โบท็อกซ์ลดเหนียง: ทำไมต้องดูต่อมน้ำลายก่อนดูดไขมัน
โบท็อกซ์ลดเหนียง: ทำไมต้องดูต่อมน้ำลายก่อนดูดไขมัน
โบท็อกซ์ลดเหนียง: ทำไมต้องดูต่อมน้ำลายก่อนดูดไขมัน
สนใจโบท็อกซ์ลดเหนียง? เช็กก่อนว่าเป็นไขมันหรือต่อมน้ำลายโต ถ้าเป็นต่อม โบท็อกซ์ 20–40U คือคำตอบ

โบท็อกซ์เหนียง (Double Chin Botox),
ทำไมต้องเช็กต่อมน้ำลายก่อนดูดไขมัน?
บ่ายวันพุธที่แล้ว มีคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่ง
ช่วงอายุประมาณ 20 ปีกลางๆ หุ่นเพรียวบาง เข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจค่ะ
"คุณหมอคะ หนูไม่ได้อ้วนขึ้นเลยนะ
แต่รู้สึกว่าใต้คางมันหนาขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ
หนูไปปรึกษาเรื่องดูดไขมันมาหลายที่
บางคลินิกบอกว่าไม่ค่อยมีไขมันเท่าไหร่
แต่อีกคลินิกกลับบอกว่าดูดไขมันออกได้เลย
ตกลงแบบไหนถูกกันแน่คะ?"

โบท็อกซ์เหนียง,
ไม่ใช่ว่าฉีดแบบไหนก็เหมือนกันหมดนะคะ
การฉีดโบท็อกซ์เหนียง คือการฉีด Botulinum Toxin
เข้าไปที่เนื้อเยื่อที่เป็นต้นเหตุของความหย่อนคล้อยใต้คาง
เพื่อช่วยลดขนาดเนื้อเยื่อส่วนนั้นลงค่ะ
แต่มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องรู้นะคะ
ต่างจากโบท็อกซ์กรามที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย
เพราะการฉีดลดเหนียงนั้น 'จุดที่ต้องฉีด'
จะแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงในแต่ละเคสค่ะ
บางเคสฉีดที่กล้ามเนื้อคอ (Platysma Muscle),
บางเคสฉีดที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular Gland),
หรือบางเคสก็อาจจะต้องฉีดทั้งสองส่วนควบคู่กันไปค่ะ
แม้จะเรียกว่า "โบท็อกซ์เหนียง" เหมือนกัน
แต่จริงๆ แล้ว
เป็นหัตถการที่มีกลุ่มเป้าหมายของเนื้อเยื่อต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

ดูดไขมันเหนียงมาแล้ว ทำไมยังดูเหมือนเดิม?
Key Point ของบทความนี้
ดูดไขมันเหนียงมาแล้ว ทำไมถึงยังหนาเหมือนเดิม?
สำหรับคนตัวเล็กหรือคนผอม กว่าครึ่งหนึ่งของปัญหาเหนียง
จริงๆ แล้วเกิดจากต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรโตค่ะ
ถ้าสาเหตุมาจากต่อมน้ำลายไม่ใช่ไขมัน การดูดไขมันออกจะได้ผลเป็น 0 ทันทีค่ะ
ดังนั้นควรตรวจเช็กด้วยอัลตราซาวด์ก่อน
และการฉีดโบท็อกซ์ขนาด 20~40U คือคำตอบที่ถูกต้องค่ะ
หากคุณค้นหาคำว่า โบท็อกซ์เหนียง แล้วเข้ามาเจอบทความนี้
คุณน่าจะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่
"ไม่ได้อ้วนขึ้นนะ แต่ทำไมใต้คางดูหนาๆ" หรือ
"ไปปรึกษาเรื่องดูดไขมันมาแล้ว แต่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ"
อยู่แน่ๆ เลยใช่ไหมคะ
จริงๆ แล้วทั้งสองปัญหานี้
มีต้นตอมาจากสาเหตุเดียวกันเลยค่ะ
หมอวี ยองจิน ขอเล่าเคสที่เคยเจอในห้องตรวจให้ฟังนะคะ
เวลาคนไข้ที่รูปร่างผอม มีค่า BMI ไม่ถึง 20 มาปรึกษาเรื่องเหนียง
หมอแทบจะร้อยทั้งร้อยเลยค่ะ ที่จะขอตรวจด้วย
อัลตราซาวด์ก่อนเสมอ
เพราะในเคสที่รูปร่างผอมแต่ใต้คางดูหนานั้น
เกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้เกิดจากไขมันสะสม
แต่เกิดจากภาวะต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรโตค่ะ
ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรคือต่อมที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย
ซึ่งหลายๆ คนอาจจะโตตามกรรมพันธุ์
หรือโตขึ้นแบบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัวค่ะ
ทำไมจุดนี้ถึงสำคัญมากๆ น่ะเหรอคะ?
