จนเธอเองยังตกใจ
และบอกสั้น ๆ ว่า "ไม่คิดว่าจะดีขึ้นเร็วขนาดนี้เลยล่ะค่ะ"
เธอบอกประโยคนี้กับผมด้วยรอยยิ้ม
ปกติแล้วการระคายเคืองเส้นประสาท หากได้รับการคลายแรงกดทับ
ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาสู่สภาวะปกติได้ภายในเวลา 1-2 เดือนครับ
สรุปประเด็นหลักโดย หมอวี ยองจิน
ผลข้างเคียงของ ชูริงค์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ปริมาณช็อตที่เยอะเกินไป"
แต่เป็นเพราะ "ความร้อนยิงลงไปผิดระดับชั้นผิวต่างหาก"
ก่อนรับการบริการ แนะนำให้ลองถามคุณหมอดูก่อนนะครับ
ว่าจะมีการวางแผนแบ่งสัดส่วนการใช้หัวทิปแต่ละจุดอย่างไรบ้าง
แต่ถ้าได้คำตอบว่า "ยิงหัว 4.5mm ทั่วหน้าเลยครับ"
อยากให้ลองกลับมาทบทวนหรือมองหาตัวเลือกที่อื่นดูอีกรอบดีกว่าครับ

อยากทำ ชูริงค์ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด คุ้มราคา
และไร้ผลข้างเคียงกวนใจ ควรเลือกคลินิกแบบไหนดี?
มากกว่าการเช็กเรทราคาที่ถูกแสนถูก
ขอให้ตรวจสอบก่อนว่ามีการใช้หน้าจออัลตราซาวด์สแกนและเปลี่ยนหัวทิปเฉพะเจาะจงหรือไม่นะครับ
หลายคนคุยเรื่องความคุ้มค่ากันบ่อย ๆ
พอเห็นป้ายโฆษณา 600 ช็อต ราคาหลักพันก็น่าสนใจขึ้นมาทันทีใช่ไหมคะ
แต่บอกเลยว่าถึงจะยิง 600 ช็อตเท่ากัน
ระหว่างคลินิกที่สาดหัว 4.5mm ใส่ให้ครบโดส
กับคลินิกที่กระจายการรักษาอย่างประณีตด้วยเคสต่อเคสผ่านขนาด 1.5, 3.0, และ 4.5
มันคือผลลัพธ์การดูแลผิวจากคนละโลกเลยครับ
แบบแรกจะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงเกิดเอฟเฟกต์ตามมา
ส่วนแบบหลังนั้นด้วยจำนวนช็อตเท่ากัน
แต่ปลอดภัยกว่าและเห็นผลลัพธ์ทวีคูณยิ่งขึ้นครับ
ดังนั้น ความคุ้มค่าที่แท้จริงเมื่อเทียบกับราคาจ่ายไป
ควรวัดที่ประเด็น "ความคุ้มครองความปลอดภัยแบบไม่เจ็บตัวเปล่า" จะดีที่สุดครับ
สำหรับคนไข้ที่กลัวเจ็บมาก ๆ ลำพังแค่แปะยาชาอย่างเดียวนั้น
มักจะทนความเจ็บจากการยิงหัว 4.5mm ไม่ไหวกันเยอะเลยครับ
ในกรณีนี้อาจจะเลือกปรึกษาหาทางบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุดเพิ่ม
หรือใช้บริการดมยาสลบแบบเบาควบคู่กันไปก็ได้เช่นกันครับ
แต่เนื่องจากการดมยาหลับจะมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มเติมเข้ามา
ลองเช็กรายละเอียดข้อมูลกับทางคลินิกก่อนนะครับ
ผลข้างเคียง | ความถี่ในการเจอ | ระยะเวลาฟื้นโต | การดูแลพยาบาล |
รอยแดง/บวม | ส่วนใหญ่ | 1-3 วัน | ประคบเย็น |
รอยช้ำ | 2-3 คน ใน 10 คน | 5-7 วัน | เฝ้าระวังอาการ |
เสียวฟันและกรามขณะเคี้ยว | 1-2 คน ใน 10 คน | 1-2 สัปดาห์ | ทานยาลดการอักเสบ |
แก้มบางจุดตอบลง | พบน้อย | 2-3 เดือน | ฉีดสารเติมเต็ม (filler) ปรับแต่ง |
