• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Shurink อันตรายไหม? ชา หน้าแฟบ ฟื้นตัวกี่วัน

Shurink อันตรายไหม? ชา หน้าแฟบ ฟื้นตัวกี่วัน

Shurink อันตรายไหม? ชา หน้าแฟบ ฟื้นตัวกี่วัน

ผลข้างเคียง Shurink ที่เจอจริง บวม ช้ำ ชา หน้าแฟบ ฟื้นตัวกี่วัน ควรถามอะไรก่อนจอง

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

→

Shurink อันตรายไหม? อาการชา หน้าแฟบ เจ็บ กี่วันถึงหาย

เคยไหมคะ เพิ่งทำ Shurink มาได้สองสามวัน แล้วรู้สึกว่ามุมปากข้างหนึ่งขยับไม่เท่าเดิม กดแก้มทีไรก็เจ็บตุ๊บ ๆ หรือส่องกระจกแล้วเห็นรอยช้ำจาง ๆ โผล่ขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ พอลองเสิร์ชหาข้อมูลก็ยิ่งใจไม่ดี เพราะรีวิวที่เจอมีตั้งแต่ชาไปเป็นเดือน ไปจนถึงหน้าแฟบลงข้างหนึ่ง ปนกันไปหมดจนแยกไม่ออกว่าอาการของตัวเองคือเรื่องปกติที่เดี๋ยวก็หาย หรือเป็นสัญญาณที่ควรรีบกลับไปหาคุณหมอกันแน่

จริง ๆ แล้วผลข้างเคียงของ Shurink ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวเครื่องมีปัญหา แต่มาจากการเลือกความลึกของหัวทิปไม่ตรงกับโครงหน้าของแต่ละคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเมินได้ตั้งแต่ก่อนขึ้นเตียง และเป็นสิ่งที่การดูแลตัวเองที่บ้านช่วยไม่ได้ ต้องอาศัยการวางแผนของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้น บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปไล่ดูทีละอาการว่าอะไรคือปฏิกิริยาปกติ อะไรคือสัญญาณเตือน แต่ละอาการใช้เวลาฟื้นตัวประมาณกี่วัน และก่อนจองคิวควรถามคลินิกว่าอะไรบ้าง เพื่อให้ตัดสินใจได้สบายใจขึ้นค่ะ

 

หลังทำ Shurink อาการแบบไหนคือปกติ แบบไหนควรรีบกลับไปหาหมอ?

ตอบสั้น ๆ ก่อนว่า รอยแดง บวมเล็กน้อย และความรู้สึกตึง ๆ คล้ายโดนแดดในช่วง 1-3 วันแรก ถือเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ทั่วไปหลังทำ Shurink ส่วนอาการที่ควรรีบติดต่อกลับไปที่คลินิก คือ ชาเป็นบริเวณกว้างที่ไม่ดีขึ้นเลย ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างไม่เท่ากัน บวมข้างเดียวที่แย่ลงเรื่อย ๆ หรือปวดมากขึ้นหลังผ่านไปแล้ว 3 วัน สองกลุ่มนี้ต่างกันตรงทิศทางของอาการ กลุ่มแรกจะค่อย ๆ ทุเลาลงทุกวัน ส่วนกลุ่มหลังจะนิ่งอยู่กับที่หรือแย่ลง

เหตุผลที่ผิวมีปฏิกิริยาในช่วงแรก เพราะพลังงานอัลตราซาวด์ของ Shurink จะสร้างจุดความร้อนเล็ก ๆ ในชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ร่างกายจึงตอบสนองคล้ายกับตอนซ่อมแซมรอยเล็ก ๆ คือมีบวมแดงนำมาก่อน แล้วค่อย ๆ ยุบลงเมื่อกระบวนการซ่อมแซมเดินหน้า อาการกลุ่มนี้มักหายได้เองภายใน 1-3 วัน โดยไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ นอกจากประคบเย็นสั้น ๆ และกันแดดให้ดี

เปรียบเทียบอาการบวมแดงที่พบได้ทั่วไปหลังทำ Shurink กับสัญญาณผิดปกติที่ควรกลับไปพบแพทย์

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ตารางด้านล่างสรุปอาการที่พบบ่อยในห้องตรวจ พร้อมระยะเวลาฟื้นตัวโดยประมาณและการดูแลเบื้องต้น จะได้ใช้เทียบกับอาการที่กำลังเป็นอยู่ได้ทันทีว่ายังอยู่ในกรอบเวลาปกติหรือเริ่มนานเกินไปแล้ว