นั่นก็เพราะต่อมน้ำลายไม่ใช่ไขมัน
ดังนั้นจึงไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการดูดไขมันค่ะ
ต่อให้สอดท่อดูดไขมัน (Cannula) เข้าไป ก็ไม่มีไขมันหลุดออกมา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงไปดูดไขมันมาแล้ว
แต่เหนียงใต้คางยังหนาเท่าเดิมนั่นเองค่ะ
เจ็บตัวฟรี เสียทั้งเงิน
แถมยังต้องเสี่ยงกับรอยแผลเป็น
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นศูนย์ น่าเสียดายแย่เลยใช่ไหมคะ
แล้วถ้าต่อมน้ำลายโตล่ะ เราต้องทำยังไง?
คำตอบคือการฉีดโบท็อกซ์ปริมาณ 20~40U
เข้าไปที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรทั้งสองข้างโดยตรงค่ะ
โบท็อกซ์จะไปช่วยลดกระบวนการหลั่งน้ำลาย
ส่งผลให้ตัวต่อมน้ำลายฝ่อและหดเล็กลงตามธรรมชาติค่ะ
ผลลัพธ์มักจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนในสัปดาห์ที่ 2~3
และคงอยู่ได้ประมาณ 4~6 เดือนค่ะ
คนไข้หลายคนรู้สึกเซอร์ไพรส์กับข้อมูลนี้มากเลยค่ะ
อย่างเมื่อเดือนที่แล้ว มีคนไข้ผู้หญิงรูปร่างผอมอายุ 25 ปีเข้ามาพบหมอ
เธอเพิ่งไปรับใบเสนอราคาดูดไขมันจากคลินิกอื่นมาถึงสองแห่ง
แต่พอหมอตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ปรากฏว่าชั้นไขมันของเธอบางมากๆ
ในขณะที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรทั้งสองข้างโตกว่าปกติถึง 1.5 เท่าเลยค่ะ
หมอเลยแนะนำตรงๆ ว่าไม่ควรดูดไขมันค่ะ
"ถ้าดูดไขมันตอนนี้ รับรองว่าจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอนค่ะ"
หมอบอกคนไข้ไปแบบนี้
แล้วก็แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์ข้างละ 30U ที่ต่อมน้ำลายแทน
และผ่านไป 6 สัปดาห์ พอเธอกลับมาส่องกระจกดูอีกที ก็ตื่นเต้นกับลัพธ์มากๆ เลยค่ะ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
เหนียงของคนผอมส่วนใหญ่
มักไม่ได้เกิดจากไขมันค่ะ
ก่อนตัดสินใจดูดไขมัน แนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์
เพื่อเช็กความหนาของชั้นไขมันให้ชัวร์ก่อนนะคะ
หากเป็นเพราะต่อมน้ำลายโต การดูดไขมันจะไม่ได้ผลเลย
การฉีดโบท็อกซ์ 20~40U คือคำตอบที่ตรงจุดที่สุดค่ะ

Diet Botox,
ความจริงเบื้องหลังผลลัพธ์ของโบท็อกซ์น่องและโบท็อกซ์กราม