ระคายเคืองเส้นประสาท | พบน้อยมาก | 1-2 เดือน | หายได้เองตามธรรมชาติ |
เคสของคนไข้อายุ 43 ปีเป็นตัวอย่างที่ดีมากเลยครับ
ตอนที่เธอเริ่มทำครั้งแรกจากที่อื่น เธอรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงมาก
จนต้องขอสั่งยุติกลางคันและเดินทางมาหาพวกเราที่คลินิกครับ
ทางคลินิกเลยจัดสแกนอัลตราซาวด์ดูมิติความหนาเพื่อแยกดีไซน์การใช้ระดับหัวทิป
และเพิ่มยาชาบล็อกเส้นประสาทเข้าไปด้วยตอนทำ
เธอบอกกลับมาทันทีหลังทำว่า "นี่มันคือเครื่องเดียวกันจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย"
ความคุ้มค่าของการรักษา ท้ายที่สุดแล้ว
มันตัดสินกันที่ "ระดับการพยาบาลแบบจัดสรรเฉพาะบุคคล" นี่แหละครับ

3 คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงของ ชูริงค์
Q1. หลังรับบริการ ชูริงค์ มาได้สัก 2-3 วันแล้ว
ตรงรอยยิ้มมุมปากรู้สึกตึง ๆ แปลก ๆ และขยับได้ไม่เต็มที่
อาการนี้จะเป็นไปถาวรเลยหรือเปล่าคะ?
A. คำถามยอดฮิตที่ถ้าผมไม่ตอบเคลียร์ ๆ
คนไข้หลายรายคงจะจิตตกกันอย่างแน่นอนเลย ขอขยายความตรงนี้ชัด ๆ นะครับ
แม้เชิงสถิติจะเคลมว่า อัตราการรบกวนระบบประสาทต่ำกว่า 0.1% ก็ตาม
แต่ในคลินิกจริง ๆ ผมเจอคนไข้ประเภทนี้เฉลี่ยเดือนละ 1-2 รายเลยล่ะครับ
จริง ๆ หายห่วงได้เลยครับ เพราะส่วนใหญ่จะฟื้นฟูกลับมาดีได้เองใน 1-2 เดือน
ถ้าเพิ่งทำเสร็จไม่เกิน 2 สัปดาห์ แนะนำให้สังเกตอาการไปก่อน
แต่ถ้าปล่อยผ่านมาเกินหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องรีบแจ้งคลินิกที่ไปทำให้ทราบ
เพื่อดำเนินการวิเคราะห์ตรวจเช็กเชิงลึกต่อไปนะครับ
โอกาสที่หน้าจะเกิดอาการอัมพาตครึ่งซีกแบบถาวรนั้น พบได้ยากและน้อยมากจริง ๆ ครับ
Q2. หากต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของ ชูริงค์
ก่อนเข้าเคลียร์เคส ต้องตรวจสอบสิ่งไหนบ้างครับ?
A. การตรวจสอบถามข้อมูลให้พร้อมก่อนรักษา
ดีกว่าต้องมาเสียใจนั่งแก้ปัญหาทีหลังเป็นร้อยเท่าตัวแน่นอนครับ
ให้ล็อกการวิเคราะห์โรงพยาบาลด้วย 3 ข้อหลักนี้ได้เลยครับ
มีโปรแกรมเช็กสแกนดูความหนาของชั้นผิวก่อนเริ่มยิงจริงไหม,
มีการเลือกปรับเปลี่ยนตลับหัวทิป (1.5, 3.0, 4.5mm) ตามความเหมาะสมแต่ละส่วนหรือไม่,
และมีออปชันสนับสนุนการลดความเจ็บ (ครีมยาชา, ฉีดยาชาเฉพาะจุด, การดมยาสลบ)
เพื่อรองรับตามระดับความเจ็บที่คนไข้ทนไหวหรือไม่
ในสถานที่ที่ขาดปัจจัย 3 ตัวนี้แล้วฝืนยิงหัว 4.5mm ซ้ำ ๆ
ความเสี่ยงกระทบต่อระบบประสาทอักเสบและอาการชาจะสูงขึ้นอย่างมากแน่นอนครับ
Q3. หลังรับบริการ ชูริงค์ แล้วรู้สึกว่า
เหมือนแก้มหรือขมับจะตอบยุบลงไป แบนี้จะฟื้นคืนรูปเดิมได้ไหมคะ?