อาการ

พบบ่อยแค่ไหน

ระยะฟื้นตัวโดยประมาณ

การดูแลเบื้องต้น

รอยแดงและบวมเล็กน้อย

พบได้บ่อยที่สุด

1-3 วัน

ประคบเย็นสั้น ๆ และกันแดด

รอยช้ำ

ประมาณ 2-3 ใน 10 คน

5-7 วัน

สังเกตอาการ เลี่ยงการนวดกดคลึงแรง ๆ

เจ็บเสียว ๆ เวลาเคี้ยว

ประมาณ 1-2 ใน 10 คน

1-2 สัปดาห์

เลี่ยงอาหารเหนียวแข็ง และปรึกษาแพทย์เรื่องยาลดอักเสบ

ผิวดูยุบเป็นหย่อมเล็ก ๆ

พบได้น้อย

2-3 เดือน

รอให้ฟื้นตัวเอง ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยประเมินการเติมฟิลเลอร์

ระคายเคืองเส้นประสาท เช่น มุมปากขยับไม่เท่ากัน

พบได้น้อยมาก

1-2 เดือน

แจ้งคลินิกที่ทำเพื่อบันทึกและติดตามอาการ

ตัวเลขในตารางเป็นค่าประมาณจากการติดตามอาการในห้องตรวจ ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง ปริมาณช็อตที่ใช้ และการดูแลตัวเองหลังทำ บางคนแทบไม่มีอะไรให้สังเกตเลย ขณะที่บางคนช้ำง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เห็นรอยชัดกว่าคนอื่น

ส่วนสัญญาณด้านล่างนี้คือกลุ่มที่ไม่ควรรอดูเองที่บ้าน เพราะยิ่งแจ้งเร็ว แพทย์ยิ่งติดตามและวางแผนดูแลได้ละเอียดขึ้น

  • ชาหรือรู้สึกคล้ายไฟช็อตเป็นบริเวณกว้าง และไม่ดีขึ้นเลยหลังผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์

  • ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างไม่เท่ากัน หรือดื่มน้ำแล้วน้ำไหลออกมุมปาก

  • บวมข้างเดียวที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับผิวแดงและร้อนผิดปกติ

  • ปวดที่รุนแรงขึ้นหลังวันที่ 3 แทนที่จะค่อย ๆ ทุเลาลง

  • มีตุ่มน้ำ แผลถลอก หรือรอยไหม้บนผิวบริเวณที่ยิง

หากมีอาการผิดปกติในกลุ่มนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที และไม่ควรซื้อยามาทาหรือรับประทานเอง เพราะอาจทำให้ประเมินอาการยากขึ้น การกลับไปที่คลินิกเดิมมีข้อดีคือแพทย์มีบันทึกอยู่แล้วว่าวันนั้นใช้หัวทิปอะไร ยิงไปกี่ช็อต และลงบริเวณไหนบ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญมากในการติดตามอาการและวางแผนครั้งถัดไป

 

ทำไมผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวเครื่อง แต่มาจากความลึกที่เลือก?

คำตอบตรง ๆ คือ เพราะพลังงานถูกยิงลงไปผิดชั้นผิว ไม่ใช่เพราะเครื่องมีปัญหา Shurink เป็นเครื่องในกลุ่ม HIFU (High Intensity Focused Ultrasound) ที่ทำงานด้วยการรวมคลื่นเสียงความถี่สูงให้ไปโฟกัสเป็นจุดเล็ก ๆ ในชั้นผิวที่กำหนดไว้ และเปลี่ยนหัวทิปได้ตามความลึกที่ต้องการ ความลึกที่ใช้บ่อยมีสามระดับ ซึ่งแต่ละระดับทำงานคนละหน้าที่กันเลย

หัวทิป

ชั้นที่พลังงานลงไป

เป้าหมายหลัก

1.5 มม.

ชั้นหนังแท้ระดับตื้น

ปรับผิวให้เรียบเนียนและดูผิวแน่นขึ้น

3.0 มม.

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

จัดการไขมันเฉพาะจุดให้กรอบหน้าดูคมขึ้น

4.5 มม.

ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)

ยกกระชับที่ชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงตอนทำเฟซลิฟต์

พูดง่าย ๆ คือ พลังงานของ Shurink ไม่ได้แผ่กระจายทั่วหน้าเหมือนแสงไฟในห้อง แต่รวมตัวเป็นจุดโฟกัสเล็ก ๆ คล้ายเอาแว่นขยายรวมแสงแดดให้ไปตกที่จุดเดียว ถ้าจุดโฟกัสนั้นตกลงบนชั้นที่ตั้งใจไว้ ก็ได้คอลลาเจนใหม่ตามเป้าหมาย แต่ถ้าตกผิดชั้น เช่น ลงไปใกล้กระดูกหรือใกล้ทางเดินของเส้นประสาทมากเกินไป ผลที่ได้ก็เปลี่ยนจากความกระชับกลายเป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์แทน

ภาพอธิบายความลึกของหัวทิป Shurink ระดับ 1.5, 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตร ที่ลงไปคนละชั้นผิว

จุดที่ต้องระวังมากที่สุดคือแนวกรามด้านใน ยิ่งขยับเข้าไปทางคาง แขนงของเส้นประสาทที่ควบคุมการขยับมุมปากจะเดินตื้นขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันบางคนมีกระดูกกรามค่อนข้างบาง ระยะจากผิวถึงกระดูกไม่ถึง 3 มิลลิเมตรด้วยซ้ำ ถ้ายิงหัว 4.5 มม. ลงตรงนั้นแบบไม่ปรับอะไรเลย จุดโฟกัสอาจไปตกชิดกระดูกหรือรบกวนทางเดินของเส้นประสาท จึงกลายเป็นที่มาของอาการมุมปากข้างหนึ่งยกไม่ขึ้น หรือบ้วนปากแล้วน้ำไหล ในช่วงไม่กี่วันหลังทำ

ความเจ็บก็มาจากเหตุผลเดียวกัน หลายคนที่บอกว่า Shurink เจ็บจนแทบทนไม่ไหว มักเป็นเคสที่ยิงหัว 4.5 มม. ลงในบริเวณที่ไม่ได้ต้องการยกชั้น SMAS ตั้งแต่แรก เมื่อจุดความร้อนเกิดขึ้นเหนือกล้ามเนื้อ เวลาขยับกล้ามเนื้อมัดนั้นก็จะรู้สึกเสียว ๆ ตามมาอีกหลายวัน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ยาชาแบบทาช่วยกลบได้ไม่มากนัก เพราะต้นเหตุอยู่ลึกกว่าชั้นที่ยาชาซึมลงไปถึง

ที่ Beautystone Clinic แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสแกนอัลตราซาวด์ดูความหนาของผิว ชั้นไขมัน และชั้น SMAS ก่อน แล้วค่อยวางแผนว่าโซนไหนควรใช้หัวทิปอะไร บริเวณแนวกรามด้านในที่กระดูกบาง มักเปลี่ยนจาก 4.5 มม. มาเป็น 3.0 มม. แทน เพื่อลดโอกาสรบกวนเส้นประสาท ทั้งนี้จำนวนช็อตและการเลือกหัวทิปเป็นสิ่งที่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล เพราะโครงหน้าและความหนาของผิวแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย

สิ่งที่อยากให้จำจากหัวข้อนี้คือ ผลข้างเคียงมักไม่ได้เกิดจากการยิงเยอะเกินไป แต่เกิดจากการยิงผิดชั้นมากกว่า การถามว่าคลินิกวางแผนแบ่งหัวทิปตามโซนอย่างไร จึงบอกอะไรได้มากกว่าการถามแค่จำนวนช็อตเพียงอย่างเดียว

 

Shurink เจ็บมากไหม แล้วมีวิธีลดความเจ็บแบบไหนบ้าง?

ตอบตามตรงว่ามีความรู้สึกเจ็บได้จริง โดยเฉพาะแนวกราม หน้าผาก และบริเวณที่ผิวบางแนบกระดูก แต่ระดับความเจ็บต่างกันมากในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมัน ความลึกที่ใช้ และความไวต่อความรู้สึกของแต่ละคน คำว่าทนได้สบายกับทนแทบไม่ไหว จึงเกิดขึ้นกับเครื่องรุ่นเดียวกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก

ลักษณะความรู้สึกที่หลายคนเล่าตรงกันคือ ร้อนแปลบเป็นจังหวะสั้น ๆ ตามการยิงแต่ละช็อต และรู้สึกร้าวลึกกว่าปกติเวลาลงหัว 4.5 มม. เพราะพลังงานไปโฟกัสที่ชั้นลึกสุด ส่วนหัว 1.5 มม. มักรู้สึกแค่จี๊ด ๆ ที่ผิวด้านบนเท่านั้น ถ้ารู้ตรงนี้ไว้ก่อน เวลาคุยกับแพทย์ก็บอกได้ชัดขึ้นว่าเจ็บช่วงไหนของการทำ