หมอทำตารางสรุปมาให้ดูเข้าใจง่ายๆ ค่ะ
คนที่มาปรึกษาเรื่องโบท็อกซ์เหนียง
ส่วนใหญ่มักจะถามถึง
โบท็อกซ์ลดน่องและโบท็อกซ์กรามควบคู่ไปด้วยค่ะ
หลายคนเรียกหัตถการเหล่านี้ว่า "Diet Botox" (โบท็อกซ์ลดความอ้วน)
แต่บอกตามตรงนะคะ
คำคำนี้อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ค่ะ
เพราะโบท็อกซ์มีหน้าที่ช่วยลดขนาด 'กล้ามเนื้อ'
ไม่ได้กระตุ้นการสลาย 'ไขมัน' ค่ะ
บริเวณที่ฉีด | เป้าหมายเนื้อเยื่อ | ระยะเวลาเริ่มเห็นผล | ในความเป็นจริง |
เหนียง (ประเภทกล้ามเนื้อ Platysma) | กล้ามเนื้อคอ (Platysma) | 2~3 สัปดาห์ | ผลลัพธ์น้อยในเคสที่เป็นเหนียงไขมัน |
เหนียง (ประเภทต่อมน้ำลายโต) | ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร | 3~6 สัปดาห์ | ควรมาฉีดซ้ำทุกๆ 4~6 เดือน |
โบท็อกซ์กราม | กล้ามเนื้อเคี้ยว (Masseter) | 4~6 สัปดาห์ | แรงเคี้ยวอาจลดลงชั่วคราว |
น่อง | กล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius) | 4~8 สัปดาห์ | เห็นผลเฉพาะกลุ่มกล้ามเนื้อน่องโต ไม่เห็นผลในกลุ่มน่องไขมัน |
จากตารางด้านบน จะสังเกตเห็นจุดร่วมจุดหนึ่งนะคะ
นั่นคือไม่ว่าจะฉีดส่วนไหน หากเป็นส่วนที่เป็น "ไขมัน"
ผลลัพธ์ที่ได้จะค่อนข้างน้อยค่ะ
กับน่องก็เหมือนกันค่ะ
ในกลุ่มคนไข้ที่เข้ามาฉีดโบท็อกซ์น่อง
มีหลายคนมากทีเดียวที่จริงๆ แล้วเป็นน่องไขมัน
ในเคสแบบนี้ต่อให้ฉีดโบท็อกซ์เข้าไป
ขนาดของน่องก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยค่ะ
ดังนั้นไม่ว่าจะฉีดบริเวณไหนก็ตาม
หมอจะต้องเริ่มจากการวิเคราะห์โครงสร้างเนื้อเยื่อเพื่อแยกแยะปัญหาก่อนฉีดเสมอค่ะ
ใต้คางจะเช็กด้วยเครื่องอัลตราซาวด์,
น่องจะเช็กจากการทำงานของกล้ามเนื้อเวลาเขย่งเท้า,
ส่วนกรามจะเช็กจากขนาดกล้ามเนื้อเวลากัดฟันค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์โดยไม่มีการตรวจประเมินกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อก่อน
อาจทำให้เสียเงินเปล่าไปฟรีๆ กว่าครึ่งเลยนะคะ
3 คำถามยอดฮิต
ที่คนไข้มักถามบ่อยที่สุด
Q1. รู้สึกว่าหลังจากฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ แล้วผลลัพธ์ลดลงเรื่อยๆ
แบบนี้เรียกว่าอาการดื้อยาหรือเปล่าคะ?