A. นี่ยังคงเป็นอีกหนึ่งรายงานฟีดแบ็กท็อปฮิตที่ห้องตรวจของหมอเจออยู่ระยะหนึ่งครับ
เคสวัย 49 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็นิยามเคสดังกล่าวได้ชัดเจนดีที่สุดเลยครับ
คนไข้เล่าว่าเริ่มสังเกตเห็นรอยเว้าตอบบริเวณข้างโหนกแก้ม
ช่วงประมาณ 2 สัปดาห์หลังทำรายการกระชับใบหน้าเสร็จสิ้น
ผมวิเคราะห์ผลดู พบว่ามันเป็นผลพวงมาจากการใช้หัว 3.0mm
สัดส่วนพลังงานมากเกินความจำเป็น ในบริเวณที่เดิมไขมันใต้ผิวค่อนข้างบางมากอยู่แล้วครับ
แนะนำให้ปล่อยเวลาไปสักช่วง 2-3 เดือนเพื่อประเมินสถานะการคืนรูปธรรมชาติก่อนนะครับ
แต่หากยังแบนราบเหมือนเดิม วิธีแก้ง่าย ๆ คือจัดโปรแกรมฟิลเลอร์บาง ๆ เติมเข้าไป
ก็จะแก้ปัญหารูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างเนียนสนิทเลยละครับ
หากเพื่อน ๆ จะพกสิ่งสำคัญกลับไปคิดวันนี้เพียงสิ่งเดียว
— แนะนำให้เปลี่ยนจากการถามเรื่องจำนวนช็อตเยอะ ๆ เป็นคอยถามเจาะลึกว่า "มีการวางแผนกระจายหัวทิปแต่ละจุดอย่างไร" ดีกว่านะครับ
และในคอนเทนต์หัวข้อถัดไป
ผมจะมาเขียนขยายความแบบละเอียดว่า หากต้องการใช้หัว 4.5mm อย่างไรให้สมบูรณ์ปลอดภัยแบบเต็มร้อย
แล้วเวลาสแกนอัลตราซาวด์คุณหมอต้องตรวจเช็กวิเคราะห์รายละเอียดขั้นไหนบ้าง ฝากรอติดตามชมด้วยครับ
ด้วยรักและห่วงใยจาก หมอวี ยองจิน ครับ
หัวข้อแนะนำให้อ่านคู่กัน
ผลข้างเคียง ชูริงค์ กับ 3 เคสที่
เจอในคลินิกบ่อยที่สุด พร้อมระยะเวลาฟื้นตัว
โปรดศึกษาข้อมูลนี้ก่อนตัดสินใจทำนะครับ
Q. ผลข้างเคียงจาก ชูริงค์ เกิดจาก
ปัญหาของตัวเครื่องเองหรือเปล่าคะ?
A. ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องนะครับ
แต่มาจากการเลือกความลึกที่ผิดพลาดครับ
Q. ปกติแล้วผลข้างเคียงใช้เวลาฟื้นตัวนานแค่ไหนครับ?
A. อาการช้ำหรือบวมจะอยู่ที่ 3 ถึง 7 วัน
ส่วนการระคายเคืองเส้นประสาทอาจใช้เวลา 1 ถึง 2 เดือนเป็นอย่างต่ำครับ
สรุปสั้น ๆ ในบรรทัดเดียว
ผลข้างเคียงของ ชูริงค์ ส่วนใหญ่
เกิดจากการเลือกใช้ระดับความลึกที่ไม่เหมาะสมครับ
จุดเปลี่ยนสำคัญ
คือเรื่องที่ว่า มีการเปลี่ยนอุปกรณ์หัวทิป
ตามแต่ละบริเวณ (1.5, 3.0, 4.5 mm) หรือไม่
สิ่งที่จะชวนคุยวันนี้
ผลข้างเคียงแบบไหนที่พบบ่อย
และต้องใช้เวลากี่วันถึงจะฟื้นตัวดีขึ้น

ผลข้างเคียงของ ชูริงค์
อันไหนที่พบบ่อยที่สุดครับ?