ตัวเลือกที่ช่วยลดความเจ็บมีหลายระดับ และเลือกร่วมกันได้ตามความไวของแต่ละคน

  • ยาชาแบบทา : ทาทิ้งไว้ก่อนทำประมาณ 30-60 นาที ช่วยลดความรู้สึกที่ผิวชั้นตื้น เหมาะกับคนที่ทนความเจ็บได้ระดับปานกลาง

  • ยาชาเฉพาะจุดหรือการบล็อกเส้นประสาท : ช่วยได้มากในโซนที่ต้องลงชั้นลึก โดยแพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

  • การให้ยาคลายกังวลหรือทำภายใต้การนอนหลับ : มีค่าใช้จ่ายเพิ่มและต้องประเมินความพร้อมของร่างกายก่อน ควรสอบถามรายละเอียดตั้งแต่วันปรึกษา

  • การซอยเป็นรอบย่อย : ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้แบ่งจำนวนช็อตออกเป็นครั้งย่อย แทนที่จะยิงรวดเดียวจนต้องหยุดกลางคัน

อีกเรื่องที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือ ยิ่งยิงเยอะยิ่งได้ผลเยอะ ในความเป็นจริง 600 ช็อตที่กระจายตามโซนอย่างเหมาะสม กับ 600 ช็อตที่สาดหัว 4.5 มม. ทั่วหน้า ให้ประสบการณ์คนละแบบกันเลย แบบแรกมักเจ็บน้อยกว่าและมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า ขณะที่แบบหลังเพิ่มทั้งความเจ็บและความเสี่ยง โดยไม่ได้แลกมากับผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอไป

เรื่องความคุ้มค่าก็เกี่ยวกันโดยตรง ราคาของ Shurink ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและบริเวณที่ทำเป็นหลัก ยิ่งจำนวนช็อตมากขึ้น ราคาต่อช็อตก็มักคุ้มขึ้น แต่ราคาที่ถูกกว่าไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่าเสมอไป เพราะถ้าต้องตามแก้อาการหรือรอให้หายเป็นเดือน ต้นทุนจริงก็สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ราคาที่คลินิกในกรุงโซลอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามโปรแกรมและช่วงเวลา แนะนำให้สอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจ

สำหรับคนที่เคยหยุดกลางคันเพราะเจ็บเกินไป ไม่ได้แปลว่าจะทำ Shurink ไม่ได้อีกเลย ส่วนใหญ่พอปรับแผนความลึกใหม่และเพิ่มตัวเลือกยาชาให้เหมาะกับความไวของแต่ละคน ก็มักทำจนจบโปรแกรมได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนทุกครั้ง และเล่าประสบการณ์ครั้งก่อนให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จำได้ ทั้งจุดที่เจ็บและช่วงที่รู้สึกทนไม่ไหว

 

ชา มุมปากไม่เท่ากัน หน้าแฟบ กี่วันหาย และดูแลตัวเองยังไงระหว่างรอ?

โดยทั่วไปอาการช้ำและบวมมักหายภายใน 3-7 วัน อาการเสียวเวลาเคี้ยวมักดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนการระคายเคืองเส้นประสาทอย่างมุมปากขยับไม่เท่ากัน มักค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติภายใน 1-2 เดือนเมื่อการกดทับคลายตัวลง ส่วนผิวที่ดูยุบเป็นหย่อมมักใช้เวลานานกว่าเพื่อน คือราว 2-3 เดือน

ไทม์ไลน์คร่าว ๆ ด้านล่างช่วยให้รู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนของการฟื้นตัว และจุดไหนที่ควรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งคลินิก

  1. 24 ชั่วโมงแรก : ผิวแดง อุ่น และตึงคล้ายโดนแดด ประคบเย็นเป็นช่วงสั้น ๆ ได้ และงดผลิตภัณฑ์ที่ระคายผิว

  2. วันที่ 2-3 : อาการบวมมักเริ่มยุบ ขณะที่รอยช้ำอาจเพิ่งขึ้นชัดในช่วงนี้ ซึ่งยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พบได้

  3. วันที่ 5-7 : รอยช้ำมักจางลงจนแต่งหน้ากลบได้ ความรู้สึกตึงเริ่มลดลงอย่างชัดเจน

  4. สัปดาห์ที่ 2 : ถ้ายังมีอาการชาหรือมุมปากไม่เท่ากัน ควรแจ้งคลินิกที่ทำเพื่อบันทึกและติดตามอาการ