A. สำหรับเรื่องนี้เราต้องแบ่งพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไปค่ะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์จริงๆ ที่เกิดจากการสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านนั้น ถือว่าพบได้น้อยมากๆ ค่ะ
กว่า 70% ของคนไข้ที่บอกว่า "ผลลัพธ์ดูไม่ปังเหมือนเก่า"
มักจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ มากกว่าค่ะ
เช่น ความคุ้นชินของเนื้อเยื่อจากการฉีดซ้ำๆ
หรือการนำไปเปรียบเทียบกับผลลัพธ์อันน่าทึ่งในครั้งแรกสุด
จนรู้สึกว่าหลังๆ มานี้ผลลัพธ์มันดูเบาลง
ถ้าสงสัยว่ามีอาการดื้อยาจริงๆ
ก็สามารถเจาะเลือดเพื่อตรวจเช็กแบบละเอียดได้ค่ะ
หากพบว่าดื้อยาจริงๆ เราก็จะใช้วิธีเปลี่ยนไปใช้
Botulinum Toxin ยี่ห้ออื่นแทนค่ะ
Q2. โบท็อกซ์เหนียง ต้องฉีดทั้งหมดกี่ครั้ง?
และจำเป็นต้องฉีดไปตลอดชีวิตเลยไหมคะ?
A. สำหรับเคสต่อมน้ำลายโต โดยปกติแนะนำให้ฉีดทุกๆ 4~6 เดือน
อย่างสม่ำเสมอค่ะ เนื่องจากต่อมน้ำลายเป็นอวัยวะที่มีการทำงานอย่างตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
เมื่อตัวยาโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ ต่อมน้ำลายก็อาจจะค่อยๆ กลับมาโตขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม คนไข้หลายท่านพบว่าระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์
จะเริ่มอยู่ได้นานขึ้นเรื่อยๆ สืบเนื่องจากการฉีดอย่างต่อเนื่องค่ะ
จึงไม่เชิงว่าต้องฉีด "ไปตลอดชีวิต" หรอกค่ะ แต่สามารถปรับเปลี่ยน
ระยะการฉีดตามความพึงพอใจของแต่ละบุคคลได้เลยค่ะ
Q3. ถ้าฉีดโบท็อกซ์ที่ต่อมน้ำลายใต้คาง จะทำให้น้ำลายไม่ออก
จนปากแห้งมากไหมคะ?
A. ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้นเลยค่ะ
เนื่องจากร่างกายเรายังมีต่อมน้ำลายที่ผลิตน้ำลายส่วนอื่นๆ อีก เช่น ต่อมน้ำลายใต้หู และต่อมน้ำลายใต้ลิ้น
ดังนั้นแม้ประสิทธิภาพการทำงานของต่อมน้ำลายใต้คางจะลดลง
แต่น้ำลายโดยรวมของร่างกายก็ไม่ได้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
หากฉีดในปริมาณที่ไม่เกินข้างละ 20U
คนไข้ส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้สึกว่ามีอาการปากแห้งเลยค่ะ
แต่หากฉีดปริมาณสูงถึง 30~40U อาจมีกลุ่มคนไข้บางส่วนที่มีอาการปากแห้งเล็กน้อย
ในช่วงสัปดาห์ที่ 2~3 แรกของการฉีดค่ะ
อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวได้เองใน 1~2 เดือน
แต่การทราบข้อมูลส่วนนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนฉีดก็ถือเป็นเรื่องสำคัญค่ะ
ถ้าวันนี้คุณจะจำข้อมูลสำคัญกลับไปเพียงข้อเดียวล่ะก็ —
สำหรับผู้ที่มีรูปร่างเพรียวบางแต่กังวลเรื่องเหนียง ก่อนจะทำการดูดไขมัน
ให้ลองตรวจอัลตราซาวด์เช็กเรื่องต่อมน้ำลายก่อนนะคะ
เพราะถ้าสาเหตุไม่ใช่ไขมัน ท่อดูดไขมันก็ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องค่ะ
ในบทความหน้า หมอจะมาแชร์เรื่อง 'การประเมินระยะเวลาการฉีดเหนียงรอบใหม่
หลังจากฉีดโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายไปแล้ว 4 เดือน' กันต่อนะคะ
ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ จากหมอวี ยองจิน ค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง

โบท็อกซ์เหนียง (Double Chin Botox),
ทำไมต้องเช็กต่อมน้ำลายก่อนดูดไขมัน?
บ่ายวันพุธที่แล้ว มีคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่ง
ช่วงอายุประมาณ 20 ปีกลางๆ หุ่นเพรียวบาง เข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจค่ะ
"คุณหมอคะ หนูไม่ได้อ้วนขึ้นเลยนะ
แต่รู้สึกว่าใต้คางมันหนาขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ
หนูไปปรึกษาเรื่องดูดไขมันมาหลายที่
บางคลินิกบอกว่าไม่ค่อยมีไขมันเท่าไหร่
แต่อีกคลินิกกลับบอกว่าดูดไขมันออกได้เลย
ตกลงแบบไหนถูกกันแน่คะ?"

โบท็อกซ์เหนียง,
ไม่ใช่ว่าฉีดแบบไหนก็เหมือนกันหมดนะคะ
การฉีดโบท็อกซ์เหนียง คือการฉีด Botulinum Toxin
เข้าไปที่เนื้อเยื่อที่เป็นต้นเหตุของความหย่อนคล้อยใต้คาง
เพื่อช่วยลดขนาดเนื้อเยื่อส่วนนั้นลงค่ะ
แต่มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องรู้นะคะ
ต่างจากโบท็อกซ์กรามที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย
เพราะการฉีดลดเหนียงนั้น 'จุดที่ต้องฉีด'
จะแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงในแต่ละเคสค่ะ
บางเคสฉีดที่กล้ามเนื้อคอ (Platysma Muscle),
บางเคสฉีดที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular Gland),
หรือบางเคสก็อาจจะต้องฉีดทั้งสองส่วนควบคู่กันไปค่ะ
แม้จะเรียกว่า "โบท็อกซ์เหนียง" เหมือนกัน
แต่จริงๆ แล้ว
เป็นหัตถการที่มีกลุ่มเป้าหมายของเนื้อเยื่อต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

ดูดไขมันเหนียงมาแล้ว ทำไมยังดูเหมือนเดิม?
Key Point ของบทความนี้
ดูดไขมันเหนียงมาแล้ว ทำไมถึงยังหนาเหมือนเดิม?
สำหรับคนตัวเล็กหรือคนผอม กว่าครึ่งหนึ่งของปัญหาเหนียง
จริงๆ แล้วเกิดจากต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรโตค่ะ
ถ้าสาเหตุมาจากต่อมน้ำลายไม่ใช่ไขมัน การดูดไขมันออกจะได้ผลเป็น 0 ทันทีค่ะ
ดังนั้นควรตรวจเช็กด้วยอัลตราซาวด์ก่อน
และการฉีดโบท็อกซ์ขนาด 20~40U คือคำตอบที่ถูกต้องค่ะ
หากคุณค้นหาคำว่า โบท็อกซ์เหนียง แล้วเข้ามาเจอบทความนี้
คุณน่าจะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่
"ไม่ได้อ้วนขึ้นนะ แต่ทำไมใต้คางดูหนาๆ" หรือ
"ไปปรึกษาเรื่องดูดไขมันมาแล้ว แต่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ"
อยู่แน่ๆ เลยใช่ไหมคะ
จริงๆ แล้วทั้งสองปัญหานี้
มีต้นตอมาจากสาเหตุเดียวกันเลยค่ะ
หมอวี ยองจิน ขอเล่าเคสที่เคยเจอในห้องตรวจให้ฟังนะคะ
เวลาคนไข้ที่รูปร่างผอม มีค่า BMI ไม่ถึง 20 มาปรึกษาเรื่องเหนียง
หมอแทบจะร้อยทั้งร้อยเลยค่ะ ที่จะขอตรวจด้วย
อัลตราซาวด์ก่อนเสมอ
เพราะในเคสที่รูปร่างผอมแต่ใต้คางดูหนานั้น
เกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้เกิดจากไขมันสะสม
แต่เกิดจากภาวะต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรโตค่ะ
ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรคือต่อมที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย
ซึ่งหลายๆ คนอาจจะโตตามกรรมพันธุ์
หรือโตขึ้นแบบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัวค่ะ
ทำไมจุดนี้ถึงสำคัญมากๆ น่ะเหรอคะ?
นั่นก็เพราะต่อมน้ำลายไม่ใช่ไขมัน
ดังนั้นจึงไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการดูดไขมันค่ะ
ต่อให้สอดท่อดูดไขมัน (Cannula) เข้าไป ก็ไม่มีไขมันหลุดออกมา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงไปดูดไขมันมาแล้ว
แต่เหนียงใต้คางยังหนาเท่าเดิมนั่นเองค่ะ
เจ็บตัวฟรี เสียทั้งเงิน
แถมยังต้องเสี่ยงกับรอยแผลเป็น
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นศูนย์ น่าเสียดายแย่เลยใช่ไหมคะ
แล้วถ้าต่อมน้ำลายโตล่ะ เราต้องทำยังไง?
คำตอบคือการฉีดโบท็อกซ์ปริมาณ 20~40U
เข้าไปที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรทั้งสองข้างโดยตรงค่ะ
โบท็อกซ์จะไปช่วยลดกระบวนการหลั่งน้ำลาย
ส่งผลให้ตัวต่อมน้ำลายฝ่อและหดเล็กลงตามธรรมชาติค่ะ
ผลลัพธ์มักจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนในสัปดาห์ที่ 2~3
และคงอยู่ได้ประมาณ 4~6 เดือนค่ะ
คนไข้หลายคนรู้สึกเซอร์ไพรส์กับข้อมูลนี้มากเลยค่ะ
อย่างเมื่อเดือนที่แล้ว มีคนไข้ผู้หญิงรูปร่างผอมอายุ 25 ปีเข้ามาพบหมอ
เธอเพิ่งไปรับใบเสนอราคาดูดไขมันจากคลินิกอื่นมาถึงสองแห่ง
แต่พอหมอตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ปรากฏว่าชั้นไขมันของเธอบางมากๆ
ในขณะที่ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรทั้งสองข้างโตกว่าปกติถึง 1.5 เท่าเลยค่ะ
หมอเลยแนะนำตรงๆ ว่าไม่ควรดูดไขมันค่ะ
"ถ้าดูดไขมันตอนนี้ รับรองว่าจะต้องเสียใจภายหลังแน่นอนค่ะ"
หมอบอกคนไข้ไปแบบนี้
แล้วก็แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์ข้างละ 30U ที่ต่อมน้ำลายแทน
และผ่านไป 6 สัปดาห์ พอเธอกลับมาส่องกระจกดูอีกที ก็ตื่นเต้นกับลัพธ์มากๆ เลยค่ะ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
เหนียงของคนผอมส่วนใหญ่
มักไม่ได้เกิดจากไขมันค่ะ
ก่อนตัดสินใจดูดไขมัน แนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์
เพื่อเช็กความหนาของชั้นไขมันให้ชัวร์ก่อนนะคะ
หากเป็นเพราะต่อมน้ำลายโต การดูดไขมันจะไม่ได้ผลเลย
การฉีดโบท็อกซ์ 20~40U คือคำตอบที่ตรงจุดที่สุดค่ะ

Diet Botox,
ความจริงเบื้องหลังผลลัพธ์ของโบท็อกซ์น่องและโบท็อกซ์กราม
หมอทำตารางสรุปมาให้ดูเข้าใจง่ายๆ ค่ะ
คนที่มาปรึกษาเรื่องโบท็อกซ์เหนียง
ส่วนใหญ่มักจะถามถึง
โบท็อกซ์ลดน่องและโบท็อกซ์กรามควบคู่ไปด้วยค่ะ
หลายคนเรียกหัตถการเหล่านี้ว่า "Diet Botox" (โบท็อกซ์ลดความอ้วน)
แต่บอกตามตรงนะคะ
คำคำนี้อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ค่ะ
เพราะโบท็อกซ์มีหน้าที่ช่วยลดขนาด 'กล้ามเนื้อ'
ไม่ได้กระตุ้นการสลาย 'ไขมัน' ค่ะ
บริเวณที่ฉีด | เป้าหมายเนื้อเยื่อ | ระยะเวลาเริ่มเห็นผล | ในความเป็นจริง |
เหนียง (ประเภทกล้ามเนื้อ Platysma) | กล้ามเนื้อคอ (Platysma) | 2~3 สัปดาห์ | ผลลัพธ์น้อยในเคสที่เป็นเหนียงไขมัน |
เหนียง (ประเภทต่อมน้ำลายโต) | ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร | 3~6 สัปดาห์ | ควรมาฉีดซ้ำทุกๆ 4~6 เดือน |
โบท็อกซ์กราม | กล้ามเนื้อเคี้ยว (Masseter) | 4~6 สัปดาห์ | แรงเคี้ยวอาจลดลงชั่วคราว |
น่อง | กล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius) | 4~8 สัปดาห์ | เห็นผลเฉพาะกลุ่มกล้ามเนื้อน่องโต ไม่เห็นผลในกลุ่มน่องไขมัน |
จากตารางด้านบน จะสังเกตเห็นจุดร่วมจุดหนึ่งนะคะ
นั่นคือไม่ว่าจะฉีดส่วนไหน หากเป็นส่วนที่เป็น "ไขมัน"
ผลลัพธ์ที่ได้จะค่อนข้างน้อยค่ะ
กับน่องก็เหมือนกันค่ะ
ในกลุ่มคนไข้ที่เข้ามาฉีดโบท็อกซ์น่อง
มีหลายคนมากทีเดียวที่จริงๆ แล้วเป็นน่องไขมัน
ในเคสแบบนี้ต่อให้ฉีดโบท็อกซ์เข้าไป
ขนาดของน่องก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยค่ะ
ดังนั้นไม่ว่าจะฉีดบริเวณไหนก็ตาม
หมอจะต้องเริ่มจากการวิเคราะห์โครงสร้างเนื้อเยื่อเพื่อแยกแยะปัญหาก่อนฉีดเสมอค่ะ
ใต้คางจะเช็กด้วยเครื่องอัลตราซาวด์,
น่องจะเช็กจากการทำงานของกล้ามเนื้อเวลาเขย่งเท้า,
ส่วนกรามจะเช็กจากขนาดกล้ามเนื้อเวลากัดฟันค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์โดยไม่มีการตรวจประเมินกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อก่อน
อาจทำให้เสียเงินเปล่าไปฟรีๆ กว่าครึ่งเลยนะคะ
3 คำถามยอดฮิต
ที่คนไข้มักถามบ่อยที่สุด
Q1. รู้สึกว่าหลังจากฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ แล้วผลลัพธ์ลดลงเรื่อยๆ
แบบนี้เรียกว่าอาการดื้อยาหรือเปล่าคะ?