เรียงตามลำดับความบ่อย: รอยช้ำและอาการบวม,
อาการเจ็บชั่วคราว และอันที่พบได้ยากคือการระคายเคืองเส้นประสาทครับ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่ค้นหาคำว่า "ผลข้างเคียง ชูริงค์" แล้วเข้ามาอ่านหน้านี้
ส่วนใหญ่ก็น่าจะจองคิวทำทรีตเมนต์กันไว้แล้ว
หรืออาจจะเป็นคนที่เพิ่งไปทำมาแล้วรู้สึกแปลก ๆ
เลยแวะเข้ามาเช็กข้อมูลกันใช่ไหมคะ?
เพราะเดี๋ยวนี้เวลามีรีวิวออกมาทีไร
มักจะเจอคำบ่นน่ากลัว ๆ อย่างเช่น "หน้าเบี้ยวไปเลย", "แก้มตอบใต้โหนกแก้มฮวบ",
หรือ "เจ็บเส้นประสาทไปเป็นเดือน"
ปะปนอยู่ด้วยเสมอเลย
แต่เรื่องนี้มีจุดดีอยู่อย่างนึงครับ
ผลข้างเคียงเกือบทั้งหมดเหล่านี้
ไม่ได้เกิดจากเครื่องไม่ได้มาตรฐาน
แต่เกิดจากผู้ทำเลือกระดับความลึกไม่ถูกต้องนั่นเองครับ
ชูริงค์ เป็นเทคโนโลยี HIFU ที่ใช้หัวทิป
ที่มีความลึกแตกต่างกัน 3 ระดับ ได้แก่ 1.5mm, 3.0mm, และ 4.5mm
เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณของใบหน้าครับ
ชั้นผิวหนังแท้ส่วนบน (1.5mm) ช่วยปรับสภาพผิว,
ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (3.0mm) ช่วยสลายไขมันส่วนเกิน,
ส่วนชั้น SMAS (4.5mm) จะมุ่งเป้าไปที่การยกกระชับครับ
ถ้าใช้หัวทิปแบบเดียวไปยิงทั่วหน้า
โอกาสเกิดผลข้างเคียงเรียกว่าแทบจะ 100% เลยล่ะครับ

เหตุผลที่ผลข้างเคียงของ ชูริงค์
เกิดจากการเลือกสีผิวและความลึกที่ไม่ตรงจุด
เพราะถ้าเรายิงหัว 4.5mm ลงไปบนกระดูกกรามที่ค่อนข้างบางตรง ๆ
พลังงานจะลงไปโดนเส้นประสาทโดยตรงนั่นเองครับ
Insight สำคัญจากคุณหมอวี ยองจิน
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ของ ชูริงค์
มาจากการประเมินและเลือกความลึกผิดพลาดครับ
การยิงหัว 4.5mm ลงบนกรอบหน้าที่ผิวบาง
อาจทำให้เกิดอาการเจ็บเส้นประสาทหรือใบหน้าชาชั่วคราวได้
การเปลี่ยนหัวทิปตามสัดส่วนพื้นที่ผิวจึงเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการป้องกันผลข้างเคียงครับ
จุดนี้ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของบทความนี้เลยนะครับ
ยิ่งขยับเข้าไปด้านในของกรอบกราม เส้นประสาทใบหน้า (Mandibular nerve)
จะวิ่งอยู่ตื้นขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
จุดโฟกัสของการยิงหัวทิป 4.5mm
ก็คือลงลึกไปที่ 4.5mm ตามหัวข้อเลยครับ
ทว่าในเคสของสาว ๆ ที่กระดูกกรามค่อนข้างบาง ระยะห่างจากผิวหน้าลงไปถึงกระดูก
บางทีก็ยังไม่ถึง 3mm ด้วยซ้ำครับ
พอเป็นแบบนี้แล้วถ้ายิงหัว 4.5mm ลงไปดื้อ ๆ
จุดพลังงานความร้อนก็จะกระแทกโดนกระดูก
หรือไปกระตุ้นเส้นประสาทที่อยู่บริเวณนั้นโดยตรงครับ
ทำให้หลังทำทันทีหรือถัดจากนั้นไม่กี่วัน
อาจจะมีอาการมุมปากข้างหนึ่งยกไม่ขึ้น
หรือเวลาบ้วนปากตอนแปรงฟันแล้วมีน้ำไหลซึมออกมานั่นเอง
ในเรื่องของความเจ็บปวดก็คล้ายกันครับ
สำหรับคนที่บอกว่า "ทำ ชูริงค์ เจ็บสุดใจ"
มักจะเป็นเคสที่ยัดเยียดหัว 4.5mm
เข้าไปในส่วนผิวที่ไม่จำเป็นต้องลงลึกถึงชั้น SMAS บ่อยครั้งมากครับ
หากจุดความร้อนระเบิดอยู่เหนือกล้ามเนื้อ
เวลาขยับหรือเกร็งกล้ามเนื้อส่วนนั้นก็จะรู้สึกปวดจี๊ด ๆ ขึ้นมาได้ครับ
แถมอาการปวดลึก ๆ แบบนี้ ยาชาแบบครีมก็ช่วยบรรเทาได้ไม่เต็มที่ด้วยครับ
ที่โรงพยาบาลของเรา (Beautystone) ก่อนรักษาจึงต้องใช้คลื่นอัลตราซาวด์สแกน
ตรวจเช็กความหนาของผิว ไขมัน และ SMAS เพื่อประเมินก่อน
จากนั้นค่อยเลือกปรับแต่งหัวทิปตามแต่ละตำแหน่งครับ
เช่น บริเวณใกล้กระดูกกรามด้านใน เราจะงดใช้หัว 4.5mm
แล้วเปลี่ยนมาเซ็ตเป็นหัว 3.0mm แทนเป็นต้นครับ
บอกตามตรงว่าเมื่อก่อนผมเองก็มองไม่เห็นแพทเทิร์นตรงนี้เช่นกันครับ
จนกระทั่งเคสของคนไข้วัย 49 ปีเมื่อเดือนที่แล้วทำให้ผมประทับใจมาก
เดิมทีเธอไปทำจากคลินิกอื่นมา
แล้วเจอปัญหามุมปากข้างหนึ่งขยับได้ไม่เป็นธรรมชาติมานานร่วมเดือน เลยแวะมาหาผม
เธอบอกว่า "ไม่ได้คาดหวังว่าจะรักษาหายเลย แค่อยากมาลองตรวจดูเฉย ๆ"
ตอนนั้นเธอพูดมาแบบนั้นเลยครับ
จากการตรวจด้วยระบบภาพอัลตราซาวด์สแกน
พบว่าความหนาตรงบริเวณกรอบกรามของเธอบางกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป
และยังมีร่องรอยของการฝืนยิงหัวทิป
4.5mm ลงไปในการรักษาก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่ด้วยครับ
ในตอนนั้นผมเลยสั่งระงับการจัดโปรแกรมยกกระชับเอาไว้ก่อน
แล้วจ่ายยาบำรุงฟื้นฟูเส้นประสาทพร้อมปล่อยให้เวลาช่วยรักษาตัวระบบไปเรื่อย ๆ
พอผ่านไป 3 สัปดาห์เธอกลับมาหาผมอีกครั้ง
อาการปากเบี้ยวไม่เท่ากันดีขึ้นจนแทบไม่เหลือเลย จนเธอเองยังตกใจ
และบอกสั้น ๆ ว่า "ไม่คิดว่าจะดีขึ้นเร็วขนาดนี้เลยล่ะค่ะ"
เธอบอกประโยคนี้กับผมด้วยรอยยิ้ม
ปกติแล้วการระคายเคืองเส้นประสาท หากได้รับการคลายแรงกดทับ
ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาสู่สภาวะปกติได้ภายในเวลา 1-2 เดือนครับ
สรุปประเด็นหลักโดย หมอวี ยองจิน
ผลข้างเคียงของ ชูริงค์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ปริมาณช็อตที่เยอะเกินไป"
แต่เป็นเพราะ "ความร้อนยิงลงไปผิดระดับชั้นผิวต่างหาก"
ก่อนรับการบริการ แนะนำให้ลองถามคุณหมอดูก่อนนะครับ
ว่าจะมีการวางแผนแบ่งสัดส่วนการใช้หัวทิปแต่ละจุดอย่างไรบ้าง
แต่ถ้าได้คำตอบว่า "ยิงหัว 4.5mm ทั่วหน้าเลยครับ"
อยากให้ลองกลับมาทบทวนหรือมองหาตัวเลือกที่อื่นดูอีกรอบดีกว่าครับ

อยากทำ ชูริงค์ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด คุ้มราคา
และไร้ผลข้างเคียงกวนใจ ควรเลือกคลินิกแบบไหนดี?
มากกว่าการเช็กเรทราคาที่ถูกแสนถูก
ขอให้ตรวจสอบก่อนว่ามีการใช้หน้าจออัลตราซาวด์สแกนและเปลี่ยนหัวทิปเฉพะเจาะจงหรือไม่นะครับ
หลายคนคุยเรื่องความคุ้มค่ากันบ่อย ๆ
พอเห็นป้ายโฆษณา 600 ช็อต ราคาหลักพันก็น่าสนใจขึ้นมาทันทีใช่ไหมคะ
แต่บอกเลยว่าถึงจะยิง 600 ช็อตเท่ากัน
ระหว่างคลินิกที่สาดหัว 4.5mm ใส่ให้ครบโดส
กับคลินิกที่กระจายการรักษาอย่างประณีตด้วยเคสต่อเคสผ่านขนาด 1.5, 3.0, และ 4.5
มันคือผลลัพธ์การดูแลผิวจากคนละโลกเลยครับ
แบบแรกจะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงเกิดเอฟเฟกต์ตามมา
ส่วนแบบหลังนั้นด้วยจำนวนช็อตเท่ากัน
แต่ปลอดภัยกว่าและเห็นผลลัพธ์ทวีคูณยิ่งขึ้นครับ
ดังนั้น ความคุ้มค่าที่แท้จริงเมื่อเทียบกับราคาจ่ายไป
ควรวัดที่ประเด็น "ความคุ้มครองความปลอดภัยแบบไม่เจ็บตัวเปล่า" จะดีที่สุดครับ
สำหรับคนไข้ที่กลัวเจ็บมาก ๆ ลำพังแค่แปะยาชาอย่างเดียวนั้น
มักจะทนความเจ็บจากการยิงหัว 4.5mm ไม่ไหวกันเยอะเลยครับ
ในกรณีนี้อาจจะเลือกปรึกษาหาทางบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุดเพิ่ม
หรือใช้บริการดมยาสลบแบบเบาควบคู่กันไปก็ได้เช่นกันครับ
แต่เนื่องจากการดมยาหลับจะมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มเติมเข้ามา
ลองเช็กรายละเอียดข้อมูลกับทางคลินิกก่อนนะครับ
ผลข้างเคียง | ความถี่ในการเจอ | ระยะเวลาฟื้นโต | การดูแลพยาบาล |
รอยแดง/บวม | ส่วนใหญ่ | 1-3 วัน | ประคบเย็น |
รอยช้ำ | 2-3 คน ใน 10 คน | 5-7 วัน | เฝ้าระวังอาการ |
เสียวฟันและกรามขณะเคี้ยว | 1-2 คน ใน 10 คน | 1-2 สัปดาห์ | ทานยาลดการอักเสบ |
แก้มบางจุดตอบลง | พบน้อย | 2-3 เดือน | ฉีดสารเติมเต็ม (filler) ปรับแต่ง |
ระคายเคืองเส้นประสาท | พบน้อยมาก | 1-2 เดือน | หายได้เองตามธรรมชาติ |
เคสของคนไข้อายุ 43 ปีเป็นตัวอย่างที่ดีมากเลยครับ
ตอนที่เธอเริ่มทำครั้งแรกจากที่อื่น เธอรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงมาก
จนต้องขอสั่งยุติกลางคันและเดินทางมาหาพวกเราที่คลินิกครับ
ทางคลินิกเลยจัดสแกนอัลตราซาวด์ดูมิติความหนาเพื่อแยกดีไซน์การใช้ระดับหัวทิป
และเพิ่มยาชาบล็อกเส้นประสาทเข้าไปด้วยตอนทำ
เธอบอกกลับมาทันทีหลังทำว่า "นี่มันคือเครื่องเดียวกันจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย"
ความคุ้มค่าของการรักษา ท้ายที่สุดแล้ว
มันตัดสินกันที่ "ระดับการพยาบาลแบบจัดสรรเฉพาะบุคคล" นี่แหละครับ

3 คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ ผลข้างเคียงของ ชูริงค์
Q1. หลังรับบริการ ชูริงค์ มาได้สัก 2-3 วันแล้ว
ตรงรอยยิ้มมุมปากรู้สึกตึง ๆ แปลก ๆ และขยับได้ไม่เต็มที่
อาการนี้จะเป็นไปถาวรเลยหรือเปล่าคะ?
A. คำถามยอดฮิตที่ถ้าผมไม่ตอบเคลียร์ ๆ
คนไข้หลายรายคงจะจิตตกกันอย่างแน่นอนเลย ขอขยายความตรงนี้ชัด ๆ นะครับ
แม้เชิงสถิติจะเคลมว่า อัตราการรบกวนระบบประสาทต่ำกว่า 0.1% ก็ตาม
แต่ในคลินิกจริง ๆ ผมเจอคนไข้ประเภทนี้เฉลี่ยเดือนละ 1-2 รายเลยล่ะครับ
จริง ๆ หายห่วงได้เลยครับ เพราะส่วนใหญ่จะฟื้นฟูกลับมาดีได้เองใน 1-2 เดือน
ถ้าเพิ่งทำเสร็จไม่เกิน 2 สัปดาห์ แนะนำให้สังเกตอาการไปก่อน
แต่ถ้าปล่อยผ่านมาเกินหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องรีบแจ้งคลินิกที่ไปทำให้ทราบ
เพื่อดำเนินการวิเคราะห์ตรวจเช็กเชิงลึกต่อไปนะครับ
โอกาสที่หน้าจะเกิดอาการอัมพาตครึ่งซีกแบบถาวรนั้น พบได้ยากและน้อยมากจริง ๆ ครับ
Q2. หากต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของ ชูริงค์
ก่อนเข้าเคลียร์เคส ต้องตรวจสอบสิ่งไหนบ้างครับ?
A. การตรวจสอบถามข้อมูลให้พร้อมก่อนรักษา
ดีกว่าต้องมาเสียใจนั่งแก้ปัญหาทีหลังเป็นร้อยเท่าตัวแน่นอนครับ
ให้ล็อกการวิเคราะห์โรงพยาบาลด้วย 3 ข้อหลักนี้ได้เลยครับ
มีโปรแกรมเช็กสแกนดูความหนาของชั้นผิวก่อนเริ่มยิงจริงไหม,
มีการเลือกปรับเปลี่ยนตลับหัวทิป (1.5, 3.0, 4.5mm) ตามความเหมาะสมแต่ละส่วนหรือไม่,
และมีออปชันสนับสนุนการลดความเจ็บ (ครีมยาชา, ฉีดยาชาเฉพาะจุด, การดมยาสลบ)
เพื่อรองรับตามระดับความเจ็บที่คนไข้ทนไหวหรือไม่
ในสถานที่ที่ขาดปัจจัย 3 ตัวนี้แล้วฝืนยิงหัว 4.5mm ซ้ำ ๆ
ความเสี่ยงกระทบต่อระบบประสาทอักเสบและอาการชาจะสูงขึ้นอย่างมากแน่นอนครับ
Q3. หลังรับบริการ ชูริงค์ แล้วรู้สึกว่า
เหมือนแก้มหรือขมับจะตอบยุบลงไป แบนี้จะฟื้นคืนรูปเดิมได้ไหมคะ?
A. นี่ยังคงเป็นอีกหนึ่งรายงานฟีดแบ็กท็อปฮิตที่ห้องตรวจของหมอเจออยู่ระยะหนึ่งครับ
เคสวัย 49 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็นิยามเคสดังกล่าวได้ชัดเจนดีที่สุดเลยครับ
คนไข้เล่าว่าเริ่มสังเกตเห็นรอยเว้าตอบบริเวณข้างโหนกแก้ม
ช่วงประมาณ 2 สัปดาห์หลังทำรายการกระชับใบหน้าเสร็จสิ้น
ผมวิเคราะห์ผลดู พบว่ามันเป็นผลพวงมาจากการใช้หัว 3.0mm
สัดส่วนพลังงานมากเกินความจำเป็น ในบริเวณที่เดิมไขมันใต้ผิวค่อนข้างบางมากอยู่แล้วครับ
แนะนำให้ปล่อยเวลาไปสักช่วง 2-3 เดือนเพื่อประเมินสถานะการคืนรูปธรรมชาติก่อนนะครับ
แต่หากยังแบนราบเหมือนเดิม วิธีแก้ง่าย ๆ คือจัดโปรแกรมฟิลเลอร์บาง ๆ เติมเข้าไป
ก็จะแก้ปัญหารูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างเนียนสนิทเลยละครับ
หากเพื่อน ๆ จะพกสิ่งสำคัญกลับไปคิดวันนี้เพียงสิ่งเดียว
— แนะนำให้เปลี่ยนจากการถามเรื่องจำนวนช็อตเยอะ ๆ เป็นคอยถามเจาะลึกว่า "มีการวางแผนกระจายหัวทิปแต่ละจุดอย่างไร" ดีกว่านะครับ
และในคอนเทนต์หัวข้อถัดไป
ผมจะมาเขียนขยายความแบบละเอียดว่า หากต้องการใช้หัว 4.5mm อย่างไรให้สมบูรณ์ปลอดภัยแบบเต็มร้อย
แล้วเวลาสแกนอัลตราซาวด์คุณหมอต้องตรวจเช็กวิเคราะห์รายละเอียดขั้นไหนบ้าง ฝากรอติดตามชมด้วยครับ
ด้วยรักและห่วงใยจาก หมอวี ยองจิน ครับ
หัวข้อแนะนำให้อ่านคู่กัน
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ
จองคิว Potenza แล้ว ต้องหยุดเรตินอลกับแว็กซ์ก่อนกี่วัน
ก่อนทำ Potenza ควรวางมือจากเรตินอล กรดผลัดเซลล์ผิว การแว็กซ์ และผลิตภัณฑ์ทาผิวสีแทนล่วงหน้ากี่วัน รวมกรอบเวลานับถอยหลังและสิ่งที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนถึงคิว

ยกกระชับ
มีงานสำคัญต้องถ่ายรูป ควรทำ Oligio X ล่วงหน้ากี่สัปดาห์?
วางแผนทำ Oligio X ก่อนวันงานหรือวันถ่ายรูป ควรนับถอยหลังกี่สัปดาห์ถึงจะพอดี ชวนดูไทม์ไลน์หลังทำแต่ละช่วง พร้อมข้อควรระวังและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

ผิว
여름 지나 스킨부스터, 언제 시작하면 좋을까요
지금 피부가 회복 모드인지 자극 모드인지로 스킨부스터 시작 시점을 판단하는 방법과 상담 전 자가 점검 항목을 정리했어요.

ผิว
샤워와 세안 물 온도, 어느 정도가 좋을까요
뜨거운 물이 피지막에 어떻게 작용하는지부터 손등으로 미온수를 가늠하는 방법까지, 매일 반복되는 씻기 습관을 순서대로 정리했어요.

ยกกระชับ
ร่องแก้มและมุมปากตก Sofwave ช่วยได้แค่ไหน เช็กก่อนตัดสินใจ
เงาร่องแก้มและมุมปากอาจมาจากผิวหย่อนหรือวอลลุ่มที่ลดลง บทความนี้อธิบายว่า Sofwave ลงลึกถึงชั้นไหน คาดหวังอะไรได้ที่กลางใบหน้า และเมื่อไหร่ควรเลือกฟิลเลอร์ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ขมับยุบฉีด Sculptra ต้องแบ่งกี่ครั้ง เว้นระยะเท่าไหร่ถึงพอดี
ขมับยุบไม่ได้มาจากการผอมลงอย่างเดียว บทความนี้อธิบายว่าทำไม Sculptra ถึงต้องแบ่งฉีดหลายครั้ง เว้นระยะกี่สัปดาห์ และระหว่างรอควรสังเกตอะไรก่อนตัดสินใจ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