  5. เดือนที่ 1-2 : อาการทางเส้นประสาทส่วนใหญ่มักทยอยกลับมาเป็นปกติ ระหว่างนี้แพทย์อาจพิจารณายาช่วยและนัดติดตามเป็นระยะ

  6. เดือนที่ 2-3 : ถ้าผิวยังดูยุบเป็นหย่อม ค่อยประเมินร่วมกับแพทย์ว่าจะเติมฟิลเลอร์ปรับให้ดูกลมกลืนขึ้นหรือไม่

ไทม์ไลน์การฟื้นตัวหลังทำ Shurink ตั้งแต่วันแรกจนถึงเดือนที่สาม

เรื่องหน้าแฟบเป็นคำถามที่เจอบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ กลไกคือหัว 3.0 มม. ทำงานที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ถ้าลงในคนที่ไขมันชั้นนั้นบางอยู่แล้ว หรือลงซ้ำจุดเดิมมากเกินไป ผิวบริเวณนั้นอาจดูยุบลงเล็กน้อยหลังผ่านไปราวสองสัปดาห์ ซึ่งมักเห็นชัดที่ข้างแก้มหรือใต้โหนกแก้ม ส่วนใหญ่ค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 2-3 เดือน และถ้ายังไม่กลับมา การเติมฟิลเลอร์แบบบาง ๆ มักช่วยปรับให้ดูกลมกลืนได้ ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินก่อนว่าเหมาะกับการเติมเลย หรือควรรอดูอาการต่ออีกสักระยะ

ระหว่างรอให้ผิวฟื้นตัว การดูแลตัวเองที่บ้านช่วยลดโอกาสที่อาการจะลากยาวได้พอสมควร

  • ประคบเย็นเป็นช่วงสั้น ๆ ใน 1-2 วันแรก ไม่กดแรงและไม่ประคบต่อเนื่องนานเกินไป

  • ทากันแดดทุกวัน เพราะผิวช่วงนี้ไวต่อแสงมากกว่าปกติ

  • งดซาวน่า ห้องอบไอน้ำ และการออกกำลังกายหนัก ประมาณ 2-3 วัน

  • งดนวดหน้าแรง ๆ กดคลึง หรือใช้เครื่องนวดหน้าในสัปดาห์แรก

  • งดแอลกอฮอล์ในช่วง 1-2 วันแรก เพราะอาจทำให้บวมและช้ำนานขึ้น

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้พอ และเลี่ยงอาหารเหนียวแข็งถ้ามีอาการเสียวตอนเคี้ยว

สิ่งที่ไม่แนะนำคือการรอเงียบ ๆ อยู่คนเดียวจนครบเดือน เพราะข้อมูลอาการในช่วงสองสัปดาห์แรกมีประโยชน์มากต่อการวางแผนครั้งถัดไป เช่น ควรลดความลึกที่โซนไหน หรือควรเว้นบริเวณใดไว้ก่อน ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 

สรุป 3 ข้อที่ควรถามก่อนจอง และใครที่ยังไม่ควรทำ Shurink

สรุปสั้น ๆ จากทั้งบทความ ผลข้างเคียงของ Shurink ส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวอย่างแดง บวม และช้ำ ที่มักหายได้เองในไม่กี่วัน ส่วนอาการที่หลายคนกังวลมากอย่างชาหรือมุมปากไม่เท่ากัน พบได้น้อยกว่ามาก และมักสัมพันธ์กับการเลือกความลึกไม่ตรงกับโครงหน้า มากกว่าจำนวนช็อตที่ยิง การเตรียมตัวที่ดีจึงเริ่มตั้งแต่วันปรึกษา ไม่ใช่วันที่ขึ้นเตียง

ถ้าจะจำอะไรกลับไปแค่อย่างเดียว ให้จำสามคำถามนี้ไว้ถามในวันปรึกษา

  1. ก่อนทำมีการสแกนอัลตราซาวด์หรือประเมินความหนาของผิวและชั้นไขมันไหม

  2. แผนการทำจะแบ่งหัวทิป 1.5, 3.0 และ 4.5 มม. ตามโซนอย่างไร และโซนแนวกรามด้านในจะจัดการแบบไหน