A. สำหรับเรื่องนี้เราต้องแบ่งพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไปค่ะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์จริงๆ ที่เกิดจากการสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านนั้น ถือว่าพบได้น้อยมากๆ ค่ะ
กว่า 70% ของคนไข้ที่บอกว่า "ผลลัพธ์ดูไม่ปังเหมือนเก่า"
มักจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ มากกว่าค่ะ
เช่น ความคุ้นชินของเนื้อเยื่อจากการฉีดซ้ำๆ
หรือการนำไปเปรียบเทียบกับผลลัพธ์อันน่าทึ่งในครั้งแรกสุด
จนรู้สึกว่าหลังๆ มานี้ผลลัพธ์มันดูเบาลง
ถ้าสงสัยว่ามีอาการดื้อยาจริงๆ
ก็สามารถเจาะเลือดเพื่อตรวจเช็กแบบละเอียดได้ค่ะ
หากพบว่าดื้อยาจริงๆ เราก็จะใช้วิธีเปลี่ยนไปใช้
Botulinum Toxin ยี่ห้ออื่นแทนค่ะ
Q2. โบท็อกซ์เหนียง ต้องฉีดทั้งหมดกี่ครั้ง?
และจำเป็นต้องฉีดไปตลอดชีวิตเลยไหมคะ?
A. สำหรับเคสต่อมน้ำลายโต โดยปกติแนะนำให้ฉีดทุกๆ 4~6 เดือน
อย่างสม่ำเสมอค่ะ เนื่องจากต่อมน้ำลายเป็นอวัยวะที่มีการทำงานอย่างตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
เมื่อตัวยาโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ ต่อมน้ำลายก็อาจจะค่อยๆ กลับมาโตขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม คนไข้หลายท่านพบว่าระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์
จะเริ่มอยู่ได้นานขึ้นเรื่อยๆ สืบเนื่องจากการฉีดอย่างต่อเนื่องค่ะ
จึงไม่เชิงว่าต้องฉีด "ไปตลอดชีวิต" หรอกค่ะ แต่สามารถปรับเปลี่ยน
ระยะการฉีดตามความพึงพอใจของแต่ละบุคคลได้เลยค่ะ
Q3. ถ้าฉีดโบท็อกซ์ที่ต่อมน้ำลายใต้คาง จะทำให้น้ำลายไม่ออก
จนปากแห้งมากไหมคะ?
A. ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้นเลยค่ะ
เนื่องจากร่างกายเรายังมีต่อมน้ำลายที่ผลิตน้ำลายส่วนอื่นๆ อีก เช่น ต่อมน้ำลายใต้หู และต่อมน้ำลายใต้ลิ้น
ดังนั้นแม้ประสิทธิภาพการทำงานของต่อมน้ำลายใต้คางจะลดลง
แต่น้ำลายโดยรวมของร่างกายก็ไม่ได้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
หากฉีดในปริมาณที่ไม่เกินข้างละ 20U
คนไข้ส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้สึกว่ามีอาการปากแห้งเลยค่ะ
แต่หากฉีดปริมาณสูงถึง 30~40U อาจมีกลุ่มคนไข้บางส่วนที่มีอาการปากแห้งเล็กน้อย
ในช่วงสัปดาห์ที่ 2~3 แรกของการฉีดค่ะ
อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวได้เองใน 1~2 เดือน
แต่การทราบข้อมูลส่วนนี้ไว้ล่วงหน้าก่อนฉีดก็ถือเป็นเรื่องสำคัญค่ะ
ถ้าวันนี้คุณจะจำข้อมูลสำคัญกลับไปเพียงข้อเดียวล่ะก็ —
สำหรับผู้ที่มีรูปร่างเพรียวบางแต่กังวลเรื่องเหนียง ก่อนจะทำการดูดไขมัน
ให้ลองตรวจอัลตราซาวด์เช็กเรื่องต่อมน้ำลายก่อนนะคะ
เพราะถ้าสาเหตุไม่ใช่ไขมัน ท่อดูดไขมันก็ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องค่ะ
ในบทความหน้า หมอจะมาแชร์เรื่อง 'การประเมินระยะเวลาการฉีดเหนียงรอบใหม่
หลังจากฉีดโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายไปแล้ว 4 เดือน' กันต่อนะคะ
ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ จากหมอวี ยองจิน ค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
Sofwave เป็นการรักษาที่ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและยกระดับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มาเช็กกันให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ระยะเวลาผลลัพธ์ ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นกันค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