  3. มีตัวเลือกลดความเจ็บแบบใดบ้าง และถ้าระหว่างทำรู้สึกเจ็บเกินไปจะปรับแผนอย่างไร

ถ้าคำตอบที่ได้คือยิงหัว 4.5 มม. เหมือนกันหมดทั้งหน้าโดยไม่มีการประเมินก่อน ก็ถือเป็นสัญญาณให้ชะลอการตัดสินใจไว้ก่อน แล้วขอความเห็นที่สองจากที่อื่นเพิ่มก็ได้ การถามตรง ๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท และเป็นสิทธิ์ของคนไข้ทุกคน

นอกจากนี้ยังมีบางกลุ่มที่ควรเลื่อนไว้ก่อน หรือควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจ

  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

  • มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังอยู่ในร่างกาย

  • มีการติดเชื้อที่ผิว แผลเปิด หรือสิวอักเสบรุนแรงบริเวณที่จะทำ

  • เพิ่งฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมบริเวณเดียวกันมาไม่นาน ควรแจ้งแพทย์เพื่อเว้นระยะให้เหมาะสม

  • มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด รวมถึงยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง

  • มีประวัติเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ง่าย

  • มีโรคผิวหนังที่กำลังกำเริบอยู่บริเวณใบหน้า

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ และถ้ามีอาการผิดปกติหลังทำ ไม่ควรดูแลรักษาด้วยตัวเอง ควรกลับไปพบแพทย์ที่ทำให้ก่อนเสมอ หากคุณกำลังกังวลว่าอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้คือเรื่องปกติหรือสัญญาณเตือน แอด LINE เข้ามาเล่าอาการให้คุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ช่วยดูให้ก่อนได้นะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

คำถามที่พบบ่อย

ทำ Shurink แล้วมุมปากยิ้มไม่เท่ากัน จะกลับมาเป็นปกติไหม?

ส่วนใหญ่กลับมาเป็นปกติได้ค่ะ อาการนี้มักเกิดจากการระคายเคืองของเส้นประสาทที่ควบคุมการขยับมุมปาก และมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 เดือนเมื่อการกดทับคลายตัว ถ้าอยู่ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ให้สังเกตอาการและถ่ายรูปเปรียบเทียบไว้เป็นระยะ แต่ถ้าเกินหนึ่งเดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรกลับไปแจ้งคลินิกที่ทำเพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง กรณีที่ไม่กลับมาเป็นปกติเลยพบได้น้อยมากนะคะ

Shurink เจ็บไหม ต้องใช้ยาชาแบบไหนถึงจะทำจนจบได้?

มีความรู้สึกเจ็บได้ โดยเฉพาะตอนลงหัว 4.5 มม. บริเวณกรามและหน้าผากค่ะ คนส่วนใหญ่ใช้ยาชาแบบทาก่อนทำก็มักผ่านไปได้ แต่ถ้าเคยเจ็บจนต้องหยุดกลางคัน แนะนำให้เล่าให้แพทย์ฟังตั้งแต่วันปรึกษา เพื่อพิจารณายาชาเฉพาะจุดหรือทางเลือกอื่นเพิ่มเติม รวมถึงการแบ่งทำเป็นรอบย่อย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลนะคะ

ทำ Shurink ซ้ำได้บ่อยแค่ไหน ถ้าทำถี่เกินไปจะเสี่ยงผลข้างเคียงมากขึ้นไหม?

โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นระยะเพื่อรอให้คอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นทำงานเต็มที่ก่อน สำหรับการทำเต็มหน้ามักเว้นราว 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและแผนการดูแลของแต่ละคนค่ะ การทำถี่เกินไปโดยเฉพาะการลงชั้นลึกซ้ำจุดเดิม อาจเพิ่มโอกาสเกิดอาการเจ็บและผิวดูยุบเป็นหย่อมได้ ระยะห่างที่เหมาะสมจึงควรให้แพทย์ประเมินจากผิวจริงนะคะ

Shurink เหมาะกับใคร และใครที่ควรเลี่ยงไปก่อน?

เหมาะกับคนที่เริ่มรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเท่าเดิม ผิวไม่แน่นเหมือนก่อน แต่ยังไม่อยากผ่าตัดค่ะ ส่วนกลุ่มที่ควรเลื่อนไว้ก่อนคือ กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์ฝังในร่างกาย มีการติดเชื้อหรือแผลอักเสบบริเวณที่จะทำ รวมถึงคนที่เพิ่งทำหัตถการอื่นบริเวณเดียวกันมาไม่นาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนเสมอนะคะ

คอนเทนต์

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด